ผื่นลมพิษ

thairath141017_01aพบบ่อยแค่ไหน

ผื่นลมพิษ (urticaria) เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยร้อยละ 10 – 15 ของประชากร จะเคยเป็นผื่นลมพิษอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ผื่นลมพิษเกิดจากปฏิกิริยาที่สารฮีสตามีนออกมามีฤทธิ์ต่อผิวหนังทั่วร่างกาย ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และมีของเหลวรั่วซึมออกมานอกหลอดเลือด ทำให้เกิดการบวมน้ำของชั้นผิวหนังและใต้ผิวหนัง มองเห็นเป็นลักษณะผื่น เป็นวงๆ ขอบกลมบ้างหยักบ้าง ใหญ่บ้างเล็กบ้าง เป็นปื้นนูนแดง และมีอาการคันมาก อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว และมีอาการบวมของหนังตา ปาก แก้ม ใบหู หนังศีรษะ หรือผิวหนังบวมเป็นตุ่มนูนๆ ร่วมด้วย ซึ่งผื่นลมพิษแต่ละจุดมักหายได้เองภายใน 2–3 ชั่วโมง หรือมักอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง แล้วย้ายที่เกิดผื่นใหม่

thairath141017_01b

สาเหตุเกิดจากอะไร

ผื่นลมพิษที่เป็นอยู่ไม่กี่วันแล้วหาย หรือมีอาการเป็นๆ หายๆ ไม่เกิน 6 สัปดาห์ เรียกว่า ‘ลมพิษเฉียบพลัน’ ส่วนใหญ่มักหาสาเหตุไม่พบ โดยบางรายเกิดจากการแพ้ยา อาหาร หรือแมลง บางรายเกิดจากโรคติดเชื้อ แต่ถ้าเป็นผื่นลมพิษติดต่อกันแทบทุกวันเป็นระยะเวลานานกว่า 6 สัปดาห์ขึ้นไป จะเรียกว่า ‘ลมพิษเรื้อรัง’ ซึ่งประเภทนี้จำเป็นต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร จากโรคร้ายที่ซ่อนอยู่ภายในหรือไม่ เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune disease) หรือ โรคมะเร็ง เป็นต้น

สาเหตุของผื่นลมพิษที่พบบ่อย ได้แก่

1. การติดเชื้อ เป็นสาเหตุซึ่งพบบ่อยที่สุดของกลุ่มลมพิษเฉียบพลัน เช่น การติดเชื้อไวรัส ผิวหนังอักเสบจากแบคทีเรีย ส่วนโรคไซนัสอักเสบ ฟันผุ พยาธิในลำไส้ อาจเป็นสาเหตุของลมพิษชนิดเรื้อรัง

2. อาหาร พบว่าเป็นสาเหตุของลมพิษเฉียบพลันได้บ่อยๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งอาหารที่พบการแพ้บ่อย ได้แก่ นม ไข่ ถั่วเหลือง แป้งข้าวสาลี อาหารทะเล โดยอาการผื่นมักเกิดภายใน 1 – 2 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหารที่แพ้

3. ยา การแพ้ยาบางชนิดทำให้เกิดผื่นลมพิษได้ เช่น ยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะกลุ่มเพนนิซิลิน ยาแก้ปวดลดไข้ แอสไพริน วัคซีน เป็นต้น

4. แมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ยุง มด ผึ้ง ตัวต่อ ปฏิกิริยาโดยทั่วไปหลังถูกกัดต่อย คือ เกิดเป็นตุ่ม มีอาการเจ็บและคัน มีอาการอยู่ 3 – 4 วันก็หาย แต่สำหรับคนที่มีอาการแพ้จะมีปฏิกิริยากับพิษของแมลงจนเกิดผื่นลมพิษเฉียบพลันทั่วตัวภายใน 1 – 2 ชั่วโมง บางรายมีอาการแพ้รุนแรง (anaphylaxis) จนอาจถึงแก่ชีวิตได้

5. สิ่งกระตุ้นทางกายภาพ เช่น ความเย็น การออกกำลังกาย แสงแดด หรือการขีดกดทับบนผิวหนัง ก็เป็นสาเหตุให้เกิดลมพิษได้ โดยเฉพาะลมพิษเรื้อรัง

6. โรคร้ายต่างๆ ได้แก่ โรคแพ้ภูมิตัวเอง มะเร็ง ต่อมไทรอยด์อักเสบ ตับอักเสบเรื้อรัง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดลมพิษได้เช่นกัน

7. ไม่ทราบสาเหตุ ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าเกิดจากอะไร แต่เป็นลมพิษชนิดเรื้อรังและมีอาการอยู่สักระยะหนึ่งจะหายไปเองได้

ลมพิษรักษาอย่างไร     

เนื่องจากลมพิษเกิดจากหลายสาเหตุ จึงมีความจำเป็นต้องหาสาเหตุด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เช่น ถ้าแพ้อาหาร ต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แพ้ ถ้าเป็นจากโรคร้ายต่างๆ ก็ต้องทำการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุด้วย

การรักษาผื่นลมพิษ แนะนำให้ใช้ยาต้านฮีสตามีน ซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม และเหมาะกับลมพิษเฉียบพลัน แต่ในกรณีลมพิษเรื้อรัง ต้องใช้ยาต้านฮีสตามีนเป็นระยะเวลานาน และควรเลือกใช้ยาที่ไม่ง่วง สำหรับยาสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกัน เป็นยาที่มีผลข้างเคียงมาก ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในทุกราย และมักใช้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อยาต่างๆ สำหรับกรณีที่มีอาการรุนแรง ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาให้ถูกต้องเหมาะสม ทั้งขนาดและระยะเวลาในการใช้ยา.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 17 ตุลาคม 2557

กลยุทธ์รับมือ…โรคภูมิแพ้ผิวหนัง

bangkokbiznews140521_01ปัญหาคันๆ เกาๆ อาจเป็นเรื่องที่หลายคนพบเจออยู่บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจเกิดได้จะหลายสาเหตุ แต่ถ้ามีอาการคันที่ผิดปกติ เช่น คุณสาวๆ ที่มีอาการคันหูเพราะแพ้ตุ้มหูคู่สวยที่ซื้อมาใหม่จนติ่งหูแดงบวม มีน้ำเหลือง บางคนเป็นผื่นที่ท้องคันเนื่องจากแพ้กระดุมโลหะของกางเกง หรือหัวเข็มขัดโลหะ

บางคนคันเพราะแพ้สายนาฬิกาหนังจนเป็นผื่นที่ข้อมือ แพ้รองเท้าหนังก็มีผื่นที่หลังเท้ายังมีสารอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้แพ้ได้ เช่น ยาง ปูน พลาสติก ถ้าใครกำลังประสบปัญหาเหล่านี้ อย่าได้นิ่งนอนใจปล่อยทิ้งไว้ เพราะคุณอาจกำลังเผชิญกับ “โรคภูมิแพ้ผิวหนัง” อยู่ก็เป็นได้

ดร. พญ. พิมลพรรณ กฤติยรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า “ภูมิแพ้ผิวหนัง” เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากรุ่นปู่ย่าตายายสู่รุ่นพ่อแม่และลูกหลาน โดยโรคนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ไวกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น

โรคภูมิแพ้ผิวหนังอาจเกิดร่วมกับโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด แพ้อากาศ แพ้ฝุ่นจามบ่อย ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มเดียวกัน แต่ละคนอาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน บางคนอาจมีอาการเฉพาะทางผิวหนัง หรือบางคนอาจมีอาการทางเดินหายใจร่วมด้วย สำหรับเด็กที่เป็นโรคนี้จะมีอาการผิวแห้ง คันยุบยิบตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แถมมีผื่นแดง ขึ้นตามบริเวณร่างกาย โดยเฉพาะข้อพับแขน ขา และคอ เวลามีเหงื่อออกจะคันมากขึ้น หากเป็นเรื้อรังผิวหนังจะหนาและมีรอยคล้ำ เด็กบางคนถ้าอายุมากขึ้นอาการจะดีขึ้น ผื่นอาจจะหายไปเหลือเพียงอาการผิวแห้งเท่านั้นแต่บางคนอาจเป็นไปจนถึงผู้ใหญ่

คนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะแพ้แมลง ยุง มด มีอาการคันง่าย เมื่ออดเกาไม่ได้ ก็เป็นเหตุทำให้เกิดขาลายเรื้อรัง จึงควรป้องกันโดยทาน้ำยากันยุงหรือใส่กางเกงขายาวปกปิดเวลาออกไปเดินนอกบ้านในเวลากลางคืน ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกาจนเป็นแผลซึ่งจะนำไปสู่การติดเชื้อเป็นหนองได้ ควรดูแลโดยการใช้สบู่อ่อนๆ และไม่ใช้บ่อย ทาโลชั่นให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการระคายเคือง อาการจะบรรเทาไปเอง เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงมีผื่นอักเสบอยู่ ในบริเวณที่หลีกเลี่ยงการระคายเคืองได้ยาก เช่น มือและเท้า มือจะแดงแห้งลอก ส้นเท้าแตกจนบางครั้งมีเลือดออกซิบๆ บริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น คอ ข้อพับแขน ขา หรือบริเวณที่เสียดสี เช่นเอว ใต้ราวนม รักแร้ ขาหนีบ จะเป็นผื่นและคล้ำได้ง่าย

“แม้โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่คนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง จะมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง มีอาการคันง่าย จึงมักเกาจนเป็นแผลที่ผิวหนังทำให้ติดเชื้อง่าย ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียจะเป็นตุ่มหนอง ติดเชื้อไวรัสจะเป็นหูด และหูดข้าวสุกโดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งหากมีการติดเชื้อเหล่านี้ เมื่อเด็กเล่นด้วยกันหรือว่ายน้ำในสระเดียวกันอาจติดต่อกันได้”

สำหรับการรักษาภูมิแพ้ผิวหนังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ถ้าโรคอยู่ในระยะเฉียบพลัน มีตุ่มน้ำและน้ำเหลือง ควรใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำเกลือที่สะอาดประคบแผลให้น้ำเหลืองแห้งก่อนจึงตามด้วยยาทา ยาที่ทาได้ผลเร็วคือยาทาสเตียรอยด์ แต่เมื่อผื่นหายแล้วต้องหยุดยา อย่าไปซื้อยาสเตียรอยด์มาทาเอง เพราะจะมีผลข้างเคียงในระยะยาว ถ้าเรื้อรังเป็นๆ หายๆ ควรใช้ยาที่ไม่มีสเตียรอยด์ทา และรับประทานยาแก้แพ้ หากอาการรุนแรงมากๆ แพทย์อาจพิจารณาให้ รับประทานยาสเตียรอยด์ หรือฉายแสงอัลตร้าไวโอเลตที่เรียกว่า Phototherapy ซึ่งจะช่วยระงับอาการคันทำให้ผื่นดีขึ้นและผลข้างเคียงน้อยกว่ารับประทานยาสเตียรอยด์

อย่างไรก็ตาม ดร. พญ. พิมลพรรณ แนะนำว่าคำตอบสำหรับการป้องกันโรคภูมิแพ้ผิวหนังนั้นก็คือ การรู้จักดูแลตนเองและปฏิบัติตนให้ถูกต้อง โดยการเลือกใช้สบู่อ่อนๆ ที่ให้ความชุ่มชื้น ไม่ระคายเคืองกับผิว อย่าเข้าใจผิดคิดว่าไม่สะอาด แล้วพยายามไปฟอกไปถูด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งจะทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้คันและเป็นผื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่น หรือครีมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแบบเฉียบพลัน เช่น อาบน้ำร้อนมาก หรือเปิดแอร์เย็นจัด อย่าใส่เสื้อผ้าที่รัดมากหรือเนื้อหยาบหนาหรือผ้าขนสัตว์ เพราะมักทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว ที่ไหนมีฝุ่นมาก มีแมลงหรือยุงชุม ก็ควรหลีกเลี่ยง ควรออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสร้างภูมิให้กับร่างกาย ภูมิแพ้ผิวหนังก็จะดีขึ้นเอง ถ้าหากไม่แน่ใจควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบโดยวิธีทำ Patch Test จะได้ทราบสาเหตุสารที่แพ้ เพื่อป้องกันอาการลุกลามต่อไป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 21 พฤษภาคม 2557

‘​อาการ​คัน​’ ​กับ​ ‘​โรค​ภาย​ใน​’​

ปัจจุบันพบว่า “อาการคัน” เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้บ่อยมาก โดยยังพบได้บ่อยว่าอาการคันนั้นอาจสัมพันธ์กับโรคทางกายอย่างอื่นด้วย

นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์โรคผิวหนัง  กล่าวว่า อาการคันเป็นความรู้สึกไม่สบายผิวหนังที่ทำให้อยากเกา นอกจากโรคผิวหนังแล้ว ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการคัน 10-50% จะตรวจพบว่ามีโรคทางกายที่เป็นสาเหตุของอาการคันร่วมด้วย ดังนั้นก่อนที่จะวินิจฉัยว่า อาการคันมาจากโรคภายใน จำเป็นต้องซักประวัติโดยละเอียด ต้องแยกอาการคันจากแมลงกัด หิด และผิวแห้ง

อาการคันจากโรคภายใน มักคันทั่วตัว แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้คันทันที มีดังนี้

อาการคันจากโรคไต อาการคันอาจเป็นครั้งคราว และหายไปได้เอง หรืออาจคันต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน 56% ของผู้ป่วยคันเฉพาะที่ ที่พบบ่อยได้แก่ หลัง ท้อง ศีรษะบริเวณกลางกระหม่อมของหนังศีรษะ แขน ที่เหลือจะคันแบบกระจายทั่วร่างกาย อาการคันมักกำเริบในเวลากลางคืน หรือระหว่างฟอกเลือด หรือฟอกเลือดเสร็จ บางรายอาการคันกำเริบระหว่างฤดูร้อน

อาการคันจากโรคตับ มักคันเป็นช่วง ๆ คันไม่มากนัก อาจเป็นเฉพาะที่ หรือกระจายทั่วตัว มักคันมากที่มือและเท้า และตำแหน่งที่สวมเสื้อผ้ารัดรูป อาจพบ ผิวสีเหลืองที่เรียกดีซ่าน ไฝแดงลักษณะเหมือนแมงมุม เต้านมโตในผู้ชาย ก้อนไขมันสีเหลืองมักเป็นที่หนังตาบน ม้ามโต ผิวมีสีโคลน

อาการคันจากโรคเลือด  แม้ว่าอาการคันจากโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กจะยังคงเป็นที่โต้แย้งกันอยู่ แต่ก็พบอาการคันทั่วร่างกายได้บ่อยที่สุด แต่บางครั้งอาจคันเฉพาะที่ ซึ่งมักเป็นที่บริเวณรอบทวารหนัก และที่อวัยวะเพศหญิง ในผู้ป่วยโรคเลือดบางอย่าง จะมีอาการคันหลังสัมผัสน้ำ มักเป็นหลังอาบน้ำร้อน หรืออาบฝักบัว อาการนี้อาจเป็นก่อนพบโรคได้หลายปี ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะ สายตาผิดปกติ น้ำหนักลด เหงื่อออกตอนกลางคืน และบ้านหมุน อาการอื่น ๆ เช่น นิ้วมือแดง ร้อน และเจ็บ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจางจากขาดเหล็กจะมีผิวซีด อาจมีลิ้น และมุมปากอักเสบ

อาการคันจากโรคต่อมไร้ท่อ ในผู้ป่วยแทบทุกราย จะเป็นทั่วร่างกาย และสัมพันธ์กับอาการของโรคที่เป็น ในผู้ป่วยเบาหวาน อาจคันที่เฉพาะที่ พบบ่อยที่อวัยวะเพศหญิงหรือทวารหนัก โดยพบว่ามีการติดเชื้อยีสต์และเชื้อราร่วมด้วย มีรายงานว่า พบอาการคันของหนังศีรษะที่ไม่หยุดหย่อนในผู้ป่วยเบาหวาน แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็ยังเป็นที่โต้แย้งกันอยู่ ในผู้ป่วยที่ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยจะมีเล็บเปราะ ผิวและผมหยาบแห้ง ส่วนผู้ป่วยที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากจะมีผิวอุ่น เรียบ และละเอียด อาจมีโรคลมพิษเรื้อรัง อาการแสดงอื่นคือ มีไข้ หัวใจเต้นเร็ว  ตาโปน

อาการคันในมะเร็ง มักคันรุนแรงปานกลางถึงคันมาก  ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ แขนด้านนอกและหน้าแข้ง  พบว่าอาการคันในรูจมูกอาจสัมพันธ์กับเนื้องอกในสมอง  ส่วนอาการคันในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจนำมาก่อนการวินิจฉัยโรคนานถึง 5 ปี อาการคันในกลุ่มนี้จะคันจนทนไม่ได้  คันแบบต่อเนื่อง และคันรุนแรงมาก

นอกจากนี้ยังมีโรคภายในอื่น ๆ ที่มีอาการคันร่วมด้วย เช่น โรคเอดส์ อาจพบผื่นลอกเป็นขุยที่ใบหน้า ผิวแห้ง มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง เช่น ติดเชื้อรา เชื้อไวรัส  อาการคันจากแพ้ยาที่ไม่มีผื่นร่วมด้วย ฝีในสมอง โรคติดเชื้อพยาธิ เช่น พยาธิตัวจี๊ด พยาธิเข็มหมุด พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย โรคติดเชื้อไวรัส เช่น โรคลำไส้อักเสบ โรคฉี่หนู ภาวะเป็นพิษจากสารเคมี เช่น ปรอท

การตรวจร่างกายช่วยแยกระหว่างอาการคันจากโรคผิวหนังโดยตรง และอาการคันที่เนื่องมาจากโรคภายในอื่น ๆ  ในกรณีที่คันจากโรคภายในผู้ป่วยจะมีผิวปกติ หรือมีรอยโรค เช่น รอยแกะเกาตุ่มนูนจากการเกา ผิวหนาเหมือนเปลือกไม้ หรือมีลักษณะการติดเชื้อที่ผิวหนัง     ผู้ป่วยอาจมีลักษณะที่เรียกว่าอาการแสดงลักษณะผีเสื้อ คือมีบริเวณผิวหนังสีจาง หรือสีผิวปกติที่กลางหลัง และมีผิวสีเข้มหรือรอยเกาอยู่รอบนอกตามบริเวณที่เอื้อมมือเกาได้ถึง แสดงว่าอาการคันน่ามีสาเหตุจากโรคทางกายอื่น ๆ ร่วมด้วย

ในรายที่พบกระเนื้อจำนวนมากซึ่งมักมีอาการคันร่วมด้วย ต้องสืบหามะเร็งภายในด้วย เพราะผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็ง ดังนั้น เพื่อหาสาเหตุของอาการคันเรื้อรัง แพทย์อาจส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด การตรวจหาระดับน้ำตาล การตรวจอุจจาระ การขูดผิวหนังเพื่อหาเชื้อ และการตัดชิ้นเนื้อ ถึงการตรวจได้ผลลบในครั้งแรก  ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าอาการคันจะไม่ได้เกิดจากโรคภายในเสมอไป  ในรายที่สงสัยอาจตรวจซ้ำทุก 3-6  เดือน

อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการคันมากอาจนอนไม่หลับทำให้สุขภาพทรุดโทรม บางรายอาจเกิดความคิดฆ่าตัวตาย ดังนั้นผู้ป่วยที่คันเรื้อรังควรดูแลไม่ให้เกิดผิวแห้ง ด้วยการทาครีมให้ความชุ่มชื้น งดการฟอกสบู่บ่อย ๆ งดการอาบน้ำร้อนจัดหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าระคายเคืองผิวง่าย  และลดความเครียด เพราะความเครียดจะทำให้อาการคันกำเริบได้.

นวพรรษ  บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  18 ตุลาคม 2552