‘ปลายประสาทอักเสบ’ ภัยเงียบผู้สูงวัย

bangkokbiznews140708_01แพทย์เผยปลายประสาทอักเสบ อาการบวม แดง อ่อนแรงและชา ที่แขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า พบมากในผู้สูงวัย ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ ชี้ถ้าพบมีบาดแผลหรือฟกช้ำที่ปลายมือปลายเท้า ควรรีบพบแพทย์ทันที

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ระบบประสาทแบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย และระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งระบบประสาทส่วนปลายเกี่ยวข้องกับ 2 สิ่ง คือ การเคลื่อนไหวและการรับความรู้สึก ปลายประสาทอักเสบส่วนมากมักพบในผู้สูงอายุ แต่ในคนที่อายุน้อยพบได้เช่นกัน ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ อาการของปลายประสาทอักเสบ คือ ปวด บวม แดง ร้อน หรือถ้าดูในกล้องจุลทรรศน์จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวนมาก แสดงว่ามีปฏิกิริยาต่อการอักเสบ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก มีการอักเสบจริง ๆ ที่ระบบประสาทส่วนปลาย อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรืออาจพบในกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรง ชา แต่ยังสามารถไปไหนมาไหนได้ ทำงานได้ หรือในผู้ป่วยที่เป็นรุนแรงจนถึงกล้ามเนื้อสำคัญ ๆ เช่น กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจ อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นการอักเสบที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ตัวเองของร่างกาย ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง จึงจะสามารถฟื้นได้ โดยการให้ยาบางชนิดเป็นยากลุ่มที่เป็นเซรั่มแก้อาการแพ้เข้าไปช่วย ซึ่งค่อนข้างมีราคาแพง หรือหากติดเชื้อรุนแรงบริเวณกล้ามเนื้อสำคัญบริเวณแขน ขา อาจมีอาการอ่อนแรง บางรายอาจต้องทำกายภาพบำบัด

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ขาดวิตามิน หรือสารบางชนิด เช่น วิตามินบี ซึ่งพบผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้น้อย เนื่องจากปัจจุบันมีการบริโภคอาหารที่ดีขึ้น

กลุ่มที่ 3 เป็นผลมาจากพิษต่าง ๆ เช่น พิษจากตะกั่ว โลหะหนัก พิษเหล่านี้จะทำให้ระบบประสาทส่วนปลายเสียไปมักจะเป็นที่ปลายมือปลายเท้า

นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่คล้ายจะเป็นที่ระบบประสาทส่วนปลาย แต่เป็นความผิดปกติที่ระบบประสาทส่วนกลาง คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับไขสันหลัง เช่น มีเนื้องอกหรือมีอะไรไปกดที่เส้นประสาท หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทบริเวณบั้นเอว ซึ่งพบได้บ่อย จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา อ่อนแรง และมีอาการปวด เสียการทรงตัวเนื่องจากขาอ่อนแรง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่มีปัญหาหมอนรองกระดูกะมีท่าเดินลักษณะเฉพาะ หรือบางครั้งอ่อนแรง รวมทั้งกรณีที่เป็นโรคเบาหวาน สามารถทำให้เกิดปลายประสาทอักเสบได้เช่นกัน สำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของประสาทส่วนปลาย จะมีอาการ ชา อ่อนแรง ซึ่งการรักษาจะเป็น ไปตามแนวของเส้นประสาทที่ผิดปกติ ส่วนใหญ่จะเป็นที่บริเวณแขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า เพราะมีเส้นประสาทจำนวนมาก

อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดบาดแผลที่ปลายมือปลายเท้า ถ้าพบว่า มีบาดแผลหรือฟกช้ำที่ปลายมือปลายเท้า ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะถ้าปล่อยไว้ แผลอาจทำให้ลุกลามและรักษายาก

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 8 กรกฎาคม 2557

Advertisements

ปวดคอแบบไหน ส่ออันตราย

อาการปวดบริเวณต้นคอ บ่า สะบัก เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงเคยเกิดปัญหาลักษณะนี้มาก่อน และมักหาทางออกด้วยการไปใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง มากน้อยแตกต่างกัน แต่สุดท้ายก็หวนกลับมาเป็นอีก

ปัญหาเรื่องอาการปวดบริเวณคอนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง ผศ.นพ.เจริญชัย อัศวก้องเกียรติ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง ประจำโรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า อาการปวดคอพบได้ในคนหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานในสำนักงาน หรือชาวออฟฟิศ (Office) นั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มือพิมพ์แป้นพิมพ์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ เป็นสาเหตุของอาการปวดคอที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์บ่อยมาก อาจปวดแบบเป็นๆ หายๆ หรือปวดเรื้อรัง ถ้าอาการปวดมาจากกล้ามเนื้อจะไม่ค่อยก่อปัญหาอะไรมาก แต่ถ้าปวดรุนแรงมากเพราะหมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณกระดูกต้นคอเสื่อม แล้วเคลื่อนไปทับเส้นประสาท หรือไขสันหลัง อาการปวดชนิดนี้นับว่าเป็นอันตราย

เพื่อให้รู้จักหมอนรองกระดูกมากขึ้น ผศ.นพ.เจริญชัยอธิบายว่า คอและหลังของคนเราจะประกอบด้วยกระดูกสันหลังหลายๆ ข้อมาต่อกัน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีอวัยวะชนิดหนึ่งคั่นอยู่เรียกว่า หมอนรองกระดูก ซึ่งจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ วงรอบนอกจะมีลักษณะเป็นวงแหวนที่มีความหยุ่น เหนียว คล้ายยางรถยนต์ และใจกลางวงแหวนนี้จะมีลักษณะเป็นเหมือนเจลใสๆ ทั้งหมดมีหน้าที่รับแรงกระแทกและมีความยืดหยุ่นในตัว ทำให้เราเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังได้ดีขึ้น


นอกจากพฤติกรรมใช้งานคอและหลังแบบผิดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ที่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมแล้ว อายุที่มากขึ้นก็เป็นสาเหตุของหมอนรองกระดูกเสื่อมเช่นกัน เพราะภาวะนี้เป็นการเสื่อมตามธรรมชาติ เมื่ออายุเกิน 30 ปี โปรตีนที่อยู่ในเจลซึ่งอยู่ข้างในหมอนรองกระดูก รวมถึงวงแหวนรอบนอกจะเริ่มเสื่อม อีกทั้งยังสูญเสียความยืดหยุ่นและคุณสมบัติการรับแรงกระแทก ทำให้เวลาขยับตัว กระแทก หรือใช้งานมากๆ จะทำให้วงแหวนที่อยู่รอบๆ เจลดังกล่าว ซึ่งทำหน้าที่ยึดระหว่างข้อต่อแต่ละข้อเปื่อยยุ่ยและฉีกขาดในที่สุด จนเนื้อของหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนไปข้างหลัง เบียดอวัยวะสำคัญที่คอคือ ไขสันหลังที่ต่อมาจากสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย หรือเส้นประสาท ถ้าหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือเคลื่อนจนทำให้ความแข็งแรงในการยึดกันของข้อกระดูกสันหลังลดลง ร่างกายจะพยายามสร้างหินปูน หรือสร้างเนื้อเยื่อโดยรอบข้อต่อให้หนาตัวมากยิ่งขึ้น จะยิ่งทำให้มีการกดทับช่องไขสันหลังมากขึ้น

ในระยะแรกอาจแยกไม่ออกว่าอาการปวดคอนั้นเป็นอาการปวดทั่วๆ ไป หรือปวดเพราะหมอนรองกระดูกเสื่อม แต่สามารถสังเกตได้โดย ถ้าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อจะมีอาการเมื่อใช้งาน พอได้พักอาการจะดีขึ้น แต่กรณีที่เป็นหมอนรองกระดูกเสื่อม แม้จะพักผ่อนแล้วอาการไม่ค่อยจะดีขึ้น ยังคงปวดต่อเนื่อง

อาการปวดคอแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ

กลุ่มที่มีอาการปวดคออย่างเดียว ปวดมาถึงบ่าถึงสะบัก กลุ่มนี้ถึงแม้จะรักษาค่อนข้างง่าย แต่ก็เป็นอันตรายหรือภัยเงียบด้วยเช่นกัน เพราะผู้ป่วยคิดว่าไม่อันตรายจึงไม่มาพบแพทย์ แต่ความจริงแล้วควรมาพบแพทย์เพื่อแยกว่าเป็น Office Syndrome หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม

กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับเส้นประสาท มีอาการแสดงคือ ปวดร้าวลงแขนไปจนถึงมือร่วมกับอาการชา รายที่เป็นมากๆ อาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น ยกไหลไม่ขึ้น ขยับนิ้ว หรือกระดกข้อมือไม่ขึ้น นอกจากนี้ หากมีการกดทับเส้นประสาทที่ทำงานเกี่ยวข้องกับส่วนใด จะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นลีบลงด้วย บางครั้งอาจลีบถาวร ถึงแม้จะทำการผ่าตัดแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้เมื่อทำการรักษาโอกาสหายมีมากกว่ากลุ่มที่หมอนรองกระดูกเสื่อมที่ไปกดทับไขสันหลัง

กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง กลุ่มนี้จะมีอาการแสดงที่ไม่ชัดเจน ทำให้กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวก็มักจะเป็นมากแล้ว ผู้ป่วยอาจมีประวัติปวดคอเรื้อรัง ร่วมกับปวดลงแขนหรือลงขา หรือมีอาการชาร่วมด้วย ไปจนถึงมีอาการอ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อบางส่วนเจ็บ กล้ามเนื้อมือลีบ หยิบจับของเล็กๆ หรือใช้มือทำงานที่ละเอียด เช่น กลัดกระดุม ผูกเชือกรองเท้าไม่ถนัด ตลอดจนมีอาการของการเดินเซ สูญเสียการทรงตัวที่ดีไป อาจมีอาการจนถึงขั้นควบคุมระบบการขับถ่ายได้ลำบาก

ในอดีตกลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง จะทำการรักษาค่อนข้างลำบากและมีความเสี่ยงสูง เพราะระยะห่างระหว่างไขสันหลังกับหมอนรองกระดูก หรือหมอนรองกระดูกกับเส้นประสาทห่างกันประมาณ 1 มิลลิเมตร หรือไม่ถึงมิลลิเมตร แต่สมัยนี้มีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัย มีการนำเครื่องมือที่ดีมาช่วยในการผ่าตัดให้มีความแม่นยำและมีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยใช้กล้องขยายที่เรียกว่า “ไมโครสโคป” (Spine microscope) หลักการเหมือนกล้องจุลทรรศ์ที่นักเรียนใช้ดูจุลินทรีย์ในห้องทดลอง เป็นการส่องอนุภาคเล็กๆ ให้ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มองเห็นชัดเจน นำมาสู่ความแม่นยำ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด

ส่วนผลการผ่าตัดถ้าแก้ไขตรงจุดหรือไม่ปล่อยจนอาการเลวร้ายจนเกินไป ผลการผ่าตัดจะดี อาการปวด อาการชาจะหายไป และกล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแรงจะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้

ผศ.นพ.เจริญชัย แนะนำวิธีป้องกันและบรรเทาอาการปวดคอว่า ควรทำกายบริหารโดยพยายามออกกำลังกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบคอให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อบริเวณคอเลย สามารถบริหารกล้ามเนื้อคอได้โดยการยืดและการเกร็งกล้ามเนื้อ ดังนี้

1. การยืดกล้ามเนื้อ ก้มให้คางชิดอกค้างไว้ นับ10 วินาที แล้วเงยหน้าขึ้นในทิศทางตรงข้ามค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นก็ทำเช่นเดียวกันแต่ให้หันหน้าและเอียงศีรษะไปในทิศทางซ้ายและขวา ค้างไว้ข้างละ 10 วินาที เพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อให้มีการเคลื่อนไหว

2. การเกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมความแข็งแรงและความทนทานให้กล้ามเนื้อคอ ด้วยการเอามือดันศีรษะไว้ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขณะเดียวกันก็พยายามเกร็งคอเพื่อต้านแรงดันจากมือที่ดันศีรษะไว้ ให้ทำทุกทิศทางทั้งดันขมับด้านซ้ายและขวา หน้าผากและท้ายทอย การทำเช่นนี้จะช่วยให้คอได้ออกกำลังกาย

ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง ทิ้งท้ายว่า ผู้ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดคอ ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าอาการที่เป็นรุนแรงถึงขั้นเป็นหมอนรองกระดูกกดทับไขสันหลัง บางครั้งมาพบแพทย์เมื่อสาย ตอนที่โรคเป็นมากแล้ว ด้วยอาการเสียการทรงตัว หรืออาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย ควบคุมความสมดุลของร่างกายไม่ดี หกล้มง่าย หรือใช้มือทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้ เพราะควบคุมความละเอียดของกล้ามเนื้อไม่ได้ เป็นต้น จึงไม่อยากให้ประวิงเวลาในการมาพบแพทย์ เพราะคิดว่าอาการปวดคอที่เป็นๆ หายๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่อันตรายอะไร แล้วรอจนเป็นมากแล้วถึงมาพบแพทย์ อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาได้

ศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 11 ธันวาคม 2555

รู้เท่าทัน ‘ภาวะอ่อนแรงเฉียบพลัน’

รู้เท่าทัน ‘ภาวะอ่อนแรงเฉียบพลัน’  

 
             สุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การรู้เท่าทันต่อโรคภัยไข้เจ็บดูแลสุขภาพเตรียมความพร้อมไว้สิ่งนี้มีความหมายความจำเป็น
 

             ยิ่งกลุ่มผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงหรือกำลังเผชิญกับ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงหรือความดันเลือดสูง ควรดูแลสุขภาพใกล้ชิดและหากมีอาการผิดปกติ อย่างเช่น อ่อนแรงเฉียบพลัน อย่านิ่งนอนใจควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ !!

             อ่อนแรงเฉียบพลันจากสมองขาดเลือด อาการดังกล่าวพบในกลุ่มผู้สูงอายุ นพ.อนุสรณ์ โสฬสรุ่งเรือง รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท ศูนย์รังสีวินิจฉัยรัชวิภาเอ็มอาร์ไอเซ็นเตอร์ ให้ความรู้ พร้อมแนะนำถึงการดูแลรักษาสุขภาพ ลดเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงหลีกไกลจากอาการดังกล่าวว่า โรคดังกล่าวเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างหนึ่งซึ่งผู้ป่วยจะมาด้วยอาการแขนขาอ่อนแรง ชา อาจจะมีอาการพูดไม่ชัดปากเบี้ยว ฯลฯ ซึ่งในความผิดปกติจะอยู่ที่สมองเป็นส่วนใหญ่ อาจเกิดจากสมองขาดเลือดและอีกอย่างหนึ่งคือมีเลือดออกในสมอง

             “ในอาการสมองขาดเลือดมีสาเหตุจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง อาจมีการตีบเนื่องจากมีไขมันไปพอกมีแคลเซียมเกาะหรืออาจมีการอุดตันของลิ่มเลือด เนื่องจากภาวะความผิดปกติของหัวใจ ขณะที่ภาวะเลือดออกในสมองมีหลายเหตุที่พบได้บ่อยคือความดันโลหิตสูง ส่วนสาเหตุอื่นที่อาจพบเจอในกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อยอาจเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองแต่กำเนิดซึ่งสาเหตุทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความผิดปกติของอาการที่เกี่ยวกับระบบประสาทซึ่งจะไปทำลายเนื้อสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย เกิดความอ่อนแรงขึ้นได้”

             อาการอ่อนแรงเฉียบพลันที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรมองข้าม ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หากพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเร็วเท่าไหร่ก็จะสามารถช่วยฟื้นฟูรักษาได้ทันท่วงที ดังที่ทราบ ช่วงที่สมองขาดเลือดเนื้อสมองอาจจะยังไม่ตายทันที แต่การที่เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลงจะทำให้การทำงานมีความผิดปกติ ในทางตรงข้ามถ้าช่วยให้เลือดเลี้ยงสมองได้มากขึ้นก็จะช่วยฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ปกติได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้สมองขาดเลือดนานก็อาจจะถูกทำลายทำให้มีอาการเหล่านั้นถาวร

             “ภาวะอาการดังกล่าวพบได้บ่อยโดยมากมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง ในกลุ่มที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ฯลฯ ก็อาจมีปัจจัยเสริมกัน ดังนั้นควรเพิ่มความระมัดระวังดูแลสุขภาพเตรียมความพร้อมไว้

             ส่วนสัญญาณเตือนก่อนต้องเผชิญกับภาวะอ่อนแรงเฉียบพลันในผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการเพียงเล็กน้อยอาจจะพบอาการแขนขาอ่อนแรงเมื่อตื่นขึ้นมา แต่ก็จะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ และจะหายไปหรือหากมีภาวะความเสี่ยงสมองขาดเลือดชั่วคราวก็จะมีอาการหายเป็นปกติได้ภายใน 24 ชม. แต่อย่างไรแล้วก็ถือเป็นความเสี่ยงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนซึ่งไม่ควรนิ่งนอนใจควรได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”

             นอกจากนี้บางครั้งอาจไม่มีการเตือนล่วงหน้า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณสมองที่ถูกทำลาย ถ้าถูกทำลายไปไม่มากอาการที่เกิดขึ้นก็อาจมีปรากฏเล็กน้อย แต่หากถูกทำลายไปมากก็จะมีกระบวนการต่าง ๆ ตามมา เช่น เซลล์จะบวมมากขึ้น เนื้อสมองแน่นขึ้น และเนื่องจากภายในกะโหลกศีรษะของคนเราจะมีเนื้อที่จำกัด หากสมองบวมจะยิ่งกดเบียดที่อันตรายสุดเป็นการเบียดดันร่นมาที่บริเวณสำคัญ ดังนั้นหากทราบเร็วได้รับการตรวจรักษาทันท่วงทีก็จะมีโอกาสมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

             ขณะที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น ซีที สแกนหรือ เอ็มอาร์ไอ เครื่องมือช่วยการตรวจวินิจฉัยที่มีความก้าวหน้าสามารถตรวจได้อย่างรวดเร็วเข้าถึงซึ่งก็จะมีผลต่อการรักษาช่วยเหลือผู้ป่วยซึ่งการรักษาแต่ละโรคจะมีความต่างกัน อย่าง สมองขาดเลือด เลือดออกในสมอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสมองจะเป็นผู้วินิจฉัยในการรักษาและการรักษาอาการทางสมองแต่ละวินาทีมีความสำคัญ หากได้รับการวินิจฉัยได้รวดเร็วก็จะยิ่งส่งผลดีต่อผู้ป่วย

             ดังนั้น หากพบว่ามีอาการชา อ่อนแรงอย่านิ่งนอนใจควรรีบมาพบแพทย์เพราะอาการที่ปรากฏนั้นไม่อาจทราบได้ว่าจะมีความผิดปกติของเนื้อสมองหรือความผิดปกติด้านใดมากน้อยแค่ไหนและถ้าปล่อยเนิ่นนานไปก็อาจจะยากต่อการแก้ไขให้กลับคืน

             “อาการอ่อนแรงมีหลายระดับนับแต่กำมือไม่แน่น กำมือไม่ได้ไปจนกระทั่งถึงยกขาใช้มือขยับไม่ได้ซึ่งความอ่อนแรงนั้นคือไม่มีกำลัง อย่างปกติมือสามารถจะหยิบจับสิ่งของได้ แต่ในอาการดังกล่าวอาจหยิบจับแล้วหลุดออกจากมือหรือไม่สามารถหยิบจับได้ก็ไม่ควรประมาท อาการเหล่านี้จะต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคหรือความผิดปกติของเนื้อสมองที่ได้รับความเสียหาย” ด้วยที่สมองมีความหมาย ความสำคัญเช่นเดียวกับหัวใจ การจะหลีกไกลจากภาวะอาการดังกล่าวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมให้คำแนะนำทิ้งท้ายว่า การควบคุมพฤติกรรมอาหารการกิน หมั่นตรวจวัดความดันตรวจสุขภาพประจำปีสิ่งเหล่านี้ต้องไม่ละเลย

             เช่นเดียวกับเรื่องของการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์หลากหลาย รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอสิ่งเหล่านี้นับเป็นพื้นฐานที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อเนื่องและยิ่งกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต้องเพิ่มความระมัดระวังรวมทั้งไม่มองข้ามกับอาการความผิดปกติที่เกิดขึ้น
 
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม 2554