อาการซึมเศร้าเป็นโรคทางกาย

thairath150114อาการซึมเศร้าแท้จริงอาจจะไม่ใช่อาการทางจิตหรืออารมณ์ แต่หากเป็นอาการอักเสบ เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย

นักจิตวิทยาคลินิกจอร์จ สลาวิค มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้ศึกษาเรื่องอาการซึมเศร้ามานานหลายปี ได้สรุปว่ามันเป็นอาการทางจิต เท่าๆกับอาการทางกาย เขาบอกว่า “ควรจะเลิกเรียกมันว่าเป็นอาการทางจิตอีกต่อไปแล้ว แม้มันจะเกี่ยวกับจิตใจ แต่มันก็เกี่ยวกับหลายส่วนของชีววิทยาแห่งสุขภาพร่างกายเราด้วย”

เคยมีการวิจัยพบมาแล้วว่าแม้แต่คนปกติก็อาจจะทำให้เกิดอาการเศร้าซึม ความวิตกกังวลชั่วคราวอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อถูกฉีดวัคซีน ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นสูง.

ที่มา : ไทยรัฐ  14 มกราคม 2558

Advertisements

สัญญาณเตือน พาร์กินสัน โดย สาลินีย์ ทับพิลา

คุณน้าวัย 58 ปีถูกประคองมาพบแพทย์ด้วยอาการสั่น ปากสั่น เดินไม่ได้ ตัวเกร็ง ยืนทรงตัวมีปัญหา แต่ที่เห็นชัดเจนคือ อาการสั่นมากของมือ

พาร์กินสัน เป็นตัวเลือกอันดับแรกสุดเมื่อพิจารณาจากสภาพที่ปรากฏกับผู้ป่วย โดยเฉพาะการสั่นของมือข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งมักเกิดขึ้นขณะที่มือข้างนั้นอยู่เฉยๆ แต่อาการสั่นจะลดลงหรือหายไปเมื่อเคลื่อนไหว พร้อมกันนี้ก็มีอาการร่วมอื่นๆ ได้แก่ อาการเกร็งที่แขนขาและลำตัว ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ช้าลง ตัวค้อมและอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดการเกร็ง เมื่ออาการเหล่านี้หนักขึ้น ผู้ป่วยจะเดิน พูด หรือทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้อย่างยากลำบาก

นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า อาการสั่นไม่ใช่การบ่งชี้แรก หากแต่เป็นสุขภาวะการนอนตอนกลางคืนที่ไม่ดี นอนละเมอ นอนกรน ร่วมกับปัญหาด้านการดมกลิ่น ท้องผูก พร้อมด้วยอาการซึมเศร้า หดหู่ หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการเกร็ง ร่างกายขยับได้ลำบาก จำเป็นต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

 

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เกิดเหตุจากการสูญเสียเซลล์สมองในส่วนที่สร้างสารโดปามีน (Dopamine) สารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ เรียบเรียงความคิด และควบคุมการเคลื่อนไหว ดังนั้น ในการรักษา แพทย์จะให้ยาที่ส่งผลต่อการเพิ่มสารโดปามีนในสมองให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยต้องกินยาต่อเนื่องสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการปรับขนาดยาให้เหมาะสมตามอาการเพื่อลดผลข้างเคียงจากยา

“ต้นตอที่แท้จริงของโรคพาร์กินสันยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากอาการแสดงออกที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้การตรวจวินิจฉัยต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น โดยแพทย์จะวินิจฉัยโรคพาร์กินสันโดยดูจากประวัติการรักษา และผลการทดสอบทางประสาทวิทยา ผลข้อมูลที่ได้จากการสแกนสมองด้วยเครื่องซีทีสแกนจำเป็นในการวินิจฉัย” คุณหมออธิบาย

อย่างไรก็ตาม พาร์กินสันเหมือนกันโรคทั่วไป เนื่องจากผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเป็นเวลานานและต้องกินยาเพื่อระงับอาการต่อเนื่องหลายปี อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผลการตอบสนองต่อยาเปลี่ยนไป จึงต้องมีเทคนิคการรักษาใหม่มาเสริมคือ การผ่าตัดใส่ชุดอุปกรณ์กระตุ้นประสาทส่วนลึก

อุปกรณ์ตัวนี้จะส่งสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไปยังสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว และป้องกันไม่ให้สมองส่งคำสั่งบางอย่างที่เป็นสาเหตุของการเคลื่อนไหวผิดปกติ ทำให้สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น และควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีกว่าเดิม

“เทคนิคนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาและไม่มีภาวะเสี่ยงของโรคแทรกซ้อน หากต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยจะช่วยลดปริมาณการใช้ยา ลดภาวะข้างเคียงของยา ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ด้วย” นพ.ศรันย์ นันทอารี ศัลยแพทย์สมองและระบบประสาท กล่าว

นอกจากนี้ การฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสัน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากพาร์กินสันเป็นโรคที่ทำให้สูญเสียสมรรถภาพทางร่างกาย ตลอดจนมีความผันผวนของอารมณ์จิตใจ ซึ่งส่งผลต่อตัวผู้ป่วย ครอบครัวและสังคมด้วย

การฟื้นฟูจึงมุ่งเน้นไปที่วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถของผู้ป่วยในการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ การทำกายภาพบำบัดเพื่อฝึกการใช้มือและการทำกิจวัตรประจำวันให้ดีขึ้น การฝึกกลืนและการฝึกพูดให้ดีขึ้น และการดูแลทางด้านจิตใจร่วมไปด้วยในระหว่างฟื้นฟู

“การฟื้นฟูยังช่วยฝึกให้มีการชดเชยหรือทดแทนในส่วนที่เสียการทำงานไป ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิต ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถรับมือกับปัญหาและอยู่กับโรคได้ดีขึ้น” คุณหมอกล่าว

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 กุมภาพันธ์ 2557

วิจัยพบ ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋อง/วัน เสี่ยงซึมเศร้า แต่ดื่มกาแฟกลับดีต่อสุขภาพจิต

Credit : rialx.com

Credit : rialx.com

การศึกษาโดย National Institutes of Health ของสหรัฐที่สำรวจคนมากกว่า 250,000 คน พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋องต่อวันเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้ามากกว่าปกติ 30% และหากดื่ม fruit punch ที่มีน้ำตาลมากในประมาณเดียวกัน อัตราความเสี่ยงที่มากกว่าปกติจะเพิ่มเป็น 38% แต่หากเป็นเครื่องดื่มชนิดใช้สารแทนน้ำตาลหรือน้ำอัดลมแบบ Diet ความเสี่ยงจะมากขึ้นอีก

นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างน้ำอัดลมกับอาการซึมเศร้าแต่พอจะสามารถตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นได้ว่าผู้นิยมดื่มเครื่องดื่มลักษณะดังกล่าวปริมาณมากมักเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาสำรวจการบริโภคของคนอายุระหว่าง 50 ถึง 71 ปี จำนวนเกือบ 264,000 คน ช่วงปี ค.ศ.1994-1995 และ 10 ปีหลังจากนั้นถามคนกลุ่มนี้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่

ทั่วโลกมีคนเป็นโรคนี้ 350 ล้านคน และในสหรัฐเองคาดว่ามีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 10% ของประชาการทั้งหมด

นอกจากนั้นการศึกษาพบด้วยว่าผู้ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม 10%

ที่มา: มติชน 16 มกราคม 2556

.

Related Article:

.

Hold the Diet Soda? Sweetened Drinks Linked to Depression, Coffee Tied to Lower Risk

Jan. 8, 2013 — New research suggests that drinking sweetened beverages, especially diet drinks, is associated with an increased risk of depression in adults while drinking coffee was tied to a slightly lower risk. The study was released January 8 and will be presented at the American Academy of Neurology’s 65th Annual Meeting in San Diego, March 16 to 23, 2013.

“Sweetened beverages, coffee and tea are commonly consumed worldwide and have important physical — and may have important mental — health consequences,” said study author Honglei Chen, MD, PhD, with the National Institutes of Health in Research Triangle Park in North Carolina and a member of the American Academy of Neurology.

The study involved 263,925 people between the ages of 50 and 71 at enrollment. From 1995 to 1996, consumption of drinks such as soda, tea, fruit punch and coffee was evaluated. About 10 years later, researchers asked the participants whether they had been diagnosed with depression since the year 2000. A total of 11,311 depression diagnoses were made.

People who drank more than four cans or cups per day of soda were 30 percent more likely to develop depression than those who drank no soda. Those who drank four cans of fruit punch per day were about 38 percent more likely to develop depression than those who did not drink sweetened drinks. People who drank four cups of coffee per day were about 10 percent less likely to develop depression than those who drank no coffee. The risk appeared to be greater for people who drank diet than regular soda, diet than regular fruit punches and for diet than regular iced tea.

“Our research suggests that cutting out or down on sweetened diet drinks or replacing them with unsweetened coffee may naturally help lower your depression risk,” said Chen. “More research is needed to confirm these findings, and people with depression should continue to take depression medications prescribed by their doctors.”

The study was supported by the National Institutes of Health, the National Institute of Environmental Health Sciences and the National Cancer Institute.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Academy of Neurology (AAN).

SOURCE : sciencedaily.com

เครียดแบบไหนอันตราย?

ผศ.พญ.วินิทรา นวลละออ จิตแพทย์ และผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่าโดยนิยามความเครียดจะไม่ได้ทำให้รุนแรงถึงขนาดเป็นบ้า หรือ ป่วยเป็นซึมเศร้า ไม่ได้ทำให้ถึงขนาดฆ่าใคร หรือว่าฆ่าตัวตาย ถ้าเกินกว่านั้นไปแล้ว คือ รู้สึกอยากฆ่าคนอื่น อยากฆ่าตัวตาย อันนี้ไม่ใช่ความเครียดโดยทั่วไป จะเป็นโรคทางจิตเวช

สำหรับโรคจิตเวชมีหลายแบบ ผศ.พญ.วินิทรา กล่าวว่า อย่างอาการที่เกิดจากความเครียดแต่พ้นระดับความเครียดทั่วไป เรียกว่า แอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ โรคนี้เกิดจากมีความเครียดในชีวิตประจำวันเข้ามากระทบ แต่ปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นไม่ได้ ส่งผลให้เกิดอาการทางจิตตามมา เช่น วิตกกังวลมากกว่าปกติ คือ อยู่เฉย ๆ เก็บเรื่องมาคิดทั้งวัน วนไปวนมาอยู่ที่เดิม

อาการที่สองที่เกิดขึ้นได้ คือ ซึมเศร้า คีย์เวิร์ดสำคัญไม่ใช่เศร้าร้องไห้ แต่หมายถึง เศร้าแบบน้ำตาตกใน รู้สึกไม่มีความหวัง โลกนี้ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร หรือ เศร้าแบบอะไรที่เคยทำแล้วสนุกกลับไม่สนุก (ลอสต์ ออฟ อินเทอเรส) ถ้ามีสองอย่าง หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องระวังว่าอาจมีอาการซึมเศร้าเกิดขึ้น

อาการที่สาม คือ มีพฤติกรรมซึ่งคนปกติไม่ทำกันเวลามีความเครียด เช่น เครียดมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี ชีวิตไม่รู้จะอยู่ไปทำไม รู้สึกเจ็บปวดอยู่ในใจ เลยกรีดแขนเป็นรอยถี่ ๆ ตื้น ๆ พอเห็นเลือดแล้วรู้สึกสบายใจ รู้สึกว่ามีอะไรที่เจ็บกว่าความเจ็บปวดในใจนั้น ลักษณะนี้จะเข้าข่ายของผู้มีอาการป่วย

ผศ.พญ.วินิทรา กล่าวว่า ปัญหาแอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ บางทีเป็นระยะหนึ่งแล้วไม่ได้รับการแก้ไข ยังเจอความเครียดอยู่ แล้วแก้ไขไม่ได้ ปรับตัวไม่ได้ ก็อาจจะพัฒนาเป็นโรคที่รุนแรงขึ้น ที่รู้จักกัน คือ โรคซึมเศร้า  อาการเศร้าจะเริ่มหนักขึ้น ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักลด ไม่คุยกับใคร แล้วก็เริ่มมีความคิดฆ่าตัวตายที่จริงจังขึ้น คิดผูกคอตาย ยิงตัวตาย กระโดดตึก รุนแรงขึ้น อันนี้เป็นโรคแล้ว

อีกโรคหนึ่งที่พบบ่อย คือ โรควิตกกังวล ต่างจากแอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ ที่จะคิดแต่เรื่องที่เครียด พอเป็นโรควิตกกังวลเมื่อไหร่คิดทุกเรื่อง ดูข่าวเห็นมีคนยิงกันบนรถเมล์ก็ไม่กล้าขึ้นรถเมล์ ดูข่าวบอกไปในห้างมีคนจี้ปล้นก็ไม่กล้าไปเดินห้าง จะไปไหนมาไหนต้องหันซ้ายหันขวากลัวคนมาทำอะไร นอนไม่หลับเก็บไปคิดทั้งคืน ตื่นเช้ามาจะไปทำงานได้อย่างไร ชีวิตนี้จะอยู่อย่างไร เรื่องของญาติคนนั้นก็ไม่เสร็จ เรื่องลูกอีก คิดอย่างนี้ทั้งวัน ทำอะไรไม่ได้ ถือว่าเกินระดับความเครียดแล้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา:เดลินิวส์ 22 สิงหาคม 2555

จิตแพทย์ในนิวยอร์คผสานผสมจิตวิทยาสมัยใหม่กับการนั่งสมาธิเพื่อช่วยบำบัดคนไข้

ศาสตร์ด้านจิตวิทยาแห่งโลกตะวันตกกับเทคนิคทางด้านจิตวิญญานจากโลกตะวันออก กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมอเมริกัน แม้ว่าศาสตร์ทั้งสองจะต่างกันคนละโลก

อดัม ฟิลิปส์

2 สิงหาคม 2555

สียงเทปบทสวดของพระทิเบตที่เปิดให้คนไข้ฟังขณะนั่งรอพบจิตแพทย์ในแมนฮัตตั้น ฟังแล้วเหมือนไม่ได้อยู่ที่นิวยอร์ค  ที่นี่เป็นสำนักงานใหญ่ของสถาบันนาลันดาเพื่อศาสตร์ด้านการทำสมาธิ (Nalanda Institute for Contemplative Science) จิตแพทย์ โจเซฟ โลอิซโซ ผู้อำนวยการสถาบันและผู้ก่อตั้ง เรียนจบปริญญาเอกด้านพุทธศาสนาศึกษา หนังสือเล่มใหม่ที่เขาเขียนชื่อ Sustainable Happiness หรือ ความสุขที่ยั่งยืน เสนอข้อมูลความรู้ที่เขาใช้เวลาหลายสิบปีในการวิจัยและบำบัดคนไข้ ด้วยการผสมผสานความรู้ด้านจิตวิทยาดั้งเดิม ประสาทวิทยาสมัยใหม่ กับพุทธศาสนา 

จิตแพทย์โลอิซโซ กล่าวว่ามนุษย์เราถูกสร้างให้ปรับตัวเข้ากับชีวิตในธรรมชาติ แต่อารยธรรมที่เราสร้างขึ้นกลายเป็นกรอบกำหนดให้ชีวิตมนุษย์ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เขาเชื่อว่านี่เป็นสาเหตุให้คนส่วนใหญ่เกิดความเครียด เขายกตัวอย่างกรณีความเครียดที่เกิดจากการทำงาน เจ้านายสั่งให้ส่งงานตามเวลากำหนดแต่คุณกังวลว่าอาจจะทำไม่เสร็จ เกิดอาการหายใจลำบาก เหงื่อออกที่มือ เกิดความเหนื่อยล้า

ความเครียดที่เกิดขึ้น ในระยะยาว นำไปสู่อาการซึมเศร้า อาการเครียดเรื้อรัง ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ จิตแพทย์โลอิซโซ กล่าวว่า นี่ทำให้เขาผสมผสานการนั่งสมาธิและแนวทางการปฏิบัติในศาสนาพุทธเข้ากับการบำบัดรักษาผู้ป่วย การจดจ่อที่ลมหายใจเข้าออกและการเรียนรู้ที่จะควบคุมความคิด ความรู้สึก และความอยาก ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ช่วยลดความเครียดลงได้และยังเป็นเทคนิคที่ช่วยการฝึกสมองเสียใหม่

จิตแพทย์โลอิซโซ กล่าวว่าหากเรามีสติ เราจะสามารถเข้าใจหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างได้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้ตนเองกำจัดความเข้าใจผิดและควบคุมไม่ให้แสดงปฏิกริยาตอบสนองที่เกินเหตุต่อเหตุการณ์ต่างๆ เลือกที่จะมองข้ามสิ่งที่รบกวนจิตใจเหล่านั้น มองหาทางออกอย่างอื่น และพยามยามมองให้ทะลุปรุโปร่งว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญคนนี้กล่าวว่า การนั่งสมาธิเป็นเทคนิคที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางจิตและสมองเพื่อช่วยให้คนเรามีความสุขและปลอดจากความเครียด

แนวทางบำบัดทางจิตแบบผสมผสานนี้ช่วยผู้ป่วยหลายคนของจิตแพทย์โลอิซโซมีอาการดีขึ้น รวมทั้งชายคนนี้ ผู้ป่วยคนนี้กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่า เขามีปัญหาโรคซึมเศร้า การบำบัดกับจิตแพทย์โลอิซโซช่วยให้เขาสามารถปรับตัวและเข้ากับคนอื่นรอบข้างได้ดีขึ้น

การฝึกจิตให้มีสติยังเป็นวิธีที่ได้ผลดีในการรักษาโรคอื่นๆด้วย ยกตัวอย่าง ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่โรคเข้าสู่ภาวะสงบ จิตแพทย์โลอิซโซ ได้ทำโครงการทดลองฝึกทำสมาธิและการพูดคุยแบบกลุ่มนานยี่สิบสัปดาห์แก่ผู้ป่วยหญิงหกสิบคนภาย

ภายหลังการฝึก ผู้เข้าร่วมโครงการเกือบทุกคนบอกว่ารู้สึกกังวลน้อยลงและมีความหวังในชีวิตมากขึ้น

และนั่นคือเป้าหมายของการสร้างความสุขที่ยั่งยืนตามแนวคิดของจิตแพทย์โจเซฟ โลอิซโซ่ ที่ผสมผสานจิตวิทยาแบบโลกตะวันตกกับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณจากโลกตะวันออก

ที่มา: voathai.com

.

Related Link:

.

Psychiatrist incorporates Buddhist philosophy to heal patients

by Dava Castillo, All Voices, Jul 2, 2012

Buddhist philosophy and practice is incorporated into psychotherapty by Dr. Loizzo

New York, USA — In the practice and study of Buddhism, non-duality or wholeness is a binding philosophy and critical to achieving enlightenment. All beings are equal in wanting happiness and not wanting pain; therefore one should protect others as one protects the self. This is called “the exchange of self for others,” or mindfullness.

Joseph Loizzo, founder and director of The Nalanda Institute for Contemplative Science, has written a book called Sustainable Happiness in which he shares decades of research and clinical practice using traditional psychoanalysis, neuroscience and Buddhism in the practice of achieving wholeness.

“The main problem in our human condition has to do with the fact that our natures were adapted for life in the wild, and that because of civilization, we are living in very unnatural conditions,” says Loizzo, who believes this is the primary source of stress for most people. “The stress instincts are what prepare us to fight or fly or freeze sometimes in dangerous situations. But since civilization began to sort of take over our whole lives, these stress reactions are a less and less useful part of our makeup,” according to an interview with Voice of America.

Controlling involuntary responses in stressful situations result in shortness of breath, sweating, and adrenaline surges alerting the body it is in possible danger.

“And because really what is challenging us is not a predator, but is another human being,” he says, “whom we need to cooperate with and we need to negotiate with, essentially we become maladapted.”

Buddhist practices and philosophy have long been used for conflict resolution. Dr. Loizzo says by incorporating Buddhist techniques into his medical practice using meditation and breathing techniques, one can re-train the brain to control the body responses to reduce the stress which can lead to depression, chronic anxiety, hypertension and heart disease.

“The idea is that if you’re mindful, you are able to assess things more clearly, and you are able to catch the misperceptions and over-reactions as they occur and opt out of them and choose the alternative [and] to see what is happening to you. Meditation becomes sort of a teachable simple pragmatic system for strengthening the parts of our mind and our brain that we need to be healthy and happy.”

Personal story-telling

Australian aborigines have practiced story-telling for centuries. An adolescent experiences a rite of passage in which they create their own story by going on a “walkabout.” In this practice they trace the paths, or “songlines”, that their ancestors took, and imitate, in a fashion, their heroic deeds in order to build their own life rooted in tradition.

Personal story-telling is also one of the techniques Dr. Loizzo encourages. “That’s the way our minds work. Our minds produce stories and images. And so some of the skills we teach have to do with learning to tell ourselves more constructive stories that empower us and help us to build the life that we really want to live – not the one we are trying to survive, or are afraid of being stuck in forever.”

Such methods have been life-changing for many of Loizzo’s patients.

Depression was a major problem for me,” says one patient. “And through Dr. Loizzo’s support and our interaction I’ve been able to connect myself with other people and develop a network of people who support me in more meaningful relationships, things like that. It’s been a revolution in my life the way I think about myself and think about the world. I feel like I still have a long way to go but I’ve come a long way.”

Mindfulness techniques have been effective in other settings. For example, breast cancer patients whose disease has gone into remission often report PTSD-like symptoms long after treatment ends. Western medicine offers little to ease the continued fear and anxiety.

For a pilot study, Loizzo taught 60 women in a 20-week course that included meditation instruction and group discussions. Afterwards, most reported feeling less anxious and more hopeful about their lives. “Apart from curing and treating the disease, it’s important that we improve people’s quality of life.”

Combining Western psychotherapy with Eastern philosophy is the basis for Dr. Loizzo’s book and the direction of his practice.

Like the Australian Aborigines who, by singing the songs they created in walkabout, could navigate vast distances through the deserts of Australia’s interior, Loizzo’s patients are learning to navigate or “walkabout” in their own lives through meditation and creating constructive stories to empower them through daily living as well as in crises.

Data from : allvoices.com

.

See more video

.

Ajahn Mitsuo Gavesako – Breathing Meditation

How to Meditate on the Breath, developing Mindfulness. By Ajahn Mitsuo Gavesako (Japan) of Wat Sunandavanaram, Kanchanaburi, Thailand พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก วัดสุนันทวนาราม http://www.watpahsunan.org

.

The Power of Mindfulness & Compassion – Ajahn Brahm

.

Ajahn Brahm – Retreats

According to Ajahn Brahm, everyone deserves a ‘retreat’ – to pause mentally and physically. Retreating from the busyness of life leads to moments of silence, peace and contentment. This in turns helps to instill qualities that make one’s life more meaningful and fulfilled.

To quote from Ajahn’s book, Opening The Door of Your Heart,

“Grant yourself a moment of peace
and you will understand
how foolishly you have scurried about.”

So plan for yourself a retreat today.

.

Breath meditation Ajahn Brahm

กินฟาสต์ฟู้ดจะกลายเป็นคนซึมเศร้า ยิ่งกินมากยิ่งล่อแหลมจะเป็นมาก

สาเหตุที่เราควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกฟาสต์ฟู้ดก็คือ มันอาจจะทำให้เรากลายเป็นคนซึมเศร้าได้

วารสาร “โภชนาการสาธารณสุข” ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยลาส ปาสมาสน เดอ แกรน คานาเรีย ศึกษาพบว่า การกินของอบ อย่างขนมเค้ก ครัวซองต์ โดนัท และฟาสต์ฟู้ด อย่างพวกแฮมเบอร์เกอร์และพิซซ่า อาจทำให้กลายเป็นคนซึมเศร้าได้ การศึกษาคนที่กินของเหล่านั้นเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กิน พบว่า อาหารฟาสต์ฟู้ดอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าขึ้นได้มากกว่ากันถึงร้อยละ 51

ระหว่างที่กำลังศึกษาประเมินผู้คน 8,964 คน เป็นเวลานาน 6 เดือนอยู่นั้น ปรากฏว่ามีผู้ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคซึมเศร้า หรือต้องกินยารักษาอาการซึมเศร้าไป 493 คน

หัวหน้านักวิจัยระบุว่า “อาหารเหล่านั้นยิ่งกินมากเท่าใดก็ยิ่งเสี่ยงที่จะเป็นเช่นนั้นมากขึ้น และมักจะพบว่าผู้ที่นิยมกินของพวกนั้นมากที่สุด มักจะเป็นคนโสด ไม่สู้แข็งแรงเท่าไรนัก และชอบกินของโดยไม่เลือก.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 6 เมษายน 2555

โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย

โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย  

ปัจจุบันเราจะได้ยินข่าวการฆ่าตัวตายจากสื่อต่างๆ มากขึ้น หลายครั้งที่สังคมเกิดคำถามว่าอะไรเป็นปัจจัยให้คนเราฆ่าตัวตาย ทางองค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในปีหนึ่งจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเวลาจะพบว่ามีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ทุก 40 วินาทีและมากกว่าร้อยละ 70 ของผู้ที่ฆ่าตัวตายเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแต่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และในขณะเดียวกันผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้นมีโอกาสฆ่าตัวตายสูงเป็น 20 เท่า เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป

จะเห็นว่าทั้งภาวะการฆ่าตัวตายและโรคซึมเศร้านั้นมีความเชื่องโยงกัน การสูญเสียจากการฆ่าตัวตายมิใช่เพียงแค่สูญเสียทรัพยากรบุคคล หรือสูญเสียทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากบุคคลซึ่งกระทำการฆ่าตัวตายเท่านั้น หากแต่ยังมีการสูญเสียทางจิตใจเกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่รอบตัวของบุคคลที่กระทำการฆ่าตัวตายอีกด้วย ทางองค์การอนามัยโลกพบว่า การฆ่าตัวตายส่งผลกระทบต่อจิตใจของพ่อ-แม่ พี่-น้อง สามี-ภรรยา และเพื่อนๆ ของผู้ตายอีกอย่างน้อย 5-10 คน นั่นคือ มีคนประมาณ 5-10 ล้านคนต่อปี ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากผู้ซึ่งกระทำการฆ่าตัวตายในปัจจุบันนี้

จากการศึกษาร่วมกันระหว่าง องค์การอนามัยโลก มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และธนาคารโลก เพื่อคาดการณ์ภาระโรค (Burden of disease) ที่มีต่อประชากรในทุกภูมิภาคของโลก ปรากฏว่าโรคซึมเศร้า ได้เปลี่ยนแปลงอันดับของโรคที่เป็นภาระจากอันดับที่ 4 ในปี ค.ศ.1990 มาเป็นอันดับที่ 2 ในปี ค.ศ.2020 นั่นหมายถึงว่า โรคซึมเศร้าจะก่อให้เกิดความสูญเสียด้านสุขภาพของประชากรโลกเป็นเท่าตัวภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ การป้องกันการฆ่าตัวตายอันเกิดจากโรคซึมเศร้าที่ดีที่สุดคือ การที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคโดยเร็วและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี

ผู้ที่มีอาการซึมเศร้านั้นมิได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว อารมณ์เศร้าเป็นอารมณ์ด้านลบชนิดหนึ่งซึ่งทางจิตวิทยาถือว่า เป็นสภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติได้เป็นครั้งคราวกับบุคคลทั่วไปเมื่อเผชิญกับการสูญเสีย การพลาดในสิ่งที่หวัง การถูกปฏิเสธ แต่คนที่เป็นโรคซึมเศร้านั้นอาการเศร้าจะมากเกินควรและอยู่นานเกินไป ไม่ดีขึ้นแม้ได้รับกำลังใจหรืออธิบายด้วยเหตุผล มักจะมีความรู้สึกด้อยค่า รู้สึกผิด อยากตายร่วมด้วย และต้องมีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน กิจวัตรประจำวัน และการสังคมทั่วไปของบุคคลนั้น

จิตแพทย์ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าจากกลุ่มอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 5 อาการ โดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นแทบทั้งวันและเป็นเกือบทุกวันติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ตลอดจนทำให้เสียหน้าที่การงานหรือบทบาททางสังคม กลุ่มอาการ ดังกล่าวได้แก่

1. มีอารมณ์เศร้า ทั้งที่ตนเองรู้สึกและคนอื่นสังเกตเห็น

2. ความสนใจหรือความเพลิดเพลินในกิจกรรมปกติที่เคยทำทั้งหมด หรือแทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก

3. น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้น (มากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน)/เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ

4. ทำอะไรช้า เคลื่อนไหวช้าลง หรือบางคนอาจกระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข

5. เหนื่อยอ่อนเพลียหรือไม่มีแรง รู้สึกตนเองไร้ค่าหรือรู้สึกผิดมากเกินควร

6. สมาธิหรือความคิดอ่านลดลง
7. คิดถึงเรื่องการตายอยู่ซ้ำๆ หรือคิดฆ่าตัวตาย มีแผนการฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย

ข้อมูลจาก : บ้านเมือง วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม 2554

‘โรคซึมเศร้า’ ตอน 3 การรักษา

โรคซึมเศร้านี้หากได้รับการรักษาผู้ที่ เป็นอาการจะดีขึ้นมาก อาการซึมเศร้า ร้องไห้บ่อย ๆ หรือรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ จะกลับมาดีขึ้นจนผู้ที่เป็นบางคนบอกว่าไม่เข้าใจ  ว่าตอนนั้นทำไมจึงรู้สึกเศร้าไปได้ถึงขนาดนั้น ยิ่งหากมารับการรักษาเร็วเท่าไรก็ยิ่งจะอาการดีขึ้น เร็วเท่านั้น ยิ่งป่วยมานานก็ยิ่งจะรักษายาก
การรักษาที่สำคัญในโรคนี้คือ การรักษาด้วยยาแก้เศร้าโดยเฉพาะในรายที่อาการมาก ส่วนในรายที่มีอาการไม่มาก แพทย์อาจรักษาด้วยการช่วยเหลือชี้แนะการมองปัญหาต่าง ๆ ในมุมมองใหม่ แนวทางในการปรับตัว หรือการหาสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความทุกข์ใจลง ร่วมกับการให้ยาแก้เศร้าหรือยาคลายกังวลเสริมในช่วงที่เห็นว่าจำเป็น

วิธีการรักษา ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักดังนี้ 

1.การรักษาด้วยยา การใช้ยาแก้เศร้า เนื่องจากโรคซึมเศร้าสาเหตุที่พบเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมองดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ดังนั้นการให้ยาแก้เศร้าเพื่อไปปรับสมดุลสารเคมีในสมอง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ยาแก้เศร้าช่วยบรรเทาอาการเศร้า ทานยาจนรู้สึกดีขึ้น และเมื่อดีขึ้นแล้วควรทานยาต่อไปอีก 6-12 เดือน เพื่อป้อง กันอาการกลับมาเป็นซ้ำอีก ดังนั้นแม้จะรู้สึก สบายดีก็ยังต้องกินยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เนื่องจากผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามักจะกลับมาป่วยซ้ำหรืออาจมีอาการกำเริบซ้ำ จึงถือว่าโรคซึมเศร้าเป็นโรคเรื้อรังจำเป็นต้องได้รับยาระยะยาว

2.การรักษาทางจิตใจ มีวิธีรักษาทางจิตใจอยู่หลายรูปแบบ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจเป็นการพูดคุยกับจิตแพทย์ อันจะช่วยให้  ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจตนเอง สาเหตุที่ทำให้ตนเองเป็นทุกข์ ซึมเศร้า เข้าใจปัญหาและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมในที่สุด วิธีการที่พบว่าสามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ

2.1 การรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม เชื่อว่าอาการของผู้ป่วยมีสาเหตุจากการมีแนวคิดที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง เพราะในหลายครั้ง บางคนทุกข์เพราะความคิดของตัวเอง เช่นมองตนเองในแง่ลบ มองสิ่งต่าง ๆ แง่ลบ เกินความจริง ดังนั้นการรักษา มุ่งแก้ไขแนวคิดของ  ผู้ป่วยให้สอดคล้องกับความจริงมากขึ้น รวมถึงการปรับพฤติกรรม ใช้ทักษะใหม่ที่เหมาะสมมากขึ้น ในการแก้ปัญหา

2.2 การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การรักษามุ่งให้ผู้ป่วยมีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อื่นที่ดีขึ้น

2.3 การรักษาจิตบำบัดเชิงลึก เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจปมขัดแย้งที่อยู่ในจิตใจตนเองจนนำมาสู่โรคซึมเศร้า

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ไม่มีใครสนใจ ต้องรับความกดดันต่าง ๆ แต่ผู้เดียว รู้สึกสิ้นหวัง ไม่อยากจะสู้ปัญหาอะไร ๆ อีกแล้ว แต่ขอให้ความ มั่นใจว่าความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้เป็นอยู่ตลอดไป โรค   นี้รักษาให้หายขาดได้ เมื่ออาการของโรคดีขึ้น มุม มองต่อสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบจะเปลี่ยนไป ความมั่นใจในตนเองจะมีเพิ่มขึ้น มองเห็นปัญหาต่าง ๆ ในมุมมองอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปจากเดิมมากขึ้น

ในขณะที่ท่านกำลังซึมเศร้าอยู่นั้น มีข้อแนะนำดังต่อไปนี้

1.การออกกำลังกาย การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยทางร่างกายแล้ว จิตใจ ก็ยังจะดีขึ้นด้วย โดยในผู้ที่มีอาการซึมเศร้าไม่มาก จะรู้สึกว่าจิตใจคลายความเศร้า และแจ่มใสขึ้นได้ ถ้าได้ออกกำลังกายร่วมกับผู้อื่นด้วยก็จะยิ่งช่วยเพิ่มการเข้าสังคม ไม่รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว

2.อย่าคาดหวังหรือตั้งเป้าหมายยากเกินไป ทั้งในการทำงานและการปฏิบัติตัว ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เรายังต้องการการ พักผ่อน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การกระตุ้นตนเองมากไปกลับยิ่งจะทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ที่ทำไม่ได้อย่างที่หวัง

3.เลือกกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกที่ดี ๆ มักจะเป็นสิ่งที่เราเคยชอบ เช่น ไปเที่ยวสวนสาธารณะ ไปเที่ยวชายทะเล ชวนเพื่อนมาที่บ้าน

4.พยายามทำกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนอื่น มากกว่าที่จะอยู่คนเดียว หลักการเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น  นี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป แต่จะขึ้น ๆ ลง ๆ ในแต่ละช่วง คนที่มีความโศกเศร้ามักจะรู้สึกหมดหวัง คิดว่าความรู้สึกนี้จะคงอยู่กับตนเองตลอดเวลา ในความเป็นจริงแล้วจะมีอยู่บางช่วงที่อารมณ์เศร้านี้เบาบางลง ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ให้ เราเริ่มกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อให้มีความรู้สึกที่  ดีขึ้น

5.อย่าตัดสินเรื่องที่สำคัญต่อชีวิต เช่น การหย่า การลาออกจากงาน ณ ขณะที่เรากำลัง อยู่ในภาวะซึมเศร้านี้ การมองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบอาจทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปได้ ควรเลื่อน การตัดสินใจไปก่อน หากจำเป็นหรือเห็นว่าปัญหา  นั้น ๆ เป็นสิ่งที่กดดันเราทำให้อะไร ๆ แย่ลง  จริง ๆ ก็ควรปรึกษาผู้ใกล้ชิดหลาย ๆ คนให้ช่วยคิด

6.การแก้ปัญหาให้แยกแยะปัญหาให้เป็นส่วนย่อย ๆ การมองปัญหาโดยไม่แยกแยะจะทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ ไม่รู้จะทำอย่างไร การจัดเรียงลำดับความสำคัญของปัญหา ว่าเรื่องไหนควรทำก่อนหลังแล้วลงมือทำไปตามลำดับโดยทิ้งปัญหา ย่อยอื่น ๆ ไว้ก่อน วิธีนี้จะพอช่วยให้รู้สึกว่าตนเองยังทำอะไรได้อยู่

คำแนะนำสำหรับญาติ

ญาติมักจะรู้สึกห่วงผู้ป่วย ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ซึมเศร้ามากขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่มา กระทบก็ดูไม่หนักหนานัก ทำให้บางคนพานรู้สึกโกรธ ขุ่นเคือง เห็นว่าผู้ป่วยเป็นคนอ่อนแอ เป็นคน “ไม่สู้” ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงต้องเศร้าเสียใจขนาดนี้ ท่าทีเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกว่าตัวเองยิ่งแย่ขึ้นไปอีก เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระแก่ผู้อื่น ทำให้จิตใจยิ่งตกอยู่ในความทุกข์ แต่ทั้งนี้ภาวะ   ที่เขาเป็นนี้ไม่ใช่อารมณ์เศร้าธรรมดา หรือเป็นจากจิตใจอ่อนแอ หากแต่เป็นภาวะของความผิดปกติ เขากำลัง “เจ็บป่วย” อยู่ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีและระบบฮอร์โมนต่าง ๆ ในสมอง เกิดมีอาการต่าง ๆ ตามมาทั้งทางกายและใจซึ่ง เมื่อได้รับการรักษาหายแล้ว อารมณ์เศร้าหมองก็ จะดีขึ้น จิตใจแจ่มใสขึ้น การมองสิ่งรอบตัวก็จะเปลี่ยนไปอาการต่าง ๆ จะค่อย ๆ หายไป

ดังนั้นหากญาติมีความเข้าใจผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า มองว่าเขากำลังไม่สบาย ความคาดหวังในตัวเขาก็จะลดลง ความหงุดหงิด คับข้องใจก็ลด ลง เรามักจะให้อภัยคนที่กำลังไม่สบาย มีข้อยกเว้นให้บางอย่าง เพราะเราทราบดีว่าเขาไม่ได้แกล้งทำ ไม่มีใครอยากป่วย

ข้อแนะนำในการดูแลผู้ป่วย ดังนี้   

1.รับฟังผู้ป่วยด้วยความเข้าใจ ใส่ใจอารมณ์ ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อ่อนไหวมาก และหลาย ครั้งเข้าใจยาก การรับฟังอย่างเข้าใจโดยไม่ตัดสิน จะช่วยให้ความรู้สึกของผู้ป่วยดีขึ้นที่มีคนพร้อมจะเข้าใจตัวเขาอย่างแท้จริง

2.ชวนผู้ป่วยคุยบ้างเล็กน้อย ด้วยท่าทีที่สบาย ๆ พร้อมที่จะช่วยเหลือ โดยไม่กดดัน ไม่คาดหวัง ไม่คะยั้นคะยอว่าผู้ป่วยต้องพูดคุยโต้ตอบได้มาก เพราะท่าทีที่คาดหวังมากจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแย่ที่ทำให้ญาติผิดหวัง

3.เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายความคิดความรู้สึก ที่ไม่ดี ที่รู้สึกแย่ต่าง ๆ ออกมา โดยเฉพาะความคิดอยากฆ่าตัวตาย การที่ผู้ป่วยได้พูดได้ระบายออกมาจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในใจลงได้อย่างมาก

ข้อควรทราบ

โรคนี้ไม่ได้อาการดีขึ้นทันทีที่กินยา การ รักษาต้องใช้เวลาบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นสัปดาห์ อาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด จึงไม่ควรคาดหวังจากผู้ป่วยมากเกินไป การรักษาด้วยยามีความสำคัญ ควรช่วยดูแลเรื่องการกินยา โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ผู้ป่วยยังซึมเศร้ามาก หรืออาจมีความคิดอยากตาย การตัดสินใจในช่วงนี้ จะยังไม่ดี ควรให้ผู้ป่วยเลี่ยงการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ ไปก่อนจนกว่าจะเห็นว่าอาการเขาดีขึ้นมากแล้ว

เมื่อได้รู้จักโรคซึมเศร้ากันแล้ว จะเห็นว่าโรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นแค่อารมณ์ซึมเศร้าเท่านั้น แต่หากเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและครอบครัว และหากปล่อยทิ้งไว้ไม่บำบัดรักษา อาจนำมาสู่ปัญหาการทำงานและการดำเนินชีวิต และบางรายอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ ดังนั้นหากพบหรือสงสัยว่าตนเองและคนใกล้ชิดของท่านป่วยด้วยโรคซึมเศร้า อย่าได้นิ่งนอนใจ ควรพามาปรึกษาแพทย์ เพราะหากได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง ด้วยวิธีที่เหมาะสม คุณและคนใกล้ตัวก็สามารถจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล/อาจารย์แพทย์หญิงทานตะวัน สุรเดชาสกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์     18 กรกฎาคม 2553

โรคซึมเศร้า ตอน 2 การวินิจฉัย

แพทย์วินิจฉัอย่างไร?

เหตุที่เราจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ เนื่องจาก มีโรคทางจิตเวชอื่นหลายโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า โรคทางร่างกายหลายโรคและยาบางตัวก็สามารถก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ การวินิจฉัย จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และอาศัยทักษะในการตรวจพอสมควร

ในการวินิจฉัย โดยทั่วไปแพทย์จะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้      

ถามอาการหรือการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่เริ่มมีอาการครั้งแรกไล่มาตามลำดับจนปัจจุบัน ยิ่งผู้ป่วยเล่าอาการต่าง ๆ ที่มีได้ละเอียด เล่าปัญหาทางจิตใจที่เกิดขึ้นได้มากเท่าไร แพทย์ก็จะยิ่ง  เข้าใจผู้ป่วยมากขึ้นเท่านั้น การซักถาม ในขั้นตอนนี้นอกจากเพื่อดูว่าผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้หรือไม่แล้ว ยังเพื่อพิจารณาว่า ผู้ป่วยอาจเป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับอาการเหล่านี้หรือไม่ ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีโรคทางร่างกายอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการต่าง ๆ ที่พบ แพทย์ อาจซักประวัติเพิ่มเติมจากญาติหรือผู้ใกล้ชิด เพื่อที่จะได้ทราบเรื่องราวหรืออาการต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น เพราะบางครั้งคนรอบข้างอาจสังเกตเห็นอะไรได้ชัดเจนกว่าตัวผู้ที่มีอาการเอง

โรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า

1. ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาที่มากระทบ เป็นภาวะที่เกิดจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ย้ายบ้าน ตกงาน เกษียณ เป็นต้น โดยจะพบอาการซึมเศร้าร่วมด้วยได้ แต่มักจะไม่รุนแรง ถ้ามีคนมาพูดคุย ปลอบใจก็จะดีขึ้นบ้าง อาจมีเบื่ออาหารแต่เป็นไม่มาก ยังพอนอนได้ เมื่อเวลาผ่านไป ค่อย ๆ ปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ภาวะอารมณ์ซึมเศร้า ที่มีก็จะทุเลาลง

2. โรคอารมณ์แปรปรวน ในโรคอารมณ์แปรปรวน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับโรคซึมเศร้าอยู่ช่วงหนึ่ง และมีอยู่บางช่วงที่มีอาการออกมาในลักษณะตรงกันข้ามกับอาการซึมเศร้า เช่น อารมณ์ดีเบิกบานมากผิดปกติ พูดมาก ขยันมาก เชื่อมั่นตัวเองมากกว่าปกติ ใช้     เงินเปลือง เป็นต้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกระยะนี้ว่า ระยะแมเนีย ผู้ที่เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนบางครั้งจะมีอาการของโรคซึมเศร้า บางครั้งก็มีอาการของภาวะแมเนีย

3. โรควิตกกังวล พบบ่อยว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะมีอาการวิตกกังวล ห่วงโน่นห่วงนี่ ซึ่งเป็นอาการหลักของโรควิตกกังวล ที่ต่างกันคือในโรควิตกกังวลนั้น จะมีอาการหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น สะดุ้ง ตกใจง่าย ร่วมด้วย อาการเบื่ออาหารถึงมีก็เป็นไม่มาก น้ำหนักไม่ลดลงมากเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และโรคซึมเศร้านั้นนอกจากอาการวิตกกังวลแล้วก็   จะพบอาการซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต ร่วมด้วยโดยที่อาการอารมณ์เศร้านี้จะเห็นเด่นชัดกว่าอาการวิตกังวล

สาเหตุ

ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก พัฒนาการของจิตใจรวม ถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลง ของระดับสารเคมีในสมองบางตัวเป็นต้น

ปัจจัยสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้าได้แก่

1. กรรมพันธุ์ พบว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

2. สารเคมีในสมอง พบว่าระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างชัดเจน โดยมีสารที่สำคัญได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) ลดต่ำลง รวมทั้งอาจมีความผิดปกติของเซลล์รับสื่อเคมีเหล่านี้ ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นความบกพร่องในการควบคุมประสานงานร่วมกัน มากกว่าเป็นความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่ง ยาแก้เศร้าที่ใช้กันนั้นก็ออกฤทธิ์ โดยการไปปรับสมดุลของระบบสารเคมีเหล่านี้

3. บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบมองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือมองโลก ในแง่ร้าย เป็นต้น บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญ   กับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมอาการอาจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

โรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีสาเหตุจากแต่เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น การเริ่มเกิดอาการของโรคซึมเศร้านั้นมักมีปัจจัยกระตุ้น มากบ้างน้อยบ้าง บางครั้งอาจไม่มีก็ได้ซึ่งพบได้น้อย การพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นผิดปกติหรือไม่ เราดูจากการมีอาการต่าง ๆ และความรุนแรงของอาการเป็นหลัก  ผู้ที่มีอาการเข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้านั้น บ่งถึงภาวะของความผิดปกติที่จำต้องได้รับการช่วยเหลือ

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล/อาจารย์แพทย์หญิงทานตะวัน สุรเดชาสกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์      11 กรกฎาคม 2553

โรคซึมเศร้าคืออะไร

ความซึมเศร้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดากับทุกคน เมื่อชีวิตประสบพบกับความผิดหวัง ความล้มเหลว ความไม่ได้ดั่งใจ ต้องเจอในสิ่งที่ไม่อยากเจอ หรือพลัดพรากกับสิ่งอันเป็นที่รัก เช่น การสูญเสีย เป็นต้น

การแยกว่า ความซึมเศร้านั้นเป็นเพียงแค่ภาวะ อารมณ์ซึมเศร้า หรือความซึมเศร้านั้นได้กลายเป็น โรคซึมเศร้า ไปแล้ว จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตต่างกันมากมาย ดังนี้

ภาวะอารมณ์ซึมเศร้า เป็นปฏิกิริยาทางใจ เมื่อมีเหตุไม่สมหวังมากระทบ ใจจะหวั่นไหว ผิดหวัง เจ็บปวด รู้สึกซึมเศร้า พอเหตุนั้นหมดไป หรือสักพักใจเริ่มปรับตัวได้ ยอมรับความไม่สมหวังนั้นได้ ใจก็เข้าสู่ภาวะอารมณ์ปกติ ความซึมเศร้าค่อย ๆ ลดลงไปเอง ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าแบบนี้มักอยู่ไม่นาน และไม่ได้เป็นต่อเนื่องทั้งวันทุกวัน จะขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามเหตุมากระทบ

ส่วน โรคซึมเศร้า เป็นโรคทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง คือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จะมีความผิดปกติที่มีอารมณ์ซึมเศร้านานต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ผู้ที่ป่วยจะมีอาการเศร้าอย่างมากจนไม่มีความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยทำให้กลับมามีความสุขสดชื่นเหมือนเดิม เบื่อหน่ายไปในทุก ๆ สิ่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตต่าง ๆ ตามมามากมาย เช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หรืออยากนอนทั้งวันไม่อยากทำอะไร รู้สึก อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง มองตัวเองไม่ดี และ อาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย เป็นต้น

คำว่า “โรค” บ่งว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเพื่อ ให้อาการทุเลา ต่างจากภาวะอารมณ์เศร้าตามปกติธรรมดาที่ถ้าเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัวคลี่คลายลง หรือมีคนเข้าใจเห็นใจ อารมณ์เศร้านี้ก็อาจหายได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านอกจากมีอารมณ์ซึมเศร้าร่วมกับอาการต่าง ๆ แล้ว การทำงานหรือการประกอบกิจวัตรประจำวันก็แย่ลงด้วย คนที่เป็นแม่บ้านก็ทำงานบ้านน้อยลงหรือมีงานบ้านคั่งค้าง คนที่ทำงานนอกบ้านก็อาจขาดงานบ่อย ๆ จนถูกเพ่งเล็ง เรียกว่าตัวโรคทำให้การประกอบกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ บกพร่องลง

ดังนั้น การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นเป็นคนอ่อนแอ คิดมาก หรือเป็นคนไม่สู้ปัญหา เอาแต่ท้อแท้ ซึมเซา แต่ที่เขาเป็นนั้นเป็นเพราะตัวโรค กล่าวได้ว่าถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โรคก็จะทุเลาลง เขาก็จะกลับมาเป็นผู้ที่จิตใจแจ่มใส พร้อมจะทำกิจวัตรต่าง ๆ ดังเดิม

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก การเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ จะเป็นในด้านอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม ร่วมกับอาการทางร่างกายต่าง ๆ ดังจะได้กล่าวต่อไป

การเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ อาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นเดือน ๆ หรือเป็นเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์เลยก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับ  หลาย ๆ ปัจจัย เช่น มีเหตุการณ์มากระทบรุนแรงมากน้อยเพียงใด บุคลิกเดิมของเจ้าตัวเป็นอย่างไร มีการช่วยเหลือจากคนรอบข้างมากน้อยเพียงใด เป็นต้น และผู้ที่เป็นอาจไม่มีอาการตามนี้ไปทั้งหมดแต่อย่างน้อยอาการหลัก ๆ จะมีคล้าย ๆ กัน เช่น รู้สึกเบื่อ เศร้า ท้อแท้ รู้สึกตนเองไร้ค่า นอนหลับไม่ดี เป็นต้น

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

1.อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป ที่พบบ่อยคือจะกลายเป็นคนเศร้าสร้อย หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ดูเหมือนจะอ่อนไหวไปหมด บางคนอาจไม่มีอารมณ์เศร้า ชัดเจนแต่จะบอกว่าจิตใจหม่นหมอง ไม่แจ่มใส ไม่สดชื่นเหมือนเดิม บางคนอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เดิมตนเคยทำแล้วเพลินใจหรือ สบายใจ เช่น ฟังเพลง พบปะเพื่อนฝูง เข้าวัด ก็ไม่อยากทำหรือทำแล้วก็ไม่ทำให้สบายใจขึ้น บ้างก็รู้สึกเบื่อไปหมดตั้งแต่ตื่นเช้ามา บางคนอาจมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย อะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด กลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ไม่ใจเย็นเหมือนก่อน บางคนกังวลง่ายขึ้น เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เก็บมาครุ่นคิดกังวลไปหมด

2.ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป ส่วนใหญ่จะรู้สึกเบื่ออาหาร ไม่เจริญอาหารเหมือนเดิม น้ำหนักลดลงมาก บางคนลดลงหลายกิโลกรัมภายใน 1 เดือน หรือบางคนกลับกันกลายเป็นเจริญอาหารมากผิดปกติ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการท้องผูก อืด แน่นท้อง

3.การนอนเปลี่ยนแปลงไป ส่วนใหญ่มักนอนไม่หลับ หลับยากขึ้น นอนไม่เต็มอิ่ม หลับ ๆ ตื่น ๆ บางคนตื่นแต่เช้ามืด แล้วนอนต่อไม่ได้ หรือในบางคนกลับกันกลายเป็นนอนมากผิดปกติ

4.มีอาการทางกายต่าง ๆ ร่วม ที่พบบ่อยคือจะรู้สึกอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง ไม่อยากทำอะไร เชื่องช้าขึ้น หรือในบางคนอาจลุกลี้ลุกลนกระวนกระวายมากขึ้นได้เหมือนกัน นอกจากนี้บางคนพบมีปากคอแห้ง มีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัวมากขึ้น

5.ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมองอะไรก็รู้สึกแย่ไปหมด มองชีวิตที่ผ่านมาในอดีตก็เห็นแต่ความผิดพลาดความล้มเหลวของตนเอง ชีวิตตอนนี้ก็รู้สึกว่าอะไร ๆ ก็ดูแย่ไปหมด ไม่มีใครช่วยอะไรได้ ไม่เห็นทางออก มองอนาคตไม่เห็น รู้สึกท้อแท้หมดหวังกับชีวิต บางคนกลายเป็นคนไม่มั่นใจตนเองไป จะตัดสินใจอะไรก็ลังเลไปหมด รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เป็นภาระแก่คนอื่น ทั้ง ๆ ที่ญาติหรือเพื่อน ๆ ก็ยืนยันว่ายินดีช่วยเหลือ เขาไม่เป็นภาระอะไรแต่ก็ยังคงคิดเช่นนั้นอยู่

6.มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องฆ่าตัวตาย จากความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า รู้สึกคับข้องใจ ทรมานจิตใจ เหล่านี้อาจทำให้เจ้าตัวคิดถึงเรื่องการตายอยู่บ่อย ๆ แรก ๆ ก็อาจคิดเพียงแค่อยากไปให้พ้น ๆ จากสภาพนี้ ต่อมาเริ่มคิดอยากตายแต่ก็ไม่ได้คิดถึงแผนการอะไรที่แน่นอน เมื่ออารมณ์เศร้า หรือความรู้สึกหมดหวังมีมากขึ้น ก็จะเริ่มคิดเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะทำอย่างไร ในช่วงนี้หากมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิตใจก็อาจเกิดการทำร้ายตนเองขึ้นได้จากอารมณ์ชั่ววูบ

7.สมาธิความจำแย่ลง จะหลงลืมง่าย โดยเฉพาะกับเรื่องใหม่ ๆ วางของไว้ที่ไหนก็นึกไม่ออก ญาติเพิ่งพูดด้วยเมื่อเช้าก็นึกไม่ออกว่าเขาสั่งว่าอะไร จิตใจเหม่อลอยบ่อย ทำอะไรไม่ได้นานเนื่องจากสมาธิไม่มี ดูโทรทัศน์นาน ๆ จะไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือก็ได้ไม่ถึงหน้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำงานผิด ๆ ถูก ๆ

8.ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปลี่ยนไป ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะดูซึมลง ไม่ร่าเริงแจ่มใสเหมือนก่อน จะเก็บตัวมากขึ้น ไม่ค่อยพูดจากับใคร บางคนอาจกลายเป็นคนใจน้อย อ่อนไหวง่าย ซึ่งคนรอบข้างก็มักจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป บางคนอาจหงุดหงิดบ่อยกว่าเดิม เช่น แม่บ้านอาจทนที่ลูก ๆ ซนไม่ได้ ทำให้ดุด่า ตีลูกมากขึ้น หรือมีปากเสียงระหว่างคู่ ครองบ่อย ๆ

9.การงานแย่ลง ความรับผิดชอบต่อการงานก็ลดลง ถ้าเป็นแม่บ้านงานบ้านก็ไม่ได้ทำหรือทำลวก ๆ เพียงให้ผ่าน ๆ ไป คนที่ทำงานสำนักงานก็จะทำงานที่ละเอียดไม่ได้เพราะสมาธิไม่มี ในช่วงแรก ๆ ผู้ที่เป็นอาจจะพอฝืนใจตัวเองให้ทำได้ แต่พอเป็นมากขึ้น ๆ ก็จะหมดพลังที่จะต่อสู้ เริ่มลางานขาดงานบ่อย ๆ ซึ่งหากไม่มีผู้เข้าใจหรือให้การช่วยเหลือ ก็มักจะถูกให้ออกจากงาน

10.อาการโรคจิต จะพบในรายที่เป็น รุนแรง ซึ่งนอกจากผู้ที่เป็นจะมีอาการซึมเศร้ามากแล้ว ยังพบว่ามีอาการของโรคจิต ได้แก่ อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย ที่พบบ่อย คือ จะเชื่อว่ามีคนคอยกลั่นแกล้ง หรือประสงค์ร้ายต่อตนเอง อาจมีหูแว่วเสียงคนมาพูดคุยด้วย อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อได้รับการรักษา อารมณ์ เศร้าดีขึ้น อาการทางจิตก็มักทุเลาตาม.

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์นายแพทย์ มาโนช หล่อตระกูล อาจารย์แพทย์หญิงทานตะวัน สุรเดชาสกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์     4 กรกฎาคม 2553