ยาระบาย ไม่สบาย

dailynews141117_01ด้วยความเชื่อที่ว่าคนเราจะต้องมีการขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน ทำให้ผู้ที่มีการขับถ่ายน้อยเลือกจะใช้ยาระบายเป็นทางเลือกในการขับถ่าย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายสุขภาพดี แต่รู้หรือไม่ว่าการรับประทานยาระบายเป็นประจำมีความเสี่ยง

เดลินิวส์ออนไลน์ รวบรวมข้อมูลเพื่อเตือนคนที่รับประทานยาระบายช่วยในการขับถ่ายเป็นประจำมาให้รับทราบก่อนจะสาย จนทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย

คนส่วนใหญ่คิดว่าแค่ยาระบายไม่มีอันตรายอะไร บางคนใช้ยาระบายเพื่อลดความอ้วน โดยรับประทานต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากไม่ได้ผลในการลดความอ้วนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายตามมาอีกด้วย

ในทางการแพทย์พบว่า ความถี่ของการถ่ายอุจจาระขึ้นอยู่กับลักษณะจำเพาะของแต่ละบุคคล ทุกคนไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวันเหมือนกันหมด นอกจากนี้การถ่ายอุจจาระยังขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร หากรับประทานอาหารที่มีเส้นใย จะช่วยดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่ เป็นการเพิ่มปริมาณและเพิ่มความเหลวของอุจจาระได้ดีอีกด้วย ปริมาณน้ำที่ดื่มควรมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน จะช่วยให้อุจจาระอุ้มน้ำ ไม่พองตัว ถ่ายสะดวกและการออกกำลังกาย เป็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ ตอนเช้า เช่น การเดิน เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้ขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น

โดยเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเวชธานี ได้ระบุไว้ว่า ยาในกลุ่มยาระบายนั้นมีหลายประเภทตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา ได้แก่ ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-producing agents) เช่น Mucillin powder, ยาทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (Stool softeners / Surfactants) เช่น Docusate sodium, ยาประเภทหล่อลื่น (Lubricants/ Emollient) เช่น Mineral oil, ยาประเภทเพิ่มปริมาตรน้ำ (Hydrating agents (osmotics)) เช่น Milk of magnesia, ไฮเปอร์ออสโมติก เอเจนต์ (Hyperosmotic agents) เช่น ยาเหน็บ Glycerin และยาประเภทกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant) เช่น Bisacodyl, มะขามแขก ซึ่งการพิจารณาเลือกใช้ยานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นสภาพร่างกายของผู้ป่วย ภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ หรือความรุนแรงของอาการท้องผูก ขนาดการใช้ยาระบายกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูก และการตอบสนองของผู้ป่วย และควรใช้เท่าที่จำเป็นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน หรือใช้บรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะเมื่อใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปนาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะทนต่อยามากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อย ๆ ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปวดท้อง ระดับเกลือแร่เสียสมดุล ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะได้อีกด้วย

การรักษาอาการท้องผูกที่ถูกวิธีคือการรักษาที่สาเหตุ เช่น บางคนดื่มน้ำน้อยเกินไป รับประทานอาหารประเภทกากใยน้อยเกินไป มีภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้ท้องผูก เช่น ยาแก้ท้องเสียบางชนิด รับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องผูก (Immodium, Lomotil เป็นต้น) ส่วนการลดความอ้วนที่ถูกวิธีนั้น ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนการรับประทานยาระบายเป็นเพียงการระบายมวลอุจจาระออกจากร่างกายไม่ได้มีผลต่อการลดการดูดซึมไขมัน หรือลดไขมันที่สะสมอยู่ออกจากร่างกายแต่อย่างใด

ชนัดดา บุญครอง

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก เว็บไซต์โรงพยาบาลเวชธานี http://www.vejthani.com

ที่มา: เดลินิวส์ 17 พฤศจิกายน 2557

“บี แล็กทิส” จุลินทรีย์สุขภาพดีที่ผู้หญิงไทยควรรู้จัก

Credit: probiotics.mercola.com

งานประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดโดยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และภาคีเครือข่ายด้านอาหารและโภชนาการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ในปีนี้กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ ผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมคุณภาพเพื่อสุขภาพและโภชนาการที่ดีของคนไทย ได้ร่วมสนับสนุนพร้อมทั้งออกบูธแนะนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมคุณภาพที่ได้ค้นคว้า วิจัย และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค พร้อมจัดงานเสวนาให้ความรู้เรื่องโพรไบโอติก จุลินทรีย์สุขภาพดี ภายใต้หัวข้อ Probiotics: Moving Beyond Digestive Health – Opportunities and Challenges โดย 2 คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโพรไบโอติก มาร่วมแลกเปลี่ยนให้ความรู้ถึงโอกาสและความท้าทายในการวิจัยคุณประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์โพรไบโอติกทางด้านสุขภาพแก่นักโภชนาการทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และหากนำความรู้ที่ได้รับมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันก็จะช่วยในการป้องกันโรคได้

   อ.พญ.มณฑิรา มณีรัตนะพร ภาควิชาอายุรศาสตร์ สาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความรู้ว่า “จุลินทรีย์โพรไบโอติกเป็นจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ โดยจะมีความสมดุลตามธรรมชาติ และมีหน้าที่ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย แต่หากมีการรับประทานอาหารหรือยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้โรคกรดไหลย้อน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในผู้หญิง ก็จะทำให้จุลินทรีย์โพรไบโอติกถูกทำลายเสียสมดุล ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เกิดอาการท้องผูกตามมา  ดังนั้นผู้หญิงจึงมีความเสี่ยงต่อโรคท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งปัญหาท้องผูกจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้เกิดการหมักหมมของของเสียในลำไส้ใหญ่ และผลิตก๊าซพิษบางอย่างในปริมาณที่สูงกว่าผู้ที่ขับถ่ายปกติ อาทิ ก๊าซมีเทน เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากผลการวิจัยพบว่า เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่มีจุลินทรีย์โพรไบโอติก จะช่วยทำให้จุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารเกิดการสมดุล และทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น”

ผศ.พญ.ศุภวรรณ บูรณพิร สาขาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ปัจจุบันพบว่าผู้หญิงไทยมีอาการท้องผูก และป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กันมากขึ้น เนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร รับประทานอาหารที่มีกากใยและดื่มน้ำน้อยมาก ประกอบกับความเร่งรีบในชีวิต ซึ่งผลจากการวิจัยและทดลองกับกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาท้องผูก พบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์บี แล็กทิส เป็นประจำทุกวัน จะช่วยทำให้การขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์บี แล็กทิส ที่อยู่ในโยเกิร์ต มีคุณสมบัติที่ทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร และอยู่ในลำไส้ได้นานกว่าจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตทั่วไป 7 วัน นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ก่อโรค หรือพูดง่ายๆ ว่า ช่วยผลักดันเชื้อโรคที่ไม่ดีต่อร่างกายออกไปจากบริเวณลำไส้ และช่วยปรับสมดุลให้กับลำไส้ จึงส่งผลให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นภายใน 7 วัน ส่วนวิธีในการรับประทานโยเกิร์ตให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น พญ.ศุภวรรณแนะนำว่า ควรรับประทานในขณะท้องว่าง เช่น ช่วงตื่นนอน หรือก่อนเข้านอน และควรรับประทานเป็นประจำวันละ 1 ถ้วยก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย”.

ที่มา: ไทยโพสต์ 4 ตุลาคม 2555

‘ขับถ่าย’เรื่องใหญ่ของชีวิต

นพ.อัฑฒ์ หิรัญยากาศ ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายถึงประเภทของอาการท้องผูกว่า แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ซึ่งวิธีการรักษาแตกต่างกันคือ กลุ่มลำไส้ใหญ่บีบตัวช้าหรือไม่บีบตัว ทำให้ไม่รู้สึกอยากถ่าย ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่อยากถ่ายแต่ก็ถ่ายไม่ออก ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ

ในการตรวจวินิจฉัยจึงต้องใช้วิธีการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

ในคนไข้ที่อยากถ่ายแต่ก็ถ่ายไม่ออก กลุ่มนี้เราพบว่ารูปแบบการเบ่งอุจจาระไม่ถูกต้อง กล้ามเนื้อหูรูดแทนที่จะคลายตัวกลับหดตัว เรารู้ได้จากการวัดคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและเครื่องวัดความดันลำไส้ คนไข้กลุ่มนี้รักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรมขณะขับถ่ายให้เป็นไปอย่างถูกต้อง” คุณหมออธิบาย

แต่ปัญหาของท้องไส้ยังไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อแก่ตัวเข้าใกล้วัยทอง ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยท้องผูกขับถ่ายได้ลำบาก กลับต้องเผชิญกับภาวะกลั้นอุจจาระไม่อยู่ จากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดที่เสื่อมไปตามวัย ผู้ป่วยจำนวนมากไม่กล้ามาพบแพทย์ ด้วยความอายหรือคิดว่าไม่มีวิธีรักษา

คุณหมอตั้งข้อสังเกตว่า คนไข้ส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์เพราะกลั้นอุจจาระไม่อยู่ มักจะเคยผ่านการคลอดบุตรทางช่องคลอดด้วยวิธีธรรมชาติแทนการผ่าตัดมาแล้วทั้งสิ้น โดยอาการบาดเจ็บขณะคลอด เช่น หัวเด็กไปกดทับเส้นประสาทหูรูด เนื่องจากกล้ามเนื้อหูรูดกับช่องคลอดที่อยู่ติดกัน ซึ่งอาการผิดปกติจะไม่ปรากฏตอนอายุน้อย แต่จะเริ่มแสดงให้เห็นเมื่ออายุมากขึ้น หรือถึงวัยหมดประจำเดือน ทันทีที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงกล้ามเนื้อหย่อนตัวลง

นอกจากนี้ สาเหตุของโรคกลั้นอุจจาระไม่อยู่ อาจมาจากอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบทวารหนัก กระดูกอุ้งเชิงกรานหัก กล้ามเนื้อหูรูดฉีก รวมถึงความผิดพลาดจากการผ่าตัด

การรักษาสามารถทำได้ แต่ต้องการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แน่ชัดเสียก่อน อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่รุนแรง คนไข้สามารถฝึกกล้ามเนื้อให้กลับมาแข็งแรงอีกทั้งด้วยการออกกำลังกายเฉพาะส่วน เช่น ให้จินตนาการว่ามีปากกา 1 ด้าม วางอยู่บนแก้มก้น จากนั้นให้ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อหนีบปากกาแท่งนั้นไม่ให้หล่น การฝึกด้วยวิธีนี้เป็นประจำจะช่วยให้กล้ามเนื้อหูรูดกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

แต่ในกรณีที่อาการรุนแรง อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อฝังเครื่องกระตุ้นเส้นประสาทบริเวณสะโพก เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่มีปัญหากลับมาทำงานได้ดีขึ้น หรือผ่าตัดเพื่อฝังกล้ามเนื้อหูรูดเทียม

“ปัญหาเหล่านี้คนที่ไม่เคยเป็นอาจฟังดูขำๆ และคิดว่าเป็นมะเร็งน่ากลัวกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาการขับถ่ายส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ฉะนั้น เมื่อท้องไส้เมื่อเกิดปัญหาแล้วอย่าละเลย เพราะการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติ นำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงที เป็นทางออกของผู้ที่ต้องการมีสุขภาพดีไปจนชั่วชีวิต” นพ.อัฑฒ์กล่าว

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 19 กรกฎาคม 2555

อันตรายจากการใช้ยาระบายเป็นประจำ

คนส่วนใหญ่คิดว่าแค่ยาระบายไม่มีอันตรายอะไร บางคนใช้ยาระบายเพื่อลดความอ้วนโดยรับประทานต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากไม่ได้ผลในการลดความอ้วนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายตามมาอีกด้วย

ยาระบายมีหลายประเภท

ยาในกลุ่มยาระบายนั้นมีหลายประเภทตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา ได้แก่ ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-producing agents) เช่น Mucillin powder, ยาทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (Stool softeners / Surfactants) เช่น Docusate sodium, ยาประเภทหล่อลื่น (Lubricants/ Emollient) เช่น Mineral oil, ยาประเภทเพิ่มปริมาตรน้ำ (Hydrating agents (osmotics)) เช่น Milk of magnesia, ไฮเปอร์ออสโมติก เอเจนต์ (Hyperosmotic agents) เช่น ยาเหน็บ Glycerin  และยาประเภทกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant) เช่น Bisacodyl, มะขามแขก ซึ่งการพิจารณาเลือกใช้ยานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นสภาพร่างกายของผู้ป่วย ภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ หรือความรุนแรงของอาการท้องผูก

ใช้ยาระบายเป็นประจำ จะทำให้เกิดอันตรายอย่างไร

ยาระบายที่นิยมซื้อใช้กันส่วนใหญ่ในบ้านเรา เป็นยากลุ่มกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ (stimulant laxatives) เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรมะขามแขก และยา Bisacodyl (ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นยาเม็ดเคลือบสีเหลืองเล็กๆ)  ขนาดการใช้ยาระบายกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูก และการตอบสนองของผู้ป่วย และควรใช้เท่าที่จำเป็นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน หรือใช้บรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะเมื่อใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปนานๆ จะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะทนต่อยามากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อยๆ ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปวดท้อง ระดับเกลือแร่เสียสมดุล ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะได้อีกด้วย

การรักษาอาการท้องผูกที่ถูกวิธีคือการรักษาที่สาเหตุ เช่น บางคนดื่มน้ำน้อยเกินไป ทานอาหารประเภทกากใยน้อยเกินไป มีภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้ท้องผูก เช่น ยาแก้ท้องเสียบางชนิด รับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องผูก (Immodium, Lomotil เป็นต้น) ส่วนการลดความอ้วนที่ถูกวิธีนั้น ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนการรับประทานยาระบายเป็นเพียงการระบายมวลอุจจาระออกจากร่างกายไม่ได้มีผลต่อการลดการดูดซึมไขมัน หรือลดไขมันที่สะสมอยู่ออกจากร่างกายแต่อย่างใด

ดังนั้น คราวต่อไปก่อนหยิบยาระบายขึ้นมาใช้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ลองฉุกคิดดูสักนิดว่าพอจะแก้ไขด้วยทางเลือกอื่นได้หรือไม่ และให้ยาระบายเป็นทางเลือกอันดับท้ายๆ ดีกว่าไปทำลายระบบขับถ่ายของร่างกายด้วยการกินยาระบายเป็นประจำจนทำลำไส้เสียนิสัย

สงสัยเรื่องการใช้ยาปรึกษาเภสัชกร โดยตรงที่
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารด้านยา โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 0-2734-0000 ต่อ 1220 ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 16 พฤษภาคม 2555

สารพัดผักแก้ท้องผูก

หากการถ่ายทุกข์หนักหรือขับถ่ายอุจจาระของคุณจะเกิดขึ้นแต่ละครั้งต้องใช้เวลานานราว 2-3 วัน ก็เข้าข่ายท้องผูก ส่งผลให้อุจจาระเป็นก้อนแข็ง ขับถ่ายลำบาก เป็นนาน ๆ อาจลุกลามกลายเป็นริดสีดวง สร้างความทุกข์ทรมานให้ลมมันเย็น!…

มุมสุขภาพกินดี สัปดาห์นี้จึงคัดสรรสารพัดผักที่หารับประทานได้ง่าย ๆ เพื่อให้คุณผู้อ่านที่มีอาการท้องผูกซื้อหามารับประทานเพิ่มกากใยเสริมการทำงานของระบบขับถ่าย

เริ่มจาก มะเขือเทศ’ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำ เพราะผักชนิดนี้ช่วยระบายท้อง แก้เลือดออกตามไรฟัน ลดความดันโลหิต แถมยังรักษาอาการตาพร่ามัว ขณะที่ เกาลัด ช่วยบำรุงกระเพาะอาหารให้ทำงานได้ดี แก้ร้อนใน บำรุงม้าม

ส่วน กะหล่ำปลี แก้ท้องผูกบำรุงผิว รักษาแผลในลำไส้และกระเพาะอาหาร กุยช่าย ช่วยย่อยอาหารและบำรุงกระเพาะอาหาร แถมเสริมกำลังวังชา บำรุงพลังเพศ และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คงเป็น มะละกอ เลือกรับประทานแบบค่อนข้างสุกงอมจัด มีสรรพคุณช่วยระบาย

เช่นเคยกับเมนูสุขภาพ ที่ครั้งนี้ขอแนะนำ เครื่องดื่มจากมะขาม’ พืชอีกชนิดที่โดดเด่นในคุณประโยชน์ช่วยขับถ่าย สูตรนี้เลือกใช้มะขามเปียก ต้มกับน้ำ แล้วใส่น้ำตาลและเกลือลงไปเล็กน้อย กลายเป็นน้ำมะขาม ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เพราะถ้าดื่มมากเกินไป จากท้องผูกจะกลายเป็นท้องเสีย จู๊ด…จู๊ด!.

takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์     11 มิถุนายน 2553

ท้องผูก เรื่องเล็ก…ที่ไม่เล็ก

ถ่ายไม่ออกหลายวัน..สงสัยจะท้องผูก? หลาย ๆ คนคงจะงงกันว่า อาการถ่ายไม่ออกหลายวันแบบนี้..ใช่อาการท้องผูก หรือไม่

แล้วอาการท้องผูก ความเป็นจริงแล้วมันเป็นยังไงกันแน่? ในผู้ใหญ่ส่วนมากก็จะกล่าวสืบต่อกันมาว่า หากถ่ายน้อยกว่าสามครั้งต่อสัปดาห์ และถ่ายแข็ง แห้ง ถ่ายครั้งละน้อย ๆ เป็นเม็ดแข็ง หรือที่คนสมัยก่อนเรียกว่าขี้แพะ ซึ่งพบได้บ่อยในเด็ก หรือถ่ายเป็นก้อน ลำอุจจาระขนาดใหญ่ หรือมีอาการถ่ายยาก ต้องเบ่งในขณะขับถ่าย บางคนอาจมีอาการปวดท้อง โดยมีลักษณะปวดบิด ๆ เมื่อมีการเคลื่อนตัวของลำไส้ บางคนมีอาการท้องอืด เรอบ่อย หรือมีกลิ่นปาก เหม็นเปรี้ยวเวลาหายใจ บางรายจะรู้สึกไม่สบายท้อง ท้องอืด แน่น กินไม่ค่อยได้ ไม่รู้สึกอยากอาหารเหมือนอิ่มอืดอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น ความเชื่อที่ว่าร่างกายต้องถ่ายทุกวันหากไม่ได้ถ่ายหมายถึงว่าเราท้องผูก จึงเป็นความเชื่อที่ผิด อย่างไรก็ตามบางคนอาจขับถ่ายปกติ ได้บ่อยถึงสองถึงสามครั้งต่อวัน หรือบางคนอาจถ่ายเฉลี่ยราวสามครั้งต่ออาทิตย์เท่านั้น นั่นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยการขับถ่ายของแต่ละคนที่แตก ต่างกันไป

อย่างไรก็ตามภาวะท้องผูกนั้นเป็นแค่อาการ..ไม่ใช่โรค แต่ก็คง   ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเราอาจต้องพบกับปัญหาท้องผูกบ้างไม่มากก็น้อย สาเหตุส่วนมากเกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ส่วนใหญ่ภาวะท้องผูกมักเป็นแค่ชั่วครั้งชั่วคราว และมักไม่รุนแรง สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงสาเหตุ การป้องกัน และการรักษาที่ถูกต้องจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ในระยะยาวได้

อะไรเป็นสาเหตุของอาการท้องผูก?

เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ขออธิบายดังต่อไปนี้ในระบบทางเดินอาหารเป็นลักษณะท่อกลวง ที่ภายในมีเยื่อหุ้มรายล้อมเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิว ในการย่อย ดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อรับประทานอาหารผ่านช่องปาก ผ่านไปยังกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ผ่านทวารหนักแล้วขับถ่ายเป็นอุจจาระออกจากร่างกายแล้ว ในระหว่างที่อาหารผ่านส่วนต่าง ๆ จะถูกย่อยและดูดซึมน้ำที่เป็นส่วนประกอบออกไป ส่วนที่เหลือจึงขับถ่ายออกมาเป็นกากอาหารในอุจจาระดังที่เห็นกัน

ส่วนของกล้ามเนื้อเรียบเล็ก ในลำไส้ส่วนโคลอนจะบีบตัวพร้อมกัน เป็นการดันกากอาหารที่ย่อยแล้วเป็นอุจจาระดันไปยังส่วนของทวารหนักจึงจะเห็นได้ว่าอุจจาระจะเป็นของแข็ง เนื่องจากน้ำได้ถูกดูดซึมไปก่อนแล้ว หากลำไส้ส่วนที่เป็นลำไส้ใหญ่ ดูดซึมน้ำกลับเป็นปริมาณมาก การบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ใหญ่จะทำงานและบีบตัวน้อยลง ยิ่งทำให้กากอุจจาระเคลื่อนที่ผ่านลำไส้ใหญ่ไปอย่างช้า ๆ ลำไส้ใหญ่ก็จะดูดซึมน้ำที่เป็นส่วนประกอบออกไปมากขึ้น อุจจาระจึงยิ่งแข็ง แข็งมาก และยิ่งแห้งมาก  ทำให้เกิดภาวะท้องผูก ขับถ่ายได้ยาก

สาเหตุส่วนใหญ่ที่พบของปัญหาท้องผูก สาเหตุส่วนใหญ่ที่พบมีดังต่อไปนี้

การกินอาหารประเภทใยอาหาร (ไฟเบอร์) ไม่พอเพียง

พบว่าการรับประทานอาหารประเภทเส้นใยที่พอเพียง ทำให้พบภาวะท้องผูกได้น้อย และหากบริโภคอาหารประเภทไขมันสูง เช่น เนย ชีส ไข่ เนื้อ หรือหมู มากเกินไปก็อาจทำให้ท้องผูกมากขึ้นได้ อาหารประเภทเส้นใยหรือไฟเบอร์ที่มักเรียกกันทับศัพท์บ่อย ๆ จะมีทั้งชนิดที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ซึ่งใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำจะเปลี่ยนรูปเป็นก้อนและนิ่ม ช่วยป้องกันไม่ให้อุจจาระแข็ง แห้ง และสามารถขับถ่ายได้ง่ายโดยไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก

การดื่มน้ำไม่พอเพียง

จากการศึกษาวิจัยพบว่า การดื่มน้ำมากขึ้นอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการช่วยรักษาอาการท้องผูก แต่ยังมีปัจจัยอื่นเสริม เช่น การดื่มน้ำผลไม้ น้ำลูกพรุน น้ำแอปเปิ้ล น้ำส้มค้น น้ำฝรั่ง เป็นประจำและสลับกันไปจะช่วยทำให้อุจจาระนิ่มตัว และการผ่านของอุจจาระสามารถทำได้ง่าย ช่วยรักษาภาวะท้องผูกได้ดีกว่า แต่ข้อควรระวังคือ น้ำหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ กาเฟอีน จะไม่ช่วยรักษาภาวะท้องผูก แต่จะทำให้ปัสสาวะบ่อยและขาดน้ำมากขึ้น ทำให้อาการท้องผูกแย่ลง

ไม่มีกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างพอเพียง

การขาดกิจกรรม ขาดการเคลื่อนไหวของร่างกาย ก็อาจเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดอาการท้องผูก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ป่วยนอนติดเตียง และในคนชรา มักพบได้มาก

ยาหลายประเภทก็เป็นสาเหตุให้เกิดท้องผูก

ยาหลายชนิดที่ใช้ในการรักษาการเจ็บป่วย อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของระบบลำไส้ โดยเฉพาะยาที่มีผลกับระบบประสาทอัตโนมัติ ซิมพาเทติคและพาราซิมพาเทติค ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้  โดยตรง

ถึงเวลาถ่ายแต่อั้นไว้ ไม่ยอมถ่าย 

พบภาวะนี้ในเด็กที่ห่วงเล่น มีสมาธิสั้น ในคนที่ไม่อยากขับถ่ายนอกบ้าน เครียดจนไม่อยากขับถ่าย หากเกิดกระบวนการดังกล่าวนี้ จะทำให้การขับถ่ายไม่เป็นไปตามปกติ โอกาสเกิดท้องผูกจึงเกิดได้ง่าย แล้วจะเกิดได้อยู่บ่อยครั้ง รักษายังไงก็ไม่หาย เพราะสาเหตุเกิดมาจากพฤติกรรมไม่ได้เกิดจากพยาธิสภาพของทางเดินอาหาร

นอกจากนี้ โรคจำเพาะบางโรค เช่น โรคทางสมองและระบบประสาท ต่อมไร้ท่อ โรคทางเมตาบอลิก โรคต่าง ๆ ตามระบบอวัยวะ ซึ่งโดยส่วนใหญ่โรคเหล่านี้ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้าลง อุจจาระจึงผ่านไปช้า ๆ และเกิดกากอุจจาระที่แข็งได้ง่าย

มีปัญหาที่ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก หรือมีความผิดปกติในหน้าที่การงาน 

ที่พบบ่อย เช่น การอุดตันของลำไส้จากแผลเป็น การผ่าตัด หรือเนื้องอก การตีบของลำไส้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือทวารหนัก

ปัญหาท้องผูก อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากพบว่าตัวเอง เป็นอยู่บ่อยครั้งเกินไป ก็อาจเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า มีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นภายในร่างกาย ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษา

เพราะปัญหาท้องผูก..อาจไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อย่างที่คิด.


อาจารย์นายแพทย์ ศักดา อาจองค์
อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์     26 มิถุนายน 2553