นมแม่ แก้อาการโคลิก

dailynews141227ลูกเลี้ยงยาก ท้องอืดบ่อย ร้องไห้โยเยนาน ๆ มีอาการแหวะนม เป็น 4 อาการที่พบมากในเด็กเล็กที่คุณแม่กว่าร้อยละ 50 กำลังประสบปัญหาอยู่ อาการเหล่านี้เรียกว่า “โคลิก”

คุณแม่มักมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาลูกเลี้ยงยาก ร้องไห้งอแงนาน ๆ มีอาการ ท้องอืด และแหวะนม จากการศึกษาพบว่า หากไม่ได้เกิดจากการเจ็บป่วยหรือเป็นโรค สาเหตุหลักนั้นมาจากลำไส้และนํ้าย่อยในระบบย่อยอาหารของเด็กยังเติบโต ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ต้องทานนมเป็นอาหารหลักในปริมาณมาก เนื่องจากในนมผงมีส่วนผสมของโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีจำนวนโมเลกุลสายยาว ทำให้ย่อยได้ยาก และคาร์โบไฮเดรตที่จะถูกย่อยกลายเป็นนํ้าตาลแล็กโทส แต่เด็กที่ยังเล็กอยู่จะมีระบบการย่อยอาหารที่ไม่สมบูรณ์ การย่อยและดูดซึมสารอาหารจึงทำได้ช้า ทำให้ทั้งโปรตีนและแล็กโทสส่วนที่ไม่สามารถดูดซึม ถูกแบคทีเรียในลำไส้ย่อย ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เด็กจึงเกิดอาการท้องอืด บางคนอาจจะมีอาการท้องผูก ร่วมด้วย หรือในบางรายอาจเกิดอาการท้องเสียได้ ส่งผลให้เด็กรู้สึกไม่สบายท้อง ร้องไห้งอแงนาน ๆ มากกว่า 3 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน อารมณ์หงุดหงิด ไม่ยอมรับประทานนม และแหวะนมได้ หากปล่อยอาการดังกล่าวทิ้งไว้ ก็จะส่งผลต่อด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูกน้อยในระยะยาวได้ เพราะในช่วงอายุ 3 ขวบปีแรกเป็นช่วงที่สมองเด็กมีการเติบโตและพัฒนารวดเร็วที่สุด

การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือการให้ลูกได้ดื่มนมแม่เพราะนมแม่เป็นสารอาหารที่ดีที่สุด และในนํ้านมแม่นั้นมีโปรตีนและแล็กโทสในปริมาณที่พอเหมาะกับระบบการย่อยในเด็กเล็ก แต่ในกรณีที่ลูกไม่สามารถดื่มนมแม่ได้ ก็ควรเลือกนมผงสูตรย่อยง่าย ซึ่งเป็นสูตรที่โปรตีนถูกย่อยบางส่วนแล้ว ใส่แล็กโทสในปริมาณที่เหมาะสมต่อระบบย่อยของเด็กเล็ก และที่ขาดไม่ได้คุณแม่ควรพิจารณาถึงสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองที่มีอยู่ในนม ได้แก่ ดีเอชเอ (DHA) และ เออาร์เอ (ARA) สารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองของลูกให้เติบโตสมวัย

อย่างไรก็ตาม อยากให้คุณแม่สังเกตอาการลูกด้วยว่า หากเปลี่ยนนมแล้วอาการลูกยังไม่ดีขึ้น ลูกยังร้องไห้งอแงมากขึ้น มีอาการปวดท้องรุนแรงขึ้น ท้องเดินหรือถ่ายเป็นมูกเลือด เลี้ยงไม่โต ให้ระวังการติดเชื้อเรื้อรัง จึงควรรีบพาลูกน้อยไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะอาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกายได้.

รศ.นพ.สรายุทธ สุภาพรรณชาติ
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  27 ธันวาคม 2557

Advertisements

ท้องอืดเรื้อรัง…รบกวนชีวิต ใช้เทคนิคพ่นลมหายใจตรวจรู้สาเหตุ

dailynews130226_002ชีวิตกินด่วนในปัจจุบันเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายโรคก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว โรคที่พบบ่อยและเด่นชัดคือโรคระบบทางเดินอาหาร และภาวะหนึ่งที่พบบ่อยคือท้องอืด ดูเหมือนเป็นอาการธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้เมื่อกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ หากเป็นบ่อยเป็นนานจนเข้าข่ายโรคท้องอืดเรื้อรังนั่นหมายถึงการกินยาก็ไม่มีผลทำให้หายได้

นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.เวชธานี กล่าวว่า อาการท้องอืดพบได้บ่อยของโรคระบบทางเดินอาหาร สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีก๊าซในกระเพาะอาหารและลำไส้มากเกินไปส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น เรอบ่อย อึดอัดแน่นท้อง โดยเฉพาะหลังกินอาหารท้องโตเป็นพักๆ หรือผายลมบ่อย เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นกับคนทั่วไปได้ ถ้ากินอาหารปริมาณมากและเร็วเกินไปหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีก๊าซ แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นเรื้อรังไม่สัมพันธ์กับชนิดอาหารหรือมีความรุนแรง เช่น มีอาการมากจนทำให้กินอาหารน้อยลงควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา ผู้ป่วยบางรายไปพบแพทย์ได้รับยามากิน อาทิ ยาลดกรด ยาช่วยย่อยขับลม ก็ยังไม่หายขาด แม้ได้รับการตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่แล้ว ผลการตรวจปกติดีและไม่สามารถอธิบายอาการของโรคได้ ในความเป็นจริงสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะท้องอืดเรื้อรังเกิดจาก 3 ภาวะ ได้แก่ ปริมาณแบคทีเรียในลำไส้มากเกิน, ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนม และโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งภาวะดังกล่าวควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากปัจจัยใด ปัจจุบันการตรวจไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนและให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

การตรวจหาสาเหตุของโรคท้องอืดเรื้อรัง นพ.บุญเลิศ เผยว่า ใช้วิธีการตรวจด้วยเครื่องตรวจลมหายใจ (Breath test) อาศัยหลักการตรวจหาก๊าซที่ผลิตจากแบคทีเรียในทางเดินอาหารซึ่งจะซึมผ่านเข้ากระแสเลือดและปล่อยออกทางลมหายใจ โดยก๊าซที่ตรวจนั้น ได้แก่ ก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซมีเทน ขั้นตอนการตรวจเริ่มด้วยงดอาหารและน้ำก่อน 12 ชั่วโมง จากนั้นให้กินสารที่ใช้ในการตรวจแยกโรค ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แพทย์สงสัย เช่น สงสัยภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนมจะให้กินน้ำตาลแล็กโทส ถ้าสงสัยภาวะแบคทีเรียในลำไส้มากเกินจะให้กินน้ำตาลกลูโคสหรือสารแลคตูโลส เป็นต้น จากนั้นให้ผู้ป่วยเป่าลมหายใจใส่ในถุงตรวจทุก 15 นาที จนครบ 120 นาที แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ต่อไป

เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องตามมา เช่น ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนมให้งดอาหารจำพวกนมและผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด ได้แก่ เนย โยเกิร์ต ไอศกรีม ฯลฯ หรือภาวะแบคทีเรียในลำไส้มากเกินควรได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อลดปริมาณเชื้อในลำไส้ ร่วมกับการให้ยาปรับการเคลื่อนไหวลำไส้และการหลีกเลี่ยงอาหารที่เสริมให้แบคทีเรียในลำไส้เติบโต ได้แก่ อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมได้น้อยในลำไส้เล็กและผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่จนกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย เช่น กระเทียม หอม ถั่ว กะหล่ำ น้ำเชื่อมเข้มข้น แอปเปิ้ล มะม่วง พรุน  รวมถึงน้ำตาลเทียม เป็นต้น.

ที่มา : เดลินิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2556