ออกกำลังกายในน้ำ กับ ธาราบำบัด

dailynews130915_003เรื่องราวของการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพ มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ ซึ่งในสมัยนั้นจะใช้คุณสมบัติเรื่องอุณหภูมิของน้ำในการรักษาเป็นหลัก โดยเฉพาะน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส อีกทั้งในสมัยนั้นยังไม่มีบ่อหรือสระธาราบัด จึงใช้การอาบน้ำแร่หรือบ่อน้ำพุร้อนต่าง ๆ ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดตามข้อหรือตามกล้ามเนื้อต่าง ๆ

แต่ ณ ปัจจุบัน ทางกายภาพบำบัดได้นำเอาศาสตร์นี้มาใช้รักษาผู้ป่วย โดยเริ่มต้นใช้อ่างน้ำวนหรืออ่างน้ำอุ่น รักษาผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ เพื่อจุดประสงค์ในการลดอาการปวด ต่อมาการรักษาธาราบำบัดได้มีการพัฒนามากขึ้น โดยให้ผู้ป่วยลงไปอยู่ในน้ำ หรือสระธาราบำบัดทั้งตัว ประกอบกับใช้ท่าทางของการออกกำลังกาย ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัด

กภ.ยศวิน สกุลกรุณา นักกายภาพบำบัด จากคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล” ให้ข้อมูลว่า “ธาราบำบัด” คือการออกกำลังกายในน้ำซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาทางกายภาพ บำบัด โดยใช้น้ำเป็นสื่อหรือตัวกลางในการรักษา โดยอาศัยคุณสมบัติของน้ำ ช่วยพยุงรองรับทุกส่วนของร่างกาย ทำให้สามารถเคลื่อนไหวร่างกายและข้อต่อในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างอิสระและง่ายขึ้น จึงช่วยลดแรงกระแทก และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในขณะฝึกและออกกำลังในน้ำ ต่างจากการออกกำลังกายบนบกที่บางครั้งผู้ป่วยอาจไม่สามารถยืนหรือลงน้ำหนักได้ หรือในบางท่วงท่าก็ไม่สามารถทำได้ เช่น การเดิน, การก้าวขาขึ้น-ลงบันได หรือก้าวขาไปข้างหน้า ด้านข้าง หรือการทรงตัว เพราะฉะนั้นเมื่อเราเปลี่ยนจากการออกกำลังกายบนบกมาทำในน้ำก็จะช่วยให้การทำกายภาพ บำบัดมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ โดยธาราบำบัดทางกายภาพบำบัดนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

1. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อเรื้อรัง ส่งผลให้กำลังกล้ามเนื้อลดลงไม่สามารถใช้งานได้อย่างปกติ การทำธาราบำบัดจะมีการออกแบบท่าออกกำลังกายให้เหมาะสมกับส่วนที่มีปัญหาและเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อที่หายไปเพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้

2. ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว เช่น เดินเซ ก้าวสั้น หรือเดินหลังค่อม น้ำจะเป็นตัวช่วยพยุงรอบตัวเพื่อให้ง่ายต่อการฝึกเดินหรือออกกำลังกายในท่าต่าง ๆ โดยที่ท่าเหล่านี้อาจทำได้ลำบากถ้าทำบนบก

3. ผู้ป่วยกระดูกหักหลังผ่าตัดหรือหลังถอดเฝือก โดยเฉพาะในส่วนกระดูกสันหลังและกระดูกขา การเริ่มฝึกเคลื่อนไหวให้กลับมาเป็นปกติจะมีข้อจำกัดคือความเจ็บแผลผ่าตัดและข้อต่อที่ยึดติดทำให้ยากต่อการฝึกฝน ธาราบำบัดจะมีส่วนช่วยในการพยุงเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนไหวและลดความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ มีผลทางด้านจิตใจคือช่วยลดความกลัวที่จะลงน้ำหนักได้อย่างปกติ

4. ผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง จากโรคอัมพฤกษ์หรืออัมพาต โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังต่าง ๆ การฝึกการเคลื่อนไหวในน้ำจะช่วยให้ง่ายต่อการทรงตัว

5. นอกจากผู้ป่วยแล้วบุคคลปกติที่มีปัญหาเรื่อง น้ำหนักตัว ความเครียด กล้ามเนื้อตึงจากการใช้งานไม่ถูกวิธีและมากเกินไป การทำธาราบำบัดก็สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้

ธาราบำบัดหรือกายภาพบำบัดในน้ำ ยังใช้ได้ผลดีกับการคลอดลูก ผู้มีภาวะความเครียด ผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญหาสุขภาพใด ๆ ผู้ที่เพิ่งถอดเฝือก รวมถึงผู้ที่มีปัญหาหมอนรองกระดูก ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่เข้าเฝือกอันเนื่องมาจากกระดูกหัก หรือเอ็นข้อเข่าขาด ต้องผ่าตัดเย็บซ่อม ก็จะมีการใช้ธาราบำบัดเข้ามาช่วย ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า เมื่อใช้ธาราบำบัดร่วมกับการฟื้นฟูบนบก จะสามารถช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงหลังการผ่าตัดเอ็นข้อเข่าให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติได้ โดยใช้การฟื้นฟูประมาณ 4 -5 เดือน ต่างกับสมัยก่อนที่ใช้การฟื้นฟูบนบกอย่างเดียวที่ต้องใช้เวลา 10-12 เดือน

คำถามที่พบบ่อยสำหรับการทำธาราบำบัดก็คือ ในผู้ป่วยที่ว่ายน้ำไม่เป็น ไม่เคยว่ายน้ำมาก่อนเลย หรือกลัวการลงน้ำ จะสามารถเข้ารับการรักษาได้หรือไม่ เรื่องนี้นักกายภาพบำบัดอธิบายว่า คนกลุ่มนี้ก็สามารถเข้ารับการรักษาด้วยธาราบำบัดได้เช่นกัน เพราะในการรักษาจะเริ่มต้นด้วยน้ำลึกเพียง 1 เมตรหรือน้ำในระดับเอวเท่านั้น ซึ่งน้ำในระดับนี้จะช่วยทอนน้ำหนักลงไปได้ถึง 50% แล้ว ผู้ป่วยสามารถที่จะลงไปแกว่งขาในน้ำได้ เดินในน้ำได้ หรือจ๊อกกิ้งในน้ำได้ เมื่อผู้ป่วยสามารถปรับตัวกับน้ำในระดับนี้ได้ ก็จะเพิ่มความลึกของน้ำเป็นระดับอกหรือระดับไหล่ ซึ่งน้ำในระดับนี้จะช่วยทอนน้ำหนักลงไปได้ถึง 70–80% และผู้ป่วยจะสามารถออกกำลังกายในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เพิ่มมากขึ้น…และในกรณีคนไข้ที่ไม่เคยว่ายน้ำมาก่อนเลย แนะนำว่าให้มาพบนักกายภาพบำบัดก่อนเพื่อที่จะให้คนไข้ได้ปรับตัวและคุ้นเคยกับน้ำก่อน คุ้นเคยกับว่าเราจะลอยตัวในน้ำอย่างไร คุ้นเคยว่าน้ำนั้นมีแรงต้านกับเรายังไง และคุ้นเคยกับการทรงตัวในน้ำ

โดยทั่วไปผู้ป่วยจะได้รับการฝึกกายภาพ บำบัดในน้ำแบบเดี่ยวก่อน จนกระทั่งสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว มีการทรงตัวที่ค่อนข้างดี และควบคุมการเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างดี จากนั้นจะมีจับกลุ่มกับผู้ป่วยท่านอื่น ๆ ที่มีภาวะเจ็บป่วยใกล้เคียงกัน มีการออกแบบท่วงท่าในการออกกำลังกายในน้ำที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่ม หรืออาจใช้อุปกรณ์ช่วยร่วมกับการฝึกการทรงตัวทั้งบนบกและในน้ำ ซึ่งจะให้ผลที่ดีกว่าการฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว สำหรับระยะเวลาในการรักษาต้องใช้อย่างน้อย 3 เดือนจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย และความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

หลายคนมีข้อสงสัยว่าการกายภาพบำบัดในน้ำนั้นจะช่วยลดอาการปวดได้ด้วยหรือไม่ ในประเด็นนี้ก่อนอื่นผู้ป่วยต้องทราบว่าอาการปวดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการผ่าตัดนั้น เกิดจากการคั่งค้างของของเสียในร่างกาย รวมถึงสารอักเสบและเลือดเสียที่คั่งค้าง สังเกตได้ว่าหลังการผ่าตัดนั้นขาเราจะบวม ซึ่งการที่เราลงไปในน้ำ น้ำจะมีคุณสมบัติคือมีแรงดันทุกทิศทางกับร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นแรงดันเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่คั่งค้างให้กระจายออกไป อาการปวดก็จะทุเลาลง เป็นการช่วยลดการอักเสบของข้อต่อและลดอาการบวมได้ ดังนั้นในผู้ป่วยที่ออกกำลังกายในน้ำอยู่สม่ำเสมอก็มีส่วนทำให้ความดันโลหิตลดลงได้”

ไม่เพียงแต่ในผู้ใหญ่เท่านั้น กายภาพบำบัดในน้ำยังมีประโยชน์กับเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการล่าช้า เด็กที่มีความพิการทางสมอง เช่น ในเด็กปกติทั่วไปจะสามารถเดินได้เมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ แต่เด็กเหล่านี้จะมีพัฒนาเรื่องการเดินได้ล่าช้ากว่านั้น ซึ่งจะมีนักกายภาพบำบัดให้การดูแลร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัว ซึ่งจะใช้ท่วงท่าของการกระตุ้นเพื่อให้เด็กเตะขาและสามารถเหยียดขาได้ ใช้ท่านอนคว่ำเพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อหลังให้เด็กสามารถเหยียดหลังและเหยียดคอได้ รวมถึงท่าในการกระตุ้นกล้ามเนื้อตะโพกให้เด็ก เพื่อให้เด็กสามารถที่จะลุกขึ้นคลานได้ ยืนได้ และเดินได้ พอเรากระตุ้นการเคลื่อนไหวของเด็กในน้ำแล้ว การเคลื่อนไหวบนบกของเด็กก็จะมีพัฒนาการได้ดีมากขึ้น

แม้การทำธาราบำบัดจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรระวังและข้อห้ามดังนี้

1. ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ควรแจ้งแก่นักกายภาพบำบัดก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้นักกายภาพบำบัดได้เตรียมระดับของน้ำที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย

2. จริงๆ แล้วการออกกำลังกายในน้ำร่างกายผู้ป่วยจะมีการสูญเสียเหงื่อหรือสูญเสียน้ำเช่นเดียวกับการออกกำลังกายบนบก ดังนั้นจึงควรมีการจิบน้ำเป็นระยะ ๆ ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ

3. ผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ ไม่แนะนำให้ทำธาราบำบัด

4. ผู้ป่วยที่มีภาวะการติดเชื้อของผิวหนัง รวมถึงมีบาดแผลเปิด ไม่ควรทำธาราบำบัด จำเป็นต้องรักษาอาการติดเชื้อเหล่านั้นให้หายเสียก่อนจึงจะเข้ารับการธาราบำบัดได้

โดยสรุปก็คือการทำธาราบำบัดสามารถใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย เริ่มตั้งแต่วัยเด็กเรื่อยไปถึงวัยสูงอายุ ในเด็กจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่วัยคลานไปจนถึงวัยเดิน ส่วนในวัยรุ่นที่มีการบาดเจ็บทั้งจากการเล่นกีฬาหรือการทำงาน ธาราบำบัดสามารถช่วยฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตหรือทำกิจวัตรประจำวันได้เร็วขึ้น…ในวัยทำงานหรือวัยกลางคนที่มักจะมีความเครียดเกิดขึ้น รวมถึงมีอาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ธาราบำบัดสามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดเหล่านั้นได้ในระดับหนึ่ง สุดท้ายในวัยสูงอายุ ธาราบำบัดนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในผู้สูงอายุอาจมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว ความดันโลหิต และกล้ามเนื้ออ่อนแรง ช่วยให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ทำให้มีความสนุก สนาน มีสังคม อีกทั้งยังได้ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงด้วยครับ

สำหรับผู้สนใจเรื่องกายภาพบำบัดในน้ำหรือธาราบำบัด สามารถติดต่อได้ที่คณะกายภาพ บำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา โทรศัพท์ 0-2441-5450 ต่อ 12.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์  15 กันยายน 2556

Advertisements

‘​นวด​’ ​แก้​ ‘​ปวด​ข้อ​-​กล้าม​เนื้อ​’​

เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือ ปวดข้อ คนส่วนใหญ่พากันไปใช้บริการแพทย์แผนปัจจุบัน บ้างก็ไปหาซื้อหยูกยาตามร้านขายยามา  รับประทาน แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่หันไปใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งนอกจากจะให้บริการนวดเพื่อผ่อนคลายแล้วยังมีการนวดเพื่อบำบัดรักษาอาการปวดอีกด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “หมอโห้” นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ สำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า อาการปวดที่ต้องนวดบำบัดรักษามี 2 ระบบด้วยกัน คือ 1.กล้ามเนื้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ คอ บ่า ไหล่ หลัง  2.ข้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ ต้นคอ ข้อไหล่ ข้อตะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า

สาเหตุที่ทำให้คนเราปวด เจ็บ ขัด บริเวณต่าง ๆ เป็นเพราะระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ดี การนวดจะช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว สามารถรักษาอาการปวดให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการดูสุขภาพ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่ยกของหนัก ไม่บิด หรือเอี้ยวตัว ไม่เปลี่ยนอิริยาบถแบบทันทีทันใด ไม่ นั่งทำงานท่าเดียวนาน ๆ ไม่นั่งเก้าอี้ที่ไม่สมดุล เบาะที่นั่งขับรถควรได้ระดับ ควรกินอาหารที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงของหมักดอง เครื่องในสัตว์ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอล กอฮอล์

ที่สำคัญ คือ เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ ไม่ควรบิด ดึง ดัด สลัด เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงตามมา

คนที่มาใช้บริการนวดแผนโบราณ ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นกรณีที่เพิ่งเริ่มเป็น คือ เพิ่งจะมีอาการปวด และเป็นไม่มาก จะใช้เวลาในการนวดเพียง 1-2 ครั้ง หรือบางคน 3-4 ครั้งอาการก็จะดีขึ้น แต่ถ้ามีอาการปวดเรื้อรังมา  นานเป็นเดือนหรือเป็นปี การนวดบำบัดรักษาก็ต้องทำหลายครั้ง อย่างคนไข้บางคนมิใช่ว่าเพิ่งจะมีอาการปวด เขาอาจจะปวดมานานแล้ว แต่มีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป พอปวดมากแล้วมานวด การนวดบำบัดรักษาก็ต้องใช้เวลา

ในการวินิจฉัยอาการปวด หมอนวดที่มีประสบการณ์จะทำการตรวจร่างกายคนไข้ก่อนการนวดบำบัดรักษา เช่น ให้   ก้ม เงยคอ ดูว่ามีความผิดปกติของกระดูกต้นคอหรือไม่ หรือ ถ้าปวดหลังก็จะดูความสั้นยาวของส้นเท้าด้วยว่าเท่ากันหรือ  ไม่ รวมทั้งดูกล้ามเนื้อหลังว่ามีความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความตึงตัวของกล้ามเนื้อหลังหรือไม่ โดยหมอนวดที่มีประสบการณ์กดตามตัวก็จะรู้เลย ว่ามีความผิดปกติตรงจุดไหน ซึ่งการกดลงไปตามร่างกายจะทำให้ทราบความตึงของกล้ามเนื้อ ถ้าปวดมากกล้ามเนื้อก็ตึงมาก เพราะมีการหดเกร็งกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี        แต่ถ้ากล้ามเนื้ออักเสบอาการที่ปรากฏคือ บวม แดง ร้อน

สำหรับเวลาที่ใช้ในการนวดบำบัดรักษาแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที เพราะถ้าใช้เวลามากกว่านั้นอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือระบมอักเสบได้

ข้อแนะนำก่อนไปใช้บริการนวดแผนโบราณ คือ ห้ามรับประทานอาหารเป็นเวลา 1 ชม. ก่อนการนวด ไม่ควรอดนอน ไม่เป็นโรคหัวใจเพราะการนวดอาจไปกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ไม่เป็นโรคเรื้อรังเพราะอาจแพร่เชื้อได้ ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ในขณะนวดความดันควรปกติ หากการนวดในขณะที่ความดันสูงอาจทำให้เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรมีไข้ เพราะในคนที่มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส อาจทำให้อาการไข้เป็นมากขึ้น.

นวพรรษ  บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  7 มิถุนายน 2552

‘นวด’ แก้ ‘ปวดข้อ-กล้ามเนื้อ’

‘นวด’ แก้ ‘ปวดข้อ-กล้ามเนื้อ’  

เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือ ปวดข้อ คนส่วนใหญ่พากันไปใช้บริการแพทย์แผนปัจจุบัน บ้างก็ไปหาซื้อหยูกยาตามร้านขายยามา  รับประทาน แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่หันไป    ใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งนอกจากจะให้บริการนวดเพื่อผ่อนคลายแล้วยังมีการนวดเพื่อบำบัดรักษาอาการปวดอีกด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “หมอโห้” นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ สำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า อาการปวดที่ต้องนวดบำบัดรักษามี 2 ระบบด้วยกัน คือ

1.กล้ามเนื้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ คอ บ่า ไหล่ หลัง

2.ข้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ ต้นคอ ข้อไหล่ ข้อตะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า

สาเหตุที่ทำให้คนเราปวด เจ็บ ขัด บริเวณ     ต่าง ๆ เป็นเพราะระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ดี การนวดจะช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว สามารถรักษาอาการปวดให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการดูสุขภาพ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่ยกของหนัก ไม่บิด หรือเอี้ยวตัว ไม่เปลี่ยนอิริยาบถแบบทันทีทันใด ไม่   นั่งทำงานท่าเดียวนาน ๆ ไม่นั่งเก้าอี้ที่ไม่สมดุล เบาะที่นั่งขับรถควรได้ระดับ ควรกินอาหารที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงของหมักดอง เครื่องในสัตว์ หลีกเลี่ยง การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ที่สำคัญ คือ เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ ไม่ควรบิด ดึง ดัด สลัด เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงตามมา

คนที่มาใช้บริการนวดแผนโบราณ   ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นกรณีที่เพิ่งเริ่มเป็น คือ เพิ่งจะมีอาการปวด และเป็นไม่มาก จะใช้เวลาในการนวดเพียง 1-2 ครั้ง หรือบางคน 3-4 ครั้งอาการก็จะดีขึ้น แต่ถ้ามีอาการปวดเรื้อรังมา  นานเป็นเดือนหรือเป็นปี การนวดบำบัดรักษาก็   ต้องทำหลายครั้ง อย่างคนไข้บางคนมิใช่ว่าเพิ่ง     จะมีอาการปวด เขาอาจจะปวดมานานแล้ว แต่   มีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป พอปวดมากแล้ว  มานวด การนวดบำบัดรักษาก็ต้องใช้เวลา

ในการวินิจฉัยอาการปวด หมอนวดที่มีประสบการณ์จะ ทำการตรวจร่างกายคนไข้ก่อนการนวดบำบัดรักษา เช่น ให้   ก้ม เงยคอ ดูว่ามีความผิดปกติของกระดูกต้นคอหรือไม่ หรือ ถ้าปวดหลังก็จะดูความสั้นยาวของส้นเท้าด้วยว่าเท่ากันหรือ  ไม่ รวมทั้งดูกล้ามเนื้อหลังว่ามีความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความตึงตัวของกล้ามเนื้อหลังหรือไม่ โดย หมอนวดที่มีประสบการณ์กดตามตัวก็จะรู้เลย  ว่ามีความผิดปกติตรงจุดไหน ซึ่งการกดลงไปตามร่างกายจะทำให้ทราบความตึงของกล้ามเนื้อ ถ้าปวดมากกล้ามเนื้อก็ตึงมาก เพราะมีการ     หดเกร็งกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี แต่ถ้ากล้ามเนื้ออักเสบอาการที่ปรากฏคือ บวม แดง ร้อน  สำหรับเวลาที่ใช้ในการนวดบำบัดรักษาแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที เพราะถ้าใช้เวลามากกว่านั้นอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือระบมอักเสบได้

ข้อแนะนำก่อนไปใช้บริการนวดแผนโบราณ คือ ห้ามรับประทานอาหารเป็นเวลา 1 ชม. ก่อนการนวด ไม่ควรอดนอน ไม่เป็นโรคหัวใจเพราะการนวดอาจไปกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ไม่เป็นโรคเรื้อรังเพราะอาจแพร่เชื้อได้ ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ในขณะนวดความดันควรปกติ หากการนวดในขณะที่ความดันสูงอาจทำให้เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรมีไข้ เพราะในคนที่มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส อาจทำให้อาการไข้เป็นมากขึ้น.

ข้อมูลจาก :เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 786

Related Link: