ปวดท้องโรคกระเพาะ…โรคฮิตของวัยรุ่น

dailynews140412_001สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความเร่งรีบ และมีค่านิยมในการรับประทานอาหารที่แตกต่างจากในอดีต ทำให้อาการปวดท้อง ไม่สบายท้อง อาหารไม่ย่อย หรือ dyspepsia เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในเวชปฏิบัติ และมักพบได้ทุกวัยโดยเฉพาะวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนมากมีอาการเป็นครั้งคราว ไม่รุนแรง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิต ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดเป็นโรคร้ายแรงจนต้องมาพบแพทย์

สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดท้อง ไม่สบายท้องของเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เกิดจากโรคกระเพาะแปรปรวน หรือ โรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ แสบ หรืออึดอัดไม่สบายท้อง จุกเสียดหลังรับประทานอาหารแล้วรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ คลื่นไส้อาเจียน มักไม่พบความผิดปกติเมื่อทำการตรวจร่างกาย หรืออาจกดเจ็บบริเวณลิ้นปี่เพียงเล็กน้อย โรคกระเพาะกลุ่มนี้ถ้าได้รับการส่องกล้องดูภายในกระเพาะอาหาร มักพบว่าผิวเยื่อบุกระเพาะอาหารปกติหรือมีการอักเสบเพียงเล็กน้อย และไม่มีแผลในกระเพาะอาหาร

สาเหตุของโรคกระเพาะแปรปรวนยังไม่ทราบชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากกลไกหลายอย่าง ได้แก่ การหลั่งกรดในกระเพาะอาหารในปริมาณมากกว่าปกติ การรับรู้สิ่งกระตุ้นไวกว่าปกติ ความผิดปกติของฮอร์โมนในทางเดินอาหาร รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น โดยมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อาการแย่ลง เช่น ความเครียดทางกายและจิตใจ การรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังมีโรคอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องคล้ายโรคกระเพาะแปรปรวน ได้ เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นจากสาเหตุต่างๆ เช่น ยาแก้ปวด การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helicobactor pylori) โรคกรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบ โรคนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร เป็นต้น

โรคเหล่านี้มักพบในผู้ใหญ่ได้มากกว่าในเด็ก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องรวดเร็วแล้ว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้ ทั้งนี้อาการที่เป็นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบไปพบแพทย์ ได้แก่ อาเจียนรุนแรงต่อเนื่อง กลืนลำบาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีดเหลือง ถ่ายดำ มีอาการปวดท้องแม้ในตอนกลางคืน หรือทานยาโรคกระเพาะทั่วไปแล้วอาการไม่ดีขึ้น เป็นต้น

 เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ก็จะได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดและแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น ตรวจเลือดดูภาวะซีด ตรวจอุจจาระเพื่อดูว่ามีเลือดปนมาหรือไม่ ตรวจโดยส่องกล้องกระเพาะอาหารเพื่อดูการอักเสบและแผล ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรด้วยลมหายใจ และอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย หากพบเป็นโรคกระเพาะแปรปรวน หรือโรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล แม้จะมีอาการเรื้อรัง แต่มักไม่เปลี่ยนแปลงเป็นแผลหรือมะเร็ง แต่อาการที่เป็นบ่อย ๆ นั้นอาจรบกวนชีวิตประจำวัน การรักษาโดยอาศัยการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารและการดำเนินชีวิตร่วมกับการใช้ยาเพื่อลดอาการ เช่น ยาลดการหลั่งกรด ยาแก้อาเจียน ยาขับลม

ส่วนระยะเวลาในการรักษานั้นไม่แน่นอน ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย ส่วนใหญ่เมื่อรับประทานยา 1-2 สัปดาห์ อาการมักจะทุเลาลง แต่อาจเป็นซ้ำได้ ส่วนโรคกระเพาะอักเสบรุนแรง หรือเป็นแผลในกระเพาะนั้นต้องรักษาตามสาเหตุร่วมกับใช้ยาลดการหลั่งกรดเป็นเวลานาน 4-8 สัปดาห์ขึ้นไป

ทั้งนี้การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันหรือลดอาการปวดท้องโรคกระเพาะทำได้ไม่ยากและสามารถเริ่มได้ด้วยตัวคุณเอง ดังนี้

– รับประทานอาหารในปริมาณพอเหมาะไม่มากเกินไป
– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมันหรือรสจัด
– ลดปริมาณการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์
– งดการสูบบุหรี่
– หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะยาแก้แพ้
– โปรดหลีกเลี่ยงความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ

อาการปวดท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อยเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่เกิดจากโรคกระเพาะแปรปรวน หรือ โรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล ซึ่งไม่อันตราย แต่อาจก่อให้เกิดความรำคาญและวิตกกังวลความเข้าใจถึงสาเหตุและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้อาการแย่ลงได้ จะช่วยลดภาวะนี้ลงได้อย่างมาก ทั้งนี้ควรไปพบแพทย์ หากมีสัญญาณอันตรายหรืออาการไม่หายหลังการปรับพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว.

อ.พญ.ฉัตต์มณี เลิศอุดมผลวณิช
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา :  เดลินิวส์ 12 เมษายน 2557

Advertisements

กินวิตามินไม่ถูกเสี่ยงเป็นนิ่ว

dailynews130211_001บางคนเข้าใจว่า การเติมสารอาหารเสริมคือเรื่องจำเป็น แม้ไม่รู้ว่าร่างกายของตนเองขาดไปหรือไม่ แต่ก็จะกินให้มีมากเข้าไว้ ดีกว่ารอให้ขาด…โดยหารู้ไม่ว่า สารอาหารที่มีประโยชน์บางอย่าง ถ้ามีมากเกินควร อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ!?

อย่างเรื่องการกินวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวันนั้น ล่าสุดมีผลวิจัยจากสถาบันแคโรลินสกา ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ศึกษาพบว่า การกินวิตามินซีเสริมชนิดเม็ดโดยไม่จำเป็นทุกวัน เพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นสองเท่าที่จะก่อให้เกิดก้อนนิ่วในไต

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ วิตามินซีส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะในรูปของสารที่ชื่อ อ็อกซาเลต สารนี้ถ้ามีมากๆ แล้วไปจับตัวกับแคลเซียมจะก่อให้เกิดผลึกหรือก้อนนิ่วที่ไต ใครเป็นมักต้องทรมานกับอาการปวดหลัง ปวดท้อง

ทั้งนี้ ทีมวิจัยมีการติดตามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 907 ราย คนกลุ่มนี้อยู่ในวัยกลางคน และกินวิตามินซีเสริม 1 เม็ดต่อวัน (ปริมาณวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัมต่อเม็ด) โดยผลการติดตามนานนับสิบปีพบว่า กลุ่มตัวอย่างดังกล่าว มีร้อยละ 3.4 เป็นนิ่วในไต ขณะที่อีกกลุ่มตัวอย่างซึ่งไม่ได้กินวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวัน กลับพบอัตราการป่วยเป็นนิ่วในไตที่ร้อยละ 1.8

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก่อนคิดจะกินวิตามินซีเสริม แต่ละคนควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ทราบความต้องการของสภาพร่างกาย อย่างไรก็ตาม ทางทีมวิจัยย้ำว่า ผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายรวมถึงวิตามินซีตามธรรมชาติที่ร่างกายได้รับจากการกินผักและผลไม้ โดยย้ำว่า วิตามินซีจากธรรมชาติคือสิ่งจำเป็น เพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดีต่อกระดูกและกล้ามเนื้อนั่นเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article:

.

The condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK

The condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK

Taking vitamin C every day DOUBLES the risk of painful kidney stones

  • ‘Excruciatingly painful’ condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK
  • Some of the vitamin C absorbed by the body is excreted in urine as oxalate
  • This is one of the key components of kidney stones

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 12:05 GMT, 5 February 2013

Men who take vitamin C supplements every day double their risk of suffering from kidney stones, new research suggests.

The excruciating condition is on the rise – and Swedish researchers say a bi-product of the vitamin may be to blame.

Men who took vitamin C supplements at least once a day had the highest risk of kidney stones.

The condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK.

‘It has long been suspected that high doses of vitamin C may increase the risk of kidney stones, said lead researcher Laura Thomas, from the Karolinska Institutet in Stockholm.

This is because some of the vitamin C absorbed by the body is excreted in urine as oxalate, one of the key components of kidney stones.

Stones are made up of tiny crystals, which can be formed by calcium combining with oxalate.

The study tracked more than 22,000 middle-aged and elderly for 11 years.

The current analysis included 907 men who said they took regular vitamin C tablets and more than 22,000 who didn’t use any nutritional supplements.

Swedish supplements, like those the study participants would have taken, typically contain about 1,000 milligrams (mg) of vitamin C per tablet. Most vitamin C supplements sold in the U.K contain either 500 or 1,000 mg.

A glass of freshly squeezed orange juice contains around 120mg.

Of the vitamin C users, 3.4 per cent developed kidney stones for the first time during the study, compared to 1.8 per cent of non-supplement users.

The findings appear in the journal JAMA Internal medicine.

The researchers said hat because there are no clear benefits tied to taking high-dose vitamin C, people who have had stones in the past might want to think before taking extra supplements.

But the findings do not mean people shouldn’t get plenty of vitamin C through fruits and vegetables, since the antioxidant is important for bone and muscle health – and severe deficiency can cause scurvy.

‘Vitamin C is an important part of a healthy diet,’ Thomas said. ‘Any effect of vitamin C on kidney stone risk is likely to depend both on the dose and on the combination of nutrients with which it is ingested.’

KIDNEY STONES: A PAIN WORSE THAN CHILD BIRTH

Kidney stones are stone-like lumps that can develop in one or both of the kidneys.

The waste products in the blood can occasionally form crystals that collect inside the kidneys. Over time, the crystals may build up to form a hard stone-like lump.

After a kidney stone has formed, the body tries to pass it out in urine. If a stone is small, this may even go undetected.

However, it is fairly common for a stone to block part of the urinary system, such as the ureter (the tube connecting the kidney to the bladder) or the urethra (the tube through which urine passes out of the body).

If this happens, it can cause crippling pain in the back, abdomen or groin, painful urinary infections and in some cases, kidney failure.
Many people who have suffered kidney stones descibe the pain as ‘excruciating’ and worse than child birth.

‘Our modern lifestyles are responsible, particularly because we don’t drink enough water and eat the wrong foods,’ explains Daron Smith, a consultant urologist at University College Hospital, London.

A poor diet and dehydration are major risk factors (Saudi Arabia has one of the highest kidney stone rates in the world).

Certain people have higher than average levels of stone-forming chemicals in their body called oxalate. This means cutting down coffee, spinach and rhubarb – all of which are high-oxalate foods.

SOURCE:  dailymail.co.uk

“การเฝ้าระวังอาการปวดท้องที่เกิดจากอวัยวะภายใน”

“อาการปวดท้องเป็นอาการนำของหลาย ๆ สาเหตุในช่องท้อง เมื่อมีอาการปวดท้องควรรีบมาพบแพทย์เพื่อแยกกลุ่มอาการว่าตำแหน่งที่ปวดท้องนั้นอยู่บริเวณไหน มีโอกาสเป็นโรคอะไรได้บ้าง” 

วิธีการดูแลตัวเองง่าย ๆ เริ่มจากสังเกตว่า

ถ้าปวดท้องส่วนบน หรือบริเวณเหนือสะดือขึ้นมา อาการปวดที่เราพบบ่อย ๆ บริเวณนี้คือ โรคกระเพาะ ตำแหน่งมักจะอยู่ตรงกลาง บางคนอาจเรียกว่าบริเวณใต้ลิ้นปี่  ซึ่งในความเป็นจริงโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร ก็มีอาการปวดท้องเหมือนกัน  ดังนั้นการวินิจฉัยจึงต้องดูอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ถ้าอาการปวดหน้าท้องส่วนบนด้านขวา ในผู้ป่วยสูงอายุ เป็นคนอ้วน เบาหวาน ควรระวังโรคที่เกี่ยวกับตับและถุงน้ำดี ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มผู้หญิงวัยกลางคน คือ โรคนิ่วในถุงน้ำดี การรับประทานอาหารมันทำให้อาการปวดท้องเป็นมากขึ้น แต่ถ้ามีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ร่วมด้วย อาจเป็นโรคตับอักเสบ หรือหากตรวจคลำมีก้อน อาจป่วยเป็น  “โรคมะเร็งในตับ

ถ้าปวดท้องบริเวณด้านขวาล่าง ร่วมกับมีไข้  ควรระวัง “ไส้ติ่งอักเสบ” แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ก็ควรคิดถึงโรคอื่น ๆ ด้วย เช่น “ปีกมดลูกอักเสบ” เพราะเป็นตำแหน่งเดียวกันกับไส้ติ่ง ส่วนสาเหตุที่เป็นได้ในตำแหน่งเดียวกันอีกโรค คือ “โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ” มักพบในผู้ชายวัยกลางคน แต่ถ้ามีอาการปวดท้องน้อยด้านซ้าย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยร้ายแรง แต่อาจเป็น “โรคลำไส้อักเสบ” (Diverticulitis), “ปีกมดลูกอักเสบ” หรือ “ซีสต์ในรังไข่

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร อาการปวดท้องนั้นรุนแรงหรือไม่?

ส่วนใหญ่ ถ้าปวดท้องปกติ วัน หรือสองวันแล้วหายเอง  แบบนี้จะไม่ค่อยอันตราย แต่ถ้าอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับอาการอย่างอื่น เช่น คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ถ่ายเหลว ถ่ายติดต่อกัน 3-4 วัน น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรรีบมาพบแพทย์

อาการปวดจาก “นิ่วในถุงน้ำดี” มีลักษณะอย่างไร

“โรคนิ่วในถุงน้ำดี” ไม่ค่อยพบในคนอายุน้อย แต่ควรระวังในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป รูปร่างอ้วน มีอาการปวดต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง ไม่หาย ควรรีบมาพบแพทย์ ซึ่งอาจเกิดจาก “นิ่วอุดตันในถุงน้ำดี” บางรายปวดมากจนต้องฉีดยา แต่ถ้าปวดมากจนไข้ขึ้นอาจกลายเป็น “ถุงน้ำดีอักเสบได้” 

รู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากโรคในระบบทางเดินอาหาร ไม่ใช่ประจำเดือน

โดยปกติอาการปวดประจำเดือน จะปวดบริเวณท้องน้อยส่วนล่าง เป็นซ้ำ ๆ กันบริเวณเดียวกันในทุกครั้งที่มีประจำเดือน แต่ถ้าปวดท้องบริเวณอื่น และเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีประจำเดือน อาจสงสัยได้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

อาการปวดท้องบริเวณอื่น ๆ

ที่พบบ่อย ๆ เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หรือกระดูกหลังอักเสบ โดยมักจะสัมพันธ์กับการออกกำลังกายผิดท่า  ประสบอุบัติเหตุจนกล้ามเนื้อฉีกขาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เกิดอาการปวดท้องได้

คำแนะนำจากคุณหมอ

เมื่อมีอาการปวดท้องที่เข้าข่ายเป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร ควรปฏิบัติตัว ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาแก้ปวด ได้แก่ ยาแก้ปวดประจำเดือน  ยาแก้ปวดในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกและข้อ
2. หลีกเลี่ยงการรับประทานยารักษาสิว
3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริม วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี และแคลเซียม
4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด  อาหารมัน

ข้อมูลจาก นายแพทย์จีรวัส  ศิลาสุวรรณ  อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2  /  http://www.
phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันธ์วงษ์

……………………………………

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ” 32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 22 ต.ค. 55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “ปลูกถ่ายไต” ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี ที่ โทร. 0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26 DYNASAT ช่อง 101, GMM-Z ช่อง 119, IDEASAT,INFOSAT,  LEOTECH, THAISAT ช่อง 20

ที่มา: เดลินิวส์ 21 ตุลาคม 2555

ไส้ติ่งอักเสบ (แน่หรือ?)

ปวดท้องน้อยค่อนไปทางขวามือในตำแหน่งต่ำกว่าสะดือประมาณ 1 ฝ่ามือและปวดอย่างรุนแรง ฟันธงได้หรือไม่ว่า ‘ไส้ติ่งอักเสบ’
“บางครั้ง คนไข้เดินกุมท้องเข้ามา เราสามารถบอกได้ทันทีว่า เป็นไส้ติ่งอักเสบ แต่ไม่ใช่ทุกกรณี เพราะในผู้ป่วยบางคนที่ปวดท้องอาจต้องใช้เวลา 2-3 วัน ในการตรวจวินิจฉัยกว่าจะรู้ว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ” นพ.ปกรณ์ บุญญสิทธิ์ ศัลยแพทย์ทั่วไป คลินิกศัลยกรรม โรงพยาบาลเวชธานีอธิบาย

หากถามถึงอุบัติการณ์ของภาวะไส้ติ่งอักเสบ นพ.ปกรณ์กล่าวว่า ไม่ได้มีการเก็บข้อมูล แต่ก็มีผู้ป่วยพอสมควร ไม่มากมายแต่ก็ไม่น้อย เจอได้บ่อยราว 5-10% ของประชากร

อาการโดยทั่วไปของไส้ติ่งอักเสบ จะมีอาการปวดท้องนำ โดยเริ่มจากปวดทั่วๆ ท้อง ต่อมาจึงปวดท้องบริเวณด้านล่างขวาที่กดแล้วเจ็บ ร่วมกับมีอาการไข้ หรืออาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องเสียในบางคน

“ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่บอกว่าง่ายก็ง่าย แต่พอถึงคราวยากก็ยาก เพราะอาการไม่แน่นอน บางครั้งสาเหตุอาจมาจากการกินยาแก้ปวดที่ไปบดบังอาการ หรือแม้กระทั่งบริเวณที่ไส้ติ่งอยู่ เช่น บางรายพบไส้ติ่งหลังลำไส้ใหญ่ ทำให้การกดคลำของแพทย์ไม่สามารถบอกได้ชัดเจน” คุณหมอ กล่าว

การตรวจด้วยวิธีคลำ ผู้ป่วยบางคนไม่สามารถบอกได้ว่า ปวดมากแค่ไหน ยิ่งมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน ทำให้บางครั้งก็ทำให้หลงไปว่าเป็นลำไส้อักเสบหรืออาหารเป็นพิษได้ ที่สำคัญคือ ยาแก้ปวดที่อาจกลายเป็นดาบสองคม นอกจากลดความเจ็บปวดแล้ว ยังบดบังอาการของไส้ติ่งอักเสบอีกด้วย

ในขณะเดียวกันยังมีอีกหนึ่งกลุ่มคือ ผู้ป่วยที่เป็นลำไส้อักเสบหรืออาหารเป็นพิษก่อน แล้วจึงเกิดไส้ติ่งอักเสบตามมา รวมถึงผู้สูงอายุที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนักหรือคนที่อ้วนมากจนคลำไม่เจอ

สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ นพ.ปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่รู้แน่ชัด แต่ในบางคนอาจมีอุจจาระแข็ง ๆ หลุดเข้าไปอุดในไส้ติ่ง หรือเส้นเลือดที่เลี้ยงบริเวณไส้ติ่งอักเสบขึ้น แต่ส่วนมากมักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน

“แพทย์จะตรวจวินิจฉัยโดยเริ่มจากการตรวจร่างกาย เจาะเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว เพราะหากไส้ติ่งอักเสบจะมีปริมาณเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ หากยังไม่พบหรือไม่ชัดเจนจะต้องอัลตราซาวด์ ซึ่งหากไม่อ้วนจนเกินไปก็จะมองเห็นได้ แต่หากอ้วนมากจนไม่สามารถคลำหรืออัลตราซาวด์ก็ต้องอาศัยการเอกซเรย์ แต่มีข้อจำกัดคือ หากไส้ติ่งที่อักเสบไม่ได้บวมโตก็จะมองเห็นความผิดปกติได้ยาก” คุณหมออธิบายถึงความยากของการทำงาน

การรักษามีเพียงทางเดียวคือ การผ่าตัด ซึ่งหากเกิดไส้ติ่งอักเสบระยะเวลา 1-2 วันก็จะสามารถผ่าตัดได้โดยที่แผลมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่หากเกิดไส้ติ่งแตก สิ่งสกปรกที่อยู่ด้านในก็จะกระจายออกมาในช่องท้อง อาจทำให้ติดเชื้อหรือก่อตัวเป็นพังผืดในช่องท้อง ต้องผ่าตัดแผลใหญ่ไม่ต่างจากแผลผ่าคลอด

“หากเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก จะใช้เวลาไม่นาน กล้ามเนื้อบอบช้ำน้อย ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ” นพ.ปกรณ์กล่าว

หากมีอาการปวดท้อง โดยเฉพาะท้องน้อยด้านขวา แพทย์แนะนำว่า ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย นอกจากนี้ หากท้องเสียไม่รุนแรงนักจากอาหารหรือเชื้อไวรัสจะสามารถหายได้เอง โดยดื่มน้ำเกลือทดแทน ในขณะที่การกินยาแก้ปวดจะไปบดบังอาการบ่งชี้ของไส้ติ่งอักเสบ อาจส่งผลต่อการตรวจวินิจฉัยได้

ตัดทิ้งก่อนอักเสบ!

หลายคนตั้งคำถามว่า ไส้ติ่งมีประโยชน์จริงหรือ ทำไมต้องรอให้อักเสบจึงค่อยตัดทิ้ง แทนที่จะตัดทิ้งไปเลยทุกคน นพ.ปกรณ์ อธิบายว่า ไส้ติ่งเป็นส่วนที่มีประโยชน์สำหรับวัยเด็ก ช่วยฆ่าเชื้อโรคในลำไส้ แต่เมื่อร่างกายโตพอที่จะมีภูมิต้านทาน ไส้ติ่งก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

“ในสมัยก่อน ทหารเรือที่จะลงเรือต้องทำการผ่าตัดไส้ติ่งทุกคน เพื่อหลีกเลี่ยงกรณีฉุกเฉิน แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เพราะการแพทย์พัฒนาขึ้นมาก บางแห่งมีห้องพยาบาลที่พร้อมสำหรับการผ่าตัด หรือมีเทคโนโลยีการส่งตัวผู้ป่วยที่รวดเร็วทันใจอย่างเฮลิคอปเตอร์”

สำหรับคนทั่วไปไม่มีใครที่เดินมาพบแพทย์เพื่อผ่าตัดไส้ติ่งออกโดยที่ไม่มีความผิดปกติอะไร นอกจากหากต้องผ่าตัดเกี่ยวกับช่องท้องอยู่แล้ว และอยากจะเอาไส้ติ่งออกไปพร้อมกัน แพทย์ก็จะทำให้

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 13 กันยายน 2555

“โรคกระเพาะอาหาร” (Dyspepsia : Non-Ulcer,Ulcer)

อาการ

โรคกระเพาะอาหารทั้งชนิดที่เป็นแผลและไม่เป็นแผล อาการจะคล้ายคลึงกัน คือมีอาการปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ เหนือสะดือ  ปวดใต้ชายโครงซ้าย บางรายปวดแน่นถึงหน้าอก อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ และสัมพันธ์กับมื้ออาหาร อาจปวดก่อนอาหารเวลาหิว ปวดหลังอาหารเวลาอิ่ม และอาการจะดีขึ้นได้เมื่อได้รับประทานอาหาร เมื่อโรครุนแรงขึ้นอาจมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ หรือเบื่ออาหาร น้ำหนักลด

อาการเตือนที่สำคัญที่ต้องพบแพทย์

เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจเป็นแผลหรือมีเลือดออก หรืออาจเป็นเนื้องอก มะเร็งกระเพาะอาหารได้

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร

1. เชื้อโรคแบคทีเรีย  ชื่อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ซึ่งจะติดต่อได้จากการกินอาหาร หรือ ดื่มน้ำที่ไม่สะอาดปนเปื้อนเชื้อโรคเหล่านี้  เชื้อโรคดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดแผลกระเพาะอาหารและมะเร็งบางชนิดของกระเพาะอาหารได้
2. ยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก (Aspirin และ NSAID) ทำให้มีโอกาสเป็นแผลกระเพาะอาหารหรืออักเสบมากขึ้น การหายของแผลช้า)
3. การสูบบุหรี่ทำให้อัตราการเป็นแผลกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น แผลหายช้า เป็นใหม่ได้ง่าย  ทำให้การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาได้ผลไม่ดี
4. เหล้า
5. ภาวะเครียด  รับประทานอาหารเผ็ด หรือไม่ตรงเวลา
6. ติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย  อาหารเป็นพิษ
7. ยารักษาสิว  อาจทำให้เกิดแผลในหลอด อาหาร หรือโรคกระเพาะอาหารได้

อาการปวดท้องที่ควรพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม  (Alarming Symptom)

1. ถ่ายดำหรือถ่ายมีเลือดปน
2. น้ำหนักลด
3. ตัวซีด  เหลือง (ดีซ่าน)
4. ปวดรุนแรงนานเป็นชั่วโมง
5. มีอาเจียนรุนแรงติดต่อกัน หรืออาเจียนมีเลือดปน
6. เจ็บหรือกลืนลำบาก
7. มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร
8. คลำก้อนในท้องได้ หรือต่อมน้ำเหลืองโตแนวทางการรักษา

ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดจุกแน่นท้อง จุกเสียด ลมเรอ แสบท้อง มานานไม่เกิน 2 สัปดาห์ และไม่มีอาการเตือนที่สำคัญ   มีแนวทางรักษา ดังนี้

1. รับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหาร
2. งดบุหรี่ งดเหล้า งดอาหารรสเผ็ด รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
3. ออกกำลังกาย
4. งดกินยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูกโดยไม่จำเป็น

แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหลังปฏิบัติตามข้างต้น หรืออาการเป็นมานานกว่า 1 เดือน หรือมีอาการเตือนที่สำคัญตั้งแต่ต้น จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติม คือ “การส่องกล้องกระเพาะอาหาร”ถ้าไม่มีแผลในกระเพาะอาหาร

ให้ปฏิบัติตามดังกล่าวข้างต้น อาจต้องรับประทานยานาน 4 สัปดาห์ถ้ามีแผลในกระเพาะอาหาร

1. ต้องตัดชิ้นเนื้อจากแผล เพื่อตรวจหาว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
2. ต้องตัดชิ้นเนื้อจากส่วนล่างของกระเพาะอาหารเพื่อดูว่ามีเชื้อโรคเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรหรือไม่ ถ้ามีเชื้อโรคดังกล่าวร่วมกับมีแผล ต้องให้ยากำจัดเชื้อโรค 2 สัปดาห์ และให้ยารักษาแผลอีก 4-6 สัปดาห์

การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร นอกจากดูว่ามีแผล เนื้องอก และมะเร็งหรือไม่ ยังสามารถฉีดยาหรือห้ามเลือดด้วยวิธีต่าง ๆ ผ่านการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารในผู้ป่วยที่มีเลือดออกจากกระเพาะอาหาร และสามารถติดตามดูการหายของแผลได้

การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร

1. รักษาสุขอนามัย รับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด เพื่อลดอัตราการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลกระเพาะอาหารและมะเร็งบางชนิดของกระเพาะอาหาร
2. งดกินยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก โดยไม่จำเป็น
3. งดบุหรี่ งดเหล้า งดเผ็ด รับประทานอาหารให้ตรงเวลา ออกกำลังกายคลายเครียด

ข้อมูลจาก นายแพทย์จีรวัส ศิลาสุวรรณ อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ”32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 2 ก.ค.55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “โรคฟันที่เป็นสาเหตุของโรคทางระบบ”  ปรึกษาปัญหาสุขภาพ  ฟรี ที่โทร.0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26, DYNASAT ช่อง 101, IDEASAT ช่อง 12, INFOSAT ช่อง 12, LEOTECH ช่อง 12, THAISATช่อง 12, GMM Z ช่อง 119

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงศ์

 

ที่มา: เดลินิวส์  1 กรกฎาคม 2555