กินอาหารลดอาการ”ปวดท้องน้อย”

สาว ๆ หลายคนเวลามีประจำเดือน เลือดออกมาก มีอาการปวดท้องน้อย บางคนถึงขั้นต้องพึ่งยากิน หรือยาฉีด จึงเกิดคำถามว่านอกจากยาแล้วมีอาหารประเภทใดที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดได้บ้าง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานา ชาติ บอกว่า อาหารเสริม มีดังนี้

1. แมกนีเซียม ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและเคมีปวดในร่างกายสตรีให้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดภายในได้

2. เคอร์คิวมินอยด์ สารต้านอักเสบที่ได้จากขมิ้นชันกินเป็นเม็ดแคปซูลหรือกินแบบสดจากอาหารก็ได้ ช่วยลดการอักเสบเจ็บปวดตามที่ต่าง ๆ ทำให้สบายตัวขึ้น

3. กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว มีอยู่มากใน น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย บริโภคโดยผ่านการปรุงอาหาร ไม่     ถึงกับต้องทานเป็นช้อน ให้เลือกใช้น้ำมันสลับกันไป

4. ดีเอชเอ อยู่ในปลาทะเล ปลาน้ำจืด กะปิ เนื้อสัตว์เลี้ยงตามธรรมชาติ ไข่ไก่ นมต่าง ๆ ดีเอชเอช่วยลดการอักเสบได้และทำให้สมองทำงานได้ดี มีผลต่ออารมณ์ด้วย

5. พฤกษฮอร์โมนและวิตามินดี จากถั่วเหลือง ไข่ไก่และชีส ให้รับประทานทั้งเต้าหู้ นมถั่วเหลืองและไข่ไก่ทุกวัน เพราะจะได้รับสารช่วยลดไขมันอักเสบและวิตามินดีช่วยอารมณ์ให้ไม่เซ็งจากอาการปวด

อาหารสด มีดังนี้

1. งาดำ ถั่วเหลืองและธัญพืช รับประทานงาดำประมาณวันละ 1-2 ช้อน กินข้าวสลับกับน้ำเต้าหู้วันละถุง ส่วนธัญพืชอื่น เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วลิสง บราซิลนัทหรือวอลนัทให้รับประทานสลับวันละ 1 กำมือ

2. บรอกโคลีกับมะเขือเทศ ดื่มน้ำบรอกโคลีหรือน้ำมะเขือเทศวันละ 1-2 แก้ว หรือรับประทานมะเขือเทศลูกเล็กวันละ 15 ลูก สำหรับมะเขือเทศนั้นสามารถรับประทานแบบแปรรูปแล้วได้ เช่น เป็นน้ำพริกอ่อง ส้มตำหรือซอสมะเขือเทศก็ได้

3. ใบบัวบก ดื่มน้ำสมุนไพรชนิดนี้วันละ 1 แก้วสลับกับน้ำมะเขือเทศจะช่วยลดอาการอักเสบได้เช่นเดียวกับการรับประทานอาหารเสริมพวกขมิ้นชัน หรืออาจหาใบบัวบกมารับประทานสดแกล้มกับน้ำพริกก็ได้

4. ขิง รับประทานเมนูขิงจัดให้มีสัก 1 มื้อต่อวัน เช่น ปลานึ่งขิง หมูผัดขิง เต้าฮวยน้ำขิง บัวลอยงาดำน้ำขิง เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้ดี ลดอาการปวดเกร็งท้องได้

5. ปลาและน้ำมันปลา ปลาต้องมีอยู่ในเมนูเช่นกัน เพื่อให้สะดวกขึ้นอาจเปลี่ยนเป็นน้ำมันปลาสักวันละ 1-2 เม็ดก็ได้ขึ้นอยู่กับความปวดรำคาญของอาการ การมีน้ำมันจากปลาช่วยจะผ่อนอาการไข้และอักเสบในผู้ที่มีอาการปวดท้องน้อยหรือเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ได้

เทคนิคการใช้ชีวิตเพื่อพิชิตปวดท้องน้อย คือ

1. หาผู้ร้ายให้เจอ การปวดท้องน้อย หรือเลือดออกประจำเดือนผิดปกติอาจเกิดได้จาก เยื่อบุมดลูกโตผิดที่ เยื่อบุมดลูกแทรกในเนื้อมดลูก ช็อกโกแลตซิสต์ เนื้องอกมดลูก หรือโรคอื่น ๆ เมื่อหาผู้ร้ายเจอแล้วจึงค่อยปฏิบัติ ต่อไป

2. อดบำบัด เป็นทางรักษาแบบธรรมชาติช่วยลดเคมีปวดและอักเสบ การอดในที่นี้คือให้รับประทานเฉพาะผักผลไม้ใน 1 วันถือเป็นการล้าง เคมีปวด โดยจัดเวลาสัก 1 วันต่อสัปดาห์รับประทานเฉพาะฝรั่งสด บรอกโคลีหรือแอปเปิ้ลกับน้ำเปล่าตลอดทั้งวันอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้

3. ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยปรับฮอร์โมนปวดได้ดี จะออกแบบโยคะก็ได้หรือเดินเร็ว แกว่งแขนแล้วปั่นจักรยานก็ได้ ขอให้เริ่มต้นอย่างสนุกโดยการเลือกออกแบบที่ชอบก่อนจะได้
ไม่เบื่อ

4. เลี่ยงรับประทานของหวานแอลกอฮอล์ ชาและกาแฟ ให้รับประทานอาหารที่แนะนำไว้ข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ

5. อย่ารอจนปวดหนัก ให้เริ่มรับประทานยาลดปวดได้ โดยให้สังเกตสัญญาณเตือน แล้วรีบรับประทานดักเอาไว้ก่อนเนิ่น ๆ

ฟังคำแนะนำจาก นพ.กฤษดาแล้วก็ลองไปปฏิบัติดู เผื่อว่าจะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ได้อีกทางหนึ่งไม่มากก็น้อย.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา :  เดลินิวส์  26 มกราคม 2556

“การเฝ้าระวังอาการปวดท้องที่เกิดจากอวัยวะภายใน”

“อาการปวดท้องเป็นอาการนำของหลาย ๆ สาเหตุในช่องท้อง เมื่อมีอาการปวดท้องควรรีบมาพบแพทย์เพื่อแยกกลุ่มอาการว่าตำแหน่งที่ปวดท้องนั้นอยู่บริเวณไหน มีโอกาสเป็นโรคอะไรได้บ้าง” 

วิธีการดูแลตัวเองง่าย ๆ เริ่มจากสังเกตว่า

ถ้าปวดท้องส่วนบน หรือบริเวณเหนือสะดือขึ้นมา อาการปวดที่เราพบบ่อย ๆ บริเวณนี้คือ โรคกระเพาะ ตำแหน่งมักจะอยู่ตรงกลาง บางคนอาจเรียกว่าบริเวณใต้ลิ้นปี่  ซึ่งในความเป็นจริงโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร ก็มีอาการปวดท้องเหมือนกัน  ดังนั้นการวินิจฉัยจึงต้องดูอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ถ้าอาการปวดหน้าท้องส่วนบนด้านขวา ในผู้ป่วยสูงอายุ เป็นคนอ้วน เบาหวาน ควรระวังโรคที่เกี่ยวกับตับและถุงน้ำดี ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มผู้หญิงวัยกลางคน คือ โรคนิ่วในถุงน้ำดี การรับประทานอาหารมันทำให้อาการปวดท้องเป็นมากขึ้น แต่ถ้ามีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ร่วมด้วย อาจเป็นโรคตับอักเสบ หรือหากตรวจคลำมีก้อน อาจป่วยเป็น  “โรคมะเร็งในตับ

ถ้าปวดท้องบริเวณด้านขวาล่าง ร่วมกับมีไข้  ควรระวัง “ไส้ติ่งอักเสบ” แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ก็ควรคิดถึงโรคอื่น ๆ ด้วย เช่น “ปีกมดลูกอักเสบ” เพราะเป็นตำแหน่งเดียวกันกับไส้ติ่ง ส่วนสาเหตุที่เป็นได้ในตำแหน่งเดียวกันอีกโรค คือ “โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ” มักพบในผู้ชายวัยกลางคน แต่ถ้ามีอาการปวดท้องน้อยด้านซ้าย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยร้ายแรง แต่อาจเป็น “โรคลำไส้อักเสบ” (Diverticulitis), “ปีกมดลูกอักเสบ” หรือ “ซีสต์ในรังไข่

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร อาการปวดท้องนั้นรุนแรงหรือไม่?

ส่วนใหญ่ ถ้าปวดท้องปกติ วัน หรือสองวันแล้วหายเอง  แบบนี้จะไม่ค่อยอันตราย แต่ถ้าอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับอาการอย่างอื่น เช่น คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ถ่ายเหลว ถ่ายติดต่อกัน 3-4 วัน น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรรีบมาพบแพทย์

อาการปวดจาก “นิ่วในถุงน้ำดี” มีลักษณะอย่างไร

“โรคนิ่วในถุงน้ำดี” ไม่ค่อยพบในคนอายุน้อย แต่ควรระวังในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป รูปร่างอ้วน มีอาการปวดต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง ไม่หาย ควรรีบมาพบแพทย์ ซึ่งอาจเกิดจาก “นิ่วอุดตันในถุงน้ำดี” บางรายปวดมากจนต้องฉีดยา แต่ถ้าปวดมากจนไข้ขึ้นอาจกลายเป็น “ถุงน้ำดีอักเสบได้” 

รู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากโรคในระบบทางเดินอาหาร ไม่ใช่ประจำเดือน

โดยปกติอาการปวดประจำเดือน จะปวดบริเวณท้องน้อยส่วนล่าง เป็นซ้ำ ๆ กันบริเวณเดียวกันในทุกครั้งที่มีประจำเดือน แต่ถ้าปวดท้องบริเวณอื่น และเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีประจำเดือน อาจสงสัยได้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

อาการปวดท้องบริเวณอื่น ๆ

ที่พบบ่อย ๆ เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หรือกระดูกหลังอักเสบ โดยมักจะสัมพันธ์กับการออกกำลังกายผิดท่า  ประสบอุบัติเหตุจนกล้ามเนื้อฉีกขาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เกิดอาการปวดท้องได้

คำแนะนำจากคุณหมอ

เมื่อมีอาการปวดท้องที่เข้าข่ายเป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร ควรปฏิบัติตัว ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาแก้ปวด ได้แก่ ยาแก้ปวดประจำเดือน  ยาแก้ปวดในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกและข้อ
2. หลีกเลี่ยงการรับประทานยารักษาสิว
3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริม วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี และแคลเซียม
4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด  อาหารมัน

ข้อมูลจาก นายแพทย์จีรวัส  ศิลาสุวรรณ  อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2  /  http://www.
phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันธ์วงษ์

……………………………………

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ” 32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 22 ต.ค. 55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “ปลูกถ่ายไต” ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี ที่ โทร. 0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26 DYNASAT ช่อง 101, GMM-Z ช่อง 119, IDEASAT,INFOSAT,  LEOTECH, THAISAT ช่อง 20

ที่มา: เดลินิวส์ 21 ตุลาคม 2555

ไขข้อข้องใจกับโรคช็อกโกแลตซีสต์

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของโรคช็อกโกแลตซีสต์ หรือโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งหมายถึง โรคที่มีภาวการณ์เจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่

ลักษณะอาการ โดยปกติแล้วเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะเจริญเติบโตภายในโพรงมดลูก  แต่ถ้ามีการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกผิดที่จะทำให้เกิดอาการ ซึ่งอาการแสดงของโรคนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ ชนิดที่พบภายนอกมดลูก เป็นชนิดที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่มักพบบริเวณอุ้งเชิงกราน ได้แก่ รังไข่ ท่อนำไข่ เยื่อบุช่องท้อง รวมถึงอวัยวะใกล้เคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ยังพบได้ที่ ท่อไต ลำไส้เล็ก ปอด สมอง และบริเวณผิวหนัง หรือแผลผ่าตัด เป็นต้น อีกชนิดพบได้ในกล้ามเนื้อมดลูก อันเกิดจากเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้มีอาการปวดประจำเดือนและตรวจพบว่ามดลูกมีขนาดโตขึ้น โดยทั่วไปโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่จะหมายถึง ชนิดที่พบภายนอกมดลูก

ช็อกโกแลตซีสต์ และคำว่า ซีสต์ หมายถึง ถุงน้ำ ช็อกโกแลตซีสต์ จึงเป็นอาการแสดงหนึ่งของโรคเยื่อบุโพรงมดเจริญผิดที่ โดยตัวโรคไปเกิดขึ้นที่รังไข่ในลักษณะของถุงน้ำ ที่เราเรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์ เพราะลักษณะของถุงน้ำในโรคนี้ ภายในมีของเหลวที่มีลักษณะคล้ายกับช็อกโกแลต

สำหรับสาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต เชื่อว่าเกิดจากการที่เลือดระดู หรือประจำเดือนมีการไหลย้อนกลับเข้าไปในอุ้งเชิงกราน ผ่านทางท่อนำไข่ ซึ่งโดยปกติแล้วเวลาผู้หญิงมีประจำเดือน นอกจากเลือดประจำเดือนจะไหลออกมาทางช่องคลอดแล้ว จะมีเลือดบางส่วนไหลผ่านท่อนำไข่เข้าไปในอุ้งเชิงกราน โดยเลือดประจำเดือนนี้จะมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายคนเราจะมีกลไกในการกำจัดเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเหล่านี้ แต่ในผู้หญิงบางคนมีความผิดปกติของกลไกในการกำจัดเซลล์เหล่านี้ ทำให้เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมานั้น ไปฝังตัวตามจุดต่าง ๆ ในอุ้งเชิงกราน รวมถึงรังไข่ และเจริญเติบโตจนทำให้เกิดถุงน้ำขึ้น เวลาที่เรามีประจำเดือน เซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกที่อยู่ในถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเข้าไปในถุงน้ำนั้นด้วย เมื่อเวลาผ่านไป น้ำซึ่งเป็นส่วนประกอบในถุงเลือดนั้นจะถูกดูดซึมกลับ ทำให้เลือดในถุงมีลักษณะเข้มขึ้น และเมื่อค้างอยู่นาน ๆ ก็จะกลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต เราจึงเรียกว่า ถุงน้ำช็อกโกแลต หรือ ช็อกโกแลตซีสต์

ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงจะสัมพันธ์กับการมีประจำเดือน พบว่าสตรีที่เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนเพื่อน ๆ สตรีที่เข้าสู่ภาวะวัยหมดประจำเดือน(วัยทอง) ช้ากว่าปกติ สตรีที่มีประจำเดือนออกมากและออกนานหลายวัน สตรีที่รอบเดือนมาถี่หรือระยะห่างระหว่างที่เป็นประจำเดือนแต่ละรอบสั้น สตรีที่มีแม่ พี่สาว หรือน้องสาวเป็นโรคนี้ สตรีที่มีลูกคนแรกตอนอายุมาก ก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าสตรีที่ดื่มแอลกอฮอล์ และกาแฟมาก ๆ ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่สูงขึ้น

สำหรับอาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต ได้แก่ อาการปวดประจำเดือน ซึ่งเป็นอาการส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์ นอกจากนี้อาจมีอาการปวดท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง (มีอาการปวดท้องน้อยนานกว่า 6 เดือน) มีบุตรยาก ในบางคนคลำได้ก้อนที่ท้องน้อย หรือบางคนอาจมีอาการเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด ส่วนน้อยอาจมีอาการอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับตำแหน่งของโรค เช่น มีก้อนโตขึ้นและปวดในช่วงที่เป็นประจำเดือน หรือมีอาการไอเป็นเลือดในช่วงเป็นประจำเดือน เนื่องจากมีเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญที่ปอด เป็นต้น

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดประจำเดือนนั้น เป็นอาการปวดประจำเดือนตามปกติที่ผู้หญิงเป็นกัน หรือเป็นจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ในเรื่องนี้แนะนำให้ดูที่อายุ และลักษณะอาการปวดประจำเดือนที่เป็น ถ้าอายุยังไม่มากแล้วมีอาการปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน โดยเริ่มมีอาการปวดประจำเดือนตั้งแต่เริ่มเป็นประจำเดือนครั้งแรก อาการปวดเป็นเท่า ๆ เดิมไม่ได้ปวดรุนแรงขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดประจำเดือนธรรมดา แต่ถ้าอายุมากขึ้น แล้วอยู่ ๆ มาเริ่มมีอาการปวดประจำเดือน หรืออาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เดิมมีอาการปวดประจำเดือนไม่มาก พอทนได้ หรือทานเพียงยาพาราเซตามอลก็หาย แต่ต่อมาอาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้น ต้องทานยาแก้ปวดปริมาณมากขึ้น หรือต้องทานยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์แรงขึ้น มีอาการปวดจนต้องหยุดเรียน หยุดงาน หรือปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือบางคนถึงขั้นต้องไปฉีดยาแก้ปวดที่คลินิกหรือโรงพยาบาล อาการดังกล่าวค่อนข้างบ่งชี้ว่า น่าจะเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่


หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าโรคช็อกโกแลตซีสต์นี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างไร ภาวะนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดประจำเดือน ทำให้เราต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการปวด ส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง บางครั้งส่งผลทางด้านการงานและสังคม ทำให้เราต้องหยุดเรียน หรือหยุดงานเนื่องจากอาการปวด ในบางคนเกิดการแตกของถุงน้ำ จะทำให้เกิดอาการปวดท้องแบบเฉียบพลัน ซึ่งอาจต้องได้รับการผ่าตัดแบบฉุกเฉิน นอกจากนั้นโรคนี้อาจทำให้เกิดปัญหาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากโรคนี้มักจะทำให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน บางรายเป็นมากจนทำให้เกิดการอุดตันของท่อนำไข่ ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัด หรือต้องใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว สำหรับบางท่านกังวลว่า ช็อกโกแลตซีสต์นี้สามารถกลายเป็นมะเร็งได้ไหม ซึ่งจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า โอกาสที่โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้นจะกลายเป็นมะเร็ง มีโอกาสเกิดน้อยกว่า 1%

ในกรณีที่สงสัยว่าเป็นโรคนี้ แนะนำให้พบสูตินรีแพทย์ ซึ่งแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจภายใน ในกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นช็อกโกแลตซีสต์ แพทย์จะทำการตรวจอัลตราซาวด์ หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งการตรวจอัลตราซาวด์นั้นอาจทำการตรวจทางหน้าท้อง หรือตรวจทางช่องคลอด ซึ่งแพทย์จะเลือกตรวจตามความเหมาะสม แต่สำหรับการวินิจฉัยที่แน่นอนที่สุดคือ การส่องกล้องเข้าไปในช่องท้อง ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ เอามาตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งการตรวจโดยวิธีส่องกล้องนี้ไม่จำเป็นต้องทำในผู้ป่วยทุกคน แพทย์จะทำเมื่อเห็นว่ามีความเหมาะสม

การรักษาโรคนี้ หลัก ๆ มี 3 วิธี คือ การใช้ยา การผ่าตัด หรือใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน โดยวิธีการรักษาจะคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ของผู้ป่วย ได้แก่ อาการของผู้ป่วย อายุ ความต้องการมีบุตร และความรุนแรงของโรค โดยการรักษาแบบใช้ยามีทั้งการใช้ยาในกลุ่มที่มีฮอร์โมน และไม่มีฮอร์โมน ส่วนการผ่าตัดก็มีทั้งวิธีการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง หรือวิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง ซึ่งวิธีการผ่าตัดส่องกล้องจะมีข้อดีคือ แผลเล็ก ปวดแผลน้อย ใช้เวลานอนรักษาในโรงพยาบาลหรือการพักฟื้นหลังผ่าตัดสั้นกว่าการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง แต่ว่าวิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้องนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า และต้องอาศัยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ซึ่งวิธีการรักษานั้น แพทย์จะเลือกตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยในแต่ละราย

สุดท้ายนี้ ขอแนะนำว่า ในกรณีที่เรามีอาการปวดประจำเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดนั้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้น ขอให้ท่านรีบไปปรึกษาสูตินรีแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

อาจารย์นายแพทย์ศรีเธียร เลิศวิกูล
ภาควิชาสูติศาสตร์ – บริเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2555