สารพันคำถามในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในการรักษาข้อเข่าเสื่อม

dailynews140302_001โรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุ คนไทยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดเข่า โดยเฉพาะเวลาเดิน ขาโก่งผิดรูป มักจะเกิดคำถามขึ้นมากมายเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

เมื่อไหร่ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมักจะพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่ามากโดยเฉพาะเวลาเดิน หลังจากที่แพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการต่าง ๆ ไปแล้วแต่อาการปวดเข่าของผู้ป่วยยังไม่ทุเลาลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักมีอาการปวดเข่ามากเวลาเดิน โดยเฉพาะเวลาเดินขึ้นบันไดมักมีอาการปวดบริเวณ ด้านในของข้อเข่า อันเนื่องมาจากการที่มีกระดูกงอกออก มาเสียดสีกับเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ ข้อเข่า ร่วมกับมีการอักเสบของเยื่อบุข้อจึงทำให้เกิดอาการบวมของข้อเข่า อาการปวดมากเวลาเดินจึงทำให้ผู้ป่วยลดการใช้ชีวิตกิจวัตรประจำวัน และไม่อยากจะทำอะไร จึงมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีขาโก่งมาก ๆ แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เนื่องจากว่าในผู้ป่วยที่ขาโก่งผิดรูปมาก ๆนั้นจะมีผลทำให้เดินลำบาก การทรงตัวของผู้ป่วยเสียไป เดินได้ไม่ดี มีโอกาสหกล้มได้ง่าย และอาจจะเกิดกระดูกหักตามมา นอกจากนั้นขาที่โก่งที่ทำให้เกิดการเดินที่ผิดปกติ ยังมีผลต่อสมดุลของร่างกาย ทำให้มีการกระจายนํ้าหนักของร่างกายผิดปกติไปโดยเฉพาะที่บริเวณกระดูกสันหลัง จึงมักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น และในบางครั้งผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลังและชาร้าวลงขา ร่วมกับอาการปวดเข่าเนื่องจากโรคข้อเข่าเสื่อมด้วย

 

วัตถุประสงค์และความคาดหวังของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?

มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์ผู้ทำการรักษาต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจและมีการกำหนดวัตถุประสงค์ และความคาดหวังของผู้ป่วยร่วมกันในการรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะในบางครั้งถ้าผู้ป่วยมีความคาดหวังที่สูงมาก ๆ และผลที่ได้อาจจะไม่เป็นไปตามที่ผู้ป่วยคาดหวังก็อาจจะมีผลกระทบต่อความพึงพอใจของผู้ป่วย และคิดว่าการผ่าตัดนั้นไม่ประสบความสำเร็จ วัตถุประสงค์หลักในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมนั้นเพื่อ

ลดอาการปวดเข่า ทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้สะดวกเพิ่มมากขึ้น อาการปวดจะลดน้อยลงเป็นลำดับหลังการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่อาการปวดมักจะหายเป็นปกติประมาณ 3 เดือนหลังการผ่าตัด หลังจากการผ่าตัดผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกชาที่บริเวณแผลผ่าตัด หรืออาจจะมีอาการคัน หรือปวดที่บริเวณแผลผ่าตัดได้บ้าง เนื่องจากว่าในขณะที่แพทย์ผ่าตัดอาจจะตัดเส้นประสาทเล็ก ๆ ที่ไปเลี้ยงผิวหนังในบริเวณที่ผ่าตัด จึงทำให้ผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกชา และความรู้สึกผิดปกติที่บริเวณแผลผ่าตัดได้ แต่ไม่มีผลอันตรายใด ๆ ต่อผู้ป่วยแก้ไขความผิดรูปของข้อเข่า ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอาการเข่าโก่ง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยแก้ไขแนวของเข่าและขาข้างนั้นให้ตรง สามารถรับนํ้าหนักได้ดี การเดิน และการทรงตัวของผู้ป่วยดีขึ้น ทำให้ช่วยเรื่องสมดุลของร่างกาย และป้องกันไม่ให้เกิดการหกล้มได้ง่ายซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดกระดูกหักตามมา

ทำให้คุณภาพของชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น เมื่ออาการปวดและขาของผู้ป่วยอยู่ในแนวปกติ สามารถเดินได้ดีขึ้นกว่าก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติ

ช่วยทำให้อาการปวดหลังที่เกิดร่วมกับโรคข้อเข่าเสื่อมทุเลาลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีปัญหาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและเกิดการกดทับเส้นประสาทร่วมกัน จึงทำให้นอกจากอาการปวดเข่าแล้ว อาจจะมีอาการปวดหลัง ปวดชาร้าวลงขาร่วมด้วย หลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยทำให้ข้อเข่าสามารถรับนํ้าหนักได้เป็นปกติ สมดุลของร่างกายดีขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังที่ผู้ป่วยมีอยู่ด้วย

 

ถ้าผู้ป่วยอายุมากจะมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหรือไม่?

ในเรื่องของอายุนั้นมักจะเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่นำมาพิจารณาเพื่อให้การรักษา อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานจากโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอย่างมากทำให้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก และเมื่อแพทย์ตรวจร่างกายผู้ป่วยพบว่ามีความพร้อมที่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์ก็สามารถให้การรักษาด้วยการผ่าตัดข้อเข่าเทียมให้ผู้ป่วยได้แม้จะมีอายุมากเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย

ในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ทั้งในเรื่องของการผ่าตัดรักษา ประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำการผ่าตัด การพัฒนาเทคโนโลยีของข้อเข่าเทียมที่นำมาใส่แทนผิวข้อเข่าเดิมของผู้ป่วย รวมทั้งเทคนิคการดูแลควบคุมอาการปวดหลังการผ่าตัด ทำให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้ผลลัพธ์ที่ดี ผู้ป่วยมีความพึงพอใจกับผลการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นอย่างมาก และสามารถกลับไปใช้ชีวิตและท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุข อย่ากลัวเลยครับกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ท่านได้ประโยชน์จากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมากกว่าที่คิดครับ ความกลัวเรื่องการผ่าตัดอาจจะทำให้ท่านพลาดโอกาสที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากกว่าสภาพก่อนผ่าตัดครับในกรณีผู้ป่วยเข่าเสื่อมที่มีข้อบ่งชี้สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

สามารถรับชมการสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ตรงที่รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ที่

http://taninnit-oaknee.blogspot.com/2012/12/total-knee-replacement.html

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา : เดลินิวส์ 2 มีนาคม 2557

สารพันปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อม

dailynews140202_002aโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในผู้สูงอายุทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเวลาเดิน ขาโก่ง การทรงตัวของร่างกายไม่ดี ร่างกายเสียสมดุล มีโอกาสเกิดการหกล้มได้ง่าย  มีผลทำให้เกิดกระดูกหักตามมาโดยเฉพาะกระดูกตะโพกหักในผู้สูงอายุ ในคนไทยมีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากถึง 6 ล้านคน

dailynews140202_002b

อาการปวดเข่าในโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากสาเหตุใด?

1. มีการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า ทำให้ข้อเข่ามีอาการบวมตึง เนื่องจากเยื่อบุข้อที่อักเสบมีการสร้างน้ำไขข้อที่ไม่มีคุณภาพออกมาในปริมาณมากจึงทำให้เกิดอาการบวมตึงขึ้นภายในข้อเข่า คล้ายกับลูกโป่งที่ขยายตัวออกทำให้ข้อเข่าตึงมากขึ้นมีอาการปวดบริเวณหลังเข่าเหยียดข้อเข่าได้ไม่สุด

2. เกิดกระดูกงอกรอบ ๆ บริเวณข้อเข่าอันเนื่องมาจากเกิดความไม่มั่นคงของข้อเข่า ร่างกายตอบสนองด้วยการพยายามสร้างกระดูกรอบ ๆ ข้อเข่าขึ้นมาทดแทน กระดูกที่งอกขึ้นมาใหม่นั้นไปเบียดเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ บริเวณข้อเข่ามีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเพิ่มมากขึ้นในอิริยาบถที่งอเข่านาน เช่นท่านั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ เวลาลุกขึ้นยืนจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดรอบ ๆ บริเวณข้อเข่า

3. มีการฉีกขาดของเส้นเอ็น และหมอนรองกระดูก มีการทำลายกระดูกที่บริเวณกระดูกใต้ต่อผิวข้อ

4. กระดูกบริเวณข้อเข่าทั้ง 2 ด้านมาเสียดสีกันทำให้มีอาการปวดมากขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยนั่งนาน ๆ แล้วจะลุกขึ้นผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเหมือนกับต้องพยายามตั้งไข่ก่อนที่จะเดิน ไม่เหมือนกับช่วงที่เป็นหนุ่มสาว อันเนื่องมาจาก โรคข้อเข่าเสื่อมมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งกระดูกอ่อนผิวข้อจะทำหน้าที่ลดแรงกระแทกบริเวณข้อเข่าและทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าเป็นไปอย่างคล่องตัว ดังนั้นเมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายลงจึงทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าลำบาก

5. ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดเข่าจะทำให้ผู้ป่วยเสียสมดุลในการเดินทำให้เกิดอาการเดินกะเผลกซึ่งจะส่งผลต่อการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลัง มีผลทำให้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงเข่าและน่องร่วมด้วย

6. มีการทำลายกระดูกบริเวณข้อเข่าเพิ่มมากขึ้น  เพิ่มความดันภายในโพรงกระดูกใต้ผิวข้อเข่า มีอาการปวดของกระดูกในตำแหน่งนั้น ๆ

dailynews140202_002d

มีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง ควรรับประทานยาลดปวดอะไรบ้าง ยาที่ใช้มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง? 

ยาส่วนใหญ่ที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดในโรคข้อเข่าเสื่อมชนิดรับประทานได้แก่

ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี ผลข้างเคียงน้อย สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเม็ดละ 500 มิลลิกรัม ได้ถึง 6 เม็ดต่อวัน  แต่กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับแข็ง และโรคตับอักเสบควรระมัดระวังในการใช้ยาในกลุ่มนี้ เพราะอาจจะมีผลทำให้อาการโรคตับที่เป็นอยู่แย่ลงได้

ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ซึ่งเป็นยาที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาอาการปวดให้แก่ผู้ป่วย  เป็นกลุ่มยาที่มีประสิทธิภาพในการลดปวดได้ดี ปัญหาส่วนใหญ่ของยาในกลุ่มนี้มักจะมีผลข้างเคียงได้แก่ อาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร หรืออาจทำให้เกิดอาการเลือดออกภายในระบบทางเดินอาหารได้ ถ้าใช้ในผู้สูงอายุ หรือใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด ข้อห้ามสำหรับการใช้ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคไต หรือไตวาย และผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง และกลุ่มผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการทำบอลลูนที่หลอดเลือดหัวใจ

dailynews140202_002c

การฉีดยาสเตียรอยด์มีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้าง? 

ในกรณีที่ข้อเข่ามีการอักเสบมาก ร่วมกับตรวจร่างกายแล้วพบว่าข้อเข่าบวม ตึง มีน้ำในข้อเข่าซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า สามารถรักษาด้วยการดูดเอาน้ำในข้อเข่าที่มีการอักเสบออกมาได้ เพื่อลดความดันภายในข้อเข่า ร่วมกับการฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบได้โดยตรง จะช่วยลดอาการปวดให้ผู้ป่วยได้อย่างมาก ในมาตรฐานการรักษาทั่วไปแนะนำว่าไม่ควรฉีดยาเข้าข้อเข่ามากกว่า 3-5 ครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสเตียรอยด์ฉีดเข้าข้อเข่าได้บ่อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของยาสเตียรอยด์ที่ฉีดเข้าข้อเข่า และความรุนแรงของโรคข้อเข่าอักเสบ ซึ่งถ้าในกรณีที่มีการทำลายของข้อเข่าอย่างมาก ร่วมกับอาการขาโก่งมาก ๆ มักจะแนะนำผู้ป่วยรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

dailynews140202_002e

การใช้ไม้เท้าในการช่วยเดินมีประโยชน์หรือไม่?  

แนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อ เข่าเสื่อมใช้ไม้เท้าในการช่วยพยุงตัวในขณะเดิน ให้ถือไม้เท้าด้านตรงข้ามกับข้อเข่าข้างที่ปวด เพราะจะช่วยในการแบ่งรับน้ำหนักของข้อเข่าข้างที่มีการอักเสบ มีอาการปวด เพราะส่วนใหญ่คนทั่วไปจะมีความเข้าใจผิดคิดว่าถ้ามีอาการปวดเข่าข้างไหนก็จะถือไม้เท้าข้างนั้น

ในกรณีที่มีอาการปวดเข่ามาเป็นระยะเวลานาน ขาโก่งมาก ๆ โดยเฉพาะตอนที่เดิน  มีผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก ๆ แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งด้วยเทคโนโลยี และเทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบัน ช่วยทำให้ผลลัพธ์ของการผ่าตัดได้ผลดีมาก และผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ และท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ตามใจหมาย.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

โรคข้อเข่าเสื่อม ผ่าตัดไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

dailynews130901_001ปัจจุบันโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญของผู้สูงอายุในประเทศไทย จากสถิติพบว่าประชาชนคนไทยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมกว่า 6 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่ มักมีอาการปวดเข่าเวลาเดิน โดยเฉพาะตอนเดินขึ้นบันได อาการปวดส่วนมากมักเป็นบริเวณด้านในของข้อเข่า เวลานั่งอยู่เฉย ๆ มักไม่มีอาการปวด ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการเดิน สูญเสียความมั่นใจ มีผลทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง บางกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อเข่าเสื่อมและขาโก่งมาก ๆ นั้นมีผลทำให้การเดินของผู้ป่วยผิดปกติไป มีโอกาสเกิดการหกล้มและทำให้เกิดการหักของกระดูกบริเวณตะโพก ทำให้ผู้ป่วยเกิดทุพพลภาพเพิ่มมากขึ้น

dailynews130901_001-1

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเริ่มต้นด้วยการบรรเทาอาการปวด การปรับเปลี่ยนพฤติ กรรมในชีวิตประจำวันมีความสำคัญมาก พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งคุกเข่าขัดสมาธิ พับเพียบ โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่ชอบนั่งสมาธิ เพราะการนั่งในท่าที่งอเข่ามาก ๆ จะทำให้เพิ่มแรงดันภายในเข่า และกระดูกที่งอกจากโรคข้อเข่าเสื่อมไปกดทับกับเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ เข่า จะทำให้ท่านมีอาการปวดมากขึ้น ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักร่างกายมากจำเป็นต้องลดน้ำหนัก ซึ่งส่วนใหญ่ที่แนะนำให้ลดประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว

การใช้ยาลดปวดเพื่อบรรเทาอาการก็ควรระมัดระวัง ยาที่ค่อนข้างจะปลอดภัยมากที่สุดคือยาพาราเซตามอล จะช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าได้ ต้องระวังการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ที่เวลาทานแพทย์มักจะแนะนำให้รับประทานหลังอาหารทันที เพราะจะมีผลต่อกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นอาจมีผลต่อไตได้ หากจำเป็นต้องรับประทานยากลุ่มนี้ควรจะรับประทานหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถขับยานี้ออกไปได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไตควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้การทำงานของไตแย่ลง

dailynews130901_001-2

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข่าเสื่อมมาก และขาโก่งผิดรูป มีผลต่อการใช้งานของข้อเข่าในชีวิตประจำวัน เดินลำบาก แนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ด้วยเทคโนโลยี ความรู้และทักษะของแพทย์ในปัจจุบันทำให้การรักษาข้อเข่าด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ผลดีมาก ผู้ป่วยสามารถลุกเดินได้ภายใน  2 วันหลังการผ่าตัด สิ่งที่ผู้ป่วยกลัวการผ่าตัดรักษามี  2 ประการหลัก ๆ คือ 1. ผ่าแล้วกลัวเดินไม่ได้  และ 2. กลัวอาการปวดหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตามด้วยความรู้ และความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้ผลการรักษาผ่าตัดได้ผลดีเยี่ยม หลังผ่าตัดผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดน้อยมาก และสามารถลุกเดินได้หลังผ่าตัด และสามารถเดินได้โดยไม่ใช้ไม้เท้าชนิดวอล์กเกอร์ ภายใน 3 เดือนหลังผ่าตัด วิธีการลดอาการปวดหลังการผ่าตัด มีการนำเทคนิคของการระงับความรู้สึกที่บริเวณสันหลัง หรือการระงับความรู้สึกที่เส้นประสาทโดยตรง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดลดน้อยลงเป็นอย่างมาก รวมทั้งเทคนิคการผ่าตัดที่ดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการผ่าตัดมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก และสามารถกลับไปทำงาน และช่วยเหลือตนเองได้เร็วยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีเทคนิคการเย็บแผลชั้นใน และใช้กาวทาบริเวณแผลผ่าตัดซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องมาตัดไหมหลังผ่าตัด

dailynews130901_001-3

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดข้อเข่าเทียมมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ท่านต้องไปตรวจเช็กสุขภาพของฟันเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีฟันผุ เพราะฟันผุอาจทำให้มีเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่เข่าข้างที่ทำการผ่าตัด ก่อนผ่าตัดทุกครั้งแพทย์จำเป็นต้องตรวจเช็กสุขภาพของท่านเกี่ยวกับโรคที่ท่านเป็นอยู่ หรือป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนเสมอ เช่น การตรวจการทำงานของหัวใจ การถ่ายภาพรังสีทรวงอก การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไขกระดูก การทำงานของไตและตับ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยสูงสุดและให้ผลการรักษาที่ดีเยี่ยม ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้จากการผ่าตัดได้แก่ การติดเชื้อที่บริเวณแผลผ่าตัดซึ่งสามารถเกิดได้ประมาณร้อยละ 1 ภาวะลิ่มเลือดที่ขาอุดตันก็มีโอกาสเกิดได้ แต่น้อยมาก

dailynews130901_001-4

ปัจจุบันการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นเป็นอย่างมาก สามารถใช้งานของข้อเข่าได้เป็นอย่างดี ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดน้อย ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมีความพึงพอใจต่อผลการรักษาสูง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ที่มา  : เดลินิวส์ 1 กันยายน 2556

น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าจากข้อเสื่อม

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดหัวเข่าจากการปล่อยเซลล์ซ่อมแซมเอ็นที่เสียหาย

  • การบำบัดแบบ Prolotherapy เกี่ยวข้องกับการฉีดสารละลายน้ำตาลที่หัวเข่า
  • การกระตุ้นนี้ปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยให้เกิดกระบวนการเยียวยาข้อเสื่อม

การใช้สารละลายน้ำตาลเดกซ์โทรส 10 -25 % ฉีดเข้าไปในข้อเข่าอาจเป็นวิธีใหม่ในการรักษาโรคข้อเสื่อม โดยน้ำตาลและน้ำจะช่วยลดอาการปวดและตึงโดยการกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกายตามธรรมชาติ

โซลูชั่นหวานทำงานโดยทำหน้าที่เป็นระคายเคืองอ่อนภายในข้อต่อวิกฤติการอักเสบในระดับต่ำ

การอักเสบนี้ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ที่รุนแรง แต่เพียงจะกระตุ้นการปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยในการรักษาความเสียหายบางส่วนที่เกิดจากโรค

มีการศึกษาล่าสุดที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินในสหรัฐอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม

.

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

A dose of sugar can ease the pain of creaky knees by releasing cells that repair damaged ligaments

  • Prolotherapy involves injecting a sugar solution into the knee
  • This stimulates the release of cells that can help the healing process

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 21:11 GMT, 8 July 2013

A sugar solution injected into the knee could be a new way to treat osteo-arthritis. Research suggests the sugar and water mixture reduces pain and stiffness by stimulating the body’s natural repair mechanisms.

The sweet solution works by acting as a mild irritant inside the joint, triggering low-level inflammation.

This inflammation is not enough to cause any severe harm, but is sufficient to stimulate the release of cells that can help to heal some of the damage caused by the disease.

Doctors use a solution containing water and between 10 and 25 per cent dextrose, a type of sugar.

They use dextrose because it is cheap, readily available and safe – causing only mild irritation inside the knee joint. The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of fibroblasts, cells that build and maintain connective tissue such as ligaments.

The fibroblasts repair damaged ligaments in the knee, making it more stable and relieving discomfort.

In a recent study at the University of Wisconsin in the U.S., researchers recruited 90 men and women with painful knee osteoarthritis and split them into three groups.

One group received three separate sugar jabs, each one four weeks apart, and another had injections of a salt water solution.

The last group did not have any injections but instead followed an at-home exercise regimen designed to alleviate some of the pain and discomfort.

Each volunteer was monitored using a scoring  system, called the Western Ontario McMaster University Osteo-arthritis Index, to measure the severity of the condition. The 12-minute test uses a 100-point scale  and includes questions on how easy it is to use the stairs, get in and out of a car or put on a pair of socks.

The results, published in the Annals of Family Medicine, showed that one year after the treatment began, the sugar jab group had the biggest improvement in symptoms and were better able to carry out everyday activities.

On average, the sugar group improved by a total of 16 points, compared with five points for salt water jabs and seven for the exercise group. The team are unsure why salt water was not as effective as sugar.

This technique is also being tried in other conditions such as chronic back pain and tennis elbow.

Commenting on the approach, Professor Alan Silman, medical director of Arthritis Research UK, said: ‘Though some “irritant” treatments can be effective, much more work is needed before a treatment based on sugar solution could be recommended to patients.’

Meanwhile, scientists have designed a special glove that may ease the pain of hand arthritis.

Around 130 people who suffer from rheumatoid and osteoarthritis are being treated with the compression glove in a new clinical trial.

The gloves are made from a special fabric that when stretched (when it is worn) puts pressure on the hand and joints.

It’s thought that the pressure might trigger mild inflammation, which, unlike severe inflammation, eases pain although it is not clear why.

In the year-long trial, due to start in September and being  co-ordinated by the University of Salford, patients will be given the compression gloves as part of their usual care.

They will be assessed before and after for pain and stiffness.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

เทคนิคใหม่ “เปลี่ยนข้อเข่า-ข้อสะโพก” ฟื้นตัวเร็ว

dailynews130509_001aอาการปวดเข่า ปวดสะโพก อันเนื่องมาจากความเสื่อมของข้อกระดูก คงเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัว เพราะความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น มักส่งผลให้ผู้ป่วยเดินไม่สะดวก บ้างก็ปวดจนหลับไม่ลง!

สำหรับปัญหาข้อเสื่อมนั้น ทางศูนย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เผยข้อมูลว่า เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการใช้งานข้อต่อจนเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ พบมากในผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไป หรืออาจเกิดได้ในคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อต่อ มีการใช้ข้อต่อผิดลักษณะ ชอบสะพายกระเป๋าหนัก ใส่ส้นสูง สูบบุหรี่ หรือเป็นผลจากกรรมพันธุ์

ปัจจัยข้างต้น คือ สาเหตุของการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อที่มากขึ้นทุกวัน โดยร่างกายไม่สามารถสร้างทดแทนหรือซ่อมแซมได้ ผู้ป่วยจึงต้องเจ็บปวดทรมานจากอาการอักเสบและการทำงานของข้อต่อที่บกพร่อง ซึ่งส่งผลต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ทางเลือกในการรักษาอาการข้อเสื่อมทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ การรักษาโดยการไม่ใช้ยา เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อ หรือ การรักษาด้วยการใช้ยา และอีกวิธีซึ่งจะพิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเสื่อมจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ คือ การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและบริเวณของข้อที่เสื่อม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม จะแบ่งออกเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Replacement) และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Replacement Surgery) เฉพาะการผ่าเปลี่ยนข้อเข่านั้น ทำได้ทั้งแบบเปลี่ยนผิวข้อเฉพาะบางส่วน และเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ

dailynews130509_001bและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียม ให้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว นพ.สิริพงศ์ รัตนไชย ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ, ข้อเทียม รพ.บำรุงราษฎร์ เล่าว่า ทางบำรุงราษฎร์ได้ส่งทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ 15 คน ไปเรียนรู้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียม กับสถาบันดอร์ของสหรัฐ ซึ่งโด่งดังในการใช้เทคโนโลยีแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมและข้อสะโพกเทียม

dailynews130509_001cแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดังกล่าว มีชื่อว่า เมโก ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ แขนกลหุ่นยนต์ กล้องจับสัญญาณภาพ 3 มิติ และเครื่องประมวลผลที่คอยควบคุมการทำงานทั้งหมดให้สอดประสานกัน โดยสามารถวัดระยะเพื่อกำหนดตำแหน่งและคำนวณขนาดของข้อเทียมที่เหมาะสมกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย ก่อนแพทย์จะทำการเปิดข้อเข่าหรือข้อสะโพก และใช้แขนกลตัดเฉพาะส่วนของกระดูกที่เสื่อมออกผ่านมุมมองจากภาพ 3 มิติ

dailynews130509_001dที่สำคัญ แขนกลจะล็อกตำแหน่งตามการคำนวณเพื่อความเที่ยงตรง ป้องกันการผ่าตัดในตำแหน่งที่คลาดเคลื่อน แถมยังใช้วิธีการกรอแทนการตัด เพื่อไม่ให้เกิดความบอบช้ำกับเส้นเอ็น ลดการสูญเนื้อเยื่อโดยไม่จำเป็น ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็วและสามารถกลับมาเคลื่อนไหวข้อได้อย่างเป็นธรรมชาติ พักฟื้นไม่เกิน 3 วัน ส่วนใหญ่เริ่มหัดเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมง และนับเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเมื่อ 2 เมษายน 2556 บำรุงราษฎร์ ได้ทำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ด้วยแขนกลหุ่นยนต์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของทวีปเอเชีย หลังจากนำเข้าแขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเมโกเข้ามา.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  9 พฤษภาคม 2556

แก้ไขเฉพาะหน้า”อาการปวดเข่า”

dailynews130416_001เข่า หนึ่งจุดสำคัญของท่อนขา ซึ่งต้องรับภาระแบกน้ำหนักตัว และการก้าวเดิน หากเกิดอาการปวดเข่าขึ้นมา เชื่อว่าเจ้าของเข่านั้น คงรู้สึกถึงความไม่สะดวกในการใช้ชีวิต และหลายคนก็มักรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาด้วย

ถ้าจู่ ๆ  เกิดรู้สึกปวดเข่าขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน อาจเพราะไปถูกกระทบกระแทก หรือเกิดจากการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสม แนะให้ใช้หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เรียกว่า PRICE คำนี้อ่านว่า ไพร้ส์ ซึ่งหมายถึง ราคา แต่การนำมาใช้ในหลักปฐมพยาบาลนี้ มิได้หมายความเช่นนั้น ทว่า PRICE เกิดจากการรวมกันของตัวอักษรที่บ่งบอกถึงการดูแลในแต่ละขั้น

เริ่มจาก P มาจาก Protection หรือ การปกป้อง หลักในข้อนี้ เตือนใจให้ผู้บาดเจ็บปกป้องบริเวณที่ปวด ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือน จนบาดเจ็บหนักยิ่งขึ้น เช่น หาผ้ามาพัน และต่อมา R คือ Rest เป็นการหยุดพัก พักการใช้งานจุดที่ปวด หรือหยุดการเคลื่อนไหวบริเวณนั้น

ส่วนตัว I ก็คือ Ice น้ำแข็ง เป็นการใช้ความเย็นเข้ามาประคบบริเวณที่ปวด แต่ไม่ควรนานเกินครั้งละ 15 นาที เพราะจะกลับกลายเป็นปวดยิ่งขึ้น เนื่องจากเลือดไหลเวียนไม่สะดวก ขณะที่อักษร C หรือ Compression หมายถึงการบีบอัด ในที่นี้คือการใช้ผ้าพันจุดที่ปวดให้แน่นสักหน่อย จุดประสงค์เพื่อป้องกันอาการปวดและอักเสบ สุดท้าย E มาจาก Elevation คือ การยกบริเวณที่ปวดให้สูงกว่าหัวใจ เช่น นอนชันเข่าเพื่อให้เข่าอยู่ในระดับสูงกว่าหัวใจ จะดีกว่านอนยืดขาตรงธรรมดา เนื่องจากจะทำให้เลือดไหลเวียนไปที่เข่ามาก และเกิดอาการปวดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังมักจะสับสนว่า เมื่อเกิดอาการปวดเข่าเฉียบพลัน ควรนวดทันทีหรือไม่ ตอบคือ ไม่ควร เพราะอาจยิ่งทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทบริเวณรอบๆ เกิดฟกช้ำ เสี่ยงหลอดเลือดฉีกขาด และยิ่งรู้สึกปวดมากขึ้น กรณีปฐมพยาบาลเบื้องต้นตามหลักดังกล่าวนี้แล้ว ผ่านไป 2-3 อาการปวดไม่ทุเลาลงเลย แถมยังปวดมากขึ้น แนะอย่ารอช้า ไปปรึกษาแพทย์จะดีกว่า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 16 เมษายน 2556

ผ่าตัดข้อเข่าเทียมแผลเล็ก

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่แฟนคอลัมน์ทุกท่าน และต้องขอบคุณจากใจจริงที่ติดตาม ส่งคำถามเกี่ยวกับปัญหาทางด้านสุขภาพต่าง ๆ กันเข้ามา และก็เชื่อเหลือเกินว่า เรื่องราวที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้นำเสนอไปนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับทุกท่าน ในการดูแลตนเองต่อไปในปีขาลนี้

ฉบับนี้ก็ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งอย่าง  ที่ได้ประชาสัมพันธ์ข่าว กิจกรรมวัน “1,000 เข่า” ที่จะมีขึ้นในวันที่  17 มกราคมนี้ไปแล้ว ก็มีแฟนคอลัมน์ถามไถ่กันเข้ามามากถึงการดูแลรักษาอาการปวดเข่าต่าง ๆ ดังนั้น มาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งวิธีการรักษาอาการปวดเข่าด้วย เทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่มีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก กันดีกว่า

เพราะวันเวลา…ไม่ได้พรากเพียง กำลังกายและความกระปรี้กระเปร่าของ กล้ามเนื้อไปเท่านั้น แต่ยังพรากเอาข้อต่อที่นับวันก็มีแต่เสื่อมทรุดโทรมลงไปด้วย โดยเฉพาะข้อเข่าที่รับน้ำหนักตัว และรับใช้เรามาหลายสิบปี จนวันหนึ่งเกิดความทรมานขึ้น อันเป็นความเจ็บปวดที่ข้อเข่า บ้างก็มีข้อโก่งผิดรูป บ้างก็มีความทรมานเกิดขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ความเจ็บปวดที่ต้องทนนี้เอง ยังทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมที่ชอบหรือเคลื่อนไหวได้สะดวกเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ที่มีความวิตกกังวลใจเป็นอย่างมากเช่นเดียวกับญาติหรือผู้ที่คอยดูแล เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้บางรายถวิลหาการรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ ด้วยหวังว่าจะคลายความทุกข์ทรมาน ทั้งนี้ การผ่าตัดข้อเข่าเทียมเป็นการรักษาอีกวิธีหนึ่งในปัจจุบันที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในจุดที่เกิดความเสื่อมรุนแรงขั้นสุดท้ายเกินเยียวยาด้วยการรักษาวิธีอื่น ๆ

แต่เมื่อพูดถึงการผ่าตัดมักทำให้ผู้ที่ได้ยิน ครั้งแรกเกิดความกลัวได้ เช่น กลัวว่าเจ็บขณะผ่าตัด กลัวว่าฟื้นตัวช้าหรือกลัวแผลเป็นขนาดใหญ่ จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมการผ่าตัดแผลเล็กหรือบาดเจ็บน้อย ที่ช่วยทำให้ลดความเจ็บปวดจากการผ่าตัดน้อยลง ลดความชอกช้ำของกล้ามเนื้ออันเกิดจากการ ผ่าตัดลง และสามารถฟื้นตัวกลับมายืน เดินได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญแผล เป็นขนาดเล็กก็ไม่ค่อยเป็นที่สังเกตได้ชัด อีกประการคือ ได้ประสิทธิภาพ ของข้อเข่าเทียมกลับมาและมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นน้อยที่สุด

คำถามก็คือ อะไรคือเทคนิคการผ่าตัดข้อเข่าเทียมที่ทำให้ เกิดแผลขนาดเล็ก

คำตอบก็คือ ปัจจุบันการผ่าตัดข้อเข่าเทียมเป็นที่ยอมรับว่าได้ผลดีในการลดความเจ็บปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตหลังเข้ารับการผ่าตัดได้ดี จึงเป็นการผ่าตัดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นวัตกรรมเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็กได้ช่วยเสริมให้การผ่าตัดข้อเทียมมีการฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยมีขนาดแผลผ่าตัดในเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็กสามารถลดความยาวบาดแผลที่ผิวหนังเหลือเพียงประมาณ 10-12 เซนติเมตร จากเดิม 15-20 เซนติเมตร ภายในหนึ่งถึงสองวันหลังผ่าตัดผู้ได้รับการผ่าตัดสามารถยืนและเดินได้ โดยใช้เครื่องช่วยพยุงช่วยเหลือตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อบริเวณผ่าตัดบาดเจ็บหรือชอกช้ำน้อย ทำให้กล้ามเนื้อกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว สามารถยกขาได้เองและก้าวเดินได้อย่างมั่นคงโดยที่มีความเจ็บปวดบริเวณแผล ผ่าตัดเพียงน้อยนิด นอกจากนี้ยังใช้เวลาในการ พักฟื้นที่โรงพยาบาลน้อยลง ลดภาวะแทรกซ้อนขณะที่นอนในโรงพยาบาล รวมทั้งลดค่าใช้จ่าย ได้มาก สามารถกลับไปอยู่กับครอบครัวได้เร็วขึ้นในขณะที่ช่วยตัวเองได้แล้วขณะอยู่ที่บ้าน

ข้อจำกัดหนึ่งของการผ่าตัดเทคนิคแผลเล็กก็คือ การมองเห็นขณะผ่าตัดจะแคบ   ลงทำให้มีโอกาสมีความคลาดเคลื่อนในการวางตำแหน่งข้อเทียมอันใหม่ ซึ่งจะนำมาในอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัด เหยียดงอข้อได้ไม่เต็มที่ และการที่ต้องผ่าตัดแก้ไข ซึ่งยากลำบากและเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าเดิมมาก

จึงเป็นที่มาของ คอมพิวเตอร์ช่วยผ่าตัด CAS (Computer-assisted surgery) เป็นอีกวิทยาการหนึ่งที่ช่วยให้การตัดข้อเทียมมีความแม่นยำมากขึ้น โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยบอกตำแหน่งการจัดกระดูกและข้อขณะผ่าตัดได้แม่นยำสูงกว่าใช้วิธีเดิม   ในการวัด เห็นค่าแตกต่างในระดับน้อยกว่า 1 มิลลิเมตร 1 องศาการเปลี่ยนแปลง เพื่อช่วยเสริมกับเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็กบาดเจ็บน้อยให้แม่นยำขึ้น เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดได้ใช้งานข้อเทียมที่เต็มประสิทธิภาพและเพิ่มอายุการใช้งานข้อเทียมให้ยาวนาน

นอกจากนี้ความเจ็บปวดจากการผ่าตัด เป็นอีกข้อหนึ่งของการกลัวการผ่าตัด คือการกลัวเจ็บที่ต้องมีการผ่าตัดที่เนื้อเยื่อและกระดูก ในปัจจุบันที่วิทยาการระงับความเจ็บปวดขณะผ่าตัดด้วยวิธีให้ยาชาเฉพาะจุด ขณะทำการผ่าตัดจะไม่มีความเจ็บปวดในขณะที่ไม่รบกวนการทำงานตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย หลังผ่าตัดเสร็จยังสามารถใช้ยาชาระงับความรู้สึกเจ็บปวดได้ต่อเนื่องอีกจนกว่าจะหายระยะอักเสบหลังผ่าตัดหรือเริ่มเดินได้ ลดอาการแทรกซ้อนคลื่นไส้อาเจียนจากวิธีเก่าจากการวางยาสลบแบบเดิม

ที่กล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาการผ่าตัดข้อเทียมที่วิวัฒนา การอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการผู้ป่วยและให้ได้รับการผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คุ้มค่าการที่ต้องลงทุนเจ็บตัวเสียค่า ใช้จ่ายและเวลาเข้ารับการผ่าตัด ได้ใช้งานข้อเข่าที่ปราศจากความเจ็บปวดและได้ทำกิจกรรมใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ โดยมีทีมงานแพทย์พยาบาลที่เชี่ยวชาญดูแลและให้คำปรึกษาอย่างเต็มใจอย่างต่อเนื่อง.

นพ.ธนพจน์ จันทร์นุ่ม
ภาควิชาออร์โปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     2 มกราคม 2553