Biofeedback นวัตกรรมกำจัดความเครียด

Credit : thatmword.com

Credit : thatmword.com

ความเครียดแม้เพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ เพราะความเครียดสะสมจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของการทำงานภายในร่างกายหลายๆ อย่าง และทำให้ระบบควบคุมตนเองเสียไป ฉะนั้น การควบคุมหรือบริหารจัดการกับความเครียดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หรือถ้าคิดไม่ออกก็สามารถปรึกษาแพทย์ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันมีนวัตกรรมการกำจัดความเครียดที่เรียกว่า Biofeedback เป็นตัวช่วย

จากข้อมูลของคลินิกปวดศีรษะ โรงพยาบาลพญาไท 1 ระบุว่า Biofeedback เป็นเครื่องตรวจวัดความไม่สมดุลของการทำงานภายในร่างกาย ด้วยการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมร่างกายของตนเอง เพื่อสร้างสมดุลภายในร่างกาย ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น การใช้เครื่อง Biofeedback จะทำให้เราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่ปกติเราจะไม่สามารถมองเห็นหรือควบคุมได้ เช่น การตึงตัวของกล้ามเนื้อ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต อัตราชีพจรและคลื่นสมอง รวมทั้งทำให้สามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ได้

Biofeedback เป็นการรักษาที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องทานยา ไม่ต้องฉีดยา และไม่ต้องผ่าตัดใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะควบคุมร่างกายตนเอง ให้ตอบสนองต่อความเครียดและความเจ็บปวดอย่างเหมาะสมได้ อาทิ แพทย์จะพบบ่อยๆ ว่า ในผู้ป่วยที่มีความเครียดและวิตกกังวลเรื้อรังมักจะหายใจเร็วและตื้น ทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในเลือด และจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการวิตกกังวลมากขึ้น การใช้ Biofeedback จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการเครียดในอนาคตได้ และอาการปวดศีรษะเป็นอาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของความเครียดสะสม มักพบร่วมกับการมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่าเพิ่มขึ้น เครื่อง Biofeedback จะแสดงให้เห็นถึงความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฝึกควบคุมเพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อเหล่านั้นได้

ไมเกรนเป็นอาการปวดศีรษะอีกประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของหลอดเลือด ซึ่งอาการมักดีขึ้นหลังการฝึกควบคุมอุณหภูมิมือด้วยเครื่อง Biofeedback การเรียนรู้ที่จะเพิ่มอุณหภูมิมือด้วยการทำให้หลอดเลือดที่ฝ่ามือขยายตัว จะช่วยลดปริมาณเลือดที่ไปที่ศีรษะ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดไมเกรนได้ เมื่อผู้ป่วยได้รับการฝึกด้วยเครื่อง Biofeedback ไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยก็จะสามารถเรียนรู้วิธีการควบคุมอาการและร่างกายของตนเองได้ดีขึ้น จนในที่สุดผู้ป่วยก็จะสามารถควบคุมร่างกายได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่อง Biofeedback อีกต่อไป

ในปัจจุบันมีการนำเครื่อง Biofeedback มาใช้ในการรักษาภาวะต่างๆ มากมาย ได้แก่ อาการปวดศีรษะไมเกรน อาการปวดศีรษะจากความเครียด อาการปวดกรามและอาการปวดเรื้อรังต่างๆ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่เกิดจากความเครียด ภาวะวิตกกังวล รวมถึงอาการวิตกกังวลขั้นรุนแรง (Panic) อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการให้เคมีบำบัด ภาวะนอนไม่หลับ ภาวะความดันโลหิตสูงหรือต่ำ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจ ภาวะหอบหืด ภาวะปวดประจำเดือน และอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร.

ที่มา :ไทยโพสต์ 30 มกราคม 2556

ต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง หรือโรคปวดท้องน้อยช่วงล่างเรื้อรังในผู้ชาย

โรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังหรือโรคปวดท้องน้อยช่วงล่างเรื้อรังในผู้ชาย มีคำย่อเรียกว่า “โรคซีพีพีเอส”  (CPPS) เป็นโรคเรื้อรังที่มีความรู้สึกไม่ค่อยสบายอยู่ตลอดเวลา หรือมีอาการปวดเรื้อรังรำคาญจากความรู้สึกในบริเวณเชิงกรานหรือท้องน้อยส่วนล่าง ส่วนใหญ่เป็นบริเวณฐานของอวัยวะเพศและรอบทวารหนัก โดยทั่วไปมักให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง เมื่อมีอาการปวดท้องน้อยช่วงล่างเรื้อรังอย่างน้อยสามเดือนภายในหกเดือนก่อนหน้านั้น

สาเหตุของต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังยังไม่เข้าใจอย่างเต็มที่หรือชัดเจนนัก มีหลายทฤษฎีถูกนำมาอธิบาย ซึ่งรวมถึงการติดเชื้อของต่อมลูกหมากที่ยังไม่ได้รับการระบุชนิดของเชื้อโรค อันมีผลต่อเส้นประสาทของต่อมลูกหมาก ปัญหาภูมิคุ้มกันของต่อมลูกหมาก (สำหรับบางเหตุผลอาจอธิบายว่าภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นมาตามปกติเพื่อต่อสู้การติดเชื้อ อาจโจมตีเซลล์ของต่อมลูกหมากเอง) การอักเสบหรือติดเชื้อที่เกิดจากปัสสาวะอาจถูกทำให้ย้อนกลับขึ้นไปยังต่อมลูกหมากในเวลาที่ปัสสาวะ

คำว่า “ต่อมลูกหมากอักเสบ” นั้นแท้จริงแล้วหมายถึงการอักเสบและหรือการติดเชื้อของต่อมลูกหมาก แม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของรูปแบบต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังยังไม่ทราบและมีการตอบสนองหลายรูปแบบต่อยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดชนิดยาแก้อักเสบ แต่ด้วยเหตุผลเหล่านี้ แพทย์บางท่านนิยมที่จะใช้คำว่า “กลุ่มอาการปวดท้องน้อยส่วนล่างเรื้อรัง” ฉะนั้น การใช้คำนี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าปัญหาที่แท้จริงมาจากปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก

อาการของต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังหรือกลุ่มอาการโรคปวดท้องน้อยส่วนล่างเรื้อรังมีอะไรบ้าง

อาการมักจะมีถึงปัจจุบันอย่างน้อยสามเดือนภายในหกเดือนก่อน ซึ่งอาการประกอบด้วย

1) อาการปวดมักจะอยู่โดยรอบฐานของอวัยวะเพศ รอบทวารหนัก ในบริเวณท้องน้อยและด้านหลังส่วนล่าง บางครั้งอาการปวดอาจกระจายลงไปที่ปลายของอวัยวะเพศและหรือเข้าไปในอัณฑะ

2) อาการปวดเป็นอาการหลักในต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง ความรุนแรงของอาการปวดอาจแตกต่างกันจากแบบวันต่อวัน ซึ่งบางครั้งอาจมีความสัมพันธ์กับความเครียด ซึ่งการพักผ่อนน้อยเป็นปัจจัยสำคัญของอาการปวด

3) อาการเกี่ยวกับการปัสสาวะ เช่นอาการปวดอย่างมากเมื่อจะปัสสาวะ ต้องรีบปัสสาวะเมื่อปวด ต้องเบ่งเมื่อเริ่มจะปัสสาวะหรือความแรงปัสสาวะไม่มากพอ ซึ่งดูเหมือนเป็นโรคต่อมลูกหมากโต

4) ปัญหาทางเพศ อาจมีอาการโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ กล่าวคือองคชาตไม่สามารถแข็งตัวหรือแข็งตัวได้ไม่เต็มที่ การหลั่งน้ำอสุจิบางครั้งอาจมีอาการเจ็บอย่างมาก และในผู้ป่วยบางรายอาการปวดจะเลวร้ายมากขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์

5) อาการอื่น ๆ ผู้ป่วยอาจมีอาการเหนื่อยและมีอาการปวดเมื่อยตามตัวทั่วไป ไม่สามารถระบุตำแหน่งชัดเจน
มีการตรวจทดสอบอะไรบ้างสำหรับการวินิจฉัยโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง

1) การตรวจต่อมลูกหมาก เนื่องจากต่อมลูกหมากอยู่หน้าต่อจากทวารหนัก แพทย์จะใช้นิ้วมือที่สวมถุงมือและทาสารหล่อลื่นด้านนอกสอดเข้าไปทางทวารหนักและแพทย์จะสามารถตรวจพบได้ว่าต่อมลูกหมากโตมากผิดปกติ รวมทั้งการมีก้อนนูนผิดปกติหรือไม่ อาจมีอาการปวดต่อมลูกหมากระหว่างการตรวจโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง อย่างไรก็ตามอาจไม่เป็นเช่นนั้นทุกราย ในปัจจุบันอาจตรวจเพิ่มเติมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงช่วยในการวินิจฉัยการอักเสบหรือการมีแคลเซียมมาเกาะที่ต่อมลูกหมาก

2) การตรวจปัสสาวะ เพื่อแยกการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การตรวจวิธีนี้เป็นสิ่งสำคัญพิเศษสำหรับต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังจากแบคทีเรีย ถึงแม้ระหว่างมีอาการปวด อาจตรวจไม่พบอาการติดเชื้อ

3) การตรวจทดสอบไตและระบบทางเดินปัสสาวะ ถ้าแพทย์สงสัยว่ามีต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง อาจแนะนำให้มีการทดสอบต่อไปเพื่อแยกออกจากปัญหาอื่น ๆ ของระบบทางเดินปัสสาวะที่อาจเป็นที่มาของการติดเชื้อ เช่น การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงของไตเพื่อหาสิ่งผิดปกติ

4) การตรวจทดสอบเพื่อแยกสาเหตุอื่น ๆ สำหรับอาการของผู้ป่วย

4.1) อาการต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังอาจทำให้เกิดอาการคล้ายกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำหรับเหตุผลดังกล่าว ถ้าผู้ป่วยมีความเสี่ยง
ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจแบบใช้ไม้ป้ายเชื้อหรือตรวจจากปัสสาวะเพื่อแยกจากโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่าโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

4.2) การทดสอบอื่น ๆ เพื่อแยกโรคอื่นของต่อมลูกหมากหรืออวัยวะใกล้เคียงถ้าอาการนั้นไม่ปกติ เช่นบางครั้งแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเลือด

ถ้าแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง การประเมินขั้นตอนต่อไปคือการเก็บของเหลวจากต่อมลูกหมากเพื่อแยกว่ามีการอักเสบของต่อมลูกหมากอักเสบหรือไม่ แพทย์จะนวดต่อมลูกหมากเบา ๆ ด้วยการใช้นิ้วชี้ที่สวมถุงมือเข้าไปในทวารหนัก จะได้ของเหลวจากต่อมลูกหมากถูกผลักออกไปในท่อปัสสาวะและออกมาจากอวัยวะเพศ ซึ่งสามารถจะเก็บรวบรวมและนำไปเพาะเชื้อ ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง จะไม่พบแบคทีเรียในของเหลวของต่อมลูกหมาก

ฉบับหน้ามาติดตามกันต่อถึงแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังหรือโรคปวดท้องน้อยช่วงล่างเรื้อรังในผู้ชาย

————————————————————————————————-
คลินิกสุขภาพเพศชาย สาขาวิชาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการ “มาดูแลสุขภาพชาย เพื่อวันพ่อกันเถิด” ครั้งที่ 6 ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2555 เวลา 06.30-12.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 8 และ 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ภายในงานสามารถรับการเจาะเลือดตรวจค่าพีเอสเอ เพื่อหามะเร็งต่อมลูกหมาก และวัดระดับเทสโทสเทอโรนเพื่อดูภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย ฟรี!! ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (จำกัดเพียง 250 ท่าน) ได้ที่ คุณนงลักษณ์ สารสิทธิ์ โทรศัพท์ 08-7809-6126 ในวันและเวลาราชการ.

รศ.นท.ดร.สมพล เพิ่มพงส์โกศล

ที่มา: เดลินิวส์  17 พฤศจิกายน 2555