การรักษาอาการปวดคอปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด

อาการปวดคอปวดหลังเป็นปัญหาที่พบกันได้บ่อยในคนทุกวัย

อาการปวดสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งทำให้ยากต่อการวินิจฉัยและการรักษา สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดคอปวดหลังอย่างเฉียบพลันเกิดจากการใช้งานของคอหรือหลังมากเกินไปในวิธีที่ผิด เช่น การก้มหรือเงยนานเกินไปในเวลาทำงาน นั่งหรือนอนผิดท่า ยกของหนัก นั่งทำงานหรือขับรถนาน ๆ เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหักโหมเกินไป หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นหลังประสบอุบัติเหตุ

พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นต่าง ๆ รอบกระดูกสันหลังรวมถึงหมอนรองกระดูกเกิดการบาดเจ็บจากการฉีกและอักเสบ ผลที่ตามมาคือ ความตึงเคล็ดของกล้ามเนื้อที่คอหรือหลัง นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวที่คอและหลังจะขยับได้น้อยลงและจะมีอาการปวดเวลาใช้งาน ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเอง ซึ่งการใช้ยาแก้ปวดแก้อักเสบสามารถบรรเทาอาการให้หายเร็วขึ้นได้

ในกรณีที่ผู้ป่วยปวดคอหรือหลังเรื้อรังมานาน โดยเฉพาะผู้ป่วยวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการเสื่อมของข้อกระดูกคอหรือหลัง หรือโรคข้อกระดูกอักเสบ โดยที่อาการปวดมักเกิดขึ้นในเวลาที่ใช้งาน เช่น ก้ม เงย หรือยกของ

ด้านการรักษา นอกจากการใช้ยาแล้ว ยังต้องทำกายภาพบำบัดร่วมด้วยเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม วิธีรักษาอื่น ๆ ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคือ การรักษาด้วยอัลตราซาวด์ การดึงคอดึงหลัง การใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าและการออกกำลังกายที่หลัง ซึ่งเป็นวิธีการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อบริเวณหลัง โดยทำท่าเหมือนการวิดพื้นแต่แตกต่างจากการวิดพื้นตรงที่สะโพกติดพื้นและให้ส่วนบนของลำตัวตั้งแต่ศีรษะถึงเอวเงยขึ้นจากพื้น ฉะนั้นกล้ามเนื้อหลังจะแอ่นขึ้นมาดังภาพ

ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขาร่วมด้วย มีอาการอ่อนแรงชาหรือเดินลำบาก แสดงว่าเกิดการกดทับเส้นประสาท ส่วนใหญ่จะมาจากหินปูนที่เกาะรอบ ๆ ข้อกระดูกที่คอหรือหลังที่มีสาเหตุมาจากความเสื่อมของข้อหรือจากหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาท

สาเหตุอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่พบไม่บ่อยนักและเป็นสาเหตุสำคัญที่ควรรีบรักษาคือ เนื้องอกที่กระดูกสันหลัง หรือการติดเชื้อในกระดูกสันหลัง ถ้ามีอาการเช่นนี้ควรรีบมาพบแพทย์เพราะถ้าได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีระบบประสาทอาจจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาเร็วเส้นประสาทสามารถกลับมาทำงานเป็นปกติได้ โดยแพทย์จะประเมินอาการและพิจารณาการทำเอกซเรย์และสแกนแม่เหล็ก (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อแยกสาเหตุเหล่านี้ และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม

ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ปัจจุบันนี้เราสามารถค้นหาสาเหตุความเจ็บปวดได้โดยละเอียดพร้อมรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยวิธีฉีดยาชาและยาลดการอักเสบเข้าไปที่โครงกระดูกสันหลังและรอบ ๆ เส้นประสาทอย่างตรงจุดที่ต้นสาเหตุโดยใช้เอกซเรย์นำทิศทางปลายเข็มไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เช่น ที่หมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณรอบ ๆ เส้นประสาทเล็กที่ออกมาจากโครงกระดูกสันหลัง ข้อเล็กของกระดูกสันหลัง ข้อที่เชื่อมกับสะโพก หรือเป็นการฉีดซีเมนต์เทียม เพื่อรักษาอาการปวดหลังหรือหลังค่อมจากโรคกระดูกพรุน เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก รวมถึงแก้ไขความโค้งผิดปกติของกระดูกสันหลังด้วย ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัดและกลับบ้านได้ภายในวันเดียวกัน

สำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดนั้น การผ่าตัดด้วยวิธีแผลเล็กเจ็บน้อย (Minimally Invasive Spinal Surgery) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัยมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติดังเดิม.

นายแพทย์วัฒนา มหัทธนกุล
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาท
สาขาประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 22 กันยายน 2555

Advertisements

โรคเลือดออกในสมอง

“คุณคะ ฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ทำไมมือมันชา ๆ” เสียงเรียกจากภรรยาที่แฝงเร้นไปด้วยความกังวลใจ ซึ่งสามีสามารถรับรู้ได้ในทันทีที่ได้ยิน ในขณะที่ทั้งสองกำลังรับประทานอาหารเย็นอย่างมีความสุข แต่ความสับสนและความกังวลใจกำลังเข้ามาแทน สามีสังเกตเห็นว่านอกจากภรรยากำลังกังวลกับมือขวาที่ชาอยู่นั้น บริเวณริมฝีปากด้านขวาก็ผิดรูป เบี้ยวไป ในขณะที่ภรรยาพยายามดื่มน้ำจากแก้วน้ำ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ก็ปรากฏว่าเธอรับรู้ถึงความยากลำบากในการยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม และขณะเดียวกันก็มีน้ำไหลเลอะออกทางริมฝีปากด้านขวาจนเปียกไปที่เสื้อของเธอ

นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับดารานักแสดงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ เธอได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคเลือดออกในสมอง” ในที่สุดอาการของเธอผู้นี้กลับสู่ปกติ และขออวยพรให้เธอมีสุขภาพที่ดีกลับมาดังเดิม

โรคเลือดออกในสมอง เป็นโรคที่มีเลือดออกในเนื้อสมองเกิดจากการฉีกขาดของเส้นเลือดแดงในสมอง ส่วนใหญ่เกิดจากการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอย พบได้ร้อยละ 10-15 ของโรคลม ซึ่งเส้นเลือดฝอยในสมองเป็นโครงสร้างที่อ่อนแอในสมองมนุษย์ จากการศึกษาโครงสร้างกายวิภาคของสมองมนุษย์พบว่า เส้นเลือดฝอยในสมองเป็นเส้นเลือดขนาดเล็กเท่าเส้นผมมนุษย์ แยกตัวออกจากเส้นเลือดขนาดใหญ่ที่ลดขนาดมาเรื่อย ๆ เข้ามาเลี้ยงในสมอง ความแตกต่างของขนาดหลอดเลือดนี้ แท้จริงแล้วเป็นความชาญฉลาดของธรรมชาติที่ต้องการจะนำเลือดที่มีคุณภาพจากหัวใจนำไปเลี้ยงสมอง แต่อย่างไรก็ตามก็ทำให้เกิดโครงสร้างที่เป็นจุดอ่อน เนื่องจากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นเลือดฝอยที่เล็กมาก ๆ เมื่อเทียบกับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นเลือดหลักทำให้เมื่อมีความแตกต่างของความดันโลหิต ประกอบกับการสูญเสียความยืดหยุ่นของเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ จากภาวะสูงอายุ หรือมีไขมันในเลือดสูง จึงทำให้มีโอกาสในการแตกของเส้นเลือดฝอยในสมองบริเวณนี้ เลือดที่ออกมาจะกระจายตัวอัดแน่นในเนื้อสมอง ทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อสมอง การฉีกขาดของเนื้อสมองทำให้เส้นทางการเดินทางของกระแสประสาทสั่งการของสมองเสียหาย ไม่สามารถเดินทางต่อเนื่องไปยังจุดหมายปลายทาง ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า  กล้ามเนื้อการกลืน ปากเบี้ยว ทำให้สำลัก กล้ามเนื้อแขนและขาอ่อนแรง ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาต ภาวะอ่อนแรงจะเกิดด้านตรงข้ามกับด้านของสมองที่มีเลือดออก เช่น ถ้ามีเลือดออกในสมองด้านซ้ายจะเกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อด้านขวา เป็นต้น

การถ่ายภาพสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคเลือดออกในสมอง โดยจากภาพที่ยกมาประกอบนี้เป็นภาพตัดขวางของสมองผู้ป่วยสองรายที่มีเลือดออกในสมองปริมาณน้อย

กรณีที่มีเลือดออกในสมองในปริมาณไม่มาก การใช้ยาควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ร่วมกับรักษาภาวะผิดปกติจากโรคประจำตัวอื่น ๆ และให้ผู้ป่วยได้พัก โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดสมอง ผู้ป่วยจะสามารถกลับมาเป็นปกติได้เอง

หลังการรักษาผู้ป่วยอาจยังมีอาการอ่อนแรงของแขนขา เนื่องจากการเสียหายของเนื้อสมอง การออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัดจะช่วยลดการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อ และเป็นการกระตุ้นให้แขนและขากลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงดังเดิม

ในกรณีที่มีเลือดออกในสมองปริมาณมาก การรักษาโดยการใช้ยาควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ร่วมกับรักษาภาวะผิดปกติจากโรคประจำตัวอื่น ๆ ยังมีความจำเป็น อีกทั้งการผ่าตัดสมองอาจเป็นการช่วยผู้ป่วยไม่ให้เสียชีวิต แต่มิได้แก้ไขความพิการที่เกิดจากการเสียหายในเนื้อสมองจากการที่ก้อนเลือดฉีกขาดเนื้อสมอง ดังภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองของผู้ป่วยรายที่สามที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดสมอง จะพบว่ามีเลือดออกที่เห็นจากภาพเป็นสีขาวขนาดใหญ่แตกต่างจากผู้ป่วยสองรายข้างต้น.

นพ.สรยุทธ  ชำนาญเวช
สาขาวิชาประสาทศัลย์ศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 15 ตุลาคม 2554

รู้เท่าทัน ‘ภาวะอ่อนแรงเฉียบพลัน’

รู้เท่าทัน ‘ภาวะอ่อนแรงเฉียบพลัน’  

 
             สุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การรู้เท่าทันต่อโรคภัยไข้เจ็บดูแลสุขภาพเตรียมความพร้อมไว้สิ่งนี้มีความหมายความจำเป็น
 

             ยิ่งกลุ่มผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงหรือกำลังเผชิญกับ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงหรือความดันเลือดสูง ควรดูแลสุขภาพใกล้ชิดและหากมีอาการผิดปกติ อย่างเช่น อ่อนแรงเฉียบพลัน อย่านิ่งนอนใจควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ !!

             อ่อนแรงเฉียบพลันจากสมองขาดเลือด อาการดังกล่าวพบในกลุ่มผู้สูงอายุ นพ.อนุสรณ์ โสฬสรุ่งเรือง รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท ศูนย์รังสีวินิจฉัยรัชวิภาเอ็มอาร์ไอเซ็นเตอร์ ให้ความรู้ พร้อมแนะนำถึงการดูแลรักษาสุขภาพ ลดเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงหลีกไกลจากอาการดังกล่าวว่า โรคดังกล่าวเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างหนึ่งซึ่งผู้ป่วยจะมาด้วยอาการแขนขาอ่อนแรง ชา อาจจะมีอาการพูดไม่ชัดปากเบี้ยว ฯลฯ ซึ่งในความผิดปกติจะอยู่ที่สมองเป็นส่วนใหญ่ อาจเกิดจากสมองขาดเลือดและอีกอย่างหนึ่งคือมีเลือดออกในสมอง

             “ในอาการสมองขาดเลือดมีสาเหตุจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง อาจมีการตีบเนื่องจากมีไขมันไปพอกมีแคลเซียมเกาะหรืออาจมีการอุดตันของลิ่มเลือด เนื่องจากภาวะความผิดปกติของหัวใจ ขณะที่ภาวะเลือดออกในสมองมีหลายเหตุที่พบได้บ่อยคือความดันโลหิตสูง ส่วนสาเหตุอื่นที่อาจพบเจอในกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อยอาจเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองแต่กำเนิดซึ่งสาเหตุทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความผิดปกติของอาการที่เกี่ยวกับระบบประสาทซึ่งจะไปทำลายเนื้อสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย เกิดความอ่อนแรงขึ้นได้”

             อาการอ่อนแรงเฉียบพลันที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรมองข้าม ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หากพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเร็วเท่าไหร่ก็จะสามารถช่วยฟื้นฟูรักษาได้ทันท่วงที ดังที่ทราบ ช่วงที่สมองขาดเลือดเนื้อสมองอาจจะยังไม่ตายทันที แต่การที่เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลงจะทำให้การทำงานมีความผิดปกติ ในทางตรงข้ามถ้าช่วยให้เลือดเลี้ยงสมองได้มากขึ้นก็จะช่วยฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ปกติได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้สมองขาดเลือดนานก็อาจจะถูกทำลายทำให้มีอาการเหล่านั้นถาวร

             “ภาวะอาการดังกล่าวพบได้บ่อยโดยมากมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง ในกลุ่มที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ฯลฯ ก็อาจมีปัจจัยเสริมกัน ดังนั้นควรเพิ่มความระมัดระวังดูแลสุขภาพเตรียมความพร้อมไว้

             ส่วนสัญญาณเตือนก่อนต้องเผชิญกับภาวะอ่อนแรงเฉียบพลันในผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการเพียงเล็กน้อยอาจจะพบอาการแขนขาอ่อนแรงเมื่อตื่นขึ้นมา แต่ก็จะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ และจะหายไปหรือหากมีภาวะความเสี่ยงสมองขาดเลือดชั่วคราวก็จะมีอาการหายเป็นปกติได้ภายใน 24 ชม. แต่อย่างไรแล้วก็ถือเป็นความเสี่ยงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนซึ่งไม่ควรนิ่งนอนใจควรได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”

             นอกจากนี้บางครั้งอาจไม่มีการเตือนล่วงหน้า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณสมองที่ถูกทำลาย ถ้าถูกทำลายไปไม่มากอาการที่เกิดขึ้นก็อาจมีปรากฏเล็กน้อย แต่หากถูกทำลายไปมากก็จะมีกระบวนการต่าง ๆ ตามมา เช่น เซลล์จะบวมมากขึ้น เนื้อสมองแน่นขึ้น และเนื่องจากภายในกะโหลกศีรษะของคนเราจะมีเนื้อที่จำกัด หากสมองบวมจะยิ่งกดเบียดที่อันตรายสุดเป็นการเบียดดันร่นมาที่บริเวณสำคัญ ดังนั้นหากทราบเร็วได้รับการตรวจรักษาทันท่วงทีก็จะมีโอกาสมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

             ขณะที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น ซีที สแกนหรือ เอ็มอาร์ไอ เครื่องมือช่วยการตรวจวินิจฉัยที่มีความก้าวหน้าสามารถตรวจได้อย่างรวดเร็วเข้าถึงซึ่งก็จะมีผลต่อการรักษาช่วยเหลือผู้ป่วยซึ่งการรักษาแต่ละโรคจะมีความต่างกัน อย่าง สมองขาดเลือด เลือดออกในสมอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสมองจะเป็นผู้วินิจฉัยในการรักษาและการรักษาอาการทางสมองแต่ละวินาทีมีความสำคัญ หากได้รับการวินิจฉัยได้รวดเร็วก็จะยิ่งส่งผลดีต่อผู้ป่วย

             ดังนั้น หากพบว่ามีอาการชา อ่อนแรงอย่านิ่งนอนใจควรรีบมาพบแพทย์เพราะอาการที่ปรากฏนั้นไม่อาจทราบได้ว่าจะมีความผิดปกติของเนื้อสมองหรือความผิดปกติด้านใดมากน้อยแค่ไหนและถ้าปล่อยเนิ่นนานไปก็อาจจะยากต่อการแก้ไขให้กลับคืน

             “อาการอ่อนแรงมีหลายระดับนับแต่กำมือไม่แน่น กำมือไม่ได้ไปจนกระทั่งถึงยกขาใช้มือขยับไม่ได้ซึ่งความอ่อนแรงนั้นคือไม่มีกำลัง อย่างปกติมือสามารถจะหยิบจับสิ่งของได้ แต่ในอาการดังกล่าวอาจหยิบจับแล้วหลุดออกจากมือหรือไม่สามารถหยิบจับได้ก็ไม่ควรประมาท อาการเหล่านี้จะต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคหรือความผิดปกติของเนื้อสมองที่ได้รับความเสียหาย” ด้วยที่สมองมีความหมาย ความสำคัญเช่นเดียวกับหัวใจ การจะหลีกไกลจากภาวะอาการดังกล่าวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมให้คำแนะนำทิ้งท้ายว่า การควบคุมพฤติกรรมอาหารการกิน หมั่นตรวจวัดความดันตรวจสุขภาพประจำปีสิ่งเหล่านี้ต้องไม่ละเลย

             เช่นเดียวกับเรื่องของการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์หลากหลาย รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอสิ่งเหล่านี้นับเป็นพื้นฐานที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อเนื่องและยิ่งกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต้องเพิ่มความระมัดระวังรวมทั้งไม่มองข้ามกับอาการความผิดปกติที่เกิดขึ้น
 
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม 2554