ไอ… นี้มีความหมาย โดย รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน

manager141112_01อาการไอ เป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายอย่างหนึ่งต่อสิ่งผิดปกติบริเวณทางเดินหายใจและยังเป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะ หรือสิ่งแปลกปลอม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ไอเฉียบพลัน จะมีระยะเวลาการไอน้อยกว่า 8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด โพรงไซนัสอักเสบเฉียบพลัน คอหรือกล่องเสียงอักเสบ การมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลม หรือสัมผัสกับสารระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ ฯลฯ

อีกชนิดคือ ไอเรื้อรัง จะมีระยะเวลาการไอมากกว่า หรือเท่ากับ 8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การรับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงชนิดหนึ่งเป็นเวลานาน โรคไซนัสอักเสบเรื้อรังและมีน้ำมูกไหลลงคอ โรคหืด โรคกรดไหลย้อน การใช้เสียงมากทำให้เกิดสายเสียงอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น บางรายอาจมีสาเหตุมากกว่าหนึ่งชนิด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสม

ซึ่งแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยเฉพาะในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง และอาจส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ถ่ายภาพรังสีของโพรงไซนัสและปอด ส่องกล้องตรวจระบบทางเดินหายใจ ตรวจเสมหะ และตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด

การรักษาที่สำคัญที่สุด คือ หาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ ถ้าผู้ป่วยไอจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนหรือล่าง เช่น หวัด หรือหลอดลมอักเสบ และมีอาการไอไม่มากนัก อาจให้การรักษาเบื้องต้น เช่น ยาบรรเทาอาการไอ ถ้าไอและมีเสมหะเหนียวข้นมาก ขับออกจากหลอดลมได้ยาก ก็อาจให้ยาละลายเสมหะช่วย แต่ถ้าผู้ป่วยได้รับยาดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ หากมีอาการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว แพทย์อาจให้ยาต้านจุลชีพร่วมด้วย อย่างไรก็ดี ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุและการรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

   เพื่อหลีกเลี่ยงอาการไอ ควรถอยห่างจากสารเคมี ควันบุหรี่ ฝุ่น มลพิษทางอากาศ สารก่ออาการระคายเคือง หลีกเลี่ยงอากาศเย็นๆ โดยเฉพาะแอร์ ถ้าต้องการเปิด ให้ตั้งอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส พัดลมไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด ให้ส่ายไปมาและไม่ควรจ่อเข้ากับตัวโดยตรง เนื่องจากอากาศที่เย็นสามารถกระตุ้นหลอดลมให้หดตัว ทำให้มีอาการไอมากขึ้น และไม่ควรดื่มหรืออาบน้ำเย็น กินไอศกรีม หรืออาหารที่ระคายคอ เช่น ทอดด้วยน้ำมัน นอกจากนี้ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายขณะหลับ และปิดปากจมูกเวลาไอด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ยิ่งถ้าใช้มือป้องปากเวลาไอ ควรล้างมือทุกครั้ง ดื่มน้ำอุ่นมากๆ งดการสูบบุหรี่ กินอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งผักและผลไม้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ หลีกเลี่ยงความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และพยายามอยู่ห่างจากผู้ป่วย เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้

ถ้ารักสุขภาพต้องดูแลแต่เนิ่นๆ ครับ

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์  12 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

โรคภูมิแพ้ในเด็ก–หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ทุกเพศ ทุกวัย

dailynews140914_02โรคภูมิแพ้ คืออะไร

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา เยื่อบุทางเดินหายใจ หรือเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น

สารก่อภูมิแพ้ได้แก่อะไรบ้าง
สารก่อภูมิแพ้ มี 2 ประเภท ได้แก่
1.สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสุนัข ขนแมว เกสรหญ้า หรือเชื้อรา เป็นต้น
2.สารก่อภูมิแพ้ประเภทอาหาร เช่น นมวัว นมถั่วเหลือง ไข่ อาหารทะเล หรือแป้งสาลี เป็นต้น
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการอย่างไรบ้าง
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการตามอวัยวะที่เกิดการอักเสบจากการกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้ เช่น

  • ผิวหนัง จะทำให้เกิดโรคผื่นภูมิแพ้ ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีอาการผื่นคันเรื้อรัง บริเวณใบหน้า ข้อพับ แขนขา หรือลำตัว เป็นต้น
  • เยื่อบุจมูก จะทำให้เกิดโรคเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกเรื้อรัง ร่วมกับอาการจาม คันหรือคัดจมูก
  • เยื่อบุตา จะทำให้เกิดโรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการคัน หรือเคืองตาเรื้อรัง แสบตา หรือน้ำตาไหลบ่อย ๆ
  • เยื่อบุทางเดินหายใจ จะทำให้เกิดโรคหืด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หอบ หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก หรือหายใจได้ยินเสียงวี้ด
  • เยื่อบุทางเดินอาหาร จะทำให้เกิดโรคแพ้อาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระร่วงเรื้อรัง อาเจียน น้ำหนักตัวลดร่วมกับอาการผื่นเรื้อรังและภาวะซีด

ทำไมถึงเป็นโรคภูมิแพ้
ในปัจจุบันยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ได้ แต่เชื่อว่าพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้มักจะมีบิดา หรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จากสังคมชนบทสู่สังคมเมือง ทำให้มีสารมลพิษในบรรยากาศที่อาจจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น

ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรดูแลรักษาตัวเองอย่างไร
ผู้ป่วยสามารถที่จะดำเนินชีวิตได้ตามปกติไปพร้อม ๆ กับโรคเพียงแต่รู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้องเท่านั้น หลักสำคัญในการปฏิบัติตนมีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ
1.หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งสามารถทราบชนิดของสารก่อภูมิแพ้ ได้จากการทำการทดสอบผิวหนัง เพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ การปฏิบัติตนข้อนี้ นับว่าสำคัญมาก สามารถทำให้ผู้ป่วยลดปริมาณการใช้ยาให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อควบคุมอาการของโรค
2.การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงสามารถใช้ยาพ่นผ่านทางจมูกหรือปากได้ถูกต้องตามขั้นตอน
3.การดูแลตนเองให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้มีอาการของโรคมากขึ้น เช่น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือจากการประกอบอาหาร เป็นต้น

 

หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน

เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งมักพบหลังเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ส่วนมากเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งจะมีอาการไอ มีเสมหะขาว บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการถูกสารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ ไอเสียรถยนต์ ฝุ่นละออง เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้มีอาการเรื้อรังได้

อาการ
มีอาการไอซึ่งจะเป็นมากตอนกลางคืน ระยะแรกจะไอแห้ง ๆ อาจมีเสียงแหบ และเจ็บหน้าอกเพราะไอมาก 4-5 วันต่อมาจะมีเสมหะเหนียวเป็นสีขาว (เชื้อไวรัส) หรือขุ่นข้นเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว (เชื้อแบคทีเรีย) ในเด็กอาจไอจนอาเจียน อาจจะมีไข้ต่ำ ๆ หรือไม่มีก็ได้ ถ้าเป็นมากจะมีอาการหอบร่วมด้วย เหนื่อย หายใจเสียงดังหวีด
สิ่งที่ตรวจพบ
ส่วนมากจะไม่พบสิ่งผิดปกติ บางคนอาจมีไข้ การใช้เครื่องฟัง ตรวจปอดอาจได้ยินเสียงหายใจกรอบแกรบ (Coarse breath sound) หรือเสียงครืดคราด (Rhonchi) คนที่มีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย การฟังปอดอาจได้ยินเสียงหวีด (Wheezing)

อาการแทรกซ้อน
โรคนี้มักหายได้ภายใน 1-3 สัปดาห์แต่อาการไออาจเป็นอยู่นานถึง 2-3 เดือน ที่เรียกว่าไอร้อยวันและบางรายอาจเกิดภาวะแทรก ซ้อน ที่พบได้บ่อยได้แก่ ไอออกเลือด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หลอดลมโป่งพอง

การรักษา
1.แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้มากขึ้นอย่าทำงานหนัก ควรดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อช่วยให้เสมหะออกได้ง่ายขึ้น ไม่ควรดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง อาจทำให้ไอมากขึ้น ควรงดสูบบุหรี่ อย่าอยู่ในที่ ๆ มีอากาศเสียหรือฝุ่นละอองมาก
2.ให้ยาขับเสมหะ ควรหลีกเลี่ยงยาแก้ไอชนิดกดการไอ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอน้ำเชื่อม ยาแก้แพ้หรือโคเดอีน (Codeine) เพราะอาจทำให้เสมหะอุดกั้นหลอดลมเล็ก ๆ ทำให้ปอดบางส่วนแฟบได้
3.ยาปฏิชีวนะ ถ้าเสมหะขาว (เกิดจากเชื้อไวรัสหรือการระคายเคือง) ไม่ต้องทานยา ถ้าเป็นเสมหะสีเหลืองหรือเขียว (เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย) ควรให้ยาปฏิชีวนะ
4.ถ้ามีอาการหอบหืด (ฟังเสียงปอดได้ยินเสียงหวีด) ให้ยาขยายหลอดลม
5.ถ้าไอนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือมีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์ หรือน้ำหนักลด ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะหาสาเหตุและรักษาตามเหตุ

ข้อแนะนำ
โรคนี้มักเป็นหลังจากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ และอาจไออยู่นาน 2-3 สัปดาห์ โดยที่สุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี แต่ถ้าพบว่ามีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีไข้เรื้อรัง อาจเป็นจากสาเหตุอื่น เช่น วัณโรค หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล

ข้อมูลจาก ศูนย์ภูมิแพ้ (Allergy Center) แผนกกุมารเวช / คลินิกโรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอด โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กันยายน 2557

ไอร้อยวัน…อย่าชะล่าใจ โดย กานต์ดา บุญเถื่อน

bangkokbiznews130410_001เข้าข่ายไอมาราธอน จนเหนื่อยหอบ เจ็บแน่นหน้าอก แถมมีไข้ต่ำช่วงบ่าย กินยาลดไข้แก้ไอเท่าไหร่ก็ไม่หาย อาจไม่ใช่แค่ไข้หวัดทั่วไปที่เดี๋ยวก็หาย

อาการไอต่อเนื่องนานกว่าปกติหรือนานกว่า 2 สัปดาห์ เจ็บหน้าอก กินอาหารไม่ได้จนน้ำหนักลด อ่อนเพลีย แถมมีไข้ต่ำๆ ในช่วงบ่าย กินยาลดไข้เท่าไหร่ก็ไม่หาย เหล่านี้คือสัญญาณบอกใบ้ว่า คุณอาจจะเข้าข่ายเป็นวัณโรค ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาโดยด่วน

วัณโรคไม่ใช่โรคไกลตัวอย่างที่เข้าใจกัน ผู้ป่วยมักไม่รู้ตัว เพราะถ้าไม่สังเกตอาการให้ดี อาจดูคล้ายๆ กับการป่วยเป็นไข้หวัดทั่วไป ซึ่งอาการไข้จะลดลงเมื่อกินยาลดไข้ รวมถึงอาการค่อยๆ ดีขึ้นหากเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงเป็นทุนเดิม และใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์อาการไข้และเจ็บคอก็เริ่มจะหาย

“ทั่วไปแล้วเราเข้าใจกันว่า การไอเรื้อรังอาจพบได้ปกติทั่วไปโดยเฉพาะในคนที่สูบบุหรี่ เพราะเสมหะที่ออกมาไม่มีกลิ่น สีออกเขียวหรือเหลือง อาการไอเป็นเลือดในระยะแรกๆ ก็เป็นเพียงเลือดที่ออกปนมากับเสมหะเป็นสายๆ เท่านั้นเอง” นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ผู้ป่วยจะรู้สึกผิดสังเกตและนึกถึงวัณโรคก็เมื่อไอมีเลือดออกมาเป็นลิ่มๆ ซึ่งเป็นการแสดงออกของโรคที่ชัดเจนขึ้น

วัณโรคเป็นเชื้อแบคทีเรีย Tubercle bacillus ที่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโต ดังนั้น ในเนื้อปอดซึ่งเป็นที่รับเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายของเรา จึงเป็นแหล่งที่เชื้อวัณโรคโปรดปราน โดยเฉพาะตรงเนื้อปอดซึ่งมีออกซิเจนเข้มข้นที่สุด

“วัณโรคสามารถแพร่กระจายทางเสมหะหรือน้ำลายจากการไอหรือจาม ที่สำคัญคือ เชื้อนี้มีความคงทนต่อความแห้ง สามารถแขวนลอยอยู่กับฝุ่นละอองได้นาน และเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ก็จะเข้าไปตามอวัยวะต่างๆ ทำให้เป็นวัณโรคได้ทุกที่ของร่างกาย เช่น วัณโรคที่เยื่อหุ้มสมองส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองช้าหรืออาจเสียชีวิต วัณโรคกระดูก วัณโรคที่ต่อมน้ำเหลือง แต่ที่พบมากที่สุดก็ยังเป็นวัณโรคที่ปอด”

กรณีการติดเชื้อที่ปอด ในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการอะไรที่สังเกตเห็นได้เด่นชัด แต่ในบางคนการเอกซเรย์ปอดประจำปี อาจทำให้แพทย์พบรอยแผลในปอดก่อนที่จะมีอาการแสดงออกมา ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของแต่ละคนว่า มีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อจากคนที่เป็นมาก่อนได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนการติดเชื้อในอวัยวะส่วนอื่น ที่ไม่ปรากฏอาการไอแต่มีไข้สูง อาจต้องเจาะไขสันหลังออกมาตรวจหาเชื้อ

การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้โดยการให้ภูมิคุ้มกันบี ซี จี ตั้งแต่แรกเกิดเพื่อลดการติดโรค แต่เชื้อวัณโรคมีลักษณะพิเศษคือ แพร่กระจายตัวได้เร็ว ผู้ป่วย 1 คนสามารถแพร่เชื้อให้กับคนใกล้ชิดได้ประมาณ 10 คนต่อปี

การรับวัคซีนตั้งแต่แรกเกิดก็ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันได้ 100% ทุกคนต้องหมั่นตรวจร่างกายโดยการเอกซเรย์ปอด หรือตรวจเสมหะ (AFB) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถ้าพบว่าเป็นวัณโรคจะได้รีบรักษาก่อนที่จะลุกลามมากขึ้น และหากคนในบ้านเป็นวัณโรค สมาชิกในครอบครัวควรได้รับการเอกซเรย์ในปอดเป็นระยะๆ

สถานการณ์วัณโรคในไทย ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลกจากองค์การอนามัยโลกว่า เป็นประเทศที่มีปัญหาวัณโรคที่รุนแรง โดยประมาณการไว้ว่า น่าจะมีผู้ป่วยวัณโรคทุกชนิดทั้งรายเก่าและใหม่อยู่มากถึง 110,000 คนต่อประชากรทั้งประเทศ อีกทั้งแต่ละปีก็ยังมีผู้ป่วยหน้าใหม่เกิดขึ้นอีก 86,000 คน และพบยอดการเสียชีวิตด้วยโรคนี้ 14 คนต่อประชากร 100,000 คน ทุกคนจึงควรที่จะตื่นตัวในการป้องกันอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ วัณโรคเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ แต่ต้องอาศัยการกินยาที่ยาวนานกว่าการรักษาโรคอื่นๆ ฉะนั้น ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดไม่ควรท้อแท้ ต้องไปรับการรักษาตามเวลาที่แพทย์นัด ซึ่งการรักษาจะใช้ระยะเวลาการรักษาสั้นที่สุด 6 เดือน ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเองว่า กินยาครบตามที่แพทย์สั่งหรือไม่ เพราะถ้ากินๆ หยุดๆ อาจทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อวัณโรคดื้อยา และทำให้ระยะเวลาการรักษายาวนานและขั้นตอนการรักษาก็ยากมากยิ่งขึ้นด้วย

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 10 เมษายน 2556

โรคปอดเป็นพังผืดหอบเหนื่อยท้าทายผู้รักษา

dailynews130324_001โรคปอดเป็นพังผืดหรือเป็นแผลเป็น (Pulmonary fibrosis) เป็นโรคที่พบไม่บ่อยนัก หรือมีอยู่แต่ไม่ได้มาโรงพยาบาลให้ได้เห็นก็ได้ เมื่อเป็นแล้วจะลำบากทรมานมาก เพราะปอดที่เป็นแผลเป็นใช้งานไม่ค่อยได้ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนขึ้นมาไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เหนื่อย หายใจไม่ได้เต็มที่ มาคุยเรื่องนี้เพื่อให้รู้ไว้จะได้ป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ

เรื่องปอดเป็นพังผืด สาเหตุ อาจมาจากหลายเรื่องด้วยกัน การอักเสบของปอดเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ลงท้ายอาจทำให้เป็นแผลเป็นได้ (Interstitial pneumonitis), การติดเชื้อที่ทำให้ปอดอักเสบ, สารเคมีรอบตัวที่สูดดมเข้าไป แอสเบสต๊อส, ซิลิก้า หรือแก๊ส, แสงรังสีจากการฉายแสงรักษาเรื่องมะเร็งในร่างกาย, โรคเรื้อรัง เช่น ลูปัสฯ หรือข้ออักเสบจากรูมาตอยด์, ยาบางอย่าง, จากการหายใจเอาละอองสารเคมี เชื้อโรค เชื้อรา ขนสัตว์ เข้าไปสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้ายไม่รู้สาเหตุว่าจากอะไร

อาการ ไอจะมาเป็นอาการแรก ไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะออกมา เป็น ๆ หาย ๆ มาเรื่อย ๆ บางครั้งไอมากจนทรมานไม่ค่อยได้พักผ่อน ทำให้หายใจลำบากไปด้วย หายใจสั้น ๆ เหนื่อย กินไม่ค่อยได้ น้ำหนักลดลง อาการไอจะยาวนานเป็นอาทิตย์ เดือน หรือหลาย ๆ เดือนทีเดียว ไปตรวจสุขภาพทั่ว ๆ  ไปก็ยังไม่ทราบสาเหตุ ไม่รู้ว่าไอเรื้อรังที่เป็นมายาวนานเช่นนี้จากสาเหตุใด

การวินิจฉัยโรค เริ่มตั้งแต่อาการไออยู่ตลอด หอบเหนื่อย แพทย์ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลมในปอดจะได้ยินเสียงผิดปกติชัดเจน เอกซเรย์ปอดและ CT-Scan จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เนื้อปอด หน้าที่ของปอดลดลง การแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในปอดน้อยลง และสุดท้ายคือการเอาเนื้อปอดมาตรวจทางพยาธิจะรู้ผลได้แน่นอน

การรักษา ยารักษาโดยตรงคงไม่มี การเปลี่ยนปอดใหม่คงจะเป็นหนทางช่วยได้ ให้ได้ผลดี แต่สภาพคนไข้มักจะเพลีย น้ำหนักลดมาก โอกาสจะผ่าตัดคงเป็นไปได้ยาก อาจได้ผลดีบ้างกับยาประเภทสเตียรอยด์ หรือยาลดภูมิคุ้มกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำการรักษาเรื่องนี้มามากน้อยเพียงใด

โรคแทรกซ้อน ปอดจะทำงานไม่เต็มที่ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือดลดลง ทำให้ปอดต้องทำงานเพิ่มขึ้นกว่าปกติ จะเกิดความดันในปอดสูง ลามไปถึงหัวใจจะทำให้หัวใจเสื่อมหน้าที่ไปด้วย และอาจมีก้อนเลือดเกิดขึ้น หลุดลอยไปติดในสมองทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอัมพฤกษ์อัมพาตขึ้นได้อีก

ที่มาคุยเรื่องนี้บังเอิญได้ไปเยี่ยมเพื่อนแพทย์รุ่นน้อง ไอแห้ง ๆ มานานหลายเดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ ตรวจกันหลายแห่งก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จนน้ำหนักลดลงไปร่วม 10 กก. บางครั้งเหนื่อย หายใจเร็วขึ้น จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สุดท้ายแพทย์วินิจฉัยว่าปอดเป็นพังผืดหรือแผลเป็นเกิดขึ้น (Pulmonary fibrosis) มีอาการหอบเหนื่อย ต้องคอยให้ออกซิเจนช่วยเป็นครั้งคราว เป็นแบบไม่รู้ว่าสาเหตุจากอะไร (Idiopathic)

แพทย์ได้ให้การรักษาทางยาโดยให้ยาประเภทสเตียรอยด์ คงจะช่วยให้ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น ยาฆ่าเชื้อ และรักษาไปตามอาการ หอบเหนื่อยก็ให้ออกซิเจนเข้าช่วย ระวังการติดเชื้อเข้าร่วมอีก

นพ.ไพรัช เกตุรัตนกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปอดและหัวหน้ากลุ่มงานอายุรกรรม รพ.ราชวิถี ได้บอกว่าโรคนี้ไม่พบบ่อยนัก เมื่อพบจนหอบเหนื่อยก็แสดงว่าปอดได้เป็นแผลเป็นค่อนข้างมากแล้ว การทำหน้าที่ของปอดได้ไม่เต็มที่ ในประสบการณ์ที่ได้พบมากรักษาทางยาอย่างเดียว อายุจะยืนยาวหรือไม่นั้น ไม่ค่อยแน่นอน ต้องระวังไม่ให้การติดเชื้อเข้ามาแทรกซ้อน และให้การรักษาไปตามอาการ

การป้องกัน หลีกเลี่ยงสาเหตุต่าง ๆจากที่กล่าวมาข้างต้น เรื่องควันต่าง ๆ และจากสารเคมีที่ลอยมาตามอากาศก็ควรหลีกเลี่ยง รวมทั้งควันบุหรี่ด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะค่อยสะสมทีละน้อย จะทำให้ปอดอักเสบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ จนเกิดเป็นพังผืดหรือแผลเป็นไปรัดเนื้อปอดมิให้ขยายทำงานได้

โรคปอดเป็นพังผืดหรือแผลเป็นรัดปอดมิให้ขยายตัวทำงาน เป็นโรคที่พบน้อย แต่อาจพบได้ โดยเฉพาะผู้อยู่ใกล้สารเคมี สูดดมเข้าไปบ่อย ๆ รวมทั้งควันบุหรี่ด้วย นานวันเกิดเป็นปอดอักเสบจนเป็นแผลเป็น ทำให้ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ การหลีกเลี่ยงไว้ก่อนและดูแลสุขภาพทั่วไปให้ดี หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้ชีวิตรอดปลอดภัยขึ้น.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 24 มีนาคม 2556

รอบรู้โรคภัย : ‘ไอ’ เสียงบอกโรค

manager130204_001อาการไอเป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายอย่างหนึ่งต่อสิ่งผิดปกติในทางเดินหายใจ และเป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะ หรือสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ รวมทั้งเป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้บ่อยที่สุด

นอกจากนี้ อาการไอยังเป็นทางที่สำคัญในการแพร่กระจายของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

กลไกการเกิดอาการไอ

อาการไอเริ่มจากการที่มีสิ่งกระตุ้นตัวรับสัญญาณการไอ หรือมีสารระคายเคืองในบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง ได้แก่ ช่องหูและเยื่อบุแก้วหู, จมูก, โพรงอากาศข้างจมูกหรือไซนัส, โพรงหลังจมูก, คอหอย, กล่องเสียง, หลอดลม, ปอด, กระบังลม และเยื่อหุ้มปอด

นอกจากนี้ ยังพบตัวรับสัญญาณการไอบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจและกระเพาะอาหารด้วย โดยจะรับการกระตุ้นผ่านไปทางเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 เป็นหลัก ไปยังศูนย์ควบคุมการไอ (cough center) ในสมองบริเวณเมดุลลา ซึ่งจะมีการควบคุมลงมายังกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เช่น กล้ามเนื้อกระบังลม, กล้ามเนื้อซี่โครง, กล้ามเนื้อท้อง, กล่องเสียง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอดลม ทำให้เกิดการตีบแคบของหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอ

ชนิดของอาการไอ

ถ้าแบ่งตามระยะเวลาของอาการไอ แบ่งได้ 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ

1. ไอฉับพลัน คือ มีระยะเวลาของอาการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด, โพรงไซนัสอักเสบฉับพลัน, คอหรือกล่องเสียงอักเสบ, หลอดลมอักเสบ, อาการกำเริบของโรคถุงลมโป่งพอง, ปอดอักเสบ, การที่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลม หรือสัมผัสกับสารระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ กลิ่นสเปรย์ แก๊ส มลพิษทางอากาศ

2. ไอเรื้อรัง คือ มีระยะเวลาของอาการไอมากกว่า 3 สัปดาห์ ถึง 8 สัปดาห์

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง, รับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงชนิด angiotensin-converting enzyme inhibitor (ACE-I) เป็นระยะเวลานาน, โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังแล้วมีน้ำมูกไหลลงคอ, โรคหืด, โรคกรดไหลย้อน [gastroesophageal reflux (GERD)], การใช้เสียงมากทำให้เกิดสายเสียงอักเสบเรื้อรัง, เนื้องอกบริเวณคอ กล่องเสียงหรือหลอดลม, โรคของสมองส่วนที่ควบคุมการไอ, โรควัณโรคปอด

ผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง บางรายอาจมีสาเหตุมากกว่าหนึ่งชนิด ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ

ผลเสียของอาการไอ

การที่ไอมากๆ อาจทำให้เสียบุคลิกภาพในการอยู่ร่วมในสังคมต่างๆ ทำให้เป็นที่รำคาญหรือเป็นที่รังเกียจของผู้อื่น และยังอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้

นอกจากนั้น อาจรบกวนการรับประทานอาหารหรือรบกวนการนอนหลับ ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุมาก การไอมากๆ อาจทำให้กระดูกอ่อนซี่โครงหักได้ (rib fracture) หรือทำให้ถุงลมหรือเส้นเลือดฝอยในปอดแตกออกสู่โพรงเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax or hemothorax) เกิดอาการหอบเหนื่อยและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

นอกจากนี้ ยังมีผลเสียต่อการผ่าตัดตา และหู เช่น การผ่าตัดต้อกระจก การไออาจทำให้เลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่ไปในลูกตาหลุดออกได้ หรือการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหู การไออาจทำให้เยื่อแก้วหูเทียมที่วางไว้เคลื่อนที่ออกมาได้

การวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของการไอ

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ การตรวจร่างกายโดยเฉพาะในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมเช่น ส่งตรวจภาพถ่ายรังสีของโพรงไซนัสและปอด, การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินหายใจ, การตรวจเสมหะ, การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด

การรักษาอาการไอ

การรักษาที่สำคัญที่สุด คือ การหาสาเหตุของอาการไอและรักษาตามสาเหตุ

ถ้าผู้ป่วยไอจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนหรือล่าง เช่น หวัด หรือหลอดลมอักเสบ และมีอาการไอไม่มากนัก อาจให้การรักษาเบื้องต้น เช่น ยาบรรเทาอาการไอไปก่อนได้

กรณีที่ไอมีเสมหะ เสมหะที่เหนียวข้นมากจะถูกขับออกจากหลอดลมได้ยากโดยการไอ การให้ยาละลายเสมหะจะช่วยให้เสมหะถูกขับออกได้ง่ายขึ้นและบรรเทาอาการไอได้ แต่หากผู้ป่วยได้รับยาดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ

หากมีอาการของการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว แพทย์อาจให้ยาต้านจุลชีพร่วมด้วย

ยาบรรเทาอาการไอ

ยาบรรเทาอาการไอ แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

1. ยาลดหรือระงับอาการไอ (cough suppressants or antitussives) อาจออกฤทธิ์ที่จุดรับสัญญาณการไอส่วนปลาย หรือออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลางของสมองที่ควบคุมอาการไอ ยาชนิดนี้ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ (non-productive cough)

2. ยาขับเสมหะ (expectorants) ยาชนิดนี้จะกระตุ้นการขับเสมหะ โดยกระตุ้นการทำงานของเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจในการกำจัดเสมหะ และเพิ่มปริมาณสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ ทำให้ปริมาณเสมหะมากขึ้น ทำให้ไอเอาเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น เช่น potassium guaiacolsulphonate, terpin hydrate, ammonium chloride, glyceryl guaiacolate ยาชนิดนี้ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแบบมีเสมหะ (productive cough)

3. ยาละลายเสมหะ (mucolytics) ยาชนิดนี้จะช่วยลดความเหนียวของเสมหะลง ทำให้ร่างกายกำจัดหรือขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น เช่น ambroxol hydrochloride, bromhexine, carbocysteine ยาชนิดนี้ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแบบมีเสมหะ บางครั้งนิยมใช้ร่วมกับยาขับเสมหะ

การป้องกันอาการไอ

• ควรดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท รวมทั้งผักและผลไม้ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวันหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ

• หลีกเลี่ยงความเครียดและการสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ

• นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

• พยายามอยู่ห่างจากผู้ที่ไม่สบายทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน เนื่องจากอาจรับเชื้อโรคจากบุคคลดังกล่าวได้

การปฏิบัติตนขณะมีอาการไอ

• ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้ไอมากขึ้น เช่น สารเคมี ควันบุหรี่ ฝุ่น มลพิษทางอากาศ สารก่ออาการระคายเคือง อากาศเย็นๆ โดยเฉพาะแอร์หรือพัดลมเป่า การดื่มหรืออาบน้ำเย็น การรับประทานไอศกรีม หรืออาหารที่ระคายคอ เช่น อาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน

• ถ้าต้องการเปิดเครื่องปรับอากาศ ควรตั้งอุณหภูมิให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้อากาศเย็นจนเกินไป ในกรณีที่ใช้พัดลม ไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด และควรให้พัดลมส่ายไปมา

• ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง เนื่องจากอากาศที่เย็นสามารถกระตุ้นหลอดลม ทำให้หลอดลมหดตัว ทำให้มีอาการไอมากขึ้นได้

• ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอขณะนอน เช่น นอนห่มผ้า ถ้าจะให้ดี ควรใส่ถุงเท้าเวลานอนด้วย

• ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้าหรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว ควรใส่เสื้อหนาๆ แขนยาวหรือใส่เสื้อ 2 ชั้นและกางเกงขายาวเข้านอน

• ควรปิดปากและจมูกเวลาไอ ด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู

• ควรล้างมือทุกครั้งถ้าใช้มือป้องปากเวลาไอ

• ควรดื่มน้ำอุ่นมากๆ

• ผู้ที่สูบบุหรี่ควรหลีกเลี่ยงหรืองดการสูบบุหรี่

จะเห็นได้ว่าอาการไอ อาจเกิดจากโรคที่ไม่ร้ายแรง เช่น โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง เช่น หวัด, คอหรือหลอดลมอักเสบ

หรือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคที่ร้ายแรงได้ เช่น ปอดอักเสบ, เนื้องอกบริเวณคอ กล่องเสียงหรือหลอดลม

หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้น หากผู้ป่วยได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไอไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 146 กุมภาพันธ์ 2556 โดย รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)

ที่มา :   ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กุมภาพันธ์ 2556

โบกมือลาอาการไอเรื้อรัง

bangkokbiznews130119_001อาการไอเรื้อรัง รักษาไม่ยาก หากแก้ตรงสาเหตุ พบแพทย์รับยาที่ตรงอาการไม่นานก็หายเป็นปลิดทิ้ง

ปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่หลาย ๆ คนยึดเป็นวันเริ่มต้นเมื่อปรับเปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยการเปลี่ยนแปลงดูแลตัวเองในทางที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายแล้วมักพบว่ามีส่วนน้อยทำได้ตลอดรอดฝั่ง หากพิจารณาดีๆ จะพบว่ามีปัญหาบางอย่างที่ดูเหมือนจะเล็กน้อย เช่นอาการไอที่เป็น ๆ หาย ๆ หรือเรื้อรัง เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อพิชิตจุดหมายที่วางไว้

บริษัท ดีคอลเจน จำกัด จึงได้จับมือกับ ผศ. นพ. มานพชัย ธรรมคันโธ คณะแพทยศาสาตร์ ศิริราชพยาบาลจัดเสวนาให้ความรู้ภายใต้หัวข้อ“กำจัดอาการไอ เริ่มชีวิตใหม่ที่สดใสซาบซ่าตั้งแต่ต้นปี”

ผศ. นพ. มานพชัย กล่าวว่า ทุกวันนี้คนไทยเรามีปัญหาสุขภาพเรื่องอาการไอกันมากเพราะอากาศที่แปรปรวน และมลภาวะทางอากาศที่เลวร้ายลงทุกทีๆ รวมถึงการใช้ชีวิตที่สมบุกสมบันของด้านหน้าที่การงาน

อาการไอนี้นอกจากจะบั่นทอนสุขภาพอนามัยที่ดีแล้ว หากปล่อยให้เป็นๆ หายๆหรือเรื้อรังอยู่ ก็จะเสียบุคลิกภาพ ความมั่นใจ อีกทั้งเสียงไอและการมีเสมะหะเป็นสิ่งรบกวนและเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้าง

สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคท้าทายอย่างมากต่อหนุ่มสาววัยทำงานที่มุ่งมั่นที่จะทยานสู่ความเจริญก้าวหน้าตั้งแต่ต้นปีดังนั้นเราควรจะเริ่มต้นกันที่การเรียนรู้เข้าใจสาเหตุและกลไกการไอ และทำการรักษาดูแลตนเองอย่างถูกวิธีกันโดยด่วน เพื่อต้อนรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ซาบซ่าสดใสกว่า

อาการไออาจเกิดได้จากหลายสาเหตุและมีลักษณะที่หลากหลาย จึงมีความจำเป็นต้องฉลาดเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับอาการ มิฉะนั้นก็จะไม่หายเสียที หรือกลายเป็นอาการเรื้อรัง ลักษณะของการไอบางครั้งก็ช่วยบอกสาเหตุได้เช่น  แบบไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ มักเกิดจากสารระคายเคืองมลภาวะต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ฝุ่นละออง

แบบที่สองคือไอและแน่นหน้าอก หายใจเร็ว หอบเหนื่อย มักพบในผู้ป่วยในโรคหอบหืดมักต้องใช้ยาขยายหลอดลมโดยช่วยให้กล้ามเนื้อหลอดลมคลายตัว

แบบที่พบบ่อยมากคือ ไอมีเสมหะ ลักษณะเสมหะจะช่วยในการวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้เช่นถ้าเสมหะสีเหลืองเขียวข้น มักเกิดจากการติดเชื้อ ถ้าเป็นสีขาวใสมักเป็นอาการไอจากภูมิแพ้หรือหอบหืด

ผศ.นพ.มานพชัย กล่าวเสริมความรู้เรื่องการใช้ยาแก้ไอว่า สำหรับคนที่ไอและมีเสมหะร่วมด้วยควรได้รับยากลุ่มละลายเสมหะ เช่น กลุ่มคาโบซิสเตอีน 500 มิลลิกรัมหรือ กลุ่มบรอมเฮกซีน 8 มิลลิกรัม เพื่อลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้เสมหะถูกละลายและขับออกมา และจะบรรเทารักษาอาการไอดีขึ้น

ผู้ป่วยซึ่งมีอาการไอแบบมีเสมหะ ไม่ควรเลือกรับระทานยากลุ่มที่ระงับหรือกดอาการไอ อย่างที่คนมีอาการไอแบบแห้ง ๆใช้ เพราะยาเหล่านี้แม้จะทำให้ไอรู้สึกว่าน้อยลง แต่ไม่ได้ช่วยให้เสมหะลดลงในทางตรงข้ามจะยิ่งสะสมมากขึ้นในหลอดลม อาจทำให้เกิดหลอดลมอุดตันและเกิดการติดเชื้อจนกลายเป็นโรคปอดอักเสบรุนแรงได้

ตามปกติแล้วหากรับประทานยาที่ถูกกับโรคและอาการรวมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยแวดล้อมที่กระตุ้นการไอ และดูแลสุขภาพ นอนหลับพักผ่อน ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เสมหะจะลดลงภายใน 3-5 วัน อาการไอจะหายไปภายใน 5-7 วัน ทำให้คุณพร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างสดใสส่องประกายเป็นดาวเด่น และประสบความสำเร็จอย่างมั่นใจไร้ปัญหาสุขภาพได้ไม่ยาก” ผศ.นพ.มานพชัย กล่าว

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 19 มกราคม 2556

วิจัยพบช็อกโกแลตช่วยแก้ไอ

dailynews121210_001หลายคนคงรู้กันดีแล้วว่า การกินช็อกโกแลตในปริมาณเหมาะสมช่วยคลายเครียด ดีต่อหัวใจ สมอง แถมยังกระตุ้นอารมณ์รักได้ด้วย และเมื่อไม่นานมานี้ก็ยังพบอีกว่า ช็อกโกแลตช่วยแก้อาการไอได้ เนื่องจากในโกโก้ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำช็อกโกแลตนั้น มีสารประกอบเคมีธรรมชาติ ชื่อ ธีโอโบรไมน์ ออกฤทธิ์ยังเส้นประสาทเวกัสที่ควบคุมอาการไอ โดยไม่ไปมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง และระบบหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นจึงสามารถแก้ไอทั้งแบบฉับพลันและเรื้อรัง

เพื่อตอกย้ำความจริง เดลีเมล์ รายงานผลการวิจัยล่าสุดของโรเจอร์ ร็อบสัน หลังทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน ที่มีอาการไอเรื้อรัง และมาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอ็นเอชเอส การวิจัยมีการทดลองให้ธีโอโบรไมน์กับผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่าง โดยให้วันละ 2 ครั้ง นานต่อเนื่อง 14 วัน ผลที่ได้คือ 60% ของผู้ป่วยไอเรื้อรัง มีอาการดีขึ้น และไอน้อยลงมาก

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้วิจัยจึงชี้ว่า คนทั่วไปที่เกิดอาการไอแล้วต้องการบรรเทาด้วยตนเอง การกินดาร์คช็อกโกแลตสักแท่งก็เพียงพอที่จะแก้ไอได้  ทว่าช็อกโกแลตที่มีอยู่หลายชนิดนั้น ร็อบสัน บอกว่า ด้วยความแตกต่างของช็อกโกแลตจึงทำให้มีฤทธิ์แก้ไอมากน้อยไม่เท่ากัน และขึ้นอยู่กับธีโอโบรไมน์หรือสารแก้ไอที่มี โดยช็อกโกแลตบริสุทธิ์ที่ไม่มีการเติมความหวาน ปริมาณ 1 ออนซ์ มีธีโอโบรไมน์ 450 มิลลิกรัม ส่วนดาร์คช็อกโกแลต มีอยู่ 150 มิลลิกรัม และช็อกโกแลตนม มีอยู่ 60 มิลลิกรัม

อย่างไรก็ตาม การกินช็อกโกแลตไม่สามารถรักษาอาการไอให้หายขาด เป็นเพียงแค่การเยียวยาเฉพาะหน้า โดยอาการไอจะกลับมาใหม่เมื่อธีโอโบรไมน์หมดฤทธิ์ลง ฉะนั้น ถ้ายังไอไม่หายควรปรึษาแพทย์เพื่อรักษาที่ต้นเหตุจะดีกว่า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  10 ธันวาคม 2555

.

Related Link:

.

Cocoa coughs: Chemical theobromine occurs naturally in cocoa and may help against persistent coughs

Cocoa coughs: Chemical theobromine occurs naturally in cocoa and may help against persistent coughs

Sweet remedy: Chocolate can help you beat persistent coughs

  • Chemical found in cocoa has been shown to help
  • Researchers recommend a bar of dark chocolate a day

By ROGER DOBSON

PUBLISHED: 22:00 GMT, 8 December 2012

Chocolate may be a remedy for the common cough, according to new research, writes Roger Dobson.

A compound in cocoa has been shown to reduce symptoms of both acute and chronic coughs.

About 300 people with a persistent cough are taking part in a clinical trial at 13 NHS hospitals where they are being given the naturally occurring chemical theobromine, derived from the raw ingredient of chocolate, twice a day for 14 days.

Early indicators are that 60 per cent of patients experience some measure of relief.

Researchers say a daily bar of dark chocolate may contain enough of the active compound to have an effect on a chronic cough.

However, it is not a cure  – symptoms did return once treatment was ended.

An earlier study at the National Heart and Lung Institute showed that theobromine appears to block the action of the sensory nerves, which in turn halts the cough reflex. It was found to be more effective than widely used codeine.

Everyone suffers a cough from time to time, but one in 12 Britons has a cough that interferes with activities of daily living on at least  a weekly basis.

The amount of the theobromine used in the trial was a single dose of 1,000mg. Unsweetened dark chocolate has about 450mg per ounce, sweet dark chocolate around 150mg and milk chocolate about 60mg.

Principal investigator Professor Alyn Morice, head of the Hull Cough Clinic, says: ‘This new capsule we are using seems very effective.

‘Eating a bar of dark chocolate a day which has high levels of the compound may also be effective for people with diagnosed persistent cough, although eating chocolate  on a daily basis may have other unwanted effects, including weight gain and so on.’

SOURCE: dailymail.co.uk

อาการไอในเด็ก

อาการไอในเด็ก

ผศ.นพ.จักรพันธ์ สุศิวะ
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

อาการไอ เป็นกลไกที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดสิ่งระคายเคือง หรือสิ่งแปลกปลอมในระบบทางเดินหายใจของร่างกาย โดยเฉพาะถ้าเกิดกับเด็กเล็ก จะทำอย่างไร

อาการไอส่วนใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ที่มักพบบ่อย คือ โรคหวัด ทำให้เด็กมีไข้ น้ำมูกไหล ซึ่งอาการคันคอ ระคายคอ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไอ อาการไอที่ว่านี้แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1.ไอแห้ง 2.ไอแบบมีอะไรมาระคายคอ และ 3.ไอแบบมีเสมหะ ซึ่งอาจเกิดจากเด็กมีน้ำมูกแล้วสูดเอาน้ำมูกไหลลงคอจนเกิดอาการไอ

อย่างไรก็ดี การไอที่มีน้ำมูกมาก หากได้รับยาลดน้ำมูกที่เหมาะสม อาการมักจะดีขึ้น แต่หากการไอเกิดจากพยายามที่จะขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจส่วนล่าง ให้สังเกตดูว่า ถ้าเสมหะเป็นสีเขียว สีเหลืองขุ่นข้น ร่วมกับมีไข้ จะเป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ที่สำคัญ ได้แก่ โรคปอดบวม หลอดลมอักเสบ หรือโรคหลอดลมโป่งพอง ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองควรพาเด็กมาพบแพทย์ และอาจต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยการเอกซเรย์ ตรวจเลือด หรือหากมีอาการรุนแรงอาจต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล

ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น ถ้าเด็กไอตลอดทั้งวันแม้กระทั่งล้มตัวลงนอน ควรนึกถึงเรื่องไซนัสหรือโพรงจมูกอักเสบ หากไอเฉพาะเวลากลางคืน อาจเกิดจากภาวะโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้

โดยสรุปอาการไอในเด็ก ส่วนใหญ่เป็นผลจากการอักเสบติดเชื้อ โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมักพบว่ามีอาการไข้ร่วมด้วย หากเด็กมีอาการไอ แต่ไม่มีไข้ในแต่ละช่วงวัย อาจต้องคิดถึงสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดอาการไอ ในเด็กวัยทารก อาจเกิดจากความผิดปกติ หรือความพิการแต่กำเนิด

ในเด็กเล็ก ควรคิดถึงสาเหตุจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เป็นโรคปอดบวม รวมทั้งเชื้อวัณโรค เชื้อโรคไอกรน หากไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ อาจเกิดจากการสำลักสิ่งแปลกปลอมลงไปในหลอดลม หรืออาจเกิดจากหลอดลมมีความไวเกินเป็นผลจากโรคหอบหืด

ในเด็กโต วัยรุ่น นอกจากเกิดจากการติดเชื้อแล้ว ควรหาสาเหตุอื่นประกอบด้วย เช่น แพ้ควันจากการสูบบุหรี่ ฝุ่นละอองที่กระตุ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่จมูกหรือหลอดลมร่วมด้วย

ปัจจุบันการรักษาเด็กที่มีอาการไอ น้ำ ยังคงเป็นยาแก้ไอที่ดีที่สุด หากเด็กมีอาการไอ ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น และควรเป็นน้ำอุ่น หรือน้ำในอุณหภูมิปกติ หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำแข็ง ที่อาจทำให้ไอเพิ่มมากขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เพื่อลดการอาเจียนที่อาจเกิดร่วม หากการไอเกิดจากหวัด อาการจะดีขึ้นเมื่อโรคหวัดทุเลาลง อย่างไรก็ดี หากเด็กมีอาการไอต่อเนื่องกันนาน หรือไอรุนแรงจนเกิดการอาเจียน กินอาหาร หรือดื่มไม่ได้ หรือมีอาการหอบ หายใจแรง ควรพามาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาให้ถูกต้องเหมาะสม

แต่ถ้าไม่อยากให้เด็กเกิดอาการไอล่ะก็ ควรหลีกเลี่ยงการเป็นหวัด กินอาหารครบ 5 หมู่ ซึ่งควรเป็นอาหารปรุงสุก ร้อน ใช้ช้อนกลาง และล้างมือบ่อยๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้เหมาะสม อย่างว่ายน้ำจะช่วยให้เด็กมีสุขภาพปอดที่แข็งแรง เท่านี้แหละครับบุตรหลานของท่านก็จะมีสุขภาพดีตลอดไป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 21 มีนาคม 2555