หนาวนี้! ดูแลลูกน้อยอย่างไรไม่ให้ป่วย โดย อ.พญ.รมิดา อมรสิทธิวัฒน์

manager141119_01อากาศที่เย็นและแห้งในช่วงหน้าหนาว ทำให้เชื้อโรคหลายชนิดแพร่กระจายได้ดี ลูกจึงมีโอกาสป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะอากาศบ้านเราที่แปรปรวน ตอนเช้าหนาว กลางวันกลับร้อนอบอ้าว คุณพ่อคุณแม่ยิ่งต้องดูแลลูกเป็นพิเศษ ลองนำไปทำดูนะคะ
• ร่างกายต้องอุ่นไว้ก่อน เพราะผิวของลูกยังบอบบาง ชั้นไขมันใต้ผิวยังทำงานไม่ดี เวลานอนจึงควรห่มผ้าห่มที่หนานุ่ม แต่ไม่หนักจนเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกอึดอัดไม่สบายตัวได้ และควรเลือกชนิดที่ถอดซักได้ เนื้อผ้าด้านนอกทำจากผ้าฝ้าย ด้านในเป็นใยสังเคราะห์ จะช่วยให้ลูกนอนหลับสบายตลอดคืน หากอากาศหนาวมากๆ ก็ควรเตรียมหมวกไหมพรม ถุงมือ ถุงเท้าที่เป็นแบบผ้ายืดที่อ่อนนุ่ม ไม่รัดแน่นเกินไป

• ไม่ปล่อยให้ผิวแห้งและคัน อาบน้ำวันละ 1 ครั้งก็พอ เพราะการควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายของลูกยังทำงานไม่เต็มที่ หากถูกน้ำเย็นก็อาจไม่สบายได้ ไม่ควรอาบน้ำที่ร้อนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวลูกแห้งตึงและคันได้ รวมทั้งควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ และพยายามเช็ดถู ทำความสะอาดผิวของลูกขณะอาบน้ำอย่างเบามือที่สุด หลังอาบน้ำให้ใช้โลชั่นหรือครีมบำรุงผิวเด็กทาผิวลูกทันที โดยบีบใส่มือแล้วลูบให้เนื้อครีมกระจาย ทาให้ทั่วแขน ขา และลำตัวของลูก เพื่อให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิว รูขุมขนก็จะถูกเคลือบปิด ทำให้ผิวคงความชุ่มชื้นได้ดี และถ้าไม่จำเป็นอย่าพาลูกออกนอกบ้าน เพราะเมื่อสัมผัสกับความแห้งของอากาศ ผิวลูกจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายและรวดเร็วกว่าผู้ใหญ่ สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ อย่าปล่อยให้ผิวแห้ง แตก ลูกจะรู้สึกคันยุบยิบ และเกาจนทำให้ผิวอักเสบได้

• กินดี…สุขภาพก็ดี หมายถึงกินอาหารที่มีประโยชน์ การใส่ใจเรื่องโภชนาการของลูก ก็เป็นส่วนสำคัญในการลดโอกาสการป่วยเป็นโรคต่างๆ และยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์ให้แก่เจ้าตัวเล็กด้วย เริ่มจากหมั่นให้ลูกจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ เพราะร่างกายต้องการความอบอุ่นและน้ำ เพื่อปรับสมดุลจากอากาศที่หนาวเย็นและแห้ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ การจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกสามารถปรับตัวสู้กับอากาศภายนอกได้ ป้องกันไม่ให้ลูกเจ็บป่วย หรือไม่สบายได้ง่าย

• ใส่ใจความสะอาดของใช้ส่วนตัวของลูก เพราะความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกปลอดภัย
จากเชื้อโรคทั้งหลาย อย่าง แบคทีเรีย จุลินทรีย์ โดยเฉพาะขวดและจุกนม เสื้อผ้า ผ้าอ้อม รวมไปถึงการล้างมือให้สะอาดก่อนป้อนอาหารให้ลูกด้วย

เพียงเท่านี้ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เจ้าหนูห่างไกลความเจ็บป่วยแล้ว

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

6 วิธีรับมือกับโรคผิวหนังอักเสบและภูมิแพ้

dailynews141122_01ในช่วงหน้าหนาว ปัญหาที่พบบ่อยคือการดูแลรักษาผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนังที่เป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบ ด้วยการดูแลรักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบจะมีแนวทางการรักษาและปฏิบัติอย่างไรบ้าง มาร่วมติดตามกันได้เลย

หลักการดูแลรักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่สำคัญ มีดังนี้

1. หลีกเลี่ยงสาเหตุและปัจจัยทำให้โรคกำเริบมากขึ้น ได้แก่

  • สบู่ ควรใช้สบู่อ่อน ๆ หรือถ้าเป็นไปได้ไม่ควรใช้สบู่อาบน้ำทุกครั้งที่อาบน้ำ เพราะการใช้บ่อยเกินไปยิ่งทำให้ผิวแห้ง กระตุ้นให้ผื่นคันมากขึ้น
  • ผงซักฟอก เลือกชนิดระคายเคืองน้อย เช่น ผงซักฟอกสำหรับเสื้อผ้าเด็กทารก และควรซักล้างออกให้หมดด้วยการซักน้ำเปล่า
  • เสื้อผ้า เลือกใช้เสื้อผ้านุ่ม โปร่งสบาย ผ้าแพร ผ้าฝ้าย โดยหลีกเลี่ยงผ้าขนสัตว์
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกมาก ๆ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ทั้งทางผิวหนัง สูดดมหรือรับประทาน
  • ลดความเครียด ความวิตกกังวล

2. ลดอาการคันและหลีกเลี่ยงการเกา ซึ่งการรับประทานยาต้านฮีสตามีนจะช่วยลดอาการคันได้บ้างและได้ผลดีสำหรับบางคนเท่านั้น จึงควรพิจารณาใช้เมื่อจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยาและการใช้ยาโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ต้องลดการเกาผื่น เนื่องจากการเกาจะทำให้ผื่นผิวหนังที่อักเสบกำเริบหรือเห่อมากขึ้น

3. ป้องกันและรักษาผิวแห้งโดยการทามอยส์เจอไรเซอร์ หรือโลชั่น โดยควรทาหลังอาบน้ำภายใน 3-5 นาที หลังจากนั้นถ้าผิวยังแห้งมาก ควรทาเพิ่มเติม สามารถทาได้วันละหลาย ๆ ครั้ง

4. ยาทาสเตียรอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผื่นผิวหนัง แต่ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะโรคกลุ่มนี้ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงถ้าใช้ยาไม่ถูกต้อง

5. รักษาโรคแทรกซ้อน ถ้ามีตุ่มหนองบริเวณที่เป็นตุ่มหรือผื่นแดง แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ควรปรึกษาแพทย์ เพราะผู้ป่วยอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

6. การรักษาอื่น ๆ เช่น การฉายแสงอัลตราไวโอเล็ต (UV) การรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ควรพิจารณาใช้ในรายที่เป็นรุนแรงมาก เป็นบริเวณกว้าง หรือไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ข้างต้น โดยการใช้ยาในกลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ เมื่อเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้แล้วจะมีโอกาสหายขาดได้หรือไม่

ขออธิบายว่า โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง ผื่นมักเป็น ๆ หาย ๆ ผู้ป่วยร้อยละ 60 จะเริ่มเป็นโรคก่อนอายุ 1 ปี มักมีอาการดีขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น ทั้งความรุนแรงและพื้นที่เกิดผื่น และอาการอาจจะดีขึ้นอีกเมื่ออายุ

10 ขวบ ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการจนกระทั่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ดังนั้นผู้ปกครองและผู้ป่วยจึงไม่ควรวิตกกังวล แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือปรึกษาแพทย์เมื่อมีปัญหา

เมื่อเรารู้สาเหตุและวิธีการรักษาและปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้แล้ว ก็ไม่ยากและสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ หากมีปัญหาผิดปกติจากที่แพทย์แนะนำ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางตามโรงพยาบาลใกล้ ๆ บ้าน.

ที่มา: เดลินิวส์ 22 พฤศจิกายน 2557

8 วิธีดูแลสุขภาพผู้สูงอายุต้านหนาว

manager140122_001นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ช่วงนี้อุณหภูมิลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ทำให้อากาศหนาวเย็นลง ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ทั้งโรคทางเดินหายใจ อย่างไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในฝูงชน หรือสถานที่แออัด นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเรื่องผิวหนังด้วย เนื่องจากผู้สูงอายุมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย จึงมีแนวโน้มที่ผิวหนังจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ควรทาโลชั่นหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง

นพ.สุพรรณ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้สูงอายุบางรายที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากการรับประทานอาหารดังกล่าวจะทำให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังพบปัญหาโรคปวดข้อ ซึ่งอากาศหนาว จะกระตุ้นให้โรคเกาต์มีอาการรุนแรงขึ้นได้ จึงควรรักษาความอบอุ่นให้ร่างกายอยู่เสมอ

ผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพช่วงที่อากาศหนาวเย็น ดังนี้

1.เลือกกินอาหารที่ให้ความอบอุ่นแต่ไขมันไม่สูง คือ อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลา สัตว์ปีก และ เนื้อไม่ติดมัน เพราะร่างกายสามารถย่อยได้ง่าย

2.ควรกินผลไม้สดมากกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เพราะจะให้เส้นใยอาหารมากกว่า

3.กินธัญพืชที่มีกากใยอาหารสูง เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวมันปู สมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ดร้อนจะช่วยให้เลือดมีการไหลเวียนดีขึ้น

4.ดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ สวมเสื้อผ้าที่หนาพอ มีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย

5.ดื่มน้ำอุ่นวันละ 6-8 แก้ว

6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7 ชั่วโมงขึ้นไป และต้องห่มผ้าเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

7.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และ

8.ปรึกษาแพทย์ประจำตัวเมื่อรู้สึกว่ามีความผิดปกติของร่างกาย ที่สำคัญการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดของคนในครอบครัวจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตแจ่มใส ร่างกายแข็งแรงตามไปด้วย” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 มกราคม 2557

เตือนภัย ‘โรคปอดบวม’ ช่วงหน้าหนาว ไข้เกิน 3 วัน ต้องพบแพทย์


thairath131223_001ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เตือนภัยโรคปอดบวมช่วงหน้าหนาว เผยรอบ 11 เดือนปีนี้ ทั่วประเทศพบผู้ป่วยแล้ว 175,221 ราย เสียชีวิต 991 ราย พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มักเกิดตามมาหลังป่วยเป็นไข้หวัด ย้ำเตือนหากประชาชนป่วยมีไข้สูงเกิน 3 วัน ไอมาก หายใจหอบ น้ำมูกเปลี่ยนสี ขอให้รีบพบแพทย์…

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 56 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้อากาศหนาวเย็น ประชาชนอาจป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจมากขึ้น โดยเฉพาะไข้หวัดและปอดบวม ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่อากาศหนาวเย็น จากรายงานของสำนักระบาดวิทยา ในปี 2556 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 ธันวาคม พบผู้ป่วยโรคปอดบวมแล้ว 175,221 ราย กลุ่มที่พบว่าป่วยสูงที่สุด คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 69,731 ราย คิดเป็นร้อยละ 40 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาพบในกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป จำนวน 49,330 ราย โดยมีผู้เสียชีวิต 991 ราย พบในจังหวัดภาคกลางมากที่สุด 648 ราย รองลงมา คือ ภาคใต้ 241 ราย ภาคเหนือ 102 ราย

นายแพทย์ณรงค์ กล่าวต่อไปว่า โรคปอดบวมที่พบขณะนี้ มักเกิดตามมาหลังจากป่วยเป็นไข้หวัด จากการติดตามสถานการณ์โรคทางเดินหายใจในช่วงหน้าหนาวในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น ที่ รพ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ ร้อยละ 15 และพบโรคปอดบวมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จึงขอแนะนำประชาชน หากป่วยเป็นไข้หวัดขอให้นอนพักผ่อนให้มากๆ และอาจกินยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล อาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่หากไข้สูงเกิน 3 วัน ไอมากและเจ็บหน้าอก น้ำมูกเปลี่ยนสีจากสีเหลืองอ่อนๆ เป็นสีเขียว ขอให้สงสัยว่า อาจมีโรคแทรกซ้อนที่ปอด ต้องรีบพบแพทย์ ส่วนในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หากป่วยเป็นไข้หวัด พ่อแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ให้เด็กดื่มน้ำหรือนมบ่อยๆ นอนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดา และให้กินยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น ไข้ลดลง และหายป่วยประมาณ 1 สัปดาห์ แต่หากยังไม่ดีขึ้นใน 3 วัน หรือเด็กมีอาการซึมลง ไม่กินน้ำ ไม่กินนม หรือมีไข้สูง ไอ หายใจหอบเร็ว หรือหายใจมีเสียงฮืด หรือเสียงหวีด หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคปอดบวม ให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก อันตรายต่างๆ จะน้อยลง

ในการป้องกันโรคปอดบวมในช่วงฤดูหนาว ขอให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ให้กินร้อน ใช้ช้อนกลาง และชำระล้างมือบ่อยๆ เพื่อขจัดเชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับมือ ผู้สูงอายุขอให้ใส่เสื้อกันหนาว หรือใส่เสื้อผ้าหลายๆ ชั้น ส่วนในเด็กเล็ก ขอให้ผู้ปกครองดูแลความอบอุ่น สวมเสื้อผ้าหนาๆ หรือเสื้อกันหนาว หลีกเลี่ยงพาเด็กเล็กเข้าไปในบริเวณที่มีคนแออัด หรือมีควันไฟในบ้าน ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ซึ่งทำให้มีโอกาสเป็นหวัดได้ง่าย ส่วนหญิงหลังคลอดขอแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ภูมิต้านทานจากแม่จะส่งผ่านไปให้ลูกทางน้ำนม เด็กจะไม่เจ็บป่วยง่าย เป็นการเพิ่มภูมิต้านทานโรคตามธรรมชาติให้เด็ก

ทั้งนี้ โดยทั่วไปโรคไข้หวัดเป็นโรคติดต่อที่ไม่อันตราย ติดต่อกันจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยเชื้อจะแพร่กระจายมาจากน้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วยโดยตรง หรือติดมากับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย เริ่มแรกมักมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำๆ คัดจมูก ไอจาม ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย อาการมักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ โดยหลังจากวันที่ 3 อาการควรจะเริ่มดีขึ้น ไข้ลดลง แต่อาจไอต่อไปได้อีก 1-2 สัปดาห์

ที่มา: ไทยรัฐ 23 ธันวาคม 2556

.

Related Article: