คนใบหน้าอ่อน อายุยืนกว่าหน้าแก่

thairath130927_001ผู้ที่เกิดมาเหมือนกับได้รับพรมาให้มีใบหน้าอ่อนกว่าวัย จะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่มีใบหน้าแก่กว่าวัยถึงจะเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกันก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กอ้างว่าได้ข้อมูลเหล่านี้มาจากการศึกษากับคู่ฝาแฝดที่มีอายุยืน 70, 80 และ 90 ปี จำนวน 387 คู่ว่า ฝาแฝดคนที่หน้าอ่อนจะมีอายุยืนกว่าฝาแฝดคนที่หน้าแก่กว่า เชื่อว่าอาจจะเป็นเพราะผู้ใบหน้าแก่กว่าได้เผชิญความยากลำบากมามากกว่ากัน จึงได้สะท้อนออกให้เห็นทางใบหน้า

วารสาร  “การแพทย์อังกฤษ” ได้รายงานเบื้องหลังการศึกษาเรื่องนี้ว่า นักวิจัยยังได้รู้สาเหตุของเรื่องว่า เหตุที่ผู้ที่มีใบหน้าอ่อนกว่าวัยมักมีอายุยืนยาวนั้น ขึ้นอยู่กับส่วนปลายของโครโมโซมของสิ่งที่มีชีวิต หากมีหางเหลือยาวก็จะมีอายุยืนยาว ส่วนหางนี้นับว่ามีความสำคัญมาก เพราะนอกจากบอกให้รู้ถึงอัตราความแก่ชราแล้ว มันยังเกี่ยวพันกับโรคภัยต่างๆหลายโรคด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 27 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

People who look young for their age ‘live longer’

People blessed with youthful faces are more likely to live to a ripe old age than those who look more than their years, work shows.

Danish scientists say appearance alone can predict survival, after they studied 387 pairs of twins.

The researchers asked nurses, trainee teachers and peers to guess the age of the twins from mug shots.

Those rated younger-looking tended to outlive their older-looking sibling, the British Medical Journal reports.

Survival advantage

The researchers also found a plausible biological explanation for their results.

Key pieces of DNA called telomeres, which indicate the ability of cells to replicate, are also linked to how young a person looks.

A telomere of shorter length is thought to signify faster ageing and has been linked with a number of diseases.

In the study, the people who looked younger had longer telomeres.

All of the twins were in their 70s, 80s or 90s when they were photographed.

Over a seven-year follow-up the researchers, led by Professor Kaare Christensen of the University of Southern Denmark, found that the bigger the difference in perceived age within a pair, the more likely it was that the older-looking twin died first.

The age, sex and professional background of the assessors made no difference to any of the results.

Professor Christensen said it might be that people who have had a tougher life are more likely to die early – and their life is reflected in their face.

The researchers told the BMJ: “Perceived age, which is widely used by clinicians as a general indication of a patient’s health, is a robust biomarker of ageing that predicts survival among those aged over 70.”

Professor Tim Spector, a UK expert who has been doing his own twin research, said: “We are also finding this in our study.

“It’s probably a combination of genes plus environment over a lifetime that are important.”

He said the findings also show that people are good at assessing how well someone is and that doctors should eyeball their patients.

“If a patient looks older than their years then perhaps they should be more concerned,” he said.

SOURCE : bbc.co.uk

Advertisements

จะต่ออายุเองได้ ก็ต้องหมั่นขยัน

thairath130916_001วารสาร “เวชศาสตร์ป้องกัน” ของสหรัฐฯ แจ้งว่า มหาวิทยาลัยควีนส์ของแคนาดา ศึกษาพบว่า คนที่เป็นผู้ใหญ่ที่ขยันออกกำลังขนาดปานกลาง ให้ได้อาทิตย์ละเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง จะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติมากถึง 5 ปี

ผลการศึกษาบอกให้รู้ว่า ถ้าหากเป็นหนุ่มวัย 20 ปี ขยันออกกำลังขนาดนี้ จะช่วยให้ตนเองอายุยืนกว่าปกติได้มากถึง 2.4 ปี และถ้าเป็นสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็อาจจะมีอายุยืนยาวมากกว่าถึง 3 ปีเต็ม แต่ที่น่าประหลาดใจมากกว่าเพื่อน ก็คือ ถ้าหากเป็นสตรีผิวสีที่ไม่ใช่เชื้อสายละตินอเมริกัน อาจจะมีอายุยืนได้จนถึง 5.5 ปี

ดร. เอียน แจนเสน หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า ผลการค้นพบเรื่องนี้ เหมาะกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จะเอาไปเผยแพร่กับประชาชนมากที่สุด “เพราะเคยมีผลการวิจัยแสดงว่า ข่าวสารทางสุขภาพที่มีพลังให้คนเปลี่ยนนิสัยไปได้มากที่สุดนั้น จะต้องเข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา แสดงความหมายออกมาให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง และเรื่องนี้ก็นับว่าเข้าเค้ามากที่สุด เพราะมันเท่ากับบอกพวกเขาว่า ถ้าอยากจะมีอายุยืนยาวอีก 2 ปีครึ่ง ก็จงขยันเอาไว้”.

ที่มา: ไทยรัฐ 16 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

Credit: nationalnursingreview.com

Credit: nationalnursingreview.com

Total amount of exercise important, not frequency, research shows

2013-06-20

A new study by Queen’s University researchers has determined that adults who accumulated 150 minutes of exercise on a few days of the week were not any less healthy than adults who exercised more frequently throughout the week.

Ian Janssen (School of Kinesiology and Health Studies) and his graduate student Janine Clarke studied 2,324 adults from across Canada to determine whether the frequency of physical activity throughout the week is associated with risk factors for diabetes, heart disease and stroke.

“The findings indicate that it does not matter how adults choose to accumulate their 150 weekly minutes of physical activity,” says Dr. Janssen. “For instance, someone who did not perform any physical activity on Monday to Friday but was active for 150 minutes over the weekend would obtain the same health benefits from their activity as someone who accumulated 150 minutes of activity over the week by doing 20-25 minutes of activity on a daily basis.”

Physical activity was measured continuously throughout the week by having research participants wear accelerometers on their waists. Accelerometers are tiny electrical devices (about the size of a small package of matches) that record how much a person moves every minute.

Dr. Janssen divided the adults who met the physical activity guidelines (more than 150 minutes per week of aerobic activity) into those who were frequently active (active five to seven days of the week) and infrequently active (active one to four days of the week).

“The important message is that adults should aim to accumulate at least 150 minutes of weekly physical activity in whatever pattern that works for their schedule.”

The paper was published in Applied Physiology, Nutrition and Metabolism.

SOURCE : www.queensu.ca

ปัจจัยหลักใหญ่ที่ช่วยให้คนไทยอายุยืน

dailynews130721_002คนไทยอายุยืนถึง 100 ปีดูจะไม่ใช่เรื่องยากแล้ว ทุกวันนี้คนไทยรู้จักรักษาตัว มีความรู้ดูแลสุขภาพของตัวเองดีขึ้น อะไรที่เป็นเรื่องเสี่ยงมีผลกระทบต่อสุขภาพก็จะหลีกเลี่ยง ห้ามใจได้ มีวินัยในการกินอาหาร เคร่งครัดขึ้น กินของง่าย ๆ ไม่แปรรูปผิดไปจากเดิมมาก หลาย ๆ อย่างล้วนทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น อายุดูค่อยเพิ่มขึ้นมาตลอด

ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล นักประชากรศาสตร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล รายงานว่า ประชากรไทยปัจจุบันมีโอกาสจะมีอายุยืนยาวขึ้นถึง 100 ปีมากกว่าในอดีต จากความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข อีกไม่เกิน 20 ปี ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะมีราว 14 ล้านคน หรือ 20% ของประชากรของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีราว 7 ล้านคน หรือราว 12% จากประชากร 64 ล้านคน อายุเฉลี่ยปัจจุบันราว 73 ปี หญิง 76 ปี และชาย 70 ปี อีก 10 ปี อายุเฉลี่ยจะราว
80 ปี

ประชากรที่มีอายุยืนยาวมากที่สุดในโลก อันดับหนึ่งยังคงเป็นญี่ปุ่น เฉลี่ยอายุ 83 ปี รองลงมาคือ สวีเดน เดนมาร์ก เฉลี่ยราว 81-82 ปี

น.ส.ศุทธิดา ชวนวัน นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปภ.) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ผู้วิจัยเรื่องคนไทยอายุยืนขึ้น ได้คาดประมาณตามแบบจำลองของนักประชากรศาสตร์ พบว่าผู้อายุเกิน 100 ปีทั่วประเทศไทยมีปริมาณ 1,309 คน เป็นเพศหญิง 914 คน เพศชาย 395 คน ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

รศ.ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา รองอธิการบดี ม.มหิดล เก็บข้อมูลสุขภาพคนไทยปี 2551-52 จาก 12 ตัวชี้วัด อาทิ สุขภาพกาย สุขภาพจิต พฤติกรรมสุขภาพ ความมั่นคง การเข้าถึงบริการสุขภาพ ฯลฯ พบว่าแนวโน้มคนไทยมีสุขภาพดีขึ้น

ดร.ทพ.ญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จากการคาดการณ์ปี 2554 พบคนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น ชายเฉลี่ยราว 69.5 ปี และหญิง 76.3 ปี

ผมรวบรวมรายงานของนักวิจัยหลาย ๆ ท่านมา ล้วนบ่งบอกคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น และเท่าที่ได้สังเกตดูมีปัจจัยหลักใหญ่ 4 ประการด้วยกันที่ได้ปฏิบัติกันมา มากบ้างน้อยบ้างก็ยังอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น จึงอยากนำมาคุยให้ฟัง

เรื่องอาหารการกิน ถือเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตประจำวัน คนญี่ปุ่นหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง โปรตีน เป็นพวกปลา เน้นผัก ผลไม้มากขึ้น อาหารจะกินอาจน้อยกว่าหรือ 3 มื้อแบบเดิมก็ทำได้ แต่ทุกมื้อควรอยู่ในความพอดี อาหารควรสด สะอาด ปลอดสารพิษ ไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีหรือแปรรูปมาก อาหารที่อายุสั้นจะทำให้คนอายุยืน อายุสั้นหมายถึงสด ไม่ใส่สารกันบูด เก็บไว้นานไม่ได้ ประเภทที่เก็บไว้นานได้มักจะมีสารเคมีมาเกี่ยวข้อง

การออกกำลังกาย ทุกวันนี้คนตื่นตัวเรื่องออกกำลังกายกันมาก ตามสวนสาธารณะทุกแห่งจะเห็นผู้คนไปออกกำลังกายเนืองแน่นมีหลายรูปแบบ การเคลื่อนไหวของร่างกายช่วยให้กล้ามเนื้อ ข้อไม่ติดขัด ระบบไหลเวียนเลือดลมเดินสะดวกขึ้น การออกกำลังกายและได้พบผู้คนได้พูดคุยสังสรรค์ ทำให้จิตใจผ่องใสไปด้วย

ลดความเครียด ความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับร่างกายและจิตใจ จะนำโรคมาให้มาก ตั้งแต่ความดันสูงขึ้น ชีพจรเร็ว ลุกลามไปถึงหัวใจ และกระทบไปอีกหลายระบบ จิตใจไม่เป็นสุข ผู้คนต่าง
ไปแสวงหาวิธีการที่จะลดความเครียดกันรูปแบบต่าง ๆ สมาธิยังเป็นสิ่งที่คนปฏิบัติกันมาก

การรักษาเยียวยา การได้เข้าถึงบริการทางสาธารณสุขเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง เมื่อมีปัญหาทางด้านสุขภาพควรได้พบปรึกษาทางแพทย์เสียแต่เนิ่น ๆ ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ รับประทานยาตามสั่ง ถึงเวลาก็ไปพบแพทย์ ข้อห้ามต่าง ๆ ทำตามสั่ง จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บทุเลาลง โรคที่หายได้ก็จะหาย โรคที่ไม่หายก็จะลดการทุกข์ทรมานให้ลดน้อยลง

คนไทยมีอายุยืนขึ้น จากการได้มีความรู้เรื่องสุขภาพและรู้วิธีการปฏิบัติดูแลตัวเอง พร้อมหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพดีขึ้น อนาคตจะเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพสมบูรณ์ดี อายุยืนยาว.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  21 กรกฎาคม 2556

กินผักผลไม้อายุยืน ยิ่งกว่ากินเนื้อสัตว์

thairath130610_002ผู้ที่กินเนื้อสัตว์แต่น้อย กินแต่ผักผลไม้เป็นหลัก มักจะไม่ค่อยเสียชีวิตภายในช่วงเวลาเฉพาะใดๆ

ดร.ไมเคิล ออลิช หัวหน้าคณะศึกษา มหาวิทยาลัยโลมา ลินดา ในแคลิฟอร์เนีย กล่าวเปิดเผยผลการศึกษาต่อไปว่า นับเป็นหลักฐานเพิ่มเติมแสดงถึงคุณประโยชน์ของการกินมังสวิรัติ ในการช่วยป้องกันโรคเรื้อรังและทำให้อายุยืนยาว เคยมีการศึกษาก่อนหน้านี้มาก่อนว่าผู้ที่กินผักผลไม้เป็นหลักมักจะไม่ค่อยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ หรือสาเหตุอื่นใดในช่วงเวลาเฉพาะใดๆ

การศึกษาครั้งใหม่ได้ทำจากข้อมูลของคนในอเมริกาจำนวน 73,308 คน เมื่อช่วงระยะเวลาระหว่าง พ.ศ.2545 และ 2550 ผลปรากฏว่า โดยรวมแล้วผู้ที่กินเนื้อสัตว์ ใน 1,000 คนในแต่ละปี จะเสียชีวิตลง 7 คน ในขณะที่ผู้ที่กินผักผลไม้ส่วนใหญ่ ใน 1,000 คน จะเสียชีวิตลงแค่ 5-6 คน โดยเฉพาะเพศชาย จะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการกินผักผลไม้.

ที่มา : ไทยรัฐ 10 มิถุนายน 2556

.

Related Link:

.

The health benefits of eating low-fat diets based on vegetables, whole grains and fruit include lower blood pressure and improved cholesterol levels

The health benefits of eating low-fat diets based on vegetables, whole grains and fruit include lower blood pressure and improved cholesterol levels

Are vegetarian diets secret to long life? People who avoid meat have better health due to lower blood pressure

  • Study shows vegetarians 12% less likely to die than meat-eaters
  • Ingredients in red meat linked to increased risk of cancer and high blood pressure
  • Vegetarians more likely to drink less, smoke less and exercise more

By JENNY HOPE MEDICAL CORRESPONDENT

PUBLISHED: 23:21 GMT, 3 June 2013 | UPDATED: 23:46 GMT, 3 June 2013

Vegetarians live longer because of their diet – with men reaping the most benefits, claim researchers.

They found a cut in death rates for people eating vegetarian diets compared with non-vegetarians in a study of more than 70,000 people.

Over a six-year period, vegetarians were 12 per cent less likely to die from any cause, says a report published Online First by JAMA Internal Medicine.

It is thought the benefits come from lower blood pressure and improved cholesterol levels in people eating low-fat diets based on vegetables, whole grains and fruit.

Vegetarian diets have been linked to lower risk for several chronic diseases, including high blood pressure, metabolic syndrome, diabetes and heart disease.

An estimated three million Britons, around five per cent, are vegetarian and never eat meat or fish, including superstar musician Paul McCartney and his fashion designer daughter Stella McCartney.

Dr Michael Orlich, of Loma Linda University in California, and colleagues examined all-cause and cause-specific death rates in a group of 73,308 men and women Seventh-day Adventists.

Researchers assessed dietary patients using a questionnaire that classified them into five groups: nonvegetarian, semi-vegetarian, pesco-vegetarian (includes seafood), lacto-ovo-vegetarian (includes dairy and egg products) and vegan (excludes all animal products).

The study said vegetarian groups tended to be older, more highly educated and more likely to be married, to drink less alcohol, to smoke less, to exercise more and to be thinner.

Previous research has suggested vegetarian diets may extend life expectancy compared with meat-eating, but many of the studies have been small.

In the latest study there were 2,570 deaths among the study participants during an average follow-up time of almost six years.

There was a 12 per cent lower risk of dying from any cause for vegetarians compared with non-vegetarians.

Men fared better, as they benefited from a significant reduction in deaths from cardiovascular disease and ischaemic heart disease.

In women, there were no significant cuts in these categories of deaths.

The report said ‘These results demonstrate an overall association of vegetarian dietary patterns with lower mortality compared with the non-vegetarian dietary pattern.

‘They also demonstrate some associations with lower mortality of the pesco-vegetarian, vegan and lacto-ovo-vegetarian diets specifically compared with the non-vegetarian diet.’

The main reason for the difference is thought to be the effect of a low-fat vegetarian diet on cholesterol and blood pressure, partly through avoidance of red meat and also from higher consumption of vegetables.

Red meat, especially processed meat, contains ingredients that have been linked to increased risk of chronic diseases, such as cardiovascular disease and cancer.

These include heme iron, saturated fat, sodium, nitrites, and certain carcinogens that are formed during cooking.

Eating more vegetables and fruit may also help through their antioxidant effects, combating harmful naturally occurring chemicals in the body.

Official advice from the Department of Health in 2010 said cutting down on red meat could reduce the risk of bowel cancer.

Liz O’Neill, head of communications at the Vegetarian Society said ‘With higher intakes of fresh vegetables, pulses and other plant-foods, it seems obvious to many that balanced vegetarian diets are healthier than those reliant on meat, but we do not need to rely on gut instinct with so much hard evidence of that health advantage, both in the UK and abroad.

‘This new American study is significant because the nature of the community studied (Seventh Day Adventists) means that even the meat eaters included were leading a relatively health-conscious lifestyle.

‘The reported 12 per cent reduction in mortality was directly associated with being vegetarian, rather than having a healthy balanced diet.

‘Similarly UK studies indicate that vegetarians have lower rates of cancer and significantly lower (32 per cent less) rates of heart disease which are major causes of death in Britain.’

Findings from the largest British study of 45,000 Britons earlier this year found vegetarians have healthier hearts than people who eat meat or fish.

They were one-third less likely to need hospital treatment for heart disease or die from it.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

 

บารมีผู้เฒ่าผู้แก่ คุ้มภัยสมองเสื่อม

thairath130510_002ศึกษาค้นพบผู้แก่ผู้เฒ่าที่มีอายุยืนๆ ยังสามารถแผ่บุญบารมีให้ช่วยคุ้มครองปกปักรักษาลูกหลานเหลนเป็นโรคสมองเสื่อมช้ากว่าคนทั่วๆไปคนอื่นได้อีกด้วย

ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ศึกษาพบว่าบรรดาลูกหลานว่านเครือของคนที่มีอายุยืนยงถึง 90 ปี จะพากันเป็นโรคสมองเสื่อมตอนช่วงอายุระหว่าง 65-79 ปี ช้ากว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมากถึงร้อยละ 40 นักวิจัยได้ชี้แจงว่า “ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้จะไม่เป็นโรคนี้กันเลย หากแต่มันดูเหมือนว่าพวกเขาจะพากันมาเป็นกันทีหลังช้ากว่าคนอื่น”

คนอเมริกันผู้ที่มีอายุยืนทุกวันนี้ คือผู้ที่อยู่เกินอายุขัยเฉลี่ย อย่างเช่น ผู้ชายปัจจุบันวัย 65 ปี สามารถจะอยู่ได้จนถึงอายุ 83 ปี และผู้หญิงอาจอยู่ได้นานถึง 85 ปี ซึ่งปรากฏว่าโอกาสของการมีอายุยืนกับโอกาสที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม ต่างสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ถึงกันได้พอๆกัน.

ที่มา :  ไทยรัฐ  10 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

Could Family Longevity Protect Against Dementia?

Epidemiology
Last Updated: 2013-05-07 19:22:18 -0400 (Reuters Health)

By Andrew M. Seaman

NEW YORK (Reuters Health) – The sons and daughters of people who live very long lives tend to get the symptoms of Alzheimer’s disease later than others, but they’re not immune from the disease, according to a new study.

Based on comparisons of people in their 90s, their spouses, siblings, children and their children’s spouses, researchers found that the offspring of people with exceptional longevity were about 40% less likely than peers to be cognitively impaired between ages 65 and 79.

“It’s not necessarily that these individuals never become cognitively impaired, but what it seems like is that there is a delayed onset of cognitive impairment,” said Dr. Stephanie Cosentino, of the Columbia University Medical Center in New York.

By the time members of the older generation of study volunteers were in their 90s, however, their risk of being cognitively impaired was fairly high.

So Dr. Cosentino’s team projects that the kids of these long-lived individuals will have the same risk level as their parents if they enjoy similar longevity – that is, they’ll no longer be protected.

As life expectancies continue to rise, few have investigated whether that means people live to those old ages cognitively “intact,” Dr. Cosentino and her colleagues wrote May 6th in JAMA Neurology.

For the new study, the researchers used data on cognitive impairment from 1,870 people who are part of the Long Life Family Study, which includes volunteers in New York, Massachusetts, Pennsylvania and Denmark.

In the U.S., subjects were recruited along with their (younger) siblings, their children and their siblings’ children – as well as all available spouses in both generations, who serve as an unrelated comparison group without necessarily having a family history of longevity.

The study included 1,510 people with a family history of longevity and 360 of their spouses, but for this study, researchers used information on just the volunteers who were 89 years old or older when they were recruited.

A series of tests measured the participants’ memory, recall abilities, language and processing skills.

Overall, the researchers found that about 6% of the volunteers’ children were cognitively impaired between ages 65 and 79 years old, compared to 13% of their spouses and about 11% of their cousins.

Among the study’s long-lived older generation, participants were just as likely to be cognitively impaired by about age 90 as their siblings or spouses.

“These families seem relatively protected, but once they reach extreme old age – say after 90 (years old) – their rates of cognitive impairment become comparable,” Dr. Cosentino said.

The study cannot say whether a parent’s longevity protected the offspring from becoming cognitively impaired in their 60s and 70s, but Dr. Cosentino said she and her colleagues want to know what makes them different from the others.

“Our current interest now is understanding the genetic basis of that delay,” she said, adding that the hope is they could eventually help others delay memory problems as well.

Dr. Mary Sano, director of the Alzheimer’s Disease Research Center at the Icahn School of Medicine at Mount Sinai in New York, told Reuters Health that the new study supports previous research on aging and dementia.

“This study and other studies have really shown we are moving in the direction of understanding the genetics and biology of successful aging,” said Dr. Sano, who was not involved with the new study.

“I think the reason it’s so promising is because we’ve put a lot of effort into studying diseases to find the silver bullet to prevent disease and very little work goes into people who are less likely to have the disease or less likely to develop the disease,” she said.

“I think looking at this side is critical, because we haven’t had much luck looking the other way,” Dr. Sano said.

SOURCE: http://bit.ly/128MT0j

SOURCE: www.psychcongress.com

 

พบกุญแจชะลอความแก่ อยู่ในสมองส่วนหน้า

On the horizon: Scientists are a step closer to developing an anti-ageing drug to keep people strong and fit near the end of their lives (file picture)

On the horizon: Scientists are a step closer to developing an anti-ageing drug to keep people strong and fit near the end of their lives (file picture)

นักวิทยาศาสตร์ของวิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอนส์สไตน์ แห่งเยชิวา ที่กรุงนิวยอร์ก อาจจะค้นพบ “บ่อชุบตัว” เมื่ออ้างว่า ค้นพบว่ามันสมองส่วนไฮโปธัยลามัส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองส่วนหน้า ควบคุมกระบวนการสำคัญต่างๆ ของการดำรงชีพ เป็นกุญแจของการชะลอความเสื่อมชราของอวัยวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย

วารสารธรรมชาติของอเมริกา รายงานว่า นักวิจัยของวิทยาลัยแพทย์แห่งนั้น ได้ประสบความสำเร็จในการชะลอความแก่ของหนูทดลอง ด้วยการลองดัดแปลงสารสื่อเคมีที่มีผลกระทบต่อสมองส่วนนั้นดู ทำให้ไม่แต่เพียงแก่ช้าลงเท่านั้น หากยังทำให้อายุยืนขึ้นอีกด้วย

ศาสตราจารย์ของวิทยาลัยแพทย์เปิดเผยว่า “การศึกษาของเรา ได้พบว่าสมองส่วนไฮโปธัยลามัสนั้น ควบคุมความแก่ชราอยู่หลายทาง และที่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นนั้น ก็ที่ได้พบมาอย่างน้อยในพวกหนูว่า หากปรับเปลี่ยนสัญญาณภายในสมองส่วนนั้นเสีย ก็อาจจะควบคุมขบวนการแก่ชราทำให้อายุยืนยาวได้”.

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤษภาคม 2556

.

Related Article:

.

Aging can be slowed down or sped up by activating or deactivating a pathway in a mouse's brain (shown above: hippocampus region of a mouse brain). CREDIT: Tamily Weissman, Jeff Lichtman, and Joshua Sanes, 2005.

Aging can be slowed down or sped up by activating or deactivating a pathway in a mouse’s brain (shown above: hippocampus region of a mouse brain).
CREDIT: Tamily Weissman, Jeff Lichtman, and Joshua Sanes, 2005.

Brain Region Found to Control Aging

Tanya Lewis, LiveScience Staff Writer
Date: 01 May 2013

For the first time, a brain region has been found that may control aging throughout the whole body, a new study reports.

A signaling pathway in the brain region known as the hypothalamus could speed up or slow down aging in mice. If it applies in humans, the discovery could open up possibilities for slowing age-related diseases and increasing life span.

“There’s really not much understanding regarding the mechanism of aging,” said senior author Dr. Dongsheng Cai, a molecular pharmacologist at Albert Einstein College of Medicine in New York.

The process of aging could involve chaotic, passive changes in individual tissues or organs, or it could be controlled centrally by a single organ — or both, Cai told LiveScience.

The hypothalamus, an almond-size structure deep inside the brain, is known to control important functions, including growth, development, reproduction and metabolism. Now, Cai and his team have found that an immune system pathway in the hypothalamus also has a role in controlling aging. Usually, the immune system is involved in fending off infection or damage, but studies have also linked inflammatory changes with age-related conditions, including cardiovascular disease and neurodegenerative diseases. Still, these changes weren’t known to actively trigger aging.

Making mice tick

In the study, Cai and his colleagues probed the hypothalamus’s role in aging in mice. The team studied a protein complex called nuclear factor kappa-light-chain-enhancer of activated B cells (NF-κB), which plays a central role in inflammatory processes.

The researchers showed that activating the NF-κB pathway in the mouse hypothalamus sped up aging, demonstrated by decreased muscle strength and size, skin thickness and learning ability. The activation led to aging throughout the body that shortened the life span of the mice.

In contrast, when the researchers blocked the NF-κB pathway, the mice aged more slowly and lived about 20 percent longer than mice that didn’t receive the treatment.

Furthermore, activating the NF-κB pathway led to a drop in the levels of gonadotropin-releasing hormone (GnRH), a neuron-generating chemical, and a subsequent decrease in the development of new neurons. GnRH is known to regulate reproductive processes, but seems also to be necessary for maintaining youthfulness, Cai said.

When the researchers injected GnRH into the hypothalamuses of mice, it promoted neuron generation and decelerated aging. The team gave daily GnRH injections to old mice over an extended period, finding that the treatment slowed cognitive decline due to aging.

Putting the brakes on aging

GnRH treatment represents a potential means of slowing the progress of aging or age-related diseases, the researchers say. Interfering with the immune response in the hypothalamus could also be a promising approach, Cai said, though he added that the GnRH treatment might be more practical given current technology.

Aging researcher Caleb Finch of University of Southern California Davis School of Gerontology, who was not involved in the work, called it a “brilliant study.” Finch has previously argued that the hypothalamus contains “pacemakers” that control the rate of aging. The new study’s approach showed a more modest increase in life span than approaches such as calorie restriction (which has been shown to extend life span in mice), Finch said. “Nonetheless, the case is now powerfully made for the role of the neuroendocrine mechanisms as modulators of aging.”

Next, the researchers hope to gain a deeper understanding of the molecular function of the hypothalamus in controlling aging and life span. “There are a lot of details we don’t know,” Cai said, such as the other molecules that are involved. The team is ultimately interested in translating their work into clinical efforts to slow down aging.

The findings were reported online today (May 1) in the journal Nature.

SOURCE : www.livescience.com

แพทย์แนะนำหลักเรื่องชะลอความแก่

dailynews130505_002โลกปัจจุบันนี้ผู้คนมีความรู้เรื่องสุขภาพดีขึ้น รู้จักดูแลตัวเองทางด้านสุขภาพทำให้แต่ละปีที่ผ่านมา คนมีอายุยืนขึ้น เวลาเราพูดถึงเรื่องนี้เรามักมองไปยังประเทศที่อยู่ใกล้บ้านเรา คือประเทศญี่ปุ่น อยู่ในทวีปเดียวกันเป็นตัวอย่างที่มีผู้สูงอายุสูงสุดอันดับหนึ่งของโลก ด้วยมีทั้งวัฒนธรรมในวิถีชีิวิตที่อยู่ในระเบียบอันดีมายาวนาน ทำให้อายุยืนยาวไปด้วย

ประเทศไทยได้เดินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบแล้ว คือมีผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด แต่เมื่อได้มีการประเมินสุขภาพ ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2550 พบ 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี จากผลสำรวจสุขภาพอนามัย ปี 2551-2552 ผู้สูงอายุมีโรคความดันโลหิตสูง 50% เบาหวาน 50% ต้องอยู่ในภาวะพิการจากโรคไม่ติดต่อถึง 85%

แสดงถึงผู้สูงอายุไทยยังมีความเปราะบางทางด้านสุขภาพ อยากอายุยืนสุขภาพต้องดี

คนญี่ปุ่นอายุยืนทั้ง ๆ ที่ประเทศมีการแข่งขันสูง ชีวิตต้องรีบเร่ง เหมือนเมืองใหญ่ ๆ สำคัญของโลก แต่เพราะชาวญี่ปุ่นมีการดูแลสุขภาพดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เดิน ขี่จักรยาน แช่บ่อน้ำพุร้อน ออนเซ็น เพื่อการผ่อนคลาย และที่สำคัญนิสัยการบริโภคที่ได้รับการปลูกฝังมาแต่โบราณ คือกินแค่พออิ่ม พออิ่มก็หยุดกิน อาหารส่วนใหญ่เป็นปลา เต้าหู้ ผักใบเขียว และเห็ด ล้วนมีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วย

dailynews130505_002bที่มาคุยเรื่องการชะลอวัยแก่วันนี้ เนื่องด้วยเมื่อ 25 เม.ย. ได้มีโอกาสไปฟัง พญ.มะลิ วิโรจน์สกุลชัย ผู้สนใจด้านชะลอความแก่ (American Board of Anti-Aging and Renerative Medicine) ได้ไปพูดให้คณะเครือข่ายสหวิทยาการแห่งราชบัณฑิตยสถานในพระราชูปถัมภ์ฯ ราว 60 ท่าน โดยมี นพ.ยงยุทธ วัชรดุลย์ เป็นประธาน ผู้ฟัง อาทิ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์, พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ, นพ.สมชัย บวรกิตติ, ศ.กำจร มนูญ ปิจุ, ภญ.ปลื้มจิต โรจนวาณิชย์ ฯลฯ

คุณหมอได้บอกเมื่อชีวิตเข้าสู่วัยชรา ปัจจุบันถืออายุเกิน 60 ปี อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมักจะค่อยเสื่อมลง ตั้งแต่ผม ตา หู จมูก ไปจนถึงอวัยวะภายในและการเคลื่อนไหวของร่างกาย พร้อมทั้งโรคภัยต่าง ๆ อาจเกิดขึ้น หัวใจ กระดูก ข้อ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงมะเร็ง ผู้ที่มีการปรับตัวก็จะต้องทำให้ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ พัฒนาให้มีคุณภาพชีวิตดีตามไปด้วย

ความแก่ในอุดมคติ คนแก่ยุคใหม่จะต้องปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เพราะทุกวันนี้จะหาลูกหลานมาช่วยดูแลยากขึ้น จึงต้องฝึกให้ไม่ต้องพึ่งพาใคร ร่างกายเคลื่อนไหวได้เองไม่ติดขัด สามารถสื่อสารต่อผู้คนรอบตัวได้ดังใจ ประสิทธิภาพของร่างกาย จิตใจ พร้อมตัดสินใจทำอะไรได้ด้วยตัวเอง มีความสุข สนุกสนาน ไม่แยกตัวจากสังคม และพยายามให้ไม่มีโรคในตัว พร้อมแก้ไขอาการต่าง ๆ เช่น อ่อนเพลีย ซึมเศร้า เหงา กังวล นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม ฯลฯ ไปในตัวด้วย

ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ผู้สูงอายุกับเรื่องฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุลเป็นเรื่องใหญ่ที่มีคนกล่าวถึงกันมาก จะให้หรือไม่ให้ดี ให้มากน้อยเท่าใด ระยะยาวนานเท่าใด ให้แล้วจะก่อให้เกิดมะเร็งตามมาง่ายขึ้นหรือไม่ จึงต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแลและเชี่ยวชาญเรื่องนี้จะเป็นผู้ให้คำแนะนำและรักษา

คุณหมอมะลิได้สรุป ให้ใช้ชีวิตในทางถูกต้อง อาหาร ออกกำลังกาย ทำจิตให้ผ่องใส หลีกเลี่ยงความสุขจากการดื่มแอลกอฮอล์มาก อาหารรสจัด หวาน มัน เค็ม ขนมปัง เนยแข็ง หรือการฉลองยามดึก ว่าเป็นความสุขที่ไม่จีรังยั่งยืน

dailynews130505_002cตรวจเส้นเลือดคอหาความเสี่ยงอัมพาต โรงพยาบาลพระราม 2 ได้นำทีมแพทย์พยาบาลพร้อมเครื่องมือตรวจหาความตีบแคบของเส้นเลือดแดงคาโรติดบริเวณคอทั้งสองข้าง เพื่อดูความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต กับบรรดาสมาชิกของราชบัณฑิตยสถาน คนสนใจกันมาก เพราะผู้ที่มาล้วนเป็นผู้อาวุโสทั้งสิ้น ถ้าเส้นเลือดตีบแคบมากจากไขมันไปเกาะเลือดจะไปเลี้ยงสมองได้น้อย โอกาสจะเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตย่อมมีมากขึ้น

การปฏิบัติตัวเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดี อายุยืนยาวคงต้องอาศัยหลักพื้นฐานทั่ว ๆ ไป การเลือกอาหารการกินให้เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่เครียดเกินไป มีอาการอะไรที่ผิดปกติก็ควรปรึกษาแพทย์แล้ว สุขภาพจะดีทั้งกายและใจ.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  5 พฤษภาคม 2556

อยากแข็งแรงตอนแก่ จงเลี่ยงอาหารฝรั่ง

People who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread, butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age

People who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread, butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age

วารสารทางวิชาการ “แพทยสมาคมอเมริกัน” กล่าวว่า ถ้าหากอยากอายุยืน ควรจะหลีกเลี่ยงการกินอาหารแบบฝรั่ง ที่ล้วนแต่มัน ๆ

รายงานผลการศึกษาระยะยาว จากชายหญิงอังกฤษ 5,350 คน การกินอาหารทอดๆ และหวาน เช่น อาหารเนื้อแดงสำเร็จ ข้าวขัดขาว ของเนยนมไขมันสูง จะทำให้ความหวังที่จะอยู่ถึงแก่เฒ่าอย่างมีสุขภาพดี ต้องลดน้อยถอยลง

หัวหน้าคณะผู้ศึกษากล่าวแจ้งว่า “การละเว้นอาหารแบบตะวันตก จะช่วยให้บรรลุความแก่แต่แข็งแรง ปราศจากโรคเรื้อรังและยังคงช่วยเหลือตัวเองได้”.

ที่มา :  ไทยรัฐ 23 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

The research adds to evidence that Western style food is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK - more than any other illness

The research adds to evidence that Western style food is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK – more than any other illness

The Western diet really IS a killer: People who eat white bread, butter and red meat are most likely to die young 

  • Those who ate fried and unhealthy food had doubled risk of early death
  • Key culprits include red meat, white bread, butter, cream and sweet foods
  • Findings ‘help explain’ why heart disease is still the UK’s biggest killer

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 18:20 GMT, 16 April 2013

The typical Western diet, high in fat and sugar, really does lead to an early grave, new research suggests.

A study of more than 5,000 civil servants found those who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread and butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age.

It adds to evidence that ‘Western style food’ is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK – more than any other illness.

The findings published in The American Journal of Medicine are based on a survey of British adults and suggest adherence to the diet increases the risk of premature death and disability later in life.

Lead researcher, Dr Tasnime Akbaraly, of the National Institute of Health and Medical Research in France, said: ‘The impact of diet on specific age-related diseases has been studied extensively, but few investigations have adopted a more holistic approach to determine the association of diet with overall health at older ages.’

She examined whether  diet, assessed in midlife, using dietary patterns and adherence to the Alternative Healthy Eating Index (AHEI), is associated with physical ageing 16 years later.

The AHEI is an index of diet quality, originally designed to provide dietary guidelines with the specific intention to combat major chronic conditions such as heart disease and diabetes.

Dr Akbaraly added: ‘We showed that following specific dietary recommendations such as the one provided by the AHEI may be useful in reducing the risk of unhealthy ageing, while avoidance of the “Western-type foods” might actually improve the possibility of achieving older ages free of chronic diseases.’

The researchers analysed data from the British Whitehall II cohort study and found following the AHEI can double the odds of reversing metabolic syndrome, a range of disorders known to cause heart disease and mortality.

They followed 3,775 men and 1,575 women from 1985-2009 with a mean age of 51 years.

Using a combination of hospital data, results of screenings conducted every five years, and registry data, investigators identified death rates and chronic diseases among participants.

At the follow up stage, just four per cent had achieved ‘ideal ageing’ – classed as being free of chronic conditions and having high performance in physical, mental and mental agility tests.

About 12 per cent had suffered a non-fatal cardiovascular event such as a stroke or heart attack, while almost three per cent had died from cardiovascular disease.

About three quarters were categorised as going through ‘normal ageing’.

The researchers said participants who hadn’t really stuck to the AHEI increased their risk of death, either from heart disease or another cause.

Those who followed a ‘Western-type diet’ consisting of fried and sweet food, processed food and red meat, refined grains, and high-fat dairy products, lowered their chances for ideal ageing.

SOURCE: dailymail.co.uk

คนโกรธโมโหง่ายกลับจะตายยาก อายุยืนมากกว่าคนเก็บกดตั้ง 2 ปี

cbs130109_001เพิ่งมีการศึกษาพบว่าชาวอิตาลีและสเปน ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้อน กลับมีท่าทางว่าจะมีอายุยืนกว่า สุภาพบุรุษผู้ดีเมืองน้ำชา ซึ่งชอบเม้มปากนิ่งเงียบ ได้เกือบตั้ง 2 ปี

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเยนาของเยอรมนีผู้ศึกษา กล่าวว่า เพราะการเป็นคนโกรธง่ายและต้องระบายอารมณ์ออกมา กลับเป็นเรื่องดีแก่สุขภาพจิต การศึกษาจากคนไข้กว่าครึ่งพันคนยังทำให้รู้ด้วยว่า การเก็บงำความวิตกกังวลไว้ในใจนั้น จะทำให้ชีพจรเต้นเร็วขึ้น ซึ่งหากทำนานๆเข้าจะทำให้ความดันโลหิตสูง และเสี่ยงที่จะเป็นโรคภัยหลายอย่างตั้งแต่โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง และไตพิการ

นักวิทยาศาสตร์ยังได้ระบุถึงผู้ที่ชอบเก็บกดความรู้สึกว่า จะเสี่ยงกับโรคภัยเป็นพิเศษ พวกเขาจะผิดกับคนอื่น ตรงที่จะพยายามไม่แสดงอาการอะไรออกมาให้คนอื่นเห็น.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Expressing Anger May Help You Live Longer

January 9, 2013 3:42 PM

NEW YORK (CBS NEWS) – Can losing your cool be good for you? According to a new German study, people who express their anger live two years longer, on average, than those who bottle up their rage.

After analyzing 6,000 patients, researchers found that those who internalized their angry feelings ran the risk of an elevated pulse, high blood pressure and other serious ailments.

Dr. Janet Taylor, a psychiatrist who specializes in stress management, spoke about the study and how to interpret it. “It’s really how to express appropriate anger,” she said. “And people who keep it in, hostility…people who get depressed…certainly have a higher risk for having cardiovascular disease, like heart attacks and even sudden death.”

But Taylor added that the key word is “appropriate,” and that does not include throwing things or punching your fist through a wall. She suggests channeling anger into something constructive, like forming a group or starting a petition.

SOURCE : cbslocal.com

ผลวิจัยชี้คนอายุยืนขึ้น แต่ขี้โรคมากขึ้นทั่วโลก

Credit : zenmyfitness.com

Credit : zenmyfitness.com

ผลวิจัยชี้ ค่าเฉลี่ยอายุขัยของประชากรโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่อาการป่วยต่างๆ รวมถึงอาการป่วยทางจิต ทำให้คนตายมากขึ้นเรื่อยๆ…

เมื่อ 14 ธ.ค. นายคริสโตเฟอร์ เมอร์เรย์ ผู้อำนวยการสถาบันการประเมินและชี้วัดด้านสาธารณสุข มหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐฯ เผยผลวิจัยค่าเฉลี่ยอายุขัยและการเสียชีวิตของประชากรโลก โดยอ้างอิงผลงานของนักวิจัย 480 คน จาก 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องและนำมาเผยแพร่ในปี 2553 และการประเมินผลข้อมูลทั้งหมดพบว่าประชาชนทั่วโลกมีอายุขัยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อปี 2533

นอกจากนี้ สถิติประชากรเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่เสียชีวิตเพราะเจ็บป่วยและขาดสารอาหารทั่วโลกมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 20 ปี เป็นผลจากการรณรงค์เรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคร้ายแรงในเด็ก ขณะที่ประชากรในวัยชรามีอายุยืนขึ้นจากความสำเร็จในการคิดค้นตัวยารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ปัจจัยทั้งหมดไม่อาจป้องกันความพิการหรืออาการเจ็บป่วยจากโรคที่เกิดขึ้นใหม่ได้ ขณะที่ภาวะเจ็บป่วยทางจิตทำให้ประชากรโลกฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา.

ที่มา : ไทยรัฐ 15 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Smoking is one of the top health risks in the developing world

Smoking is one of the top health risks in the developing world

We live ‘longer but sicker’ as chronic diseases rise

By Jane Dreaper Health correspondent, BBC News

People around the world are living longer but with higher levels of sickness, according to the largest ever study of the global burden of disease.

The Lancet analysis shows high blood pressure, smoking and drinking alcohol have become the highest risk factors for ill health.

They replace child malnourishment, which topped the list in 1990.

But some researchers have criticised the way the data was put together, and suggested it is based on poor evidence.

The five-year project, involving almost 500 authors, found heart disease and stroke caused around one in four deaths – almost 13 million – worldwide in 2010.

” What ails you isn’t necessarily what kills You.”

Prof Christopher MurrayLead researcher

The burden of HIV/Aids remains high – accounting for 1.5 million deaths that year.

While the age people can expect to live to has increased around the world, the gap in life expectancy between countries with the highest and lowest figures was broadly unchanged since 1970.

Sub-Saharan Africa continues to have a high rate of early death.

Prof Christopher Murray, from the Institute for Health Metrics and Evaluation (IHME) at the University of Washington, led the work.

He said: “There’s been a progressive shift from early death to chronic disability.

“What ails you isn’t necessarily what kills you.”

‘Controversial judgements’

Diseases such as diabetes and lung cancer moved up the rankings, while diarrhoea and tuberculosis moved down.

The researchers said deaths from diarrhoea have declined by 60% in the past 20 years, although some scientists feel the disease toll from poor sanitation has been under-estimated.

Prof Sandy Cairncross, from the London School of Hygiene and Tropical Medicine (LSHTM), said in an Lancet editorial: “The complexities of the task have been compounded by inadequate consultation.

“Although the findings portray the work of numerous experts, the rankings made do not show the scientific consensus of all those involved.”

He told the BBC that some “controversial judgement calls” had been made about the strength of evidence.

However, the project was welcomed by the LSHTM’s director, Professor Peter Piot, who said the work showed how “surprisingly fast” the world’s health problems were changing.

He said: “It also shows and recognises the fantastic progress that’s been made on the health issues which are part of the Millennium Development Goals (MDGs).

“Promising to cut deaths among mothers and infants, for example, has helped to concentrate minds and resources.

“This is relevant to the current discussion about the new series of MDGs which will go beyond 2015.

“I’m very concerned there’s a trend to talk about dropping the current MDGs and replacing them with something more vague such as ‘sustainable development’.

“I think it would be a disaster to drop our focus now. ”

SOURCE : bbc.co.uk