7 วัน กับ 7 อ. สร้างสุขภาพรับปี 57

prachachat140108_002ไม่ใช่เฉพาะ 3 อ. อาหาร อ.อารมณ์ และ อ. ออกกำลังกาย ที่เราเคยได้ยินกันจนชินหูเท่านั้นที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี แต่ปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของเราเองก็มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการสร้างสุขภาวะ วันนี้ สรรหามาขยาย จึงขอหยิบเอาสาระดีๆ “7 วัน กับ 7 อ.สร้างสุขภาพรับปี 57” เพื่อเป็นการตอกย้ำให้ทุกคนใส่ใจต่อสุขภาพให้มากขึ้น เพราะเรื่องของสุขภาพอยู่ที่ตัวเราเท่านั้น “อยากได้ต้องทำเอง”

1) อาหาร ในปัจจุบันคนเรามีความเสี่ยงในเรื่องการบริโภคอาหารสูงมาก สังเกตได้ง่ายๆ จากอัตราการเกิดโรคมะเร็งที่มีแนวโน้มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำคือพืชผัก ผลไม้ และการเลี้ยงสัตว์ที่ต้องพึ่งสารเคมี และฮอร์โมน – ยาเพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก การเลือกอาหารเข้าปากจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ นอกจากประเด็นเรื่องวัตถุดิบต่างๆ แล้ว การประกอบอาหารในปัจจุบันยังเสี่ยงต่อสุขภาพมากขึ้นเพราะอุดมไปด้วยแป้ง ไขมัน ที่ทำให้บริโภคไปแล้วเกิดโรคอ้วนทันตา โรคตามมาอีกเพียบ นอกจากนี้คนยังนิยมบริโภค หวาน มัน เค็ม ที่นำไปสู่โรคร้ายต่างๆ มิติของอาหารกับสุขภาพจึงมีมากมาย ก่อน “กิน” จึงต้องเลือกและรู้เท่าทัน

2) อารมณ์ สุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้เรามีสุขภาพดีได้ แต่จากข้อมูลคนไทยป่วยทางจิตไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน หากสุขภาพจิตไม่ดีจะส่งผลเสียต่อร่างกายทันที เช่น ความเครียด นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง ลำไส้ใหญ่อักเสบ และโรคหัวใจ เป็นต้น การลดภาวะตึงเครียด สร้างจิตใจให้ปลอดโปร่ง มองโลกในแง่ดี ไม่โกรธง่าย ปล่อยวาง ทำในสิ่งที่เราชอบ เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน ฯลฯ จึงถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้เราสุขภาพจิตดีขึ้น นอกจากนี้ หลักธรรมทางศาสนาที่ตนนับถือยังเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาจิตใจให้สมบูรณ์แข็งแรง

3) ออกกำลังกาย กระแสการออกกำลังกายในปัจจุบันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย ทั้งๆ ที่การออกกำลังกายจะทำให้เลือดสูบฉีด มีส่วนสำคัญต่อการสร้างสุขภาพจิต ป้องกันโรค บำรุงกระดูก ช่วยในระบบย่อย ร่างกายหลั่งสารความสุข ฯลฯ การออกกำลังกายจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก และหากใครอยากได้หุ่น Fit & Firm รวมทั้งสุขภาพดี ต้องเริ่มออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ควรออกกำลังกายในแบบที่ชอบ โดยออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) ซึ่งไม่รุนแรงมากแต่มีความต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่งเหยาะๆ หรือ วิ่งทางไกล ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน กระโดดเชือก เต้นแอโรบิก ฯลฯ และต้องออกกำลังกายให้เหมาะกับอายุ

4) อากาศ เราไม่ค่อยคิดหรอกว่าอากาศที่เราหายใจเข้าไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จะส่งผลต่อสุขภาพเราได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทานอาหาร โดยเฉพาะอากาศที่เต็มไปด้วยสารพัดสารพิษทั้งจากภายนอกและภายในอาคาร ภายนอกอาคารจะเห็นได้ว่าในเมืองใหญ่จะเต็มไปด้วยฝุ่นควันพิษ เช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ที่มีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยของเสีย เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หมอกควันจากไฟป่า ส่วนในอาคารก็เต็มไปด้วยสารพิษต่างๆ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ น้ำยาทำความสะอาด หมึกจากสิ่งพิมพ์ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม ฯลฯ จากเครื่องใช้ไฟฟ้า มีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกว่า เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคทางเดินหายใจ โรคปอด และโรคมะเร็ง เหตุนี้ภายในบ้านเองจะต้องมีการระบายอากาศอย่างสม่ำเสมอ และควรปลูกต้นไม้เพื่อให้ปอดได้รับอากาศบริสุทธิ์บ้าง

5) อนามัย ควรหมั่นทำความสะอาดที่พักอาศัย และโต๊ะทำงานให้สะอาดเอี่ยมอยู่เสมอ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ เริ่มจากภายในบ้านที่ต้องทำความสะอาด ปัดกวาดอย่างสม่ำเสมอ อะไรที่หมักหมมก็เก็บทิ้งบ้าง ที่นอน หมอนมุ้ง ควรนำมาซัก ตากแดด ปัดฝุ่น เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ภายในครัวจะต้องไม่มีเศษอาหารตกค้างที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรครวมทั้งเป็นที่อยู่ของหนู หรือแมลงสาบ ซึ่งเป็นที่มาของโรค ส่วนโต๊ะทำงาน หรือแม้แต่เมาส์และคีย์บอร์ดที่เราจิ้มๆ อยู่ทุกวันก็เป็นอันตรายที่เรามองข้าม (มาตลอด) เพราะจากการวิจัยพบว่า เชื้อโรคเหล่านี้มีมากพอๆ กับในห้องน้ำเลยทีเดียว สภาพแวดล้อมในบ้านที่ดีย่อมเอื้อต่อการมีสุขภาพดีของคนในครอบครัว ขณะเดียวกันโต๊ะทำงาน ห้องทำงานที่สะอาดก็จะทำให้เราทำงานได้อย่างสบายใจ ปลอดภัย ปลอดโรคได้เช่นเดียวกัน

6) อบายมุข ขึ้นชื่อว่าอบายมุข ย่อมเป็นที่รู้กันว่าเป็นหนทางแห่งความเสื่อม และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายต่างๆ เช่น บุหรี่ ในควันบุหรี่มีสารก่อมะเร็งจำนวนมาก มากที่สุดกว่าสารก่อมะเร็งที่มนุษย์จะได้รับจากแหล่งอื่นๆและเป็นที่มาของโรคร้าย เช่น มะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคถุงลมโป่งพอง แก่ก่อนวัย เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ต่อมาคือเหล้า – เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากใครที่ติดเหล้างอมแงมอายุจะสั้นลง 10-14 ปี รวมทั้งยังเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคตับ ความดันโลหิตสูง รวมทั้งยังส่งผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท ที่สำคัญเหล้ายังเป็นน้ำเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อใครที่กิน อบายมุขอีกอย่างหนึ่งก็คือ การสำส่อนทางเพศที่จะนำไปสู่การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ กามโรค ซิฟิลิศ หนองใน เอดส์ ฯลฯ การหลีกเลี่ยงอบายมุขได้สุขภาพก็ย่อมดีตามมาอย่างแน่นอน

7) อิริยาบถ เป็น อ.สุดท้ายที่อยากฝากไว้ โดยเฉพาะมนุษย์ในออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เสี่ยงต่อโรค Office Syndrome ที่สำคัญคือ ปวดตามเนื้อตามตัว อย่างเช่น ปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดหัว ปวดแขน ปวดข้อมือ ถ้านั่งหน้าคอมนานๆ ก็อาจจะมีพวกตาแห้ง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดกระบอกตา เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่เพียงเท่านี้ เพราะจะตามมาด้วยโรคอื่นๆ เช่น โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดหัวไมเกรน นิ้วล็อก ฯลฯ ปีใหม่นี้ ใครที่มีอาการจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของแต่ละคน เช่น เคยนั่งนานๆ เมื่อเริ่มปวดเมื่อยก็ถือโอกาสลุกขึ้นเดินยืดแข้งยืดขา บิดขี้เกียจ ยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะขณะทำงาน ใช้นิ้วนวดเบาๆ บริเวณที่เกิดอาการปวด พักฟังเพลงเบาๆ เพื่อผ่อนคลาย หลับตานิ่งๆ สักพัก หรือมองสีเขียวๆ จากต้นไม้ใบหญ้า

ก็หวังว่าปีใหม่นี้ ผู้อ่านจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการมีสุขภาพที่ดีทั้งในปีนี้และปีต่อๆ ไป

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 8 มกราคม 2557

Advertisements

ความรักไม่ทรมาน หายเจ็บปวดร้าวราน

Credit: wugange.com

Credit: wugange.com

นักแต่งเพลงตั้งแต่ไหนแต่ไรมามักจะโทษว่า ความรักทำให้เจ็บปวดร้าวราน แต่บัดนี้นักวิทยาศาสตร์เถียงได้ว่า ความรักทำให้คลายเจ็บปวดก็มี

นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ดของอเมริกา ได้ทดลองกับนักศึกษา 15 คน มาทรมานให้เกิดความเจ็บปวดเล็กน้อยพร้อมกับใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นสมองคอยจับการทำงานของสมองดูด้วย เพราะเป็นที่ทราบกันว่า ความรู้สึกในความรักอย่างรุนแรงก่อให้สมองหลายส่วนเกิดปฏิกิริยาอย่างคึกคัก แล้วคอยจับตาดูว่า เมื่อพวกเขาเห็นภาพคนรักจะแสดงอาการอย่างใดบ้าง

คณะวิจัยได้พบว่า การได้เห็นรูปคนรักทำให้พวกเขาคลายความรู้สึกเจ็บปวดลงได้มากกว่าได้เห็นรูปคนที่แค่รู้จักเท่านั้น

ศาสตราจารย์ปอล กิลเบิร์ต แพทย์ผู้ชำนาญด้านประสาทและจิตเวช มหาวิทยาลัยเดอร์บี้ แสดงความเห็นว่า ความสัมพันธ์ของอารมณ์กับความรู้สึกเจ็บปวดนั้นสามารถเห็นได้ชัด “ตัวอย่างอันหนึ่ง ก็คือ นักฟุตบอลที่บาดเจ็บก็ยังโขยกเขยกทนเจ็บเล่นต่อไปได้ก็เพราะกำลังมีอารมณ์สู้”

ที่มา: ไทยรัฐ 30 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

Credit: weheartit.com

Credit: weheartit.com

Love can ease pain, say brain researchers

14 October 2010

Love hurts, at least according to many a romantic songwriter, but it may also help ease pain, US scientists suggest.

Brain scans suggest many of the areas normally involved in pain response are also activated by amorous thoughts.

Stanford University researchers gave 15 students mild doses of pain, while checking if they were distracted by gazing at photos of their beloved.

The study focused on people early in a romance, journal PLoS One reported, so the “drug of love” may wear off.

The scientists who carried out the experiment used “functional magnetic resonance imaging” (fMRI) to measure activity in real-time in different parts of the brain.

It has been known for some time that strong feelings of love are linked to intense activity in several different brain regions.

These include areas linked to the brain chemical dopamine, which produces the brain’s feel-good state following certain stimulants – from eating sweets to taking cocaine.

“Light up”

The Stanford University researchers had noticed that when we feel pain, some of the same areas “light up” on the scans – and wondered whether one might affect the other.

They recruited a dozen students who were all in the first nine months of a relationship, defined as “the first phase of intense love”.

Each was asked to bring in a picture of the object of their affection and photos of what they deemed an equally attractive acquaintance.


It’s important to recognise that people who feel alone and depressed may have very low pain thresholds, whereas the reverse can be true for people who feel secure and cared for”

Professor Paul GilbertUniversity of Derby

While their brains were scanned, they were shown these pictures, while a computer controlled heat pad placed in the palm of their hand was set up to cause them mild pain.

They found that viewing the picture of their beloved reduced perceptions of pain much more than looking at the image of the acquaintance.

Dr Jarred Younger, one of the researchers involved, said that the “love-induced analgesia” appeared to involve more primitive functions of the brain, working in a similar way to opioid painkillers.

“One of the key sites is the nucleus accumbens, a key reward addiction centre for opioids, cocaine and other drugs of abuse.

“The region tells the brain that you really need to keep doing this.”

Professor Paul Gilbert, a neuropsychologist from the University of Derby, said that the relationship between emotional states and the perception of pain was clear.

He said: “One example is a footballer who has suffered quite a painful injury, but who is able to continue playing because of his emotionally charged state.”

He added that while the effect noticed by the Stanford researchers might only be short-lived in the early stages of a love affair, it may well be replaced by something similar later in a relationship, with a sense of comfort and wellbeing generating the release of endorphins.

“It’s important to recognise that people who feel alone and depressed may have very low pain thresholds, whereas the reverse can be true for people who feel secure and cared for.

“This may well be an issue for the health service, as patients are sometimes rushed through the system, and perhaps there isn’t this focus on caring that might have existed once.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

Meditation produces enduring changes in emotional processing in the brain, study shows

November 12, 2012 in Neuroscience

A new study has found that participating in an 8-week meditation training program can have measurable effects on how the brain functions even when someone is not actively meditating. In their report in the November issue of Frontiers in Human Neuroscience, investigators at Massachusetts General Hospital (MGH), Boston University (BU), and several other research centers also found differences in those effects based on the specific type of meditation practiced.

“The two different types of meditation training our study participants completed yielded some differences in the response of the amygdala – a part of the brain known for decades to be important for emotion – to images with emotional content,” says Gaëlle Desbordes, PhD, a research fellow at the Athinoula A. Martinos Center for Biomedical Imaging at MGH and at the BU Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, corresponding author of the report. “This is the first time that meditation training has been shown to affect emotional processing in the brain outside of a meditative state.”

Several previous studies have supported the hypothesis that meditation training improves practitioners’ emotional regulation. While neuroimaging studies have found that meditation training appeared to decrease activation of the amygdala – a structure at the base of the brain that is known to have a role in processing memory and emotion – those changes were only observed while study participants were meditating. The current study was designed to test the hypothesis that meditation training could also produce a generalized reduction in amygdala response to emotional stimuli, measurable by functional magnetic resonance imaging (fMRI).

Participants had enrolled in a larger investigation into the effects of two forms of meditation, based at Emory University in Atlanta. Healthy adults with no experience meditating participated in 8-week courses in either mindful attention meditation – the most commonly studied form that focuses on developing attention and awareness of breathing, thoughts and emotions – and compassion meditation, a less-studied form that includes methods designed to develop loving kindness and compassion for oneself and for others. A control group participated in an 8-week health education course.

Within three weeks before beginning and three weeks after completing the training, 12 participants from each group traveled to Boston for fMRI brain imaging at the Martinos Center’s state-of-the-art imaging facilities. Brain scans were performed as the volunteers viewed a series of 216 different images – 108 per session – of people in situations with either positive, negative or neutral emotional content. Meditation was not mentioned in pre-imaging instructions to participants, and investigators confirmed afterwards that the volunteers had not meditated while in the scanner. Participants also completed assessments of symptoms of depression and anxiety before and after the training programs.

In the mindful attention group, the after-training brain scans showed a decrease in activation in the right amygdala in response to all images, supporting the hypothesis that meditation can improve emotional stability and response to stress. In the compassion meditation group, right amygdala activity also decreased in response to positive or neutral images. But among those who reported practicing compassion meditation most frequently outside of the training sessions, right amygdala activity tended to increase in response to negative images – all of which depicted some form of human suffering. No significant changes were seen in the control group or in the left amygdala of any study participants.

“We think these two forms of meditation cultivate different aspects of mind,” Desbordes explains. “Since compassion meditation is designed to enhance compassionate feelings, it makes sense that it could increase amygdala response to seeing people suffer. Increased amygdala activation was also correlated with decreased depression scores in the compassion meditation group, which suggests that having more compassion towards others may also be beneficial for oneself. Overall, these results are consistent with the overarching hypothesis that meditation may result in enduring, beneficial changes in brain function, especially in the area of emotional processing.”

Eric Schwartz, PhD, of the BU Department of Electrical and Computer Engineering and Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, is senior author of the Frontiers in Human Neuroscience report. Additional co-authors are Lobsang T. Negi, PhD, and Thaddeus Pace, PhD, Emory University; Alan Wallace, PhD, Santa Barbara Institute for Consciousness Studies; and Charles Raison, MD, University of Arizona College of Medicine. The study was supported by grants from the National Center for Complementary and Alternative Medicine, including an American Recovery and Reinvestment Act grant to Boston University.

Journal reference: Frontiers in Human Neuroscience

Provided by Massachusetts General Hospital

SOURCE: medicalxpress.com

=================================================

amygdala เป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ในการรับรู้ความทรงจำทางด้านอารมณ์ (emotional) เป็นที่รวบรวมอารมณ์ในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลวความหวังและความกลัวความหดหู่ท้อถอยหรือความสับสน ซึ่งจะใช้ความทรงจำนี้ในการตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามาใหม่ทางระบบประสาทต่างๆเพื่อประเมินถึงภาวะอันตรายหรือโอกาสอันดี โดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ผ่านมา

ในบางครั้งเมื่อประสบในภาวะคับขันหรือเกิดอันตราย เช่น เรามองเห็นสิ่งที่ขดอยู่ในมุมมืดดูคล้ายงูจะกระโดดหนีทันที เป็นการทำงานของ amygdala ที่เกิดขึ้นแบบลัดวงจรโดยเมื่อตามองเห็นสิ่งที่คล้ายงูจะส่งกระแสประสาทไปยังสมอง ส่วนที่เรียก thalamus (อยู่ในระบบ limbic เช่นกัน) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปยัง visual cortex บริเวณสมองส่วนหลัง เพื่อแปลออกมาว่าเป็นอะไรถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับอารมณ์ จะส่งกลับไปยัง amygdala ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์รวมของความทรงจำ ทางอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งต่อไปยัง prefrontalcortex ในการสั่งการโต้ตอบที่เหมาะสมแต่ในเวลาเดียวกันจะมีเส้นใย ประสาท อีกส่วนหนึ่งลัดจาก thalamus มายัง amygdala เลยทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ทันที ไม่ว่าจะเป็นแบบสู้ (หาไม้ตีงู) หรือหนี (กระโดดหลบ) การทำงานแบบลัดวงจรนี้พบได้มากในสัตว์ชั้นต่ำ เช่น นกหรืองูซึ่งเป็นสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดการทำงานของสมองเช่นนี้ ต้องการความรวดเร็วมากกว่าความถูกต้องชัดเจน หรือเหตุผลต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แล้ว สมองจะสั่งการทบทวนอีก เช่น ดูให้ชัดว่าเป็นงู หรือขดเชือก โดยสมองส่วน neocortex จะสั่งการที่เหมาะสมต่อไป ในบางคนจะมีการโต้ตอบแบบลัดวงจรนี้ทันทีเมื่อถูกกระตุ้นทางอารมณ์ที่เรียกกันว่าพวกที่ทำก่อนคิดหรือใช้อารมณ์อยู่เหนือ เหตุผล

จากการศึกษาผู้ป่วยที่มีอุบัติเหตุ หรือทำให้ทางเชื่อมระบบประสาทจาก amygdala ไปยัง neocortex ถูกตัดขาด จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้อารมณ์ ความรู้สึกไม่สามารถตัดสินใจเพราะไม่รู้ถึงผลที่ตามมา ไม่รับรู้ถึงอารมณ์ของผู้อื่น ไม่รู้สึกผิด หรืออับอาย เมื่อทำอะไรผิด

ที่มา: สมชาย  จักรพันธุ์. เรื่องราว E.Q.  วารสารหมออนามัย 9(16) : 80-83

SOURCE: natres.psu.ac.th

===================================================

ต่อมอไมกดาลาขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ นอกจากจะทำหน้าที่บันทึกความกลัวไว้ให้หัวสมองแล้ว นักวิจัยยังพบว่า มันก็ทำหน้าที่ “ลบลืม” ความกลัวให้เราได้ด้วยเช้นกัน

นักวิจัยเอ็นวายยูพบ “ต่อมลืมกลัว” ในสมอง

บีบีซีนิวส์ – อาการ “กลัว” หรือผวากับสิ่งต่างๆ รอบตัว ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะการ “กลัวอย่างไร้เหตุผล” ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กสามารถระบุตำแหน่งบนสมองที่ช่วยพวกเราลบ “ความกลัว” ที่มีอยู่ออกไปได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) เปิดเผยผ่านวารสารทางด้านประสาทวิทยา “นิวโรน” (Neuron) ว่าในมนุษย์ก็มีต่อมลบอาการกลัวได้ เช่นเดียวกับสัตว์ โดยเชื่อว่าต่อมดังกล่าวอยู่ในสมองบริเวณที่เดียวกับที่เราบันทึกความกลัวลงไป

บริเวณที่ลบหรือลืมความกลัวดังกล่าวเรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) พื้นที่ขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ ฝังอยู่บริเวณซีรีบรัม โดยเชื่อมต่อกับไฮโปธารามัส ซึ่งสมองตรงอไมกดาลาทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมเหตุผลและอารมณ์

ที่สำคัญกลไกทำงานลืมความจำของ “อไมกดาลา” นี้พบอยู่ในสมองสัตว์ แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบในสมองของมนุษย์มาก่อน และการค้นพบกลไกของ “อไมกดาลา” ที่ช่วยให้ลืมกลัวแบบเดียวกับสัตว์ในสมองมนุษย์นี้ จะช่วยทุ่นแรงให้บรรดาหมอๆ ทั้งหลายในการรักษาอาการจิตประสาท หรือ “โฟเบีย” ของคนไข้ได้

ดร.อลิซาเบธ เฟลปส์ และทีมงาน จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เปิดเผยว่า การค้นพบตำแหน่งลืมความกลัวนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นโอกาสได้ศึกษาว่าอาการกลัวในมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะดูแลมันอย่างไร แต่งานวิจัยน้อยชิ้นนักที่จะเข้าใจถึงวิธีการลดความกลัวให้น้อยลง

“ยกตัวอย่าง เด็กๆ หลายคนกลัวความมืดเมื่อตอนวัยเยาว์ แต่พอโตขึ้นพวกเขาก็จะเลิกกลัวความมืด หรืออาจจะมีแต่น้อยลง” ดร.เฟลปส์ กล่าว โดยเธอและทีมงานพยายามศึกษาหากลไกลดความกลัวในสมอง โดยนำอาสาสมัครมาทดลองสร้างและลดความกลัว พร้่อมทั้งสังเกตดูว่า สมองส่วนใด ตรงไหนที่ทำงานในขณะนั้น

ทีมงานของ ดร.เฟลปส์ใช้การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI – magnetic resonance imaging) เพื่อเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสมองในช่วงระหว่างที่เราเริ่มเลิกกลัว สิ่งที่เคยกลัว โดยพวกเขาได้ให้อาสาสมัครดูภาพสี่เหลี่ยมจตุุรัสที่ระบายสีไว้ พร้อมทั้งช็อตด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จะทำให้เกิดสภาวะกลัว เหมือนๆ กับอาการจิตประสาท หรือโฟเบีย

เมื่ออาสาสมัครมองภาพสี่เหลี่ยมที่ระบายสีครั้งต่อๆ ไปจะทำให้เกิดอาการกลัวๆ กังวล จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ทำให้เลิกกลัวด้วยการ ย้อนคือเหตุการ คือ ให้อาสาสมัครดูภาพสีเหลี่ยมระบายชุดเดิม (ที่กลัวไปแล้วเพราะโดนช็อต) พร้อมทั้งช็อตกระแสไฟเข้าไปอีกรอบในปริมาณเท่าเดิม และค่อยลดๆ ลงจนอาสาสมัครดูภาพแบบปกติโดยไม่มีกระแสไฟช็อต ก็จะทำใ้ห้อาการกลัวภาพนั้นหายไป

อย่างไรก็ดี เมื่อคณะวิจัยดูผลจากการสแกนสมองขณะอาสาสมัครถูกกระตุ้นให้กลัวจนหายกระทั่งหายกลัวแล้วพบว่า ตำแหน่งของ “อไมกดาลา” นั้นทำงานขณะที่กำลังบันทึกความกลัวเข้าสู่หัวสมอง และทำงานอีกเมื่ออาสาสมัครคลายความกลัวของพวกเขาลงไป พร้อมกับสมองอีกส่วนหนึ่ง

การค้นพบเหล่านี้สนับสนุนงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ที่อธิบายกันมาว่าในสัตว์มีระบบการแก้ไขความวิตกกังวลหรือความกลัวอย่างผิดปกติได้ โดย ดร.เฟลปส์กล่าวว่า หากในมนุษย์ก็มีกลไกนี้เช่นกัน ก็จะง่ายต่อการหายารักษาที่ตรงจุด

“ขณะนี้พวกเราทั้งหมดเริ่มมองหาสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมเพื่อที่จะรักษาอาการกลัว ในมนุษย์พวกเราพยายามที่จะควบคุมอาการกลัว บางสถานการณ์พวกเรารู้ว่าไม่แสดงอาการกลัวออกมา แต่บางสถานการณ์กลับแสดงออกมา”

“อย่างเช่น คนทั่วไปกลัวเสือ แต่เมื่อไปดูเสือในสวนสัตว์ เราก็จะไม่กลัวมัน สิ่งนี้เป็นคำตอบว่า ร่างกายของเราจัดการกับความกลัวได้ แต่จะจัดการอย่างไร” ดร.เฟลปส์อธิบาย

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2547

ธรรมะกับสุขภาพ : การทำสมาธิแบบอินเดียโบราณ ช่วยรักษาผู้ป่วยความจำเสื่อม

ทีมนักวิจัยของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทมัสเจฟเฟอร์สัน ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เชื่อมั่นว่า การทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราช่วยให้การตอบสนองทางอารมณ์ที่มีต่อความเครียด ความเหนื่อยล้า และความวิตกกังวล ในผู้สูงอายุที่มีปัญหาความจำบกพร่องและความจำเสื่อมนั้นดีขึ้น

โดยการค้นพบนี้ ได้ตีพิมพ์ ในวารสาร แพทย์ทางเลือก “Journal of Alternative and Complementary Medicine” เมื่อเร็วๆนี้

การวิจัยดังกล่าว ได้ให้กลุ่มทดลองที่เป็นผู้สูงอายุ 15 คน ซึ่งมีปัญหาเรื่องความจำ ตั้งแต่ความจำบกพร่องไม่รุนแรงอันเนื่องมาจากวัยไปจนถึงระดับที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ (ภาวะสมองเสื่อม) ระยะแรก ให้ทำสมาธิกิรตันกริยา (Kirtan Kriya) ซึ่งเป็นการทำสมาธิ ด้วยการภาวนามนตรา ทุกวัน วันละ 12 นาที นาน 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมให้ฟังดนตรีคลาสสิคทุกวัน วันละ 12 นาที นาน 8 สัปดาห์

ผลการวิจัยเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า กลุ่มทดลองมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วน Pre Frontal (ควบคุมความคิด การตัดสินใจ ความสนใจ) Superior Frontal (ควบคุมการตระหนักรู้ตัว ความรู้สึก) และ Superior Parietal (ควบคุมการสัมผัส การพูด การรับรส) รวมถึงช่วยให้ความจำดีขึ้นด้วย

“เราทำวิจัยเรื่องนี้เพื่อหาคำตอบว่า การเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนโลหิต ไปยังสมอง มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอารมณ์ของคนไข้ ความเชื่อทางจิตวิญญาณ และทำให้ความจำดีขึ้นหรือไม่”  นายแพทย์แอนดรูว์ นิวเบิร์ก ผู้อำนวยการวิจัยแห่งศูนย์การแพทย์ผสมผสานเจฟเฟอร์สันไมร์นา ไบรด์ กล่าว

“ความจำบกพร่องที่เกี่ยวเนื่องกับอายุ อาจมีภาวะซึมเศร้าและอารมณ์แปรปรวนร่วมด้วย และมีข้อมูลที่ชี้แนะว่า ความผิดปกติด้านอารมณ์อาจเร่งให้ภาวะความจำเสื่อมรุนแรงเพิ่มขึ้น” นิวเบิร์ก กล่าวเสริม

กลุ่มทดลองที่ทำสมาธิด้วยการภาวนามนตรารายงานว่า พวกเขามีอาการตึงเครียด เหนื่อยล้า ซึมเศร้า โกรธ และสับสนลดน้อยลงโดยเฉพาะที่เห็นได้ชัด คือ ความตึงเครียดและเหนื่อยล้าลดน้อย ลงมากกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องจิตวิญญาณ

มีการนำเครื่องช่วยตรวจวินิจฉัยทาง เวชศาสตร์นิวเคลียร์ (SPECT) มาสแกน สมองของกลุ่มทดลอง ในส่วนที่พบว่า ได้รับผลกระทบระหว่างการทำสมาธิ และมีหน้าที่ในเรื่องความจำและการโต้ตอบทางอารมณ์ เมื่อเริ่มต้นและหลัง 8 สัปดาห์ผ่านไป

พบว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอารมณ์

สมองส่วน Amygdala ซึ่งมีบทบาทในการสร้างและเก็บความทรงจำเหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ และ Caudate ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ มีความสัมพันธ์กับคะแนนความ ซึมเศร้า ในขณะที่ Prefrontal Cortex, Inferior Frontal Lobe, Parietal Region และ Cingulate Cortex มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกตึงเครียด

และพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างคะแนนความสับสนและซึมเศร้าที่ดีขึ้น กับความเปลี่ยนแปลงด้านความจำที่เป็นคำพูด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความรู้สึกสับสนและซึมเศร้าที่ลดน้อยลง มีความสัมพันธ์กับความจำที่ดีขึ้น

“การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ด้านประสาทวิทยาที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การทำสมาธิส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและชีววิทยา โดยเฉพาะบริเวณสมองส่วนที่ควบคุมด้านความสนใจ ภาวะอารมณ์ และความจำ

มันเป็นขั้นแรกที่ทำให้เราเข้าใจถึงผลกระทบด้านระบบประสาท อันเกิดจากการทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราหรือ ที่คล้ายคลึงกัน” ดร.นิวเบิร์ก กล่าว

อนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิวิจัยและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เมืองทูซาน รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา

       • วิธีภาวนามนตรา “กริตัน กริยา”

การทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราแบบที่เรียกว่า กิรตัน กริยา(Kirtan Kriya Meditation) เป็นการทำสมาธิรูปแบบหนึ่งที่มีต้นกำเนิดจากกุณฑาลินีโยคะ กอปรด้วยการภาวนามนตรา “ซา..ตา..นา..มา” (คำภาวนาภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า เกิดขึ้น..ดำรงอยู่..ดับไป..กลับมาเกิดใหม่) และใช้ท่านิ้วมือประกอบ ซึ่งนิยมทำกันทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งมีหลักฐานปรากฏตั้งแต่ศตวรรษที่ 16

เป็นการปฏิบัติง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียงวันละ 12 นาที ก็จะช่วยลดระดับความเครียด เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังสมอง ทำให้ผู้ปฏิบัติเพ่งจิตและควบคุมความสนใจได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างใจ-กาย-จิตวิญญาณอีกด้วย

แต่ถ้าจะให้ผลดีที่สุด ควรทำเป็นประจำในเวลาเดิมทุกวัน

• วิธีปฏิบัติ

1. นั่งตัวตรงบนพื้นหรือบนเก้าอี้พนักตรง หงายฝ่ามือและวางลงบนเข่าทั้งสองข้าง
2. เปล่งเสียงภาวนา ซา..ตา..นา..มา.. ทอดเสียงยาวๆในแต่ละคำ
3. ให้ปลายนิ้วชี้แตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา ซา
4. ให้ปลายนิ้วกลางแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา ตา
5. ให้ปลายนิ้วนางแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา นา
6. ให้ปลายนิ้วก้อยแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา มา
7. เคลื่อนไหวนิ้วตามขั้นตอนที่ 3-6 ขณะภาวนาอย่างต่อเนื่องดังนี้

• ภาวนาเสียงดัง 2 นาที
• ภาวนาเสียงเบา 2 นาที
• ภาวนาในใจ 4 นาที
• ภาวนาเสียงเบา 2 นาที
• ภาวนาเสียงดัง 2 นาที

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย เบญญา)

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 พฤษภาคม 2555

=================================================

Related Article:

.

Meditation Helps Memory Loss Patients

Written by Petra Rattue
Article Date: 02 Mar 2012

The Journal of Alternative and Complementary Medicine reports that researchers from the Thomas Jefferson University Hospital have discovered that adults with memory impairment and memory loss may benefit from mantra-based meditation, which has a positive effect on people’s emotional responses to stress, fatigue and anxiety.

For their study, the researchers enrolled 15 older adults with memory problems that ranged from mild age-associated memory impairment to mild impairment, with Alzheimer’s disease on a Kirtan Kriya (KK) mantra-based meditation course, that involved 12 minutes of meditation, per day, for a period of eight weeks, and a control group to listen to classical music for the same amount of time over 8 weeks.

Preliminary findings revealed a substantial increase in cerebral blood flow in the patients’ prefrontal, superior frontal, and superior parietal cortices, and also better cognitive function.

Andrew Newberg, M.D., director of Research at the Jefferson Myrna Brind Center of Integrative Medicine explained:

“We sought to build on this research to determine if changes in cerebral blood flow (CBF) had any correlation with changes in patients’ emotional state, feelings of spirituality and improvements in memory. Age-associated cognitive impairment can be accompanied by depression and changes in mood. There is data suggesting that mood disorders can aggravate the processes of cognitive decline.”

The findings demonstrated that participants in the meditation group showed some improvement in fatigue, tension, anger, confusion and depression, and whilst the researchers noted a substantial improvement in tension and fatigue, compared with the control group, they did not observe significant changes with regard to spirituality scores.

They examined the participants’ brains and other regions of interest (ROI) by using single photon emission computed tomography (SPECT) scans at baseline and at 8-weeks. The location of the scans was based on regions that the researchers earlier found were affected during the meditation tasks, and that are involved in various cognitive and affective responses.

The results showed an important relationship between the change in CBF and the change of the patients’ reported mood states. For instance, whilst regions like the amygdala, which impact memory formation and storage linked to emotional events, as well as the caudate, which is thought to be strongly involved in learning and memory related to depression scores, areas like the prefrontal cortex, inferior frontal lobe, parietal region, and cingulate cortex were related with tension.

The fact that researchers observed substantial associations between improved scores for confusion, depression and change in verbal memory indicates that improvements of depression and confusion are linked to cognitive improvement.

Dr. Newberg concludes:

“This study is one of a growing body of neuroimaging studies to illustrate the neurological and biological impact of meditation, highlighting brain regions that regulate attention control, emotional states, and memory. It is a first step in understanding the neurophysiologic impact of this and similar meditative practices.”

SOURCE: medicalnewstoday.com