ต้านภาวะอ้วนลงพุงด้วย OTPP จากชาอู่หลง

dailynews140305_002ในปัจจุบันนี้ภาวะอ้วนลงพุงหรือเมตาบอลิ ซินโดรม (Metabolic Syndrome) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เพราะนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนหรือแม้แต่โรคมะเร็ง โรคเหล่านี้ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งคุณภาพชีวิตและทรัพย์สินเงินทองวิธีการป้องกันและรักษาภาวะอ้วนลงพุงมีหลายวิธีซึ่งอาจจะต้องผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาตลอดจนการผ่าตัด โดยแต่ละวิธีจะให้ผลได้แตกต่างกันและอาจมีผลข้างเคียงรวมถึงค่าใช้จ่ายที่สูงแตกต่างกัน

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานักวิจัยให้ความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าวิจัยของสารพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดหรือควบคุมปริมาณไขมันเพื่อช่วยลดภาวะอ้วนลงพุง สารพฤกษเคมีตัวหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือสารโอทีพีพี (OTPP หรือ Oolong Tea Polymerized Polyphenols) ซึ่งจัดอยู่ในสารกลุ่มโพลีฟีนอลพบได้ในชาอู่หลงเท่านั้นไม่พบในชาชนิดอื่นๆ

สาร OTPP เกิดจากกรรมวิธีการแปรรูปใบชาอู่หลงโดยการบ่มแบบกึ่งหมัก (Semi-fermentation) ซึ่งจากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ถึงกลไกการออกฤทธิ์ของสาร OTPP ต่อการช่วยลดภาวะอ้วนลงพุงหลายฉบับ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP สามารถลดการดูดซึมไขมัน โดย OTPP ไปยับยั้งเอนไซม์ไลเปสที่ย่อยไขมัน ทำให้ไขมันที่ไม่ถูกย่อยถูกขับออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดลดลง จึงทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดหลังมื้ออาหารลดลงด้วย ทั้งยังกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึมและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน นอกจากนี้ชาอู่หลงยังมีคุณประโยชน์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังพบว่า OTPP ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารโพลีฟีนอลอื่นๆ ในการลดไขมันในช่องท้องหรือต้านภาวะอ้วนลงพุง และในเรื่องของความปลอดภัยพบว่าการดื่มชาอู่หลงในระยะยาวไม่พบรายงานผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อตัวผู้บริโภคซึ่งแตกต่างจากเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดอื่น

ดังนั้นการดื่มชาอู่หลงที่มีสาร OTPP เป็นเครื่องดื่มประจำวันร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงอาจเป็นตัวช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลในการควบคุมน้ำหนักตัว ป้องกันภาวะอ้วนลงพุงได้ด้วย และจากประโยชน์ของชาอู่หลงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพลดการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ออกกำลังกายเป็นประจำจะเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันภาวะอ้วนลงพุง เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอเหมาะควบคู่กันไป ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีห่างไกลภาวะอ้วนลงพุงได้

อ้างอิง

Junichi, N., Takanori, T., Keiichi, A., et al. (2007). Jpn Pharmacol Ther, 35, 661-671.

Maekawa, M., Teramoto, T., Nakamura, J., et al. (2011). Effect of long-term Intake of “KURO-Oolong tea OTPP” on body fat mass and metabolic syndrome risk in over weight volunteers. Jpn Pharmacol Ther, 39, 889-900.

Nakamura, J., Abe, K., Ohta, H., Kiso, Y. (2008). Lowering Effects of the OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenols) Enriched Oolong Tea (FOSHU “KURO-Oolong Tea OTPP) on Visceral Fat in Over Weight Volunteers. Jpn Pharmacol Ther; 36(4), 65-73.

Rong-rong, H., Ling, C., Bing-hui, L., Yokichi, M., Xin-sheng, Y., Hiroshi, K. (2009). Beneficial effects of oolong tea consumption on diet-induced overweight and obese subjects. Chin J Integr Med, 15(1), 34-41.

ดร.ฉัตรภา หัตถโกศลภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 5 มีนาคม 2557

Advertisements

“แก่นตะวัน” มหัศจรรย์ ลดอ้วน

“แก่นตะวัน” ได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ สรรพคุณดีเพราะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์

“แก่นตะวัน” ได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ มีชื่อเรียกได้หลายชื่อทั้ง “ทานตะวันหัว” และ “แห้วบัวตอง” ภาษาอังกฤษ เยรูซาเล็ม อาร์ติโช้ก (Jerusalem artichoke) บางทีก็เรียกว่า ซันโช้ก (sunchoke) ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน

ต้นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศแคนาดา และตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น และเขตกึ่งหนาวอย่างทวีปยุโรป ทำให้เป็นที่รู้จักในหลาย ๆ ภูมิภาคเพราะสามารถปรับตัวได้ดี ที่สำคัญทนทานต่อสภาพภูมิอากาศในเขตร้อน จึงมีการนำไปปลูกในประเทศเขตร้อนอย่างอินเดีย

ลักษณะของแก่นตะวัน มีหัวคล้ายกับขิงหรือข่า ลำต้นสูงประมาณ 1-1.50 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ ส่วนดอกมีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตอง และทานตะวัน แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก มีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่งไว้สำหรับเก็บสะสมอาหาร หัวของแก่นตะวัน จัดว่ามีสรรพคุณดีเพราะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ โมเลกุลยาวจึงเป็นพืชพรีไบโอติกที่มีเส้นใยสูงมาก

หากรับประทานเข้าไปจะช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือ LDL ที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปออกทางอุจจาระ จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดีรสชาติหวานมันคล้ายมันแกวแต่มีความกรุบกรอบเหมือนฝรั่งคุณประโยชน์มีรอบด้าน ทำได้ทั้งอาหารสัตว์ อาหารลดความอ้วนควบคุมไขมันสำหรับคน รวมทั้งเป็นพืชพลังงานทดแทน ที่สามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลได้ ก่อนหน้านี้ทางการเกษตรด้านปศุสัตว์ ใช้ผสมอาหารให้สัตว์ ลดกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ ทำให้สัตว์สุขภาพดี

ดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า แก่นตะวัน มีคุณสมบัติในการลดความอ้วนดีกว่าพืชอาหารช่วยลดความอ้วนที่คนไทยรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นหัวบุก เม็ดแมงลัก หญ้าหมาน้อย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

แม้ว่าแก่นตะวันจะเป็นพืชที่มีหัวอุดมไปด้วยแป้ง คาร์โบไฮเดรต เหมือนพืชมีหัวทั่วไป แต่แป้งในหัวแก่นตะวันเป็นแป้งที่มีอินนูลินและฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ร่างกายย่อยสลายดูดซึมไม่ได้ มันทำให้แป้งของแก่นตะวันกลายเป็นใยอาหารที่เข้าไปช่วยทำความสะอาด เก็บกวาดของเสียในระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี กินเข้าไปแล้วรู้สึกอิ่มและขับถ่ายได้ดีไม่เหมือนแป้งในหัวมันอย่างอื่น ที่กินไปแล้วร่างกายจะย่อยสลายดูดซึมเข้าไปสะสมเป็นไขมันทำให้อ้วน

นอกจากนี้กากใยอาหารของแก่นตะวัน ที่มาถึงลำไส้ใหญ่ทำให้ภาวะลำไส้ใหญ่ที่เป็นด่างจะกลายเป็นกรดอ่อน มีค่า pH อยู่ที่ 3-5 นอกจากจะทำลายแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคล้มหายตายจากไปแล้ว ยังจะทำให้จุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส (Lactabacillus) ไบฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) เจริญเติบโตได้ดีส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้ลำไส้ใหญ่สามารถดูดซึมแร่ธาตุสำคัญจำพวก แคลเซียมและเหล็ก จากกากอาหารได้อีกด้วย

เห็นสรรพคุณของ “แก่นตะวัน” มากมายขนาดนี้แล้ว หลายคนคงอยากจะลองรับประทานกันบ้างแล้วใช่ไหมค่ะ เราสามารถทาน “แก่นตะวัน” ได้ทั้งแบบสด ๆ เหมือนกับผักสลัดทั่ว ๆ ไป รสชาติจะออกคล้าย ๆ แห้วและมันแกว หรือจะนำไปปรุงสุกเป็นอาหารหลากหลายเมนูที่ดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย

นี่คือความมหัศจรรย์ของแก่นตะวัน

ผัดแก่นตะวัน

ส่วนผสม
เนื้อหมูสันในหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 400 กรัม
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
เห็ดหูหนูหั่น 1 ถ้วยตวง
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 1/2 ถ้วยตวง
แก่นตะวันหั่นเป็นเส้น 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
หอมใหญ่หั่น 1/4 ถ้วยตวง
ต้นหอมหั่น 2 ต้น
ผักชีสำหรับแต่งหน้าอาหาร
น้ำมันพืช

วิธีทำ
1. ใส่น้ำมันในกระทะ และนำไปตั้งไฟ ใส่กระเทียมลงไปผัดจนเหลืองหอม
2. ใส่เนื้อหมูลงไปผัดจนเกือบสุก จึงปรุงรสด้วยน้ำปลา, ซิอิ๊วขาว และซอสหอยนางรม ผัดต่อจนส่วนผสมในกระทะเริ่มเดือด
3. ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไป จากนั้นผัดต่อจนหมูสุก
4. ตักใส่จาน และแต่งหน้าด้วยผักชี เสริฟทันทีพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

ยำแก่นตะวัน

ส่วนผสม
แก่นตะวัน 150 กรัม
หัวหอมแดง 3 หัว
กระเทียม 3 กลีบ
พริกแห้งเม็ดใหญ่ 2 เม็ด
น้ำมะนาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนชา
กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่วทุบ ¼ ถ้วย

วิธีทำ
1. ล้างแก่นตะวันให้สะอาดแล้วซอยเป็นชิ้นเล็กๆ
2. ปลอกเปลือกกระเทียมและหัวหอมแดง ล้างน้ำให้สะอาด หั่นกระเทียมเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนหัวหอมแดงแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกซอยบางๆ เตรียมไว้เจียว ส่วนที่ 2 หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
3. เปิดเตาที่ไฟปานกลาง ตั้งกระทะ นำกระเทียมและหัวหอมแดงที่หั่นเป็นชิ้นไว้แล้วมาคั่วซักพักให้หอมจึงตักขึ้นพักไว้ ส่วนหัวหอมแดงอีกครึ่งหนึ่งที่ซอยไว้ ให้นำไปเจียวจนเหลืองกรอบแล้วนำขึ้นมาพักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน
4. หั่นพริกแห้งเป็นท่อน เอาเม็ดออกแล้วนำไปโขลกรวมกับกระเทียมและหัวหอมแดงที่คั่วไว้จนแหลก
5. นำเครื่องปรุงต่างๆ คือ น้ำมะนาว ซีอิ้วขาว (หรือน้ำปลา) และน้ำตาลทราย มาผสมรวมกันในถ้วยผสม ชิมรสตามชอบ เอากะทิเข้าไมโครเวฟประมาณ 2 นาที
6. นำแกนตะวัน เครื่องที่โขลกเตรียมไว้ น้ำปรุงรสและถั่วลิสงทุบใส่ลงไปในชามผสมที่มีกุ้งแห้งอยู่ คนให้เข้ากัน
7. ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยหัวหอมเจียว จากนั้นก็ยกเสริฟได้เลยค่ะ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 23 พฤศจิกายน 2555