บริโภคอาหารอย่างระวัง เชื้อโรคไม่ถามหา

dailynews140927_01การบริโภคอาหารหลากหลาย ถูกสุขลักษณะนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลสารพัดโรคภัยได้ แต่มักเป็นสิ่งที่เรามักมองข้ามและละเลยกันเป็นส่วนใหญ่

อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบกับอีกหลากหลายเมนูที่ชื่นชอบรับประทานนั้น บ่อยครั้งทีเดียวที่จะมีข่าวความเคลื่อนไหวให้ติดตามถึงความอันตรายการเจ็บป่วยรุนแรง ทั้งอาการอาหารเป็นพิษ ท้องร่วง ท้องเสีย อีกทั้งการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ยังมีความเสี่ยงต่อโรคพยาธิต่าง ๆ โดยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงชีวิตและยิ่งฤดูร้อนอากาศอบอ้าวที่เริ่มสัมผัสได้นั้นยังมีความเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหารอีกด้วย ฉะนั้น การบริโภคอาหารให้ถูกสุขอนามัย ปรุงสุกสะอาดสดใหม่ รู้และเข้าใจในวิธีการเก็บรักษาอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้หลีกไกลจากความเจ็บป่วย

ส่วนโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทางอาหารมีทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งสารพิษที่สร้างจากเชื้อเหล่านี้ อย่างที่พบบ่อย ๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้มีไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง เชื้อโรคเหล่านี้พบได้ในลำไส้ของสัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้งในอาหารทะเลจำพวกหอยหลายชนิด ดังนั้น หากนำมารับประทานโดยไม่ทำให้สุกดี ไม่สะอาด ก็จะมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกาย

เมื่อรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกเข้าไป ร่างกายก็มีโอกาสจะได้รับเชื้อเข้าไปด้วย ส่วนมากแล้วเชื้อจะเข้าไปฟักตัวเป็นชั่วโมงหรือทั้งวัน ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อที่ได้รับเข้าไปในร่างกาย ความรุนแรงของเชื้อโรคนั้น ๆ ขึ้นอยู่กับสภาวะของคนไข้ที่รับเชื้อเข้าไป อย่างเช่น เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นรุนแรงมากกว่าคนปกติเป็นเท่าตัว อีกทั้งผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อย่างผู้ที่เป็นมะเร็งหรือเป็นโรคเลือด ก็มีโอกาสเป็นได้มากกว่าคนปกติ

สำหรับอาการที่ปรากฏจะคล้ายกันในผู้ที่ได้รับเชื้อโรคเข้าไปคือ ปวดท้อง มีไข้ ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน ส่วนมากเชื้อพวกนี้มักจะหายเองได้ใน 3-4 วัน ยกเว้นแต่ในรายที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะเสียน้ำ เสียเกลือแร่ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็เป็นได้

การดูแลสุขภาพที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุก หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อย่างในต่างประเทศอาหารสุกจะมีแท่งวัดอุณหภูมิปักลงไปในเนื้ออุณหภูมิต้องมากกว่า 78 องศาเซลเซียส จึงจะปลอดภัย ขณะที่ด้านนอกต้องมากกว่า 100 องศาเซลเซียส และก่อนการปรุงอาหารต้องล้างให้สะอาดเป็นพิเศษ ทั้งเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ในการล้างก็ต้องล้างแยกกัน ไม่ปะปนกัน การใช้เขียง ใช้มีดหั่นแล้วก็ต้องล้างทำความสะอาดทุกครั้ง

อาหารที่ปรุงสุกแล้วนั้นเมื่อตั้งให้เย็นแล้วควรเก็บใส่ตู้เย็นภายใน 3 ชั่วโมง หากตั้งวางเอาไว้เชื้อโรคอาจจะมีการเพิ่มจำนวนหรืออาจจะสร้างสารพิษขึ้นมาในช่วงนั้นได้ การเก็บรักษาควรแยกเป็นภาชนะเล็ก ๆ จะช่วยให้เย็นเร็วยิ่งขึ้น การรับประทานก็ควรนำมาอุ่นก่อน ซึ่งการอุ่นอาหารควรทำให้เดือดไม่ใช่แค่ทำให้ร้อนเฉย ๆ ส่วนพวกผัก ผลไม้ ควรล้างให้น้ำไหลผ่านชะล้างเชื้อโรคให้ดีก่อน

นอกจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มากับอาหารที่ปรุงไม่สุกแล้วนั้น พยาธิที่อยู่ในดินที่ติดมากับสัตว์และผัก รวมทั้งหากสัมผัสขุดจับดินที่มีพยาธิโดยไม่ล้างมือให้สะอาดให้ดีแล้วนั้น ก็อาจจะติดเข้าไปในร่างกายของเรา ติดกับอาหารที่รับประทานได้ อย่างเช่น พยาธิกล้ามเนื้อ หากเข้าสู่ร่างกายจะไปฝังตามกล้ามเนื้อในร่างกายของเรา พวกนี้ติดมากับพวกหมู กระรอก หนู กระแต เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพวกพยาธิตัวจี๊ด ซึ่งจะไชเข้าไปตามผิวหนังของเรา แล้วจะมีอาการคันตามเนื้อตามตัว ซึ่งพวกนี้จะอยู่ในพวกไรน้ำ ซึ่งปลา กุ้ง ปู จะกินไรน้ำพวกนี้เข้าไปและหากกินกุ้งสุก ๆ ดิบ ๆ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล เขียด กบ ฯลฯ ที่ปรุงไม่สุกดีพอนั้นก็จะมีโอกาสที่พยาธิเข้าไปในร่างกายของเราได้ ซึ่งพยาธิใบไม้ในตับนั้น ส่วนใหญ่พบทางอีสานอยู่ในพวกหอย ปลา ที่นำมาทำปลาร้า ปลาส้ม ปลาก้อย พอไม่สุกเมื่อนำมาทานพยาธิพวกนี้ก็จะไปอยู่ที่ทางเดินน้ำดี เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งทางท่อน้ำดี อาการที่พบก็จะมีตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งถึงตอนนั้นอาจจะช้าเกินการรักษาได้

การทำให้สุกสะอาดจึงเป็นการตัดวงจรก่อนเกิดโรคซึ่งโดยมากคนเรานั้นมักละเลยมองข้ามกันไป บางคนอาจโชคดีก็ไม่เกิดอะไรก็ได้ แต่บางคนที่โชคร้ายหลีกไม่พ้นความเจ็บป่วยเกิดขึ้นมา ส่วนในความรุนแรงของเชื้อโรคตัวนั้นขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนที่ได้รับเชื้อเข้าไป เชื้อแต่ละชนิดมีความรุนแรงแตกต่างกัน แต่ที่ดีที่สุดควรเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งบางคนอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็เป็นได้

อย่างที่กล่าวมานั้นการปรุงไม่สุกหากทิ้งไว้ข้างนอกนาน ๆ เชื้อโรคต่าง ๆ ก็จะเจริญเติบโต ในคำว่า สุก หากเป็นอาหารประเภท แกง ต้องเดือดอย่างน้อย 5 นาที เป็นอย่างต่ำ ขณะที่อาหารจำพวกปิ้งย่างก็ไม่ควรที่จะมีเนื้อแดงและในการสังเกตดูแลตนเองหากเกิดการท้องเสีย อาเจียนต่อเนื่อง มีไข้ขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ แต่ที่เป็นอันตรายระยะยาวต่างจากพวกแบคทีเรีย ไวรัส หากเป็นพวกพยาธิส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ในตัวจนกระทั่งแพร่กระจายจะรบกวนการทำงานของร่างกายของเรา ส่วนพยาธิตัวกลมชนิดอื่นมักจะเข้าไปอาศัยอยู่ในลำไส้ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร เป็นโรคท้องเสียเรื้อรังได้

ก่อนที่จะสายเกินแก้ไขการรู้เข้าใจในการบริโภคอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญและเมื่อทราบถึงอันตรายการบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใดก็ตามการปรุงสุกสะอาดเข้าไว้ก่อน ล้วนแต่จะช่วยสร้างความปลอดภัยส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณเองได้.

นพ.ปริย พรรณเชษฐ์
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 27 กันยายน 2557

Advertisements

อันตรายอุจจาระร่วง..บอกเหตุภาวะแทรกซ้อน

bangkokbiznews140828_01หลาย ๆ คน คงเคยเกิดอาการอุจจาระร่วงกันบ้าง ซึ่งเชื่อว่าเกือบทุกคนคงเคยมีอาการนี้มาก่อน บางคนอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ความจริงแล้วอาการอุจจาระร่วงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไตวายหรือถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หรืออาจมีการระบาดเป็นวงกว้างทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่สำคัญของการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะยาต้านจุลชีพ ทำให้มีการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นและยังนำไปสู่การเกิดเชื้อจุลชีพดื้อยา

สาเหตุของอาการนี้มักเกิดจากสารพิษหรือเชื้อโรค ซึ่งอาจจะมีอยู่ตั้งแต่แรกในอาหารหรือน้ำที่เรารับประทาน หรือปนเปื้อนภายหลังจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือที่ปนเปื้อนแล้วไม่ได้ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร ซึ่งเรามักเรียกกลุ่มอาการอุจจาระร่วงที่มีสาเหตุมาจากอาหารหรือน้ำว่าโรคอาหารเป็นพิษ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้มีอาการอุจจาระร่วงได้ เช่นบางคนรับประทานนมแล้วไม่ย่อย ยาบางชนิด เช่น ยาที่เป็นน้ำเชื่อม ยาปฏิชีวนะ หรือโรคลำไส้บางชนิดก็ทำให้มีอุจจาระร่วงได้

บางครั้งท่านอาจจะสงสัยว่าทั้งๆ ที่รับประทานอาหารสุกแล้วก็ยังเกิดอาหารเป็นพิษ ทำให้มีท้องเสีย อาเจียนได้ ทั้งนี้เพราะสารพิษบางชนิดที่ตกค้างอยู่ในอาหารหรือน้ำมีความทนทานต่อความร้อน กรณีนี้มักพบในอาหารปรุงสุกแล้วปล่อยทิ้งค้างไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้เก็บรักษาให้เหมาะสม เช่น ข้าวผัด หลังผัดทิ้งไว้ค้างคืนโดยไม่ได้ใส่ตู้เย็นที่อุณหภูมิเหมาะสมแล้วนำมาอุ่น เชื้อจุลชีพที่เจริญในระหว่างนี้อาจปล่อยสารพิษไว้ เมื่อนำไปอุ่นความร้อนสามารถทำลายเชื้อจุลชีพได้แต่ไม่สามารถทำลายสารพิษที่ตกค้างได้ ดังนั้นนอกจากต้องใส่ใจกับความสุก ความสะอาดของอาหาร และสุขอนามัยของผู้ปรุงอาหารหรือบริกรแล้ว ขั้นตอนในการเก็บรักษาอาหารเพื่อนำมาบริโภคซ้ำก็มีความสำคัญเช่นกัน

ในทางการแพทย์ เราให้คำนิยามของอาการอุจจาระร่วง ว่าคือการถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด 1 ครั้งหรือมากกว่า ผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่นคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แน่นท้อง บางรายอาจมีไข้ ผู้ป่วยอาจมีอาการเนื่องจากการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระหายน้ำ หน้ามืด ในรายที่มีขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงอาจมีปัสสาวะออกน้อย ซึมลง สับสน ความดันโลหิตต่ำได้

เราพอจะแบ่งกลุ่มอาการอุจจาระร่วงออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่นและกลุ่มที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการเด่น

กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่นมีสาเหตุใหญ่อยู่ 2 สาเหตุ คืออาหารเป็นพิษจากสารพิษที่ทนความร้อนและการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหาร กรณีของที่เกิดจากสารพิษที่ทนต่อความร้อน ผู้ป่วยมักมีอาการหลังรับประทานอาหารประมาณ 6-24 ชั่วโมง โดยมักมีประวัติรับประทานอาหารที่ทิ้งค้างไว้นาน ผู้ป่วยมักเริ่มต้นด้วยอาการอาเจียนมากร่วมกับปวดท้อง ต่อมาจึงมีถ่ายอุจจาระร่วงซึ่งมักเป็นไม่รุนแรง ส่วนกรณีของการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหารมักพบในเด็ก ส่วนใหญ่ติดต่อทางน้ำดื่มและอาหาร มีระยะฟักตัวประมาณ 18-72 ชั่วโมง มักเริ่มด้วยไข้ต่ำๆ ไอ หวัดเล็กน้อยซึ่งมักเป็นอยู่ 1-2 วัน ต่อจากนั้นจะมีอาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และมีอาการอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ แต่จะไม่มีมูกเลือด

กลุ่มที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการเด่นอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำกับกลุ่มที่ถ่ายเป็นมูกปนเลือด ทั้งสองกลุ่มส่วนมากเกิดการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปสร้างสารพิษในลำไส้ ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้เช่นอหิวาตกโรค ส่วนกลุ่มที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด มักจะมีอาการไข้ ปวดท้อง หรือปวดเบ่งที่ทวารหนัก ถ่ายบ่อย โดยถ่ายแต่ละครั้งปริมาณไม่มาก ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น’โรคบิด’ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามเข้าไปในผนังลำไส้ ทำให้มีลำไส้อักเสบ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการอุจจาระร่วง มักเป็นชนิดที่อาการไม่รุนแรง อาจมีถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำปนเนื้อประมาณ 5-6 ครั้งต่อวัน ไม่มีอาการของการขาดน้ำหรือเกลือแร่ เช่นไม่มีอาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำ หน้ามืด หรือซึมลง มักจะไม่มีไข้หรือมีเพียงไข้ต่ำๆ อาจจะมีปวดท้องหรืออาเจียนมากในระยะแรก แต่อาการมักจะดีขึ้นได้เองใน 1-2 วัน ผู้ป่วยในกลุ่มนี้อาจดูแลตัวเองไปก่อนได้โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ มุ่งเน้นที่การทดแทนน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอโดยการดื่มน้ำเกลือแร่ และรับประทานยารักษาตามอาการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพ การรับประทานอาหารถ้าอุจจาระร่วงไม่มากสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ถ้ามีอาการมากแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป น้ำผลไม้ นมถั่วเหลือง ส่วนนมสดไม่ควรรับประทานเพราะอาจทำให้อุจจาระร่วงมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด และไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก

ยาที่อาจรับประทานได้โดยไม่ต้องพบแพทย์ ได้แก่ ยากลุ่มที่มีการออกฤทธิ์ดูดซับสารพิษ เช่น kaolin, pectin, activated charcoal ซึ่งเป็นยาที่ปลอดภัย แต่ลดปริมาณอุจจาระได้ไม่มาก ไม่ทำให้อุจจาระร่วงหายเร็วขึ้น แต่ทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นเนื้อมากขึ้น ส่วนยากลุ่มที่ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น loperamide (Imodium) สามารถทำให้ถ่ายอุจจาระน้อยครั้งลง ยานี้ห้ามใช้ในรายที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดหรือมีไข้สูง อาจรับประทานในรายที่ต้องทำงานต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดงานได้หรือต้องเดินทางไกล แต่ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องอืด แน่นท้อง จึงไม่ควรเกินรับประทานเกิน 1-2 เม็ดต่อวัน กรณีที่รับประทานแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีอาการปวดมวนท้องอาจรับประทานยา hyoscine (buscopan) ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการบีบเกร็งของลำไส้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเนื่องจากอาการปวดท้องอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่มีอันตราย ดังนั้นถ้าปวดท้องรุนแรง มีไข้ ถ่ายมีมูกปนเลือด หรือรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

ผู้ป่วยอุจจาระร่วงที่ควรปรึกษาแพทย์ได้แก่ผู้ป่วยที่มีอาการนานกว่า 2 วัน มีอาการของการขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น กระหายน้ำ ปากแห้ง เพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืด ปัสสาวะออกน้อย มีอาการปวดท้องหรือปวดเบ่งรุนแรง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือมูกปนเลือด และผู้ป่วยที่มีไข้สูง นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอาจพิจารณาพบแพทย์เร็วขึ้น

การป้องกันอาการอุจจาระร่วง ได้แก่ รับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่อาหารสดที่ซื้อมา การเก็บรักษา การเตรียมหรือปรุงอาหาร สถานที่ในการเตรียมอาหาร การล้างมือบ่อยๆขณะเตรียมอาหาร โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสของสด อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ถ้าปล่อยทิ้งค้างไว้นานควรเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม นอกจากนี้การล้างมือก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการป้องกันอาการอุจจาระร่วง ทั้งนี้เพราะมือของเราอาจสัมผัสกับเชื้อจุลชีพที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม จึงควรล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหารและภายหลังกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้มือปนเปื้อน เช่น หลังเข้าห้องน้ำ หลังปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม

บทความโดย น.อ.นพ.ธนาสนธิ์ ธรรมกุล

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
หน่วยโรคติดเชื้อ กองอายุรกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 28 สิงหาคม 2557

เกือบครึ่งปี 2557 ป่วยโรคอาหารเป็นพิษแล้ว 5.5 หมื่นราย ยังไร้เสียชีวิต เตือน 10 เมนูสุดเสี่ยงกินแล้วจู๊ดๆ

manager140617_01นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร) กล่าวว่า จากข้อมูลเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยากรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 9 มิ.ย. 2557 พบผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษทั่วประเทศ 55,523 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่ป่วยมากที่สุด คือ คือ 45 – 54 ปี จังหวัดที่มีอัตราป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษสูงสุด 5 อันดับแรก คือ หนองบัวลำภู อุดรธานี นครพนม ปราจีนบุรี และอำนาจเจริญ ทั้งนี้ โรคอาหารเป็นพิษใช้อธิบายถึงอาการป่วยที่เกิดจากการกินอาหาร หรือน้ำที่มีการปนเปื้อน ได้แก่ ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือ พยาธิ ปนเปื้อนสารพิษ สารเคมี หรือโลหะหนัก เป็นต้น ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การเก็บรักษา การประกอบอาหาร และการบริการอาหาร บางครั้งอาการอาหารเป็นพิษ อาจเกิดจากการบริโภคสิ่งที่เป็นพิษโดยตรง เช่น เมล็ดสบู่ดำ ลูกโพธิ์ ปลาปักเป้า คางคก เป็นต้น

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า การระบาดของโรคอาหารเป็นพิษ พบได้จากการที่คนจำนวนมากกินอาหารปนเปื้อนร่วมกัน และมีอาการอย่างรวดเร็วหลังจากกินอาหารแล้ว อาการของโรคอาหารเป็นพิษ ส่วนใหญ่ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำและปวดมวนท้องรุนแรงเฉียบพลัน บางครั้งมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้และปวดศีรษะ บางครั้งมีอาการคล้ายเป็นบิด ถ่ายอุจจาระปนเลือด หรือเป็นมูก ไข้สูง และมีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูง เป็นโรคที่ไม่ค่อยรุนแรง มีระยะเวลาดำเนินโรค 1 – 7 วัน การติดเชื้อในระบบอื่นของร่างกายและการตายพบได้ แต่พบน้อยมาก ระยะฟักตัว ปกติ 6 – 25 ชั่วโมง หรืออยู่ในช่วง 4 – 30 ชั่วโมง การติดต่ออาหารที่ต้องให้ระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะถ้าปรุงไว้นานหรือค้างมือ 10 เมนู ได้แก่ ลาบและก้อยดิบ ยำกุ้งเต้น ยำหอยแครง ข้าวผัดโรยเนื้อปู อาหารผสมกะทิ หรือราดกะทิ เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมจีน ข้าวมันไก่ ส้มตำ สลัดผัก น้ำและน้ำแข็ง 

“โรคอาหารเป็นพิษ มักป่วยไม่รุนแรง รักษาได้ตามอาการ แต่ไม่แนะนำการให้ยาปฏิชีวนะ

การป้องกันทำได้ตามกฎหลัก 11 ประการ คือ

1. เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี เช่น กินอาหารสุกใหม่เท่านั้น อาหารมีกะทิไม่ควรเก็บหากเหลือ ผักสดต้องล้างให้สะอาด
2. ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง
3. กินอาหารสุกใหม่ๆ ไม่เกิน 2 – 4 ชั่วโมงหลังปรุงเสร็จ
4. อาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการปนเปื้อน
5. อาหารที่ค้างมื้อต้องอุ่นให้ร้อนก่อน
6. แยกอาหารดิบและอาหารสุก ระวังการปนเปื้อน ส่วนอาหารถุงและอาหารกล่อง ควรบรรจุแยกกันระหว่างข้าวและกับข้าว
7. ล้างมือก่อนจับต้องอาหาร
8. รักษาความสะอาดของห้องครัว อุปกรณ์ และการกิน
9. เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู
10. เลือกน้ำดื่มและน้ำแข็งที่บรรจุภัณฑ์มีเครื่องหมาย อย. ภาชนะปิดแน่น ไม่นำน้ำแข็งที่ใช้แช่ของมากิน และ
11. ส้มตำที่นิยมกินกันมาก ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะการปรุงจะใส่วัตถุดิบที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ทั้งปลาร้า ปูดอง ผักสด ทั้งมะละกอ มะเขือ หากล้างไม่สะอาดจะทำให้เสี่ยงต่ออาหารเป็นพิษและอุจจาระร่วงได้ง่าย มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น เช่น อาเจียนมาก รับประทานอาหารและน้ำไม่ได้ ถ่ายเหลวไม่หยุด มีไข้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ให้รีบมาพบแพทย์” อธิบดี คร. กล่าว

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 มิถุนายน 2557

ระวัง! 6 โรคติดต่อมากับภัยแล้ง ปีนี้ป่วยแล้วกว่า 2 แสน

สธ.เตือนประชาชนระวังโรคติดต่อที่มากับฤดูร้อนและช่วงภัยแล้ง สาเหตุจากอาหารและน้ำที่ไม่สะอาดที่พบบ่อย 6 โรค เผยตั้งแต่ 1 ม.ค.- 24 ก.พ. 57 พบป่วยแล้วกว่า 200,000 ราย เสียชีวิต 3 ราย สั่ง สสจ.ทั่วประเทศคุมเข้มมาตรฐานความสะอาด…

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงหน้าร้อนของทุกๆ ปี อุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี โรคติดต่อที่พบบ่อยมี 6 โรค คือ อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง ไทฟอยด์ บิด และไวรัสตับอักเสบ เอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ

สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้พยากรณ์โรค โดยวิเคราะห์ข้อมูลการเฝ้าระวัง การป่วยย้อนหลัง 10 ปี และคาดการณ์สถานการณ์โรคติดต่อที่ติดต่อทางอาหารและน้ำที่เกิดในฤดูร้อน
ปี 2557 นี้ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงพฤษภาคม มีโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 3 โรค ได้แก่ 1. โรคอหิวาตกโรค อาจมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ประมาณ 100 ราย เนื่องจากมีลักษณะการระบาดปีเว้นสองปี และปีนี้เป็นปีที่ครบรอบการระบาด 2. โรคไทฟอยด์คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ของจำนวนผู้ป่วยในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2556 หรือเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 200 ราย และ 3. โรคไวรัสตับอักเสบ เอ คาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ของจำนวนผู้ป่วยปี 2556 หรือเฉลี่ยเดือนละ 15 ราย และอาจเพิ่มสูงสุดถึง 100 ราย ในเดือนพฤษภาคม หากไม่มีการเฝ้าระวัง และควบคุมโรคที่ดี ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งรณรงค์ความสะอาดร้านอาหาร โรงงานผลิตน้ำดื่ม โรงงานผลิตน้ำประปา โรงงานผลิตน้ำแข็ง โรงงานผลิตไอศกรีม ตลาดสด และส้วมสาธารณะ เฝ้าระวังโรค หากมีรายงานผู้ป่วยในพื้นที่ ให้ส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว ออกสอบสวนควบคุมโรคทันที เพื่อไม่ให้โรคแพร่ระบาด

ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า สถานการณ์ของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ 6 โรค ในปี 2556 พบผู้ป่วยรวมทั้งหมด 1,259,408 ราย เสียชีวิต 13 ราย โรคอุจจาระร่วงพบผู้ป่วยมากสุด คือ 1,122,991 ราย เสียชีวิต 12 ราย รองลงมาโรคอาหารเป็นพิษ 130,653 ราย เสียชีวิต 1 ราย โรคบิด 2,822 ราย โรคไทฟอยด์ 2,562 ราย โรคไวรัสตับอักเสบ เอ 372 ราย และโรคอหิวาตกโรค 8 ราย

ส่วนในปี 2557 นี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 24 กุมภาพันธ์ พบผู้ป่วย 6 โรค รวม 206,528 ราย ผู้ป่วยมากที่สุดคือโรคอุจจาระร่วง 186,298 ราย รองลงมาโรคอาหารเป็นพิษ 19,549 ราย เสียชีวิต 3 รายจากโรคอุจจาระร่วง

โรคติดต่อที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ เกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน เช่น อาหารที่ปรุงดิบๆสุกๆ มีแมลงวันตอมหรือทำไว้ล่วงหน้านานๆ อาหารค้างคืน รวมทั้งการมีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ไม่ดี เช่น ไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังเข้าห้องน้ำ การใช้ช้อนหรือแก้วน้ำร่วมกับผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ จึงขอแนะนำให้ประชาชนระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ ยึดหลักป้องกันป่วยคือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อน ใช้ช้อนกลางตักอาหารร่วมกัน ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม ทำความสะอาดครัวปรุงอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำที่สะอาดหรือน้ำต้มสุก

สำหรับอาการป่วยของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงที่พบผู้ป่วยและเสียชีวิตมากสุดในแต่ละปี อาการของผู้ป่วยจะคล้ายกัน มักถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหรือมีมูก ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ในการดูแลผู้ป่วยในระยะแรกควรให้ดื่มน้ำหรืออาหารเหลวมากๆ อาทิ น้ำข้าว น้ำแกงจืด และดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้านทานโรคน้อย เสี่ยงชีวิตได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่นๆ

ทั้งนี้ สำนักระบาดวิทยา ได้คาดการณ์ว่าตลอด 4 เดือน ของฤดูร้อนในปี 2557 นี้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม จะมีผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษเฉลี่ยเดือนละ 9,000 ราย มีผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉลี่ยเดือนละ 80,000 – 90,000 ราย มีผู้ป่วยโรคไทฟอยด์เฉลี่ยเดือนละ 200 ราย ส่วนผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ เอ เฉลี่ยเดือนละ 15 ราย และอาจเพิ่มถึง 100 ราย ในเดือนพฤษภาคม กรมควบคุมโรคได้จัดเตรียมทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วไว้กว่า 2,700 ทีมทั่วประเทศ สามารถลงพื้นที่ควบคุมโรคภายใน 24 ชั่วโมง.

ที่มา : ไทยรัฐ 3 มีนาคม 2557

อาหารเป็นพิษ.…..5 คำถามที่พบบ่อย

อาหารเป็นพิษ.…..5 คำถามที่พบบ่อย

รองศาสตราจารย์ วิมล ศรีศุข
ภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) เกิดจากต้นเหตุต่างๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ ที่พบได้บ่อย มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียจำนวนมากที่แบ่งตัวอยู่ในอาหารที่รับประทานเข้าไป แล้วมีผลรบกวนทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย อาจจะมีอาการอาเจียนหรือไม่มี อาจมีไข้หรือไม่มี โดยทั่วไปจะเริ่มมีอาการหลังการรับประทานอาหารแล้ว 1 ชั่วโมง หรือนานกว่า 48 ชั่วโมง แต่ในบางกรณีเชื้อแบคทีเรียจำนวนน้อย หรือสารพิษที่เชื้อแบคทีเรียที่สร้างขึ้นก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการได้

ในบ้านเราซึ่งเป็นเมืองร้อน มีสภาวะและอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการแบ่งตัวของเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น อาหาร สถานที่ และเวลาต่างๆจะทำให้เกิดการแบ่งตัวของเชื้อแบคทีเรียแตกต่างกันไปดังนี้

image0005

คำถามที่ 1: ซื้อเอแคลร์ และแซนด์วิช ที่วางขายตามแผงลอยใกล้ตึกที่ทำงานอยู่ บางครั้งก็ท้องเสีย อาเจียน จะสังเกตได้อย่างไรว่าอาหารที่วางขายอยู่เสียแล้วหรือยัง 

ตอบ: เอแคลร์ แซนด์วิช และอาหารหรือขนมที่ต้องใช้มือหยิบจับ มีโอกาสที่จะถูกปนเปื้อนด้วยเชื้อแบคทีเรียจากมือของผู้เตรียมอาหาร เช่น เชื้อสแตฟิโลค็อคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) โดยเฉพาะเมื่อผู้เตรียมอาหารมีแผลมีหนองอยู่หรือแกะเกาจมูกในช่วงการเตรียมอาหาร ทำให้เชื้อแบคทีเรียถูกส่งผ่านไปอยู่ในอาหาร เจริญ แบ่งตัว และสร้างสารพิษ (toxin) ขึ้นได้ เมื่อรับประทานเข้าไป อาการที่เกิดจากสารพิษจะรวดเร็ว เช่น ภายใน 2 ชั่วโมง มีอาการอาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ต้องล้มนอน แต่ไม่มีไข้ จะฟื้นตัวเร็ว ภายใน 24 ชั่วโมง โดยทั่วไปจะสังเกตได้ยากว่าเอแคลร์หรือแซนด์วิชนั้นเน่าเสียหรือยัง เนื่องจากการดูลักษณะจากภายนอกก็จะดูปกติ และรสชาติปกติ กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งก็เกิดอาการแล้ว วิธีที่ดีที่สุด คือ ซื้อเอแคลร์และแซนด์วิชที่เก็บอยู่ในตู้แช่หรือตู้เย็นเสมอเนื่องจากเชื้อแบคทีเรียจะแบ่งตัวช้ากว่า กันไว้ดีกว่าแก้
คำถามที่ 2: ระยะนี้ต้องไปงานแต่งงานบ่อย อาหารที่เลี้ยงแบบค็อกเทลหรือบุฟเฟ่ต์ที่วางไว้ดูไม่น่าไว้ใจ บางครั้งก็ทำให้ท้องเสียตามมาในวันรุ่งขึ้น จะเลี่ยงได้อย่างไร 

ตอบ: งานแต่งงานเป็นงานที่ต้องเตรียมอาหารไว้ล่วงหน้าสำหรับคนจำนวนมาก ปัญหาก็คือ ผู้จัดเตรียม เตรียมอาหารไว้ล่วงหน้านานเพียงใด ระมัดระวังในการเตรียม การปรุง การเก็บรักษาอาหารได้ดีเพียงไร โดยปกติเชื้อแบคทีเรียจะแบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 ไปเรื่อยๆ ในสภาวะแวดล้อมและอุณหภูมิที่เหมาะสม การแบ่งตัวจะเกิดขึ้นทุกๆ 20 หรือ 30 นาที ดังนั้นเชื้อแบคทีเรีย 1 ตัว จะกลายเป็น จำนวนมากกว่า 2 ล้านตัว ภายในเวลา 7 ชั่วโมง และเพิ่มเป็น 7000 ล้านตัว ภายในเวลา 12 ชั่วโมง อุณหภูมิในบ้านเราโดยเฉพาะในหน้าร้อน ที่ 37- 38 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่เอื้อต่อการเจริญของเชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่ ดังนั้น การรับประทานอาหารในงานแต่งงานจึงค่อนข้างจะเป็นการเสี่ยงดวงอย่างหนึ่ง หากเป็นอาหารที่รับประทานเย็น เช่น ออเดิร์ฟ ก็ได้แต่คาดหวังว่าอาหารจะอยู่ในที่เย็นตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงเวลาเสิร์ฟในห้องจัดเลี้ยงที่ติดเครื่องปรับอากาศ ถ้าเป็นอาหารร้อน ผู้เตรียมอาหารก็มักจะไม่นำอาหารไปแช่เย็น ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียแบ่งตัวได้เมื่ออุณหภูมิเหมาะสม สำหรับอาหารร้อนที่วางเสิร์ฟอยู่โดยมีถาดน้ำร้อนหล่อข้างใต้ ที่ปลอดภัยคืออาหารที่อยู่ในถาดอาหารต้องมีอุณหภูมิสูงกว่า 62.8 องศาเซลเซียส ซึ่งแขกที่มาในงานก็ไม่น่าจะบังเอิญมีเทอร์โมมิเตอร์ติดตัวมาสำหรับวัดอุณหภูมิ (อาจถูกเจ้าภาพไล่ออกจากงานเลี้ยงได้) การที่มองเห็นควันน้ำร้อนจากถาดที่รองข้างใต้ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าอุณหภูมิของอาหารในถาดข้างบนจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย โดยสรุปแล้ว อาหารที่ดูมีแนวโน้มจะอันตรายน้อยกว่าอาหารอื่นๆ คือ อาหารที่เป็นน้ำๆ เหลวๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำที่มีการปรุงสดๆจากหม้อน้ำซุปตั้งเตาร้อนๆ ตักเสิร์ฟเดี๋ยวนั้น กระเพาะปลาที่อยู่ในหม้อใหญ่ มีเตาแกสอยู่ข้างใต้ เห็นเดือดปุดๆตลอดเวลา (อุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียส หรือใกล้เคียง) เป็นต้น แต่ถ้าเป็นงานเลี้ยงกลางแจ้ง ที่ต่างจังหวัด ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ก็กรุณาย้อนกลับไปดูอัตราเร็วของการแบ่งตัวของเชื้อในตอนต้น และเตรียมตัวเตรียมใจเรื่องอาหารเป็นพิษไว้ล่วงหน้า
คำถามที่ 3: จะไปออกค่ายช่วงหน้าร้อน กลัวอาหารที่ค่ายจะไม่สะอาด กลัวท้องเสีย จะระวังอย่างไร 

ตอบ: ปัญหาของการออกค่าย คือ ที่ค่ายมักไม่มีตู้เย็น เนื่องจากชาวค่ายจะต้องเลือกไปช่วยพัฒนาหมู่บ้านที่ด้อยพัฒนา กันดาร ดังนั้น การเก็บรักษาอาหารทั้งสดและปรุงสุก ทำได้เพียงอย่างเดียว คือ เก็บในหีบแช่ที่ใส่น้ำแข็งไว้ทั้งล่างและบนของอาหารนั้นๆเป็นชั้นๆไป คือ รักษาอุณหภูมิให้ได้ใกล้กับน้ำแข็งมากที่สุด ก็น่าจะพอใกล้เคียงกับการแช่ตู้เย็นปกติ (อุณหภูมิ 4 – 10 องศาเซลเซียส) หากคำนวณปริมาณให้ดี อาหารสุกที่เหลือหลังการรับประทาน หากไม่มีเนื้อที่พอแช่เย็นก็ควรจะทิ้งไป อย่าเสียดาย เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารเป็นพิษ ไม่เป็นภาระให้ชาวบ้านที่เราตั้งใจจะไปช่วยพัฒนา
คำถามที่ 4: ชอบร้านอาหารที่ขายเนื้อ หมู ปิ้งแบบญี่ปุ่นและเกาหลีมาก แต่ปู่ไม่ยอมไปด้วย บอกว่าให้ตะเกียบมาคนละคู่เดียว ไม่ถูกสุขอนามัยเลย กลัวท้องเสีย 

ตอบ: ปู่มีประสบการณ์มากกว่า ระวังดี เลยอายุยืนมาจนปูนนี้ ปัญหานี้เป็นเส้นผมบังภูเขา วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือ ขอตะเกียบเพิ่มอีก 1 คู่ เพื่อใช้เป็นตะเกียบกลาง ใช้คีบอาหารดิบอย่างเดียว สำหรับตะเกียบส่วนตัวใช้คีบแต่ของสุกอย่างเดียว อาหารดิบและอาหารสุกก็จะไม่ปะปนกัน ถ้ามีเชื้อแบคทีเรียในอาหารดิบก็จะไม่ติดกลับไปอยู่ในอาหารสุกที่ผ่านความร้อนแล้ว
คำถามที่ 5: จะไปเที่ยวหัวหินกับเพื่อน คุณแม่สั่งไว้ไม่ให้ไปกินอาหารทะเลแผงลอยที่ตลาด เสียบรรยากาศไปทะเลมาก จะทำอย่างไรดี 

ตอบ: อาหารทะเลดิบ นอกจากอาจถูกปนเปื้อนด้วยเชื้อแบคทีเรียจากน้ำสกปรกที่ปนไปในน้ำทะเลแล้ว ก็ยังมีโอกาสถูกปนเปื้อนด้วยเชื้อแบคทีเรียจากน้ำทะเล เช่น เชื้อวิบริโอ พาราเฮโมลัยติคัส (Vibrio parahaemolyticus) ซึ่งอาการมักเกิดหลังการรับประทานอาหารทะเลที่มีเชื้อแบคทีเรียไปแล้วประมาณ 15 ชั่วโมง โดยจะมีอาการท้องเสียรุนแรง ปวดท้อง อาเจียนและมีไข้ ถ้าเริ่มเป็นตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงหัวหิน งานนี้หมดสนุกแน่ เนื่องจากอาการจะคงอยู่นาน 2 -5 วัน หรือนานกว่านั้น (เสียบรรยากาศไปทะเลไปอีกแบบ) เท่าที่ทำได้เพื่อป้องกัน ก็คือ สังเกตว่าเจ้าแผงลอยวางอาหารทะเลดิบไว้บนน้ำแข็งบนกระบะตลอดเวลาหรือเปล่า หากมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ เชื้อก็น่าจะแบ่งตัวช้าลงเนื่องจากอุณหภูมิต่ำ ถ้าปรุงอาหาร ผัด ต้มนึ่งให้สุกเต็มที่ เป็นการทำลายเชื้อแบคทีเรีย ก็น่าจะปลอดภัย อาหารทะเลที่สดและดี เมื่อตักเข้าปาก ไม่ควรจะอ่อนเละ กุ้ง ปูปลา ควรจะมีเนื้อแข็งแน่น คอยจับตาดูคนปรุง อย่านำอาหารทะเลที่สุกแล้วกลับไปสับหรือหั่นในเขียงที่เพิ่งใช้กับอาหารทะเลดิบ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาหารเป็นพิษรอบใหม่ เจ้าไหนดูไม่ดี ก็เลือกเจ้าอื่นดีกว่า

ก่อนไปทำงาน ไปงานเลี้ยง หรือไปเที่ยว ต้องตั้งสติให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดอาการป่วยจากอาหารเป็นพิษ ประคองสุขภาพไปให้ดี ทุกนาทีมีแต่ความสุข

เอกสารอ้างอิง

  1. Hobbs BC, Roberts D. Food poisoning and food hygiene. 5th ed. Kent: Edward Arnold, 1990.

ที่มา : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=146

 

น้ำแข็งใสๆ..อันตรายกว่าที่คิด

ในแต่ละวันแทบทุกคนล้วนต้องเกี่ยวพันกับเจ้าน้ำแข็งใสๆ กันใช่ไหมคะ? ไม่ว่าจะมาจากการไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เช่นที่ภัตตาคาร ร้านอาหาร ไปจนถึงร้านเครื่องดื่มข้างทางหรือหน้าออฟฟิศ แล้วรู้กันไหมคะว่า เห็นหน้าตาใสๆ เย็นๆ แบบนี้ มีอันตรายแฝงอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ?!

หลายคนอาจสงสัยว่า เอ๊ะ!..น้ำแข็งก็ทำมาจากน้ำทั้งหมด 100% แล้วอันตรายจะมาจากตรงไหน? จากประสบการณ์ของผู้เขียนในการเป็นที่ปรึกษาและการตรวจโรงงานผลิตน้ำแข็งนั้น ขอเล่าให้ฟังกันถึงที่มาที่ไป และอันตรายที่ควรระวังจากน้ำแข็งนั้นคืออะไรกัน

น้ำแข็งที่เราบริโภคกันโดยส่วนใหญ่ มาจาก 2 แหล่งหลักๆ คือ น้ำแข็งที่ผลิตมาจากโรงงานผลิตน้ำแข็ง และน้ำแข็งที่ผลิตจากเครื่องทำน้ำแข็งอัตโนมัติ ไม่นับที่แช่ทำเองในตู้เย็นบ้านเรานะคะ

อันตรายจากน้ำแข็งที่ว่านี้ ส่วนใหญ่ที่เราควรระมัดระวังกันก็คือ เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคที่ปะปนมาจากการผลิตและการขนส่งกันนั่นเองค่ะ เห็นไหมคะว่า เป็นภัยร้ายที่มองไม่เห็นกันจริงๆ หากเราเคยติดตามข่าวสารของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข อาจเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ กับการตรวจพบจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในน้ำแข็งมีเกินมาตรฐาน

เช่น กรณีการพบโรงงานน้ำแข็งหลอดย่านบางเขน ซึ่งปรับที่พักเป็นโรงงานผลิต เมื่ออย.เข้าตรวจและนำตัวอย่างส่งตรวจ พบปนเปื้อนเชื้อโรคเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ อี.โคไล จุลินทรีย์ซาลโมเนลล่า ตัวการโรคท้องร่วง ซึ่งปกติเชื้อโรคดังกล่าวจะปนเปื้อนในอุจจาระเท่านั้น

จากตัวอย่างที่ยกมาเล่า แสดงให้เห็นว่า ภัยที่น่ากลัวจากน้ำแข็งนี้มาจากกระบวนการผลิตและการขนส่งของโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีจิตสำนึกที่ดีในการผลิตอาหารให้ปลอดภัย ตั้งแต่มาตรฐานน้ำที่จะนำมาผลิตน้ำแข็งเพื่อการบริโภค ก็ควรต้องเป็นน้ำมาตรฐานน้ำบริโภค และผู้เขียนเองมั่นใจว่า โรงงานน้ำแข็งที่ผลิตภายใต้สุขลักษณะที่ดี และผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และการประเมินโรงงานตามกระทรวงสาธารณสุขนั้นมีน้อยมาก

ยังมีเรื่องที่ต้องระวังเล่าให้ฟังต่อ โดยน้ำแข็งที่เราบริโภคกันในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด ตั้งแต่น้ำแข็งหลอด น้ำแข็งเกล็ด น้ำแข็งโม่ หรือน้ำแข็งป่น (ที่โม่และป่นมาจากน้ำแข็งซอง สมัยก่อนเรียก น้ำแข็งมือ นึกภาพง่ายๆ คือ น้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ที่นำมาทำเป็นน้ำแข็งใสนั่นเอง)

เจ้าน้ำแข็งที่เราควรระวังมากที่สุด คือ น้ำแข็งโม่ หรือน้ำแข็งป่น โดยเฉพาะที่ผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน และร้านอาหารตามสั่งร้านขายเครื่องดื่มทั่วไปนิยมใช้ใส่แก้วมาให้เรา ในน้ำแข็งพวกนี้พบว่า มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคตั้งแต่แหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำแข็ง กระบวนการตัดก้อนน้ำแข็งให้มีขนาดเล็กลงจากการใช้ใบมีดที่เป็นเหล็กและมีสนิม

และต้องบอกค่ะว่า โรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน มักมีคนงานเป็นต่างด้าวที่ต้องมีแรงและพลังกายในการยก การตัดก้อนน้ำแข็งเยอะๆ และพบเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า ไม่สวมเสื้อทำงาน ใส่เพียงกางเกงขาสั้น และรองเท้าบูท เดินบนลานน้ำแข็งไปมาส่วนบรรจุภัณฑ์ก็มักใช้เป็นกระสอบเก่าใบสีขาว ที่เคยใส่ข้าวสาร ใส่แป้ง และไม่แน่ใจว่าจะเอากระสอบสารเคมีอะไรมาใส่หรือเปล่า มีกระบวนการในการล้างทำความสะอาดกระสอบที่เวียนกลับมาใช้หรือไม่

แล้วเคยเห็นเวลาจะนำลงจากรถขนส่งกันไหมค่ะ เหยียบขึ้นไปบนกระสอบเอย ลากลงมาที่พื้นเอย เห็นแล้วแทบไม่กล้าทานอาหารร้านนั้นเลย ยังไม่รวมการปนเปื้อนเมื่อมาถึงที่ร้านแล้ว หากแม่ค้าพ่อค้าไม่ใส่ใจความสะอาด นำน้ำแข็งมาแช่ในถังที่เดียวกับหมูสด ผักสดที่ใช้เป็นวัตถุดิบต่างๆ  ฟังเท่านี้แล้วอาจเลิกทานน้ำแข็งประเภทนี้กันไปเลยใช่ไหม

สังเกตไหมคะว่า ชาวต่างชาติจะกลัวน้ำแข็งบ้านเรามากๆ เพราะหลายต่อหลายรายท้องเสีย ท้องร่วง อาหารเป็นพิษเข้าโรงพยาบาลเพียงเพราะน้ำแข็งกัน และหลายครั้งที่เราก็มีอาการเดียวกัน แต่มัวไปคิดถึงว่า เราไปทานอะไรมา โดยที่ทุกๆ คนจะมองข้ามน้ำแข็งไป

นอกจากนี้ เคยลองสังเกตน้ำแข็งแต่ละร้านที่เราทานเข้าไปกันบ้างไหมคะว่าสะอาดหรือไม่ แค่ลองสังเกตดูก้นแก้วเวลาที่น้ำแข็งละลายหมดแล้ว บางร้านผู้เขียนเคยเห็นว่า มีตะกอนสิ่งสกปรกตกอยู่ที่ก้นแก้วจำนวนมาก นี่แค่สิ่งที่มองเห็นได้เท่านั้นนะคะ

ดังนั้นหากเราอยากทานน้ำแข็งที่สะอาดปลอดภัย จึงควรใส่ใจกับแหล่งที่มา และพยายามสังเกตน้ำแข็งจากร้านที่เราทานว่า สะอาดเพียงพอหรือไม่ ควรเลือกทานน้ำแข็งที่ผลิตโดยเครื่องอัตโนมัติ เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่า หรือเลือกทานน้ำแข็งอนามัยที่ผ่านการรับรองคุณภาพตามระบบ GMP หรือระบบความปลอดภัยของอาหารดีกว่าค่ะ กรณีไปซื้อเครื่องดื่มหรือทานอาหารตามร้านที่ไม่ได้ใช้น้ำแข็งที่ผลิตจากเครื่องอัตโนมัติ ก็ควรสังเกตภาชนะที่ใส่น้ำแข็งกันนะคะว่ามีความสะอาดและสุขลักษณะที่ดีเพียงใด ไม่อย่างนั้นแล้ว เราอาจได้เชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเข้ามาในร่างกายเรา จนทำให้เราเจ็บป่วยได้นะคะ

อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย จึงควรใส่ใจสิ่งที่เราจะทานเข้าไปกันสักนิดนะคะ อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา: เดลินิวส์  26 ตุลาคม 2555

10 เมนูอันตราย เสี่ยงอาหารเป็นพิษ

เตือน! หน้าร้อนใส่ใจการกิน โดยเฉพาะเมนูยอดฮิตติดปากคนไทย ไม่สะอาดระวังอาหารเป็นพิษ เก็บสถิติพบมีคนป่วยตายแล้ว

โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคหนึ่งที่พบระบาดในช่วงหน้าร้อน ซึ่งการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา พบว่า ช่วงหน้าร้อนระหว่างเดือนมีนาคม–เดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นช่วงที่อากาศในประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงมาก แถมยังเป็นช่วงเทศกาลมีวันหยุดต่อเนื่องยาว ประชาชนมักถือโอกาสท่องเที่ยว กลับภูมิลำเนา มีงานเลี้ยงฉลอง มีงานบุญ จึงมีการรับประทานอาหารร่วมกัน

ดังนั้น สิ่งที่พบบ่อยตามมา คือ การเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ เนื่องจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาหารไม่สะอาด อาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ และอาหารที่ทำล่วงหน้าเกิน 4 ชั่วโมง โดยอากาศร้อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้เร็ว ส่งผลให้อาหารบูดง่าย

 

ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังโรคอาหารเป็นพิษ พบว่า ตลอดทั้งปี พ.ศ.2554 มีผู้ป่วย 100,534 ราย สำหรับปี พ.ศ.2555 ตั้งแต่ 1 มกราคม–26 มีนาคม พบผู้ป่วย 26,811 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยพบภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ป่วยสูงสุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ตามลำดับ จังหวัดที่มีอัตราการป่วยสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอำนาจเจริญ รองลงมาเป็นอุบลราชธานี บุรีรัมย์ ขอนแก่น และพิษณุโลก ตามลำดับ

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เผยเมนูท็อปฮิตอันตรายหน้าร้อน จากการสอบสวนโรคจากผู้ป่วยพบ 10 เมนูอันตรายดังนี้…

1.ลาบ/ก้อยดิบ เช่น ลาบหมู ก้อยปลาดิบ

2.ยำกุ้งเต้น

3.ยำหอยแครง

4.ข้าวผัดโรยเนื้อปู โดยเฉพาะกรณีที่ทำในปริมาณมาก เช่น อาหารกล่องแจกนักเรียนหรือคณะท่องเที่ยว

5.อาหาร/ขนม ที่ราดด้วยกะทิสด

6.ขนมจีน

7.ข้าวมันไก่

8.ส้มตำ

9.สลัดผัก และ

10.น้ำแข็ง

ส่วนอาหารปิ้งย่างที่นิยมรับประทานกัน เช่น หมูกระทะ กุ้งกระทะ ช่วงหน้าร้อนนี้ควรปิ้งให้สุกจะได้ปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษ ส่วนอาหารถุงอาหารกล่อง อาหารห่อ ต้องรับประทานภายใน 4 ชั่วโมงหลังปรุงสุก หากเป็นอาหารค้างคืน ต้องอุ่นทำให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ที่สำคัญ อย่าลืมว่า ฤดูร้อนผู้ปรุงอาหารต้องปรุงอาหารให้ “สุก ร้อน สะอาด” ส่วนผู้บริโภคต้อง “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ

อย่างไรก็ตาม โรคอาหารเป็นพิษ มีอาการสำคัญคือ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ อุจจาระร่วง ซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากการถ่ายอุจจาระ การรักษาในเบื้องต้นควรให้สารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส เพื่อป้องกันการขาดน้ำ หากไม่มีสามารถทดแทนได้โดยใช้น้ำต้มสุก 1 ขวดน้ำปลาใหญ่ หรือประมาณ 750 ซีซี ผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือแกงครึ่งช้อนชาผสมให้เข้ากัน ทิ้งให้เย็นลง แล้วรับประทานแทนน้ำ

หรือไม่เช่นนั้น ให้ทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำข้าว หรือแกงจืด โดยไม่งดอาหารรวมทั้งนมแม่(กรณีของเด็ก) ส่วนเด็กที่ดื่มนมผสมให้ผสมเหมือนเดิม แต่ปริมาณลดลงและให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่

ทว่า รักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ทุเลาลง ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย เป็นอันตรายมากขึ้น.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 16 เมษายน 2555

บริโภคอย่างรู้เท่าทัน – อาหารเป็นพิษ

ในช่วงอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างนี้ จะเลือกกินอะไรก็คงต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ เพราะความเจ็บป่วยที่เกิดจากอาหารการกินนั้น เป็นอาการที่พบเจอกันได้ง่ายที่สุดในวิถีชีวิตคนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ’โรคอาหารเป็นพิษ“ นั้น มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่มีงานเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ การปิกนิก หรือแม้แต่อาหารตามร้านค้าทั่วไป เพราะอาหารเหล่านั้น มักจะถูกจัดเตรียมไว้แต่เนิ่น ๆ และวางทิ้งไว้โดยไม่ได้แช่เย็นหรือปกปิดอย่างดี จึงทำให้เหล่าเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตในอาหารเป็นอย่างดี

ตะลึง! 2 เดือนแรกของปี 2555 คนไทยป่วยด้วยโรคจู๊ดร่วม 6 หมื่นราย ตายแล้ว2 ราย รมว.สาธารณสุข ขอให้ประชาชนระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ ควบคุมดูแลมาตรฐานน้ำประปา โรงงานผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด โรงงานผลิตน้ำแข็ง กวดขันความสะอาดร้านอาหาร แผงลอยจำหน่ายอาหาร และตลาดสด ขอความร่วมมือผู้ประกอบการดูแลความสะอาดสถานที่ และส้วมสาธารณะ รู้อย่างนี้แล้วเรา-ท่านคงต้องระมัดระวังและทำความรู้จักที่มาที่ไปของโรคอาหารเป็นพิษกันแล้ว

อาหารเป็นพิษ (Food poisoning) คือ โรคที่เกิดจากการกินอาหาร ดื่มน้ำ / เครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หรือสารพิษที่สร้างจากเชื้อโรค หรือสารพิษจากสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เชื้อโรค เช่น เห็ดพิษ สารหนู และโลหะหนัก (เช่น ตะกั่ว) ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนา เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย และพบในเด็กมากกว่าวัยอื่น

สาเหตุของอาหารเป็นพิษจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่

เชื้อซัลโมเนลล่า (Salmonella) เป็นตระกูลเดียวกับเชื้อที่ทำให้เกิดไข้ไทฟอยด์อาหารที่พบ ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ไข่ นม เนื้อปลา และอาหารทะเลที่ไม่ได้ผ่านความร้อนอย่างเพียงพอ เชื้อโรคมักแพร่ไปกับมีด เขียง หรือกับผู้ป่วยติดเชื้อที่รักษาสุขภาพไม่ดี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีอาการท้องร่วงรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้สูง เริ่มมีอาการภายใน 8-48 ชั่วโมง และจะเป็นนาน 1-14 วัน

เชื้อสแตฟฟิโลคอคคัส ออเรียส  (Staphy-lococcus aureus) เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดฝีหนองตามผิวหนัง เชื้อชนิดนี้สามารถสร้างสารพิษชนิดที่ทนต่อความร้อนได้ เชื้ออาจปนเปื้อนอยู่กับอาหาร อาหารที่มักพบ คือ ขนมหวาน ขนมจีน
หมูแฮม แซนด์วิช สลัด รวมทั้งอาหารที่ผลิตจากนม และเป็ด ไก่ ระยะฟักตัวประมาณ 2-4 ชั่วโมง ผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้รุนแรง อาเจียน ปวดบิดในท้องเป็นพัก ๆ ถ่ายเป็นน้ำ ส่วนมากจะไม่มีไข้ อาการจะค่อย ๆ หายเอง ภายใน 1-2 วัน

เชื้อวิบริโอ (Vibrio) ซึ่งมีอยู่ 4-5 สายพันธุ์ ที่ทำให้อาหารเป็นพิษระบาดบ่อยที่เรียกว่า อหิวาต์เทียม เกิดจากการกินอาหารทะเลที่ปรุงสุกไม่ทั่ว หรืออาหารที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อนี้เข้าไป ทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง อาจมีไข้ต่ำ ๆ ปวดศีรษะ บางรายมีอาการคล้ายบิด ถ่ายเป็นมูกเลือด เริ่มมีอาการ 2-48 ชั่วโมง อาการมักจะหายในเวลา 2-5 วัน

เชื้ออีโคไล (E.coli) เป็นแบคทีเรียที่มีอยู่ในลำไส้ของมนุษย์และสัตว์ มูลสัตว์ มักปนเปื้อนในน้ำ เนื้อสัตว์ หรือมือของผู้ประกอบอาหารสาเหตุของการติดเชื้อ คือกินอาหารที่ปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้ถ่ายเหลวเป็นน้ำและถ่ายเป็นเลือดภายใน 24 ชั่วโมงปวดบิดในท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้บางรายมีอาเจียน แต่ไม่มีไข้ เริ่มมีอาการภายใน 1-8วันและจะเป็นนาน 5-8 วัน ในเด็กและผู้สูงอายุคือกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อเพราะเป็นกลุ่มที่มีภูมิต้านทานต่ำ

เชื้อซิเกลลา (Shigella) ส่วนใหญ่มักจะมีในผัก ผลไม้ อาหารดิบ สุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม อาการเริ่มตั้งแต่รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนมีอาการแสดง 1-7 วัน แต่มักแสดงอาการภายใน  24-48 ชั่วโมง โดยเริ่มมีอาการปวดบิดในท้องก่อนภายใน 1 ชั่วโมง ต่อมาจะเริ่มมีไข้ขึ้นและถ่ายเหลว ซึ่งหากถ่ายอย่างรุนแรงจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ อาจปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน หลังจากนั้น อาการท้องเดินจะทุเลาลง แต่จะรู้สึกปวดเบ่งที่ก้น และถ่ายเป็นมูก หรืออาจถ่ายมูกปนเลือด ถ้าเป็นในเด็กอาจมีไข้ขึ้นสูงจนชักได้เลยทีเดียว

เชื้อคลอสตริเดียม บอทูลินัม (Clostri-dium botulinum) เป็นเชื้อที่พบในอาหารกระป๋องและอาหารหมักดองแบคทีเรียชนิดนี้มีความสำคัญมากในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋องที่มีความเป็นกรดต่ำ หากการฆ่าเชื้อไม่สมบูรณ์ อันเกิดจากการกำหนดเวลาหรืออุณหภูมิไม่ถูกต้อง ความผิดพลาดของเครื่องจักร แต่สปอร์ของเชื้อยังมีชีวิตอยู่ เมื่อสภาวะเหมาะสมสปอร์จะเจริญแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นและ
จะสร้างสารพิษออกมาปนเปื้อนในอาหาร มีผลทำลายระบบประสาทการกินอาหารที่มีสารพิษนี้ปนเปื้อนเข้าไปเพียง 1 ไมโครกรัม จะทำให้เกิดอาการป่วยที่เรียกว่าโบทูลิซึม (Botulism)ทำให้มองเห็นภาพซ้อนคลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืดเป็นอัมพาต หายใจขัด และเสียชีวิตเนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว อาการจะเกิดขึ้นใน 12-36 ชั่วโมงหลังกินอาหาร และอาจจะเสียชีวิตภายใน 3-6 วัน

การวินิจฉัย

สามารถวินิจฉัยได้จากประวัติ อาการ การตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมทั้งการตรวจอุจจาระและเพาะเชื้อในอุจจาระ

การดูแลรักษา

• ดื่มน้ำเกลือแร่ ORS หรืออาหารเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ

• กินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ไม่ควรงดอาหารเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร

ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เมื่อมีอาการต่อไปนี้
   – ถ่ายเป็นน้ำมากขึ้น
– อุจจาระเป็นมูกหรือปนเลือด 

   – กระหายน้ำกว่าปกติ ปัสสาวะน้อย
– อาเจียนบ่อย รับประทานอาหารไม่ได้

   – มีไข้สูง            

• การใช้ยาปฏิชีวนะ ขึ้นอยู่กับแผนการรักษาของแพทย์

 

การป้องกัน

• ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร หรือก่อนกินอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำห้องส้วม

• กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงทิ้งไว้นาน ๆ, อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ, อาหารหมักดอง, อาหารที่มีแมลงวันตอม และดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก

• หากต้องเก็บอาหารที่ปรุงสุกไว้นานกว่า 4-5 ชั่วโมง ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและควรอุ่นให้ร้อนก่อนบริโภค สำหรับอาหารทารกนั้นไม่ควรเก็บข้ามมื้อ

• หลีกเลี่ยงการดื่มนมดิบ หรือไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์

• ไม่ควรกินน้ำสลัด ซอสต่าง ๆ น้ำส้มสายชู ที่ทำทิ้งค้างไว้นาน ๆ

การดำรงชีวิตที่ต้องเร่งรีบ แข่งกับเวลา เรา ๆ ท่าน ๆ จึงควรตระหนักและใส่ใจสักนิดกับการเลือกซื้ออาหารที่สะอาด ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ป้องกันไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

ข้อมูลจาก คณะกรรมการและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 15 เมษายน 2555