“อาหารฟังก์ชั่น” มากคุณประโยชน์ ช่วยป้องกันโรค เพิ่มภูมิคุ้มกัน

dailynews140126_004a “จงใช้อาหารเป็นยาในการรักษาโรค” ฮิปโปเครติส บิดาทางการแพทย์ของชาวกรีกได้บัญญัติไว้ในการรักษาเมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว ซึ่งกลายมาเป็นปรัชญาในการรักษาโรคยุคต่อๆ มา และได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ปัจจุบันผู้คนมีความสนใจโดยเฉพาะต่ออาหารหรือองค์ประกอบของอาหารที่มีผลต่อการทำงานของร่างกายในการส่งเสริมสุขภาพ เมื่อความรู้ทางด้านอาหารและโภชนาการมีความก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องคุณสมบัติของอาหารบางชนิดที่มีผลต่อการทำงานของร่างกายคล้ายยา ซึ่งอาหารทุกชนิดที่เรารับประทานกันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มาจากพืชหรือสัตว์ต่างก็มีองค์ประกอบที่มีผลต่อการทำงานของร่างกายในระดับต่างๆกันในบทบาทของอาหารฟังก์ชั่น และส่งผลต่อสุขภาพของคนเราทั้งสิ้น

ปัจจุบันมีหลักฐานเพิ่มเติม พบว่า องค์ประกอบของอาหารบางชนิดไม่จัดเป็นสารอาหารแต่อาจให้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้น องค์ประกอบหลักในอาหารจึงแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสารอาหารและส่วนที่ไม่ใช่สารอาหาร องค์ประกอบทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์ต่อการป้องกัน หรือช่วยส่งเสริมการรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคกระดูกพรุน

“เมื่อพูดถึงอาหารจะไม่ได้หมายถึงองค์ประกอบในรูปสารอาหารขนาดใหญ่ และสารอาหารขนาดจิ๋วเท่านั้น แต่จะมองถึงองค์ประกอบที่มีฤทธิ์ต่อสรีรวิทยาหรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และให้ผลในการลดหรือป้องกันโรค จากการสำรวจ พบว่า ผู้บริโภคพอใจที่จะใช้คำว่า อาหารฟังก์ชั่น (Functional food) แทนคำว่า อาหารเสริม ซึ่งเรียกกันในรูปต่างๆ เช่น นิวตราซูติคอลส์ ดีไซเนอร์ฟูด อาหารทางการแพทย์ อาหารเสริม และอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับสุขภาพ”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานวิชาการชมรมโภชนวิทยามหิดล ให้ข้อมูลว่า หนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ อาหารฟังก์ชั่น ซึ่งหมายถึง อาหารหรือสารอาหารชนิดใดๆที่อยู่ในรูปธรรมชาติหรือที่ถูกแปรรูปไปเพื่อให้ประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้รับจากสารอาหารที่รับประทานกันในชีวิตประจำวัน ประโยชน์ของอาหารฟังก์ชั่นคือ เป็นอาหารที่รับประทานร่วมกับมื้ออาหารได้ ไม่ใช่รับประทานในรูปของยา ซึ่งให้ผลต่อระบบการทำงานของร่างกายในการป้องกันโรค เพิ่มภูมิคุ้มกัน ชะลอความเสื่อมของเซลล์ในอวัยวะต่างๆของร่างกายและส่งเสริมสุขภาพ สำหรับอาหารที่ถูกปรับเปลี่ยนไป รวมทั้ง อาหารที่ถูกเสริมด้วยสารพฤกษเคมี หรือสมุนไพร เพื่อเพิ่มคุณค่าและคุณประโยชน์ให้กับอาหาร ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทอาหารฟังก์ชั่นด้วยเช่นกัน

dailynews140126_004b

อาหารที่จัดว่าเป็นอาหารฟังก์ชั่นมีหลากหลายประเภทด้วยกัน อาทิ พรุน ที่มีใยอาหารจำนวนมากช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย อีกทั้งยังมี กรดนีโอโคลโรเจ็นนิค และกรดโคลโรเจ็นนิค ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งป้องกันกระดูกพรุนได้

dailynews140126_004c

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อย่าง บิลเบอร์รี่ ที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ สารแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่มีสีแดงม่วงจนไปถึงน้ำเงิน มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยป้องกันดวงตาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ป้องกันอาการอ่อนล้าของตา และปกป้องเลนส์แก้วตาถูกทำลาย หรือขุ่นมัว อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม รวมถึง ช่วยป้องกัน หรือ ชะลอความเสื่อมที่ก่อให้เกิดโรคทางสายตาได้ แต่ต้องได้รับในปริมาณที่มากพอและเหมาะสมที่จะส่งผลต่อสุขภาพตา

dailynews140126_004d

งา เป็นแหล่งของแคลเซียม มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูก และยังมีสารเซซามินซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในกระบวนการกำจัดสารพิษ ส่วน โสม จะมีสารจินเซ็นโนไซด์ ที่ทำให้ร่างกายมีการปลดปล่อยพลังงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยลดความเมื่อยล้า ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้สามารถทนต่อความเครียดได้

น้ำมันปลา ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง หรือโอเมก้า-3 ที่สามารถลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ต้านการอักเสบ และช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ชาอู่หลง มีสารชื่อ OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 10 เปอร์เซ็นต์

ส่วนซุปไก่ของชาวจีนที่ถูกแปรรูปไปเป็นซุปไก่สกัดซึ่งให้โปรตีนและเปปไทด์ รวมทั้งสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆบางชนิดที่เกิดจากการตุ๋นซึ่งไม่พบในการกินเนื้อไก่โดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์กว่า 20 ชิ้น พบว่า ซุปไก่สกัดช่วยลดความเครียด เสริมสมาธิและการเรียนรู้ ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

dailynews140126_004e

นอกจากนี้ยังมี เห็ดทางการแพทย์ ซึ่งเป็นอาหารฟังก์ชั่นที่นอกจากให้คุณค่าทางโภชนาการแล้วยังมีสารที่ให้ประโยชน์ในการส่งเสริมภูมิคุ้มกันและสุขภาพอีกด้วย เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ เห็ดหลินจือ ถั่งเฉ้า เห็ดชิตาเกะ เห็ดฮิเมะมัตสึทาเกะ และเห็ดแครง

สำหรับอาหารที่ถูกปรับเปลี่ยนไป รวมทั้ง ชนิดที่ถูกเสริมสารอาหารด้วยสารพฤกษเคมี หรือเสริมสมุนไพรเพื่อเพิ่มคุณค่าให้อาหาร ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทอาหารฟังก์ชั่นด้วยเช่นกัน การใช้อาหารฟังก์ชั่นควรพิจารณาถึงความปลอดภัยด้วย โดยดูจากระดับปริมาณที่เหมาะสมของสารอาหารและ องค์ประกอบที่มีผลต่อสุขภาพในอาหารฟังก์ชั่นนั้นๆ และสิ่งสำคัญต้องได้รับการยืนยันถึงคุณประโยชน์ ด้วยวิธีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการทดลองทางคลินิก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับ หากเรารู้จักเลือกบริโภคอย่างถูกต้อง เหมาะสมตามความจำเป็นต่อความต้องการของร่างกาย เราก็จะได้รับการเสริมอาหารที่ให้ประโยชน์คุ้มค่าต่อร่างกายได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตามโปรดระลึกไว้เสมอว่า อาหารฟังก์ชั่นไม่ใช่อาหารหลัก จึงไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้ แต่เป็นอาหารที่รับประทานเพื่อเสริมจากอาหารหลัก ที่อาจได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในการส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรปฏิบัติก็คือ การรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบทุกหมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี

ที่มา: เ้ดลินิวส์ 26 มกราคม 2557

Advertisements

รู้ทันกลโกง ‘ธุรกิจขายตรงแอบแฝง’ สร้างรายได้เสริมอย่างไรไม่ตกเป็นเหยื่อ?!

ธุรกิจขายตรงแอบแฝง หรือธุรกิจแชร์ลูกโซ่ อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน โดยการหลอกล่อผู้ที่อยากรวยให้เข้ามาเป็นเครือข่าย จึงไม่แปลกที่จะมีผู้ตกเป็นเหยื่อมากมายเพราะความโลภ ดังที่เป็นกระแสข่าวในปัจจุบันว่ามีการจับกุมแก๊งธุรกิจแชร์ลูกโซ่ มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเราอยากมีรายได้เพิ่มจริง ๆ ธุรกิจขายตรงที่ถูกต้องตามกฎหมายสามารถช่วยได้ แต่ต้องอาศัยความรอบรู้และความอดทน

ดร.สิทธิชัย ฝรั่งทอง อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก ให้ความรู้ว่า ธุรกิจขายตรงถ้านับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมาปรากฏว่ามีมูลค่าทางการตลาดขายตรงเพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อก่อนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับจนกระทั่ง 9 เดือนแรกของธุรกิจขายตรงอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท จะเห็นได้ว่าแนวโน้มจากตัวมูลค่าทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นทำให้ธุรกิจนี้ขยายตัวมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคืออะไรเป็นเหตุจูงใจที่ทำให้มีผู้เข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมากมาย นั่นคือจากภาวะเศรษฐกิจที่เรียกว่าตกต่ำก็ว่าได้ หรือเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาข้าวของแพงมากขึ้น และจากอัตราค่าจ้าง 300 บาทที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ มีการปรับลดคนงานลงทำให้คนมุ่งหาอาชีพที่ 2 เพิ่มขึ้นในการที่จะหารายได้มาจุนเจือตัวเองและครอบครัว จึงทำให้คนจำนวนมากเข้าสู่ระบบของธุรกิจขายตรง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าธุรกิจนี้สามารถทำเงินและสร้างฝันให้กับคนที่ต้องการสร้างตัวหรือสร้างรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น จากมูลเหตุตรงนี้จึงทำให้ธุรกิจต่าง ๆ เริ่มขยายปรับเข้าหาธุรกิจขายตรงเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใหญ่ ๆ เองก็ปรับตัวเข้ามาเล่นธุรกิจขายตรงนี้ หรือแม้แต่ตัวคนที่เป็นดาราเองก็หันมาทำธุรกิจขายตรงมากขึ้น มูลเหตุทั้งหมดจึงจูงใจทำให้เกิดช่องว่าง ธุรกิจแชร์ลูกโซ่อาศัยจังหวะใช้คนดัง ๆ เข้ามาเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดให้คนเข้ามาสู่ระบบด้วย

ธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่จะนิยมขายของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาหารเสริม เครื่องสำอาง แต่ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คืออาหารเสริมและเครื่องสำอาง แต่พอจะเริ่มเป็นธุรกิจขายตรงที่แอบแฝงเริ่มมีสินค้าหลายตัวที่แปลก ๆ เช่น สินค้าทางการเกษตร น้ำมัน ยางพารา เหล็ก ทองคำ หรือแม้กระทั่งอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แต่ตัวที่เริ่มเข้ามาและเป็นปัญหามาตลอด เรียกว่า ไทม์แชริ่ง เป็นธุรกิจจัดสรรวันหยุด เป็นลักษณะเกี่ยวกับการออกไปพักผ่อนตามต่างประเทศหรือต่างจังหวัด โดยการแนะนำให้คนมาใช้บริการ ซึ่งใช้คนที่เคยไปได้จริงเข้ามาแนะนำต่อ ฉะนั้นถ้าเราเห็นว่าเป็นธุรกิจแปลก ๆ ต้องตั้งข้อสันนิษฐานว่าจะใช่ธุรกิจขายตรงหรือเปล่า

อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่เราควรพิจารณาว่าเป็นลักษณะของธุรกิจหลอกลวงหรือแชร์ลูกโซ่อยู่ 5 ข้อ ได้แก่

1.ตัวผลิตภัณฑ์ ถ้ามีราคาสูงให้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นธุรกิจขายตรงจริงหรือเปล่า เพราะปกติการขายตรงค่าสมัครสมาชิกจะราคาไม่แพง ส่วนตัวสินค้าราคาจะสูงกว่าสินค้าทั่วไปไม่มาก แต่ถ้าสูงเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ต้องเริ่มวิเคราะห์แล้ว

2.รูปแบบของผลตอบแทน ถ้าเป็นแชร์ลูกโซ่หรือลักษณะขายตรงแบบแอบแฝงจะได้มาอย่างง่ายดาย ไม่ต้องไปออกแรงมาก แต่ไม่เน้นขายสินค้า แค่แนะนำคนมาสมัครสมาชิก และตัวเราเองก็ไม่ต้องรู้เรื่องในการขายมากนัก เพราะมีวิทยากรหรือเพื่อนในกลุ่มหรือหัวหน้าทีมมาคอยแนะนำให้

3.เน้นนโยบายเรื่องของการสร้างเครือข่ายเพียงอย่างเดียว บางบริษัทมีถึง 3-4 เครือข่าย ซึ่งเครือข่ายที่ 1 ซื้อสินค้าบริโภค เครือข่ายที่ 2 หาสมาชิก เครือข่ายที่ 3 ได้รับผลตอบแทนจากเครือข่ายที่ไปหา และยังสามารถมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นโดยดูจากรุ่นพี่ให้เห็นว่าการสร้างเครือข่ายแล้วประสบความสำเร็จ คือ มีบ้าน มีรถยนต์ แสดงให้เห็นว่าจะเน้นในเรื่องความสำเร็จในชีวิตเป็นหลัก โดยการใช้จิตวิทยาจูงใจในการที่จะให้คนเกิดพลังในการที่จะทำ แต่จำนวนคนที่จะประสบความสำเร็จจริง ๆ มีสัดส่วนที่น้อยมาก

4.อายุของการก่อตั้งบริษัท หากย้อนไปประมาณเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเรามีกรณีที่โด่งดังมาก กรณีของบริษัทบลิสเซอร์ บริษัทนี้ใช้ลักษณะของการก่อตั้งไม่ถึง 3-4 เดือน มีสมาชิกที่อยู่ในระบบจำนวนมากและประสบความสำเร็จทั้งนั้น เพราะคนที่เข้าสู่ธุรกิจเป็นอันดับแรก ๆ ก็เหมือนกับได้ค่าหัวคิวหรือรายได้ในตอนแรก ฉะนั้นคนที่เข้ามาทีหลังบริษัทไม่สามารถจะหมุนเงินหรือปันเงินต่อให้ได้ จึงควรสังเกตว่าหากมีการตั้งบริษัทไม่กี่ปีแล้วขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบนี้ค่อนข้างน่ากลัว เปรียบเทียบกับบางบริษัท ยกตัวอย่าง เช่น แอมเวย์ มิสทิน ที่อยู่ในระบบมานานแล้วเรื่องการหลอกลวงค่อนข้างน้อย เพราะการก่อตั้งบริษัทที่ยาวนาน และ

5.แผนการตลาดจะมีความซับซ้อนมากด้วยความที่เป็นระบบเครือข่ายหรือเรียกว่า ระบบการขายตรงหลายระดับ (MLM) ซึ่งถ้าเป็นระบบเครือข่ายที่ดั้งเดิม เช่น เราขายของให้ลูกค้าและนำยอดไปส่งให้บริษัทก็จะได้รายได้กลับมา แต่ถ้าเป็นระบบเครือข่ายเราขายของให้ลูกค้าและลูกค้าคนนั้นขายให้ลูกค้าคนอื่น ๆ ต่อ ยอดขายเราก็จะได้จากตัวในไลน์ของเรา แต่ตัวระบบลูกโซ่สินค้าจะไม่เน้นให้ไปขายต่อ คนที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกต้องซื้อเป็นแพ็กเกจ เช่น คู่มือ ผลิตภัณฑ์ และต้องหาเครือข่ายเพิ่มด้วย

ทั้ง 5 ประเด็นนี้พยายามชี้ให้เห็นว่าเข้าข่ายเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ และช่องว่างของกฎหมายเองบางครั้งทำให้ไม่ผิดกฎหมาย คือ พ.ร.บ.ของกฎหมายขายตรง 2545 แต่ปัจจุบันเป็นปี 2555 แล้ว แสดงว่ากฎหมายนี้เริ่มล้าสมัย ทำให้การเอาผิดหรือช่องว่างที่จะมีรูโหว่มากขึ้นทำให้ธุรกิจประเภทนี้อาศัยช่องว่างในการแทรกตัวเข้ามา และคนที่จะทำลักษณะแบบนี้ได้ก็จะอาศัยช่องว่างและศึกษากฎหมายมาอย่างดีไม่ว่าจะเป็นในแง่ของกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา หรือการจ่ายค่าเสียหาย บางบริษัทตั้งได้ 1-2 ปีก็ปิดตัว เปลี่ยนชื่อบริษัทและชื่อคนก่อตั้งรวมทั้งย้ายสถานที่ คนที่มาสมัครสมาชิกท้าย ๆ ก็จะเสียหาย ดังนั้นมันไม่ได้เสียในแง่ของระบบเศรษฐกิจ แต่จะทำลายธุรกิจขายตรงด้วยกันเอง และทำลายในแง่ของตัวผู้บริโภค

สำหรับระบบแชร์ลูกโซ่มีมา 50-60 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยแม่ชะม้อย แต่ไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในระบบยังหลอกลวงผู้บริโภคให้ตกเป็นเหยื่ออยู่ด้วยเหตุผลสั้น ๆ 2 เหตุผล คือ ความโลภ ถ้าตราบใดที่ผู้บริโภคหวังผลระยะสั้นและลืมคิดไปว่านี่คือชีวิตจริงไม่ใช่ละคร เหมือนพระเอกที่เป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน อยากให้คิดว่าของฟรีไม่มีในโลกจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดาย และ การตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ปรึกษาผู้อื่น ฉะนั้นเราจึงควรปรึกษาอาจารย์หรือผู้ปกครองและคนรอบข้างหรือหาข้อมูลเอง เพราะยุคนี้เป็นยุคของสังคมออนไลน์มีเว็บหรือกระทู้ของผู้ที่วิจารณ์ให้ความรู้ถึงแม้จะไม่มีข้อมูลทางวิชาการแต่เป็นความรู้สึกและประสบการณ์ถือเป็นข้อมูลที่จะช่วยประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะทำธุรกิจนี้หรือไม่ทำ

ส่วนตัวธุรกิจขายตรงเองก็ให้สมัครสมาชิกซื้อสินค้า ฝึกอบรมเช่นกัน ซึ่งการอบรมก็ต้องเสียเงิน ฉะนั้นธุรกิจขายตรงจริง ๆ ก็ต้องลงทุนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซื้อคู่มือ ซื้อสินค้า ค่าอบรม การเดินออกไปหาเครือข่ายและที่น่าสนใจคือ ถ้าเป็นงานบริษัทจะมีประกันสังคม แต่งานขายตรงไม่มี ถ้าใครจะเข้าสู่ระบบขายตรงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าเราพร้อมที่จะสูญเสียสิทธิตรงนี้หรือไม่ แต่ถ้าเราตั้งใจจะทำจริง ๆ ก็สามารถรวยได้ และถ้าต้องการสร้างเป็นอาชีพที่ยาวนานเราต้องรู้จักธุรกิจอันนี้ให้ดีเสียก่อนที่จะไปบอกคนอื่นต่อ แต่ส่วนใหญ่ใจร้อนยังเรียนหรืออบรมไม่กี่ครั้งก็ออกไปหาสมาชิกเข้าเครือข่ายแล้วทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ทราบว่าระบบเป็นอย่างไร ให้ผลตอบแทนที่เป็นเครือข่ายอย่างไร และบางครั้งตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จแต่ไปชวนลูกทีมมานั่งขายฝันแล้ว ทำให้มีการขายฝันต่อ ๆ กันไปโดยขาดหลักความจริง

นอกจากนี้เรายังต้องอยู่ในระบบความเป็นผู้นำ เพราะหากเรารู้จริงและสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ให้ลูกทีม เช่น ลูกน้องทีมยังขายไม่เก่ง เราก็ไปช่วยสอนและช่วยขาย ถ้าลูกทีมขายได้เราก็ได้ค่าตอบแทนอีกต่อหนึ่งถือว่าแฟร์ ที่สำคัญต้องขยันอดทน โดยเฉพาะอดทนต่อความผิดหวัง เพราะการไปขายของครั้งแรกส่วนมากจะขายไม่ได้ แต่การขายตรงต้องสร้างสิ่งที่ดีให้ลูกค้าในแง่ของการใช้สินค้า ส่วนรายได้มาเป็นอันดับ 2 และความสำเร็จของชีวิตมาเป็นอันดับ 3 แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่อย่างนั้น กลับกลายเป็นว่าถ้าลูกทีมขายไม่ได้ให้พาลูกค้ามาแล้วเราขายเอง โดยที่ไม่ได้อธิบายหรือถ่ายทอดความรู้ให้ลูกทีม เมื่อนานไปลูกทีมก็จะเบื่อและเลิกราไปทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ หรือถ้ารักการจะมีอาชีพเสริมเพื่อหารายได้จุนเจือตัวเองและครอบครัวก็ขายของและได้ยอดจากการขายก็เพียงพอแล้ว

ดังนั้นหากเรายังมีความโลภหวังผลระยะสั้นอยู่และลืมคิดไปว่านี่คือชีวิตจริงไม่ใช่ละครที่เหมือนพระเอกกลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืนก็จะยังคงถูกผู้อื่นหลอกใช้อยู่ จึงอยากให้คิดเสียว่าของฟรีไม่มีในโลกจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดาย…!!.

“ธุรกิจขายตรงเองก็ให้สมัครสมาชิกซื้อสินค้า ฝึกอบรมเช่นกัน ซึ่งการอบรมก็ต้องเสียเงิน ต้องลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซื้อคู่มือ ซื้อสินค้า ค่าอบรม การเดินออกไปหาเครือข่าย และที่น่าสนใจคือ ถ้าเป็นงานบริษัทจะมีประกันสังคม แต่งานขายตรงไม่มี ถ้าใครจะเข้าสู่ระบบขายตรงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าเราพร้อมที่จะสูญเสียสิทธิตรงนี้หรือไม่”

การขายตรงหลายระดับชั้น

1.ค่าธรรมเนียมในการเริ่มต้นธุรกิจใช้เงินลงทุนต่ำเป็นค่าสมัครและชุดคู่มือดำเนินธุรกิจเท่านั้น

2.จำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิดที่มีคุณภาพสูง ยอดขายจะมาจากยอดการจำหน่ายสินค้าได้ซ้ำอีกเรื่อย ๆ เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ บริษัทจะใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อทำการวิจัยค้นคว้าและพัฒนาคุณภาพ
3.รับประกันคุณภาพและความพึงพอใจตัวสินค้า โดยการคืนหรือเปลี่ยนสินค้า

4.ตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ทุกสาขาทั่วประเทศ

5.การจ่ายผลตอบแทน รายได้และตำแหน่งจะขึ้นอยู่กับการทำงานของการขาย

6.การก่อตั้งธุรกิจขึ้นอยู่กับการขายสินค้าคุณภาพ

7.มีนักขายอิสระที่อาศัยการขายสินค้าเพื่อสร้างรายได้

8.มีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการดำเนินธุรกิจและไม่ต้องกักตุนสินค้า

9.ผู้ขายจะเน้นในเรื่องการขายสินค้าและการให้บริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง

10.ธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายและเป็นการขายสินค้าอีกรูปแบบหนึ่ง

 

การขายตรงแบบแชร์ลูกโซ่

1.ค่าธรรมเนียมในการสมัครใช้เงินลงทุนสูง ผู้สมัครจะถูกหลอกให้จ่ายค่าฝึกอบรมและค่าสินค้าเกินความต้องการ ผลกำไรส่วนมากมาจากค่าสมาชิก

2.ไม่สนใจที่จะจำหน่ายสินค้าคุณภาพ ส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าคุณภาพต่ำและได้ผลตอบแทนสูงเป็นรายได้จากการสมัครสมาชิกใหม่ ซึ่งต้องถูกบังคับซื้อสินค้าที่มีราคาสูงเป็นจำนวนมาก

3.ไม่มีนโยบายที่จะซื้อสินค้ากลับคืน เพราะอาจจะทำให้ระบบพีระมิดล้มลงได้

4.มีนโยบายร่ำรวยในระยะอันสั้น ผู้เข้าร่วมจำนวนมากที่ฐานของพีระมิดจะเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่คนเพียงไม่กี่คนที่อยู่ในระดับจุดยอดของพีระมิด ซึ่งธุรกิจนี้ไม่สามารถอยู่ยืดยาว

5.ตำแหน่งระบบนี้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำยอดขาย

6.ระบบนี้ไม่เน้นขายสินค้าให้ผู้บริโภค แต่ผลกำไรได้มาจากสมาชิกที่มาสมัครใหม่ ซึ่งต้องซื้อสินค้ากักตุนไม่ใช่เพราะสินค้ามีคุณภาพ แต่ถูกบังคับซื้อตามระบบสมาชิก

7.ผู้ขายในระบบนี้มักจะไม่เข้าถึงการสร้างรายได้ที่แท้จริงแต่หวังเพียงผลกำไรระยะสั้น

8.ผู้เข้าร่วมจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการสมัครสูงหรือจ่ายค่าสินค้าโดยถูกบังคับให้ซื้อในตอนสมัคร

9.จะเน้นรับการสมัครสมาชิกใหม่เป็นหลักและบังคับให้ซื้อสินค้าและไม่สนใจการขายสินค้าจริงหรือการให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้า

10.เป็นระบบที่ผิดกฎหมายในหลาย ๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และหลายประเทศในเอเชีย

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 22 พฤศจิกายน 2555

เตือนวัยรุ่นกิน “อาหารเสริม” มาก เสี่ยงไอคิวต่ำ ทำตับไตพัง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ห่วง วัยรุ่นกลัวไม่ผอม ไม่สวย หันมากินอาหารเสริมแทนข้าว ชี้เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหาร และได้รับสารเคมีเกิน ทำตับไตพัง ไอคิวต่ำลง สมองไม่แล่น ป่วยง่าย ย้ำไม่มีอาหารเสริมชนิดใดที่กินแล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ แนะออกกำลังกาย กินผักและผลไม้

นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและที่ปรึกษาสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กระแสของวัยรุ่นทั้งชายและหญิงในปัจจุบัน ใช้ชีวิตอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อยากมีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนนางแบบตามกระแสแฟชั่น หรืออยากมีผิวขาวสวย ตาหวาน มักจะนิยมกินอาหารเสริมต่าง ๆ ทั้งชนิดเม็ด แคปซูล หรือชงดื่ม เช่น ผงบุก วิตามินต่าง ๆ ซึ่งมีราคาถูก หาซื้อได้ง่ายทางอินเทอร์เน็ต และตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่นิยมกินแทนกินอาหารหลัก เพราะอาหารประเภทนี้กินแล้วจะทำให้อิ่ม ไม่หิวง่าย ทำให้น้ำหนักลด บางรายการอาจมีการโฆษณาเสริมวิตามินหรือสารอาหารอื่น ๆ เข้าไปด้วย ทำให้เข้าใจ หลงเชื่อว่ามีสารอาหารครบถ้วน และยังมีสรรพคุณป้องกันโรคมะเร็ง หรือสร้างภูมิต้านทานโรคด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

นายสง่ากล่าวว่า วัยรุ่น วัยเรียนเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเพียงพอ การหันไปกินอาหารเสริมต่าง ๆ เพื่อให้อิ่มจะได้ไม่ต้องกินอาหารหลัก หวังลดน้ำหนัก ให้รูปร่างผอมเพรียวนั้น เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารบางตัว ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน มีโอกาสที่จะเป็นโรคขาดสารอาหารซึ่งโรคนี้เคยเป็นปัญหาในกลุ่มเด็กเล็กในอดีตและพบได้น้อยลงแล้วในปัจจุบัน โรคอาจหวนกลับมาเป็นปัญหาใหม่ของกลุ่มวัยรุ่นไทยก็ได้ จากการกินอาหารเสริมแทนอาหารมื้อหลัก ซึ่งจะส่งผลให้มีร่างกายอ่อนแอ ป่วยง่าย เพราะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ มีอาการเซื่องซึม ไม่กระตือรือร้น เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง เพราะการกินอาหารเสริมนั้น ไม่สามารถไปทดแทนอาหารหลัก เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ได้
“วัยเรียนเป็นวัยที่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ หากกินแต่อาหารเสริมแทนอาหารหลักจะมีผลต่อเซลล์สมอง จะได้รับสารอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตของเซลล์สมองไม่เป็นไปตามปกติ ส่งผลให้การเรียนรู้และสติปัญญาด้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไอคิวต่ำลง มีผลต่อการเรียนหนังสือและความจำด้วย เพราะฉะนั้นการกินอาหารเสริมไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ไม่สามารถช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอาหารเสริมเม็ดใด ขวดใด แคปซูลใด ที่กินแล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ คือมี โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต อย่างครบถ้วน” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ล่าว

นายสง่ากล่าวอีกว่า สำหรับอาหารเสริมประเภทที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผงบุก วิตามินสาร สกัดจากตะบองเพชร ที่มีการโฆษณาว่าไม่เป็นอันตรายนั้น ในแง่ของโภชนาการ ก็ไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้เช่นกัน และหากเป็นอาหารเสริมที่ทำมาจากสารเคมีหรือสังเคราะห์จากสารเคมียิ่งมีอันตราย เพราะหากกินเป็นจำนวนมาก กินติดต่อกันเป็นเวลานาน จะมีโอกาสเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับสารเคมีเกิน จะทำให้ตับและไตทำงานหนัก อาจทำให้เกิดตับวายและไตวายได้ในที่สุด เช่น สารแอลคาร์นิทีน (L-carnitine) ที่อยู่ในอาหารเสริมลดน้ำหนัก หากกินมากๆ อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ซึ่งข้อเท็จจริงสารอาหารชนิดนี้ มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ เช่น สัตว์เนื้อแดงชนิดต่าง ๆ ปลา หรือผัก ผลไม้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งจากอาหารเสริมซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ มีราคาแพงและเปล่าประโยชน์

“จึงขอฝากเตือนวัยรุ่นที่นิยมกินอาหารเสริม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากกินไปแล้วเพราะความหลงเชื่อโฆษณา ก็ควรลด และควรเลิกกินอย่างเด็ดขาด ขอให้หันมากินอาหารหลักให้ครบทั้ง 5 หมู่ และเพิ่มการออกกำลังกาย กินผักผลไม้สดให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ความต้องการที่จะมีหุ่นสวย ตาใส ร่างกายแข็งแรง สมส่วน มีสมองที่ปราดเปรียว พร้อมในการเรียนหนังสือ จะมีตามที่ต้องการ และยังไม่เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหารอีกด้วย” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าว

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555

เลือกอาหารเสริมให้เหมาะกับช่วงวัย

ข้อมูลน่าสนใจในการเลือกอาหารเสริมให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายในช่วงวัยที่เปลี่ยนไป

โดย…อณุศรา ทองอุไร

หลังจากที่เหนื่อยหน่ายใจกับภาวะน้ำท่วมกันมาอย่างมาก บางคนน้ำท่วมบ้านถึงเอว บางคนน้ำล้อมบ้านไว้หมดจนอยู่บ้านไม่ได้ พอน้ำลดจะกลับเข้าบ้านก็ต้องทำความสะอาดกันอย่างหนักหนาสาหัส ไหนจะจัดบ้านให้เข้าที่เข้าทาง ปวดเมื่อยเนื้อตัว หลายคนบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เอาเถอะค่ะ…ทุกอย่างกำลังจะผ่านไปแล้ว เรื่องร้ายๆ ผ่านไปและขอให้เรื่องดีๆ ผ่านเข้ามา

หลังจากที่สู้กับน้องน้ำมาพักใหญ่ ถึงเวลาต้องมาใส่ใจกับสุขภาพกันบ้าง หมดอะไรหมดได้แต่อย่าหมดกำลังใจ ที่สำคัญร่างกายต้องแข็งแรง จะได้มีต้นทุนที่ดีในการดำเนินชีวิตกันต่อไป เพราะช่วงที่ผ่านมาร่างกายและจิตใจสูญเสียพลังงานไปมาก อาหารปกติอาจจะไม่เพียงพอในการซ่อมบำรุง คงต้องหาอาหารเสริมเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูร่างกายรับปีใหม่กันสักหน่อย แต่จะเลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับช่วงวัยที่ร่างกายต้องการจริงๆ

วรัญญา เกวลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอโกรว์ (ทีเอช) ให้คำแนะนำในการเลือกให้เหมาะกับวัยและที่ร่างกายต้องการว่า เพราะการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตที่เร่งรีบ มลภาวะ ความเครียด การบริโภคที่เน้นอาหารจานด่วนที่อุดมไปด้วยแป้ง น้ำตาล ใยอาหารน้อย กินบ่อยๆ และไม่ได้ออกกำลังกาย จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง หรือมะเร็งร้าย ล้วนเป็นปัจจัยที่เป็นผลเสียกับสุขภาพอย่างสิ้นเชิง

30 ยังแจ๋ว

คนวัยนี้เป็นวัยทำงานกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ต้องใช้ทั้งสมองและกำลัง จึงต้องได้รับการบำรุงที่ดีแก่สมองและกระดูก เพื่อเป็นการป้องกันและสะสมต้นทุนที่ดีให้กับร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง และกลุ่มอาหารที่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด เช่น น้ำมันปลาที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดโอเมก้า 3, แคลเซียม 500 กรัม ระดับที่พอดีเพื่อบำรุงกระดูก เพราะถ้ามากเกินไปอาจทำให้เกิดนิ่วในไตหรือเกิดอาการท้องผูกได้ ควรกินหลังอาหารเพราะแคลเซียมจำเป็นต้องอาศัยกรดในกระเพาะอาหารช่วยในการละลายตัวก่อนดูดซึม ไม่ควรกินพร้อมนม หรือธาตุเหล็ก เพราะจะลดการดูดซึมทั้งแคลเซียมและธาตุเหล็ก

นอกจากนี้ การเผาผลาญจะเริ่มช้าลงควรกินอาหารเสริมที่ช่วยเร่งการเผาผลาญ กระตุ้นเมตาบอลิซึม เช่น กาแฟสด ชาเขียวสกัด

40 ยังดูดี

เข้าสู่วัยกลางคนคอลลาเจนเริ่มเสื่อม ใบหน้าหย่อนคล้อย ฮอร์โมนเริ่มไม่สมดุล ในผู้หญิงอาจจะเข้าสู่วัยใกล้หมดประจำเดือน ดังนั้นควรกินอาหารที่ช่วยบำรุงฮอร์โมน เช่น น้ำมันอีฟนิงพริมโรส น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว เพื่อช่วยปรับผิวพรรณ ลดฝ้า จุดด่างดำ และลดไขมันในเลือด วัยนี้ถือเป็นวัยงามอาจจะเพิ่มด้วยอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงและดูแลรูปร่าง เช่น สารสกัดจากชาเขียว สารสกัดจากเคลป์ วิตามินบี 6

แอลคานิทีน ควรกินตอนท้องว่างก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง จะช่วยดูดซึมได้ดีที่สุด หรือก่อนออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง จะได้ผลที่ดีขึ้น

50 วัยสง่าราศี

สำหรับคุณผู้หญิงถือว่าเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนอย่างแท้จริง อาจจะเริ่มมีปัญหาเรื่องความจำ ฮอร์โมนเริ่มเสื่อมถอย ควรกินวิตามินรวม น้ำมันปลา เพื่อช่วยเรื่องความจำ อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์หนักๆ จะเริ่มไม่เหมาะกับคนวัยนี้ เพราะระบบการย่อยจะทำงานช้าลง ควรรับประทานวิตามินรวมผสมกรดอะมิโน หรือโสมที่ให้พลังงานที่ดี เหมาะกับผู้ที่เริ่มอ่อนล้า เพลียง่าย นอกจากอาหารเสริมแล้ว ควรให้อาหารผิวด้วยเพื่อช่วยเรื่องผิวพรรณ เช่น คอลลาเจนช่วยเรื่องความยืดหยุ่นยกกระชับ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต

วัย 60 ภูมิฐาน

ระบบกระเพาะลำไส้อาจจะเสื่อมถอย ลำไส้แปรปรวน จุลินทรีย์ดีๆ อาจเหลือน้อยลง ควรกินอาหารที่บำรุงลำไส้ ประเภทจุลินทรีย์เพื่อสุขภาพ พรีไบโอติก, โพรไบโอติก, แล็กโตบาซิลลัส เพื่อสร้างสารดีๆ สู่ลำไส้ และอาหารเสริมที่ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอล วิตามินจากธรรมชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดองุ่น กูตาไธโอน ช่วยบำรุงตับและขับสารพิษ และต้านอนุมูลอิสระ หรือกลุ่มดีทอกซ์ เพื่อขจัดสารเคมีตกค้างประเภทโคเอนไซม์ โคลีน สารสกัดจากงาดำวิตามินบีรวม วิตามินอี ซิลิเนียม สังกะสี ช่วยขับของเสียออกจากตับ ลำไส้

วรัญญา กล่าวต่อไปว่า ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าอาหารเสริม ดังนั้นต้องกินอาหารหลักให้ครบครันเสียก่อนคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักสดและผลไม้ กินอาหารที่ผ่านการแปรรูปให้น้อยที่สุด ลดแป้ง ไขมัน น้ำตาล ออกกำลังกาย สม่ำเสมอ และถ้าไม่เพียงพอจึงกินอาหารเสริมควบคู่กันไป

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 20 ธันวาคม 2554

อาหารเสริมกับโรคข้อ โดย นพ. พงษ์ศักดิ์ วัฒนา

อาหารเสริมกับโรคข้อ

นพ. พงษ์ศักดิ์ วัฒนา

 เป็นความเชื่อของมนุษย์เราตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่พยายามขวนขวายหาวิธีการลดอาการปวดของข้อต่อที่อักเสบ ตลอดจนอาการปวดทุกชนิดที่เป็นเรื้อรังและไม่ทราบสาเหตุ โดยการเลือกหรืองดอาหารบางประเภทว่าสามารถลด อาการปวดลงได้ ในปัจจุบันนี้ได้มีการพิสูจน์ที่แน่นอนว่าอาหารที่มีกรดยูริกสูง อาทิเช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผักบาง ประเภท จะทำให้มีอาการกำเริบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าต์ได้ กรุณาเข้าใจว่าการงดอาหารเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้โรคเก๊าต์หายไป ด้วยยาที่รักษาโรคเก๊าต์ในปัจจุบัน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าต์ก็ยังคงสามารถรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกได้ และยังคงดื่มแอลกอฮอล์ในวงสังคมได้

                         ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป แม้แต่ในประเทศไทยมีการจำหน่ายอาหารเสริมกันอย่างมากมาย และมีการอวดอ้างสรรพคุณในการรักษาโรคจากอาการปวดได้ทุกชนิด เป็นธุรกิจที่ดีมาก อาหารเสริมดังกล่าวมีดังนี้
                          1. อาหารเสริมแคลเซี่ยม
                          2. วิตามินเสริม
                          3. น้ำมันจากปลา ( Fish Oil )
                          4. เกลือแร่ต่าง ๆ เช่น ธาตุเหล็ก , ธาตุสังกะสี
                          5. สมุนไพรชนิดต่าง ๆ
                          6. กระเทียม
                          7. น้ำผึ้ง
                          8. กลูโคซามีน , ดอนครอยติน ( Glueosamine และ Chondroitin )
                          9. น้ำผลไม้ น้ำจากลูกยอทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ

                         อาหารเสริมเหล่านี้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถรักษาโรคอาการปวดข้อ หรืออาการปวดเรื้อรัง น้อยมาก   ในต่างประเทศกลุ่มของอาหารเสริมสามารถจะหาซื้อได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยา    ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อซึ่งพวกเราคงทราบแล้วว่ากว่าร้อยละ 90 ของโรคข้อเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด จำเป็นต้องรับประทานยาต้านการอักเสบ (N’SAID s) เป็นระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ก็พยายามดิ้นรนที่จะรักษาโรคข้อให้หายขาดจากการแนะนำของเพื่อน การโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ หรือการซื้อขายทางตรง ( Direct Sale ) เพื่อหวังว่าอาการทางโรคข้อมีโอกาสหายขาดได้      การซื้ออาหารเสริมมารับประทานกันเองทำให้ต้องสูญเสียเงินทองอย่างมหาศาล

                         ในแต่ละปี ผู้เขียนเคยพบ อาหารเสริมจำนวนมากมายจากผู้ป่วยที่มารักษาที่คลินิกส่วนตัวที่นำมาให้ดู โดยที่ญาติอาจจะเป็นลูกหรือพี่น้องที่หวังดีซื้อส่งมาจากประเทศอเมริกา มาให้รับประทาน    วิตามินเสริมในขนาดที่แนะนำจะไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพแต่ถ้ารับประทานวิตามินเอ หรือวิตามินดี ในขนาดที่สูงกว่าที่กำหนดไว้จะมีอันตรายต่อสุขภาพได้ อาหารเสริมที่มีไขมันต่ำ และมีใยอาหาร ผลไม้หรือผัก จะมีประโยชน์ต่อคนทุกคน ธาตุเหล็ก ใช้ในการรักษาในโรคโลหิตจาง ซึ่งพบบ่อยในคนที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ สาเหตุการเป็นโรคโลหิตจางมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เอง หรือจากการ รับประทานยาต้านอักเสบ ( N ’ SAID s ) ทำให้เกิดแผลในกระเพาะหรือจากรับประทานยาสเตียรอยด์มานาน ๆ การรับประทานธาตุเหล็กอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ผล ควรปรึกษาแพทย์โรคข้อทุกครั้งก่อนรับประทานธาตุเหล็ก

                          แคลเซี่ยม
เป็นอาหารเสริมยอดฮิตในปัจจุบันประชาชนทั่วไปเมื่อมีอาการปวดจากข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบชนิดใดก็ตาม จะไปซื้อแคลเซี่ยมมารับประทาน ทำให้บริษัทขายนมมีการผสมระดับของแคลเซี่ยมให้สูงขึ้น เพื่อเป็นจุดขายของ สินค้าของตน

        แคลเซี่ยมจะมีประโยชน์
       1. ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต
       2. ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องแบ่งแคลเซี่ยมที่แม่รับประทานไปให้ลูกในท้อง
       3. ในผู้สูงอายุที่รับประทานลำบาก และระบบย่อยอาหารไม่ค่อยดี
       4. ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือน มีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำลง แคลเซี่ยมจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ป้องกันโรคกระดูกโปร่งบาง ( Osteoporosis ) ซึ่งโรคนี้ปกติจะไม่ค่อยมีอาการปวด จะมีอาการปวดเมื่อกระดูกหักแล้วประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าแคลเซี่ยมสามารถรักษาโรคข้ออักเสบ ได้ ( Arthritis )

บางคนดื่มนมตลอดทั้งวันเพื่อให้อาการปวดเข่าหายไป ซึ่งนอกจากจะเสียเงินแล้วยิ่งทำให้ตนเอง อ้วนมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น

 

                          กลูโคซามีน และคอนตรอยติน อาหารเสริมในกลุ่มนี้เป็นที่นิยมกันมากมีกว่า 100 ชนิด ผลิตจากหลายบริษัท
กลูโคซามีน สกัดมาจากกระดองปู กุ้งมังกร และเปลือกกุ้ง
ส่วนคอนตรอยติน สกัดมาจากหลอดลมของวัว ควาย

                          โดยเชื่อว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้จะช่วยซ่อมสร้างผิวกระดูกอ่อนที่ปลายกระดูกในข้อต่อเสื่อม ให้กลับฟื้นขึ้นมาได้ และทำให้ลดอาการปวดลง

                          แพทย์กระดูกและข้อในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่เชื่อว่า อาหารเสริมกลุ่มนี้ช่วยรักษาข้อเสื่อมได้ แต่แพทย์กระดูกและข้อในทวีปยุโรปมีความเชื่อว่าช่วยรักษาได้       

                          โดยสรุปแล้วการรักษาโรคข้อเสื่อมด้วยกลูโคซามีน และคอนดรอยตินในโรคข้อเสื่อมยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ แต่มีหลักการคร่าว ๆ ดังนี้ ถ้ารับประทานยาในกลุ่มนี้แล้วไม่ได้ผลในการลดอาการปวดจากข้อเสื่อมในระยะเวลา 1 – 2 เดือน ควรหยุดยาได้แล้ว ปกติจะได้ผลในระยะเวลา 6 – 8 สัปดาห์ โดยใช้ขนาดดังนี้
                          กลูโคซามีน 1,500 มก. / วัน
                          คอนดรอยติน 1,200 มก. / วัน

                          1. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้บ่อย ร้อยละ 0.3-1.5 ในประชากรทั่วไปเป็นโรคข้อที่ไม่ทราบสาเหตุ และรักษาไม่หายขาด มีการอักเสบของข้อต่อทุกข้อในร่างกายในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาได้มีผู้พยายาม ที่จะหาวิธีการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ให้หายขาดการรักษาในปัจจุบันได้ แต่ใช้ยากดอาการอักเสบของข้อต่อให้้นานที่สุดที่จะนานได้ การให้อาหารเสริมซึ่งผลการรักษายังไม่ได้ผลแน่นอน         

                          การให้อาหารเสริมมีหลักการในการรักษาดังนี้
                          ลักษณะที่ 1 เป็นการเสริมอาหารที่ช่วยลดอาการปวดลงในอาหาร
                          ลักษณะที่ 2 เป็นการกำจัดสารที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของอาการปวด หรืออาการกำเริบออกจากอาหาร

                          อย่างไรก็ตาม อาหารที่มีไขมันต่ำ มีใยอาหาร , ผลไม้ , ผัก จะมีประโยชน์อย่างมากในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

                          โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ มักจะมีอาการของโรคโลหิตจางร่วมด้วย อาจจะมาจากยาต้านการอักเสบ ( N ’ SAID s ) ที่รับประทานนาน ๆ ทำให้เป็นโรคแผลในกระเพาะและมีเลือดออกการรับประทานธาตุเหล็กอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล

                          2. โรคข้อเสื่อม พบบ่อยในผู้ที่น้ำหนักตัวมาก และผู้สูงอายุ เป็นกับข้อต่อที่รับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า , ข้อตะโพก การลดน้ำหนักตัวด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกวิธีร่วมกับการออกกำลังกาย ถ้าท่านมีปัญหาในการลดน้ำหนัก ปรึกษาแพทย์จะปลอดภัยที่สุด

                          3. โรคกระดูกพรุน , โรคกระดูกโปร่งบาง (Osteoporosis) โรคกระดูกพรุนพบบ่อยในผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนแล้ว    การรักษาโรคกระดูกโปร่งบาง หรือกระดูกพรุน โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้กระดูกแข็งแรงได้ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนแล้วควรให้อาหารเสริมแคลเซี่ยม 1 กรัม / วัน , วิตามินดี 40 ยูนิต / วัน ( นมที่ปราศจากไขมันครึ่งลิตรจะมีแคลเซี่ยมสูง 700 มก. )

 

                          ถ้าท่านอยากจะลองรับประทานอาหารเสริมขอแนะนำดังนี้

1. ปรึกษาแพทย์ก่อนว่าควรจะรับประทานอาหารเสริมหรือไม่ ?
2. อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งให้รับประทาน
3. ควรจะให้แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นอาการปวดจากโรคข้อเสื่อม กลูโคซามิน , คอนดรอยตินไม่สามารถรักษาอาการปวดจากโรคเนื้องอก ( Cancer ) , กระดูกหัก หรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้
4. อย่ารับประทานอาหารเสริม ถ้าท่านตั้งท้องหรือคิดว่าตั้งท้อง และไม่ควรให้เด็กรับประทาน
5. ถ้าท่านเป็นโรคเบาหวาน ถ้ารับประทานกลูโคซามิน ควรจะตรวจระดับน้ำตาลในเลือดให้บ่อยขึ้น
6. คนที่แพ้อาหารทะเล จะมีโอกาสแพ้อาหารเสริมกลูโคซามีนด้วย
7. ถ้าท่านรับประทาน แอสไพริน ในการป้องกันหลอดเลือดตีบในหัวใจ ถ้ารับประทานคอนดรอยติน ควรจะตรวจการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย
8. อย่าหยุดยาที่รับประทานในการรักษาโรคข้อ แม้รับประทานอาหารเสริมแล้วลดอาการปวดข้อได้
9. บริหารร่างกาย รักษาน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วนเกินไป และรับประทานอาหารตามที่แพทย์สั่ง

 

 

 

ข้อมูลจาก http://www.thaiarthritis.org/people03.php