มหัศจรรย์อาหารพื้นบ้านไทย

bangkokbiznews140703_01อาหารพื้นบ้านไทย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพให้สมดุล แข็งแรง ให้เหมาะสมกับตนเอง เหมาะสมกับเพศ วัย ฤดูกาล ได้ง่ายๆ

อาหารเป็นปัจจัยที่ 4 ในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ ช่วยให้พลังงาน สร้างการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำให้กลไกต่างๆ ของร่างกายสามารถทำหน้าที่ได้เป็นปกติ ในทางตรงกันข้ามอาหารก็สามารถนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ จากการรับประทานอาหารที่ขาดความเหมาะสม ทั้งปริมาณและคุณภาพก่อให้เกิดโรค และเกิดภาวะมีบุตรยาก ภาวะกระดูกพรุน เป็นต้น

ภญ.ดร.สุภาพร ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า วิถีอาหารพื้นบ้านไทย และแนวคิดของหมอยาพื้นบ้านนั้น มีทั้งสิ่งที่สอดคล้องและแตกต่างจากอาหารหลัก 5 หมู่ คือ

1.อาหารพื้นบ้านไทยมีความครบถ้วนตามอาหารหลัก 5 หมู่ คือ มีคาร์โบไฮเดรตจากข้าว มีโปรตีนจากปลา มีน้ำมันและไขมันจากะทิ ถั่ว งา มีพืชผักนานาเป็นแหล่ง วิตามินและเกลือแร่

2.อาหารพื้นบ้านไทยต้องรับประทานผัก เพื่อไปทำให้ธาตุดินมีความบริบูรณ์ เนื่องจากในธาตุดิน 20 ส่วนนั้น มี 2 ส่วน คือ กะรีสัง( อาหารเก่า) อุทริยัง (อาหารใหม่) ถ้าไม่มีอาหารที่มีกากใย ธาตุดินก็จะไม่บริบูรณ์

3.อาหารพื้นบ้านไทยต้องมีเครื่องเทศ เพราะเครื่องเทศจะไปทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น ช่วยกำจัดสารพิษ ช่วยในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้การย่อย การดูดซึม และการขับถ่ายเป็นปกติ

4.อาหารพื้นบ้านไทยให้ความสำคัญกับอาหารหมัก ปัจจุบันสามารถอธิบายได้ว่า คือการเพิ่มจำนวนของโปรไบโอติกและพรีไบโอติก นอกจากนี้ ความเปรี้ยวจากการอาหารหมักยังให้กรดออร์กานิกโมเลกุลสายสั้นๆ ซึ่งมีคุณสมบัติในการซ่อมแซมผนังลำไส้

5.อาหารพื้นบ้านไทยให้ความสำคัญกับธรรมชาติของคน ของเพศ ของวัย เช่น กระจับจะเหมาะกับวัยเด็ก ผู้หญิง และผู้สูงอายุ เพราะกระจับ แห้ว งา เป็นพืชพรรณมีความชุ่มชื้น มีความอบอุ่น มีความมัน อันจำเป็นในการเสริมความเป็นการเจริญเติบโตในเด็ก รวมทั้งทารกในครรภ์ ส่งเสริมความเปล่งปลั่งและความหล่อลื่นชุ่มชื้นในผู้หญิง ช่วยลดความเหี่ยวแห้งในผู้สูงอายุ การที่สังคมสมัยใหม่ละเลยก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดการเสริมสร้าง มีบุตรยาก กระดูกพรุน ลมกำเริบได้ง่าย วิตกกังวล เป็นต้น

6.อาหารพื้นบ้านที่แท้จริงแล้วมาจากความเคารพในธรรมชาติ ความเป็นเกษตรอินทรีย์ อาหารธรรมชาติจึงเป็นคำตอบของการมีสุขภาพดี

นอกจากนี้ ในวิถีอาหารพื้นบ้านไทย จะรับประทานข้าวเป็นหลัก มีผักและปลาเป็นพื้นฐาน ซึ่งมีที่มาจากธรรมชาติในแต่ละฤดูกาล เช่น หน้าฝน อุดมไปด้วยหน่อต่างๆ ซึ่งจะให้พลังงานชีวิตที่มีความร้อน จึงเหมาะกับหน้าฝนที่มีความเย็นชื้น เป็นต้น มีการรับประทานพืชผักหลากหลายครบทุกรส ผักหลายชนิดรสชาติไม่ดีแต่สามารถกินเพื่อเป็นยา ตำรับอาหารจะต้องไม่ขาดเครื่องเทศ มีตำรับน้ำพริกนับพันตำรับ มีตำรับอาหารที่มีน้ำมันและไขมัน เช่น แกงกะทิ ถั่วตัด กระยาสารท กินอาหารต้องกินให้เป็นเวลา มีวัฒนธรรมอาหารหมัก ผักดองนานาชนิด มีวัฒนธรรมกินอาหารเฉพาะฤดู เช่น กินข้าวหลาม ข้าวตำงา กระยาสารทในหน้าหนาว มียาบำรุง ยาหมู่ ยาบำรุงธาตุ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าในอาหารพื้นบ้านไทยนั้น เป็นวิถีที่อาจไม่มีคำอธิบายเป็นทฤษฎีที่ชัดเจน แต่กลับมีอยู่ในทุกแนวคิดของอาหารที่กล่าวมา ดังนั้น หากคนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองโดยการกินอาหารพื้นบ้านไทย ก็จะทำให้มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงได้ และที่สำคัญคุณค่าที่ได้นั้นย่อมมีมากมากเพียงแค่การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่างแน่นอน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 3 กรกฎาคม 2557

Advertisements

เผยอาหารแสลง : ต้องห้าม 10 โรค

เรามักได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดถึงข้อห้ามมากมายเกี่ยวกับการกินและข้อควรปฏิบัติ เช่น คนที่ร้อนในง่ายห้ามกินของร้อน (คุณสมบัติหยาง) ของทอดๆ มันๆ ของเผ็ด เช่น

 
– กินทุเรียนแล้วห้ามกินเหล้า
– กินทุเรียนแล้วควรกินมังคุดหรือกินน้ำเกลือตาม
– กินลำไยมากระวังตาจะแฉะ
– เวลาเริ่มเป็นหวัด เจ็บคอ ควรกินพวกยาขม
– เวลาร้อนใน ให้กินน้ำจับเลี้ยง หรือกินน้ำเก๊กฮวย
– หญิงปวดประจำเดือนห้ามกินของเย็น (ลักษณะหยิน) เช่น แตงโม น้ำมะพร้าว
– คนที่กินยาบำรุงจีน ห้ามกินผักกาดขาว หัวไชเท้า ฯลฯ เพราะจะล้างยา (ทำไห้ฤทธิ์ของยาน้อยลง) ฯลฯ
 
คำกล่าวเหล่านี้ก็มีในทัศนะทางการแพทย์แผนจีนมาจากพื้นฐานที่ว่า “อาหารคือยา อาหารและยามีแหล่งที่มาเดียวกัน” การเลือกกินอาหารให้เหมาะสมเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องประยุกต์เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับภาวะที่เป็นจริงของบุคคลเงื่อนไขของเวลาและสภาพภูมิประเทศ (สิ่งแวดล้อม) จึงจะเกิดผลที่ดีต่อสุขภาพ
 
ในแง่ของคนไข้ การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม จะทำให้โรคร้ายทุเลาลง ช่วยเสริมการรักษาและฟื้นฟูร่างกาย ในทางกลับกันการเลือกอาหารไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ย่อมทำให้โรคร้ายรุนแรง กำเริบและบั่นทอนสุขภาพมากขึ้น
 
อาหารแสลงหรืออาหารต้องห้าม ในความหมายที่กว้าง หมายถึง
 
๑. การกินอาหารที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ก็เกิดโทษ
๒. การกินอาหารชนิดเดียวกัน ซ้ำซาก ก็เกิดโทษ
๓. การกินอาหารที่ไม่สอดคล้องกับภาวะร่างกายในยามปกติ (ลักษณะธาตุของแต่ละบุคคล)
๔. การกินอาหารที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือในขณะที่เป็นโรค
๕. การกินอาหารที่ไม่สอดคล้องกับยาสมุนไพรที่ใช้รักษาในขณะเป็นโรค
 
การกินอาหารมากไปหรือน้อยไปและการกินอาหารชนิดเดียวกันอย่างซ้ำซากได้กล่าวมาแล้วในครั้งก่อน ที่จะกล่าวต่อไป คือ หลักการหลีกเลี่ยงอาหารในขณะเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคต่างๆ หรือภายหลังการฟื้นจากการเจ็บป่วย
 
 
อาหารกับโรค
 
๑.คนที่เป็นไข้หวัดไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุก อาหารที่เย็นมาก หรืออาหารทอด อาหารมัน ซึ่งล้วนแต่ทำให้ย่อยยาก ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือน “อาหารเชื้อเพลิง” หรือการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ
 
๒. คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ กระเพาะอาหารเป็นแผล หรือระบบการย่อยไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในร่างกายทำให้โรคหายยาก แนะนำให้กินอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง กินอาหารตามเวลา และเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย
 
๓. คนที่เป็นโรคความดันเลือดสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาหลอดเลือดแข็งตัว (ตามภาวะความเสื่อมของร่างกาย) ทำให้หลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ตับ สมอง ถั่ว น้ำมันหมู ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ น้ำมันเนย รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย(ความชื้นมีผลให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนต่อร่างกายทุกระบบความร้อนทำให้ภาวะร่างกายถูกกระตุ้นทำให้ความดันสูง) นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด (ฤทธิ์กระตุ้น) หรืออาหารหวานมาก เช่น ลำไย ขนุน ทุเรียน ฯลฯ (คุณสมบัติร้อน) เราคงได้ยินบ่อยๆว่า มีคนที่เป็นโรคความดันสูง แล้วไปกินทุเรียนร่วมกับเหล้า แล้วหมดสติ เสียชีวิต จากภาวะเส้นเลือดในสมองแตกก็สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว
 
๔. คนที่เป็นโรคตับหรือโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอดๆ มันๆ อาหารหวานจัด เพราะแผนแพทย์จีนถือว่าตับ ถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานของการรับสารอาหารเพื่อบำรุงเลี้ยงร่างกาย ให้เกิดเลือด พลัง การได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้เกิดความร้อนความชื้น ทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้เกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง
 
๕. คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคไต หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพราะรสเค็มทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า เป็นภาระต่อหัวใจในการทำงานหนักเพิ่มขึ้น ทำให้ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ขณะเดียวกัน อาหารที่มีรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนทำให้ต้องสูญพลังงานมาก และหัวใจก็ต้องทำงานหนักขึ้น โดยสรุปคือ ต้องลดการทำงานของหัวใจและไต โดยไม่เพิ่มปัจจัยต่างๆที่เป็นโทษเข้าไป
 
๖. คนที่เป็นโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน หรืออาหารประเภทแป้งที่มีแคลอรีสูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ฯลฯ แนะนำอาหารพวกถั่ว เช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด ฯลฯ
 
๗. คนที่นอนหลับไม่สนิท ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกชา กาแฟ หรือการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะเวลาก่อนนอน เพราอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือทำให้หลับไม่สนิท
 
๘. คนที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหรือท้องผูก ต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภท กระเทียม หอม ขิงสด พริกไทย พริก ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้มีความร้อนในตัวสะสมมาก ทำให้ท้องผูก ทำให้เส้นเลือดแตกและอาการริดสีดวงทวารกำเริบ
 
๙. คนที่มีอาการลมพิษ ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นโรคหอบหืด ควรเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ ผลิตภัณฑ์นมหรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ รวมทั้งรสเผ็ด เพราะสารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นและทำให้มีอาการผื่น ผิวหนังกำเริบ
 
๑๐. คนที่เป็นสิว หรือมีการอักเสบของต่อมไขมัน ควรงดอาหารเผ็ดและอาหารมัน เพราะทำให้สะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด (ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย) ทำให้เกิดสิว
 
หลักการทั่วไป ต้องหลีกเลี่ยงอาหารดิบๆ สุกๆ มีคุณสมบัติที่เย็นมาก ขณะเดียวกันอาหารที่ผ่านกระบวนการมาก อาหารที่ย่อยยาก อาหารทอดมันๆ อาหารรสเผ็ดจัด เหล้า บุหรี่ ฯลฯ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงภาวะเจ็บป่วยหรือขณะพักฟื้น เป็นภาวะระบบการย่อยดูดซึม (กระเพาะอาหารและม้าม) ทำงานไม่ดี การได้อาหารที่เย็นหรือย่อยยากจะทำให้การย่อย การดูดซึมมีปัญหามากขึ้น ทำให้ขาดสารอาหารมาบำรุงเลี้ยงร่างกาย และต้องสูญเสียพลังเพิ่มขึ้นในการทำงานของระบบย่อย อาหารเผ็ด เหล้า และบุหรี่ มีฤทธิ์กระตุ้นและเพิ่มความร้อนในร่างกายทำให้มีการใช้พลังงานมากโดยไม่จำเป็น
 
อาหารแสลงในทัศนะแพทย์แผนจีนคืออาหารที่ไม่เย็น (ยิน) หรืออาหารที่ไม่ร้อน (หยาง) จนเกินไป กล่าวคือต้องไม่ดิบ (ต้องทำให้สุก) และต้องไม่ผ่านกระบวนการที่ทำให้เกิดคุณสมบัติร้อนมากเกินไป (ทอด ย่าง ปิ้ง เจียว ผัด) เพราะสุดขั้วทั้งสองด้านก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย
 
อาหารดิบ ไม่สุก :
 
ทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก ทำให้เสียสมรรถภาพการย่อยดูดซึมอาหารตกค้าง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องอืด ขาดสารอาหาร
 
อาหารร้อนเกินไป :
 
ทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก มีความร้อนความชื้นสะสม เกิดความร้อนใน ร่างกายมากเกินไป ไปกระทบกระเทือนอวัยวะอื่นๆ เช่น กระทบปอด ลำไส้ ทำให้ท้องผูก เจ็บคอ ปากเป็นแผล กระทบตับ ทำให้ความดันสูง ตาแฉะ อารมณ์หงุดหงิด กระทบไต ทำให้ปวดเมื่อยเอว ผมร่วง ฯลฯ
 
อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด
 
จะได้สารและพลังจากธรรมชาติมากที่สุดอย่างไรก็ตามความเห็นในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แนะนำให้กินผักสด ผลไม้สด ซึ่งไม่น่าขัดแย้งกัน เพราะเทคนิคการทำอาหารของจีน ต้องไม่ให้ดิบ และสุกเกินไป เพื่อดูดซับสารและพลังจากธรรมชาติให้มากที่สุด ดิบเกินไปจะทำให้เกิดพิษจากอาหาร สุกเกินไปทำให้เสียคุณค่าอาหารทางธรรมชาติ การเลือกกินอาหารที่ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนและมีการปรุงแต่งที่มากเกินไปจะทำให้อาหารฮ่องเต้กลายเป็นอาหารชั้นเลวในแง่หลักโภชนาการ
 
การเลือกอาหารให้สอดคล้องเหมาะสมไม่ใช่สูตรตายตัวแต่ต้องยืดหยุ่นพลิกแพลง และปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาวะที่เป็นจริงของแต่ละบุคคล เวลา (เช่น ภาวะปกติ ภาวะป่วยไข้ กลางวัน กลางคืน ฤดูกาล) และสถานที่ (ภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม) เพื่อให้เป็นธรรมชาติและยังประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ
 
ข้อมูล: facebook นิตยสารหมอชาวบ้าน
ที่มา : มติชน 18 มิถุนายน 2557

กินป้องกันลำไส้หน้าร้อน

dailynews140329_002ถ้าลำไส้เป็นสุข สุขภาพก็แข็งแรง นี่คือสัจธรรม เพราะภูมิคุ้มกันร่างกายส่วนสำคัญอยู่ที่ลำไส้ด้วยที่หนึ่ง ยกตัวอย่าง “ไส้ติ่ง” ที่มีต่อมน้ำเหลืองสร้างเกราะป้องกันเชื้อโรคให้เราได้อยู่มาก หากไปตัดออกโดยไม่จำเป็นก็จะทำให้ขาดของดีไป

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า ในผู้ที่มีสุขภาพไม่ดีนั้นขอให้หันมามองที่ลำไส้ด้วยส่วนหนึ่ง บางทีมันอาจเป็นคำตอบที่ท่านหามานาน เช่น บางท่านมีอาการเจ็บป่วยง่าย อาจเกิดจากการไวต่ออาหารในลำไส้หรือพูดง่าย ๆ ว่าไส้รั่วเพราะแพ้อาหารบางชนิดที่กินมาตลอดชีวิต

ลำไส้และทางเดินอาหารจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ท่านมีความสุขอยู่ไม่น้อย โดยมันคอยช่วยสุขภาพในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยขับสารพิษ ช่วยดูดซับของดีจากอาหาร ช่วยสร้างเคมี หรือ ฮอร์โมนปรับสมดุลร่างกาย

ในหน้าร้อนมีผลต่อลำไส้เช่นกัน โดยส่วนหนึ่งมาจากอากาศเองด้วยที่ทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติไป เป็นต้นว่า ทำให้ลำไส้บีบตัวผิดปกติ มีการหลั่งน้ำย่อยไม่เป็นปกติ จนถึงกระตุ้นให้ลำไส้แปรปรวนกำเริบ

 

7 สมุนไพรที่ควรเปิบเพื่อช่วยการทำงานของลำไส้ มีดังนี้

โหระพา น้ำมันหอมกรุ่นกลิ่นที่อยู่ในโหระพาคือพระเอก ช่วยเจริญอาหาร ลดอาการโรคกระเพาะที่จุกเสียดแน่น ช่วยต้านมะเร็งจาก “เบต้าแคโรทีน” ที่มีอยู่สูง นอกจากนั้นน้ำมันโหระพายังมีฤทธิ์ต้านพยาธิลำไส้ตัวสำคัญอย่าง “ไกอาเดีย” ด้วย

ใบแมงลัก อยู่ในแกงเลียงซดชื่นใจ จะใส่ขนมจีนน้ำยาก็อร่อยเด็ด ใบแมงลักช่วยคลายท้องอืดแน่นเฟ้อได้ราวกับร่ายมนตร์ สามารถรับประทานจากในแกงหรือรับประทานสดเป็นผักแกล้มก็ได้ ช่วยให้ท่านคลายรำคาญจากอาการท้องอืด นอกจากนั้นใบแมงลักยังช่วยแก้อาการท้องร่วงท้องเสียได้ด้วย

หัวหอม มีของดีที่ช่วยลำไส้คือเส้นใยสุขภาพที่ชื่อ “อินนูลิน” ที่กินแล้วช่วยเสริมภูมิให้ลำไส้ ไล่พยาธิและอาการอักเสบต่าง ๆ ในช่องท้อง ช่วยในผู้ป่วยเบาหวานที่กระเพาะลำไส้ทำงานไม่ค่อยดี มีท้องอืดหรือแน่นท้องบ่อยให้สบายขึ้นได้

กระเทียม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อในลำไส้ได้จากสารกลุ่ม “ซัลเฟอร์” หรือกำมะถัน การรับประทานกระเทียมเหมือนกับการกินยาปฏิชีวนะธรรมชาติที่ไม่ทำร้ายลำไส้มากจนเกินไป นอกจากนั้นยังมีรายงานว่ากระเทียมช่วยรักษาโรคบิดได้

กะเพรา อาหารประเภทไม่ต้องคิดมากอย่าง “ผัดกะเพรา” มีฤทธิ์ไม่ธรรมดา เพราะใบกะเพรามีชื่อเสียงในเรื่องดูแลลำไส้ ช่วยให้อาการปวดท้องคลายลง ช่วยย่อยอาหาร ที่สำคัญคือไล่มะเร็งได้ด้วย

ตะไคร้ ช่วยกระตุ้นลำไส้ น้ำมันหอมในตะไคร้ช่วยขับน้ำดี ช่วยลดการอักเสบแก้อาการปวดเกร็งได้แบบที่แพทย์ไทยเรียกว่าแก้กษัยเส้น ท้องแข็งเป็นดาน นอกจากรับประทานเป็นอาหารแล้วตะไคร้ยังใช้ชงดื่มเป็นชาสมุนไพรหอมดื่มได้ด้วย

ขิง เป็นสิ่งดี ๆ ที่ช่วยให้ผู้ที่มีอาการทางเดินอาหารที่มักคลื่นไส้อาเจียนเวียนหัวบ่อยดีขึ้นได้ แม้ขิงจะเป็นของร้อนแต่ในขิงมีน้ำมันพิเศษที่ช่วยต้านอักเสบและคลายลำไส้ ช่วยรักษาแผลกระเพาะที่ติดลำไส้ส่วนต้น ช่วยลดการอักเสบของตับ นอกจากนั้นขิงยังถือเป็นยาอายุวัฒนะ ถึงขนาดชาวจีนขนานนามว่า “โสมน้อย” ทีเดียว

ในกลุ่มของอาหารที่ว่ามาสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ ให้สังเกตอาการโรคลำไส้ในหน้าร้อน 3 อาการหลักได้แก่ คลื่นไส้ ท้องเสียและมีไข้ เมื่อใดที่เริ่มมีอาการให้ดื่มน้ำให้มากและดูแลเรื่องอาหารให้ดี ถ้ามีอาการมากก็ไปพบแพทย์แต่ถ้าไม่มากก็ป้องกันไว้ก่อนด้วยสมุนไพรดังที่กล่าวไว้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 29 มีนาคม 2557

“อาหารฟังก์ชั่น” มากคุณประโยชน์ ช่วยป้องกันโรค เพิ่มภูมิคุ้มกัน

dailynews140126_004a “จงใช้อาหารเป็นยาในการรักษาโรค” ฮิปโปเครติส บิดาทางการแพทย์ของชาวกรีกได้บัญญัติไว้ในการรักษาเมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว ซึ่งกลายมาเป็นปรัชญาในการรักษาโรคยุคต่อๆ มา และได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ปัจจุบันผู้คนมีความสนใจโดยเฉพาะต่ออาหารหรือองค์ประกอบของอาหารที่มีผลต่อการทำงานของร่างกายในการส่งเสริมสุขภาพ เมื่อความรู้ทางด้านอาหารและโภชนาการมีความก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องคุณสมบัติของอาหารบางชนิดที่มีผลต่อการทำงานของร่างกายคล้ายยา ซึ่งอาหารทุกชนิดที่เรารับประทานกันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มาจากพืชหรือสัตว์ต่างก็มีองค์ประกอบที่มีผลต่อการทำงานของร่างกายในระดับต่างๆกันในบทบาทของอาหารฟังก์ชั่น และส่งผลต่อสุขภาพของคนเราทั้งสิ้น

ปัจจุบันมีหลักฐานเพิ่มเติม พบว่า องค์ประกอบของอาหารบางชนิดไม่จัดเป็นสารอาหารแต่อาจให้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้น องค์ประกอบหลักในอาหารจึงแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสารอาหารและส่วนที่ไม่ใช่สารอาหาร องค์ประกอบทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์ต่อการป้องกัน หรือช่วยส่งเสริมการรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคกระดูกพรุน

“เมื่อพูดถึงอาหารจะไม่ได้หมายถึงองค์ประกอบในรูปสารอาหารขนาดใหญ่ และสารอาหารขนาดจิ๋วเท่านั้น แต่จะมองถึงองค์ประกอบที่มีฤทธิ์ต่อสรีรวิทยาหรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และให้ผลในการลดหรือป้องกันโรค จากการสำรวจ พบว่า ผู้บริโภคพอใจที่จะใช้คำว่า อาหารฟังก์ชั่น (Functional food) แทนคำว่า อาหารเสริม ซึ่งเรียกกันในรูปต่างๆ เช่น นิวตราซูติคอลส์ ดีไซเนอร์ฟูด อาหารทางการแพทย์ อาหารเสริม และอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับสุขภาพ”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานวิชาการชมรมโภชนวิทยามหิดล ให้ข้อมูลว่า หนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ อาหารฟังก์ชั่น ซึ่งหมายถึง อาหารหรือสารอาหารชนิดใดๆที่อยู่ในรูปธรรมชาติหรือที่ถูกแปรรูปไปเพื่อให้ประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้รับจากสารอาหารที่รับประทานกันในชีวิตประจำวัน ประโยชน์ของอาหารฟังก์ชั่นคือ เป็นอาหารที่รับประทานร่วมกับมื้ออาหารได้ ไม่ใช่รับประทานในรูปของยา ซึ่งให้ผลต่อระบบการทำงานของร่างกายในการป้องกันโรค เพิ่มภูมิคุ้มกัน ชะลอความเสื่อมของเซลล์ในอวัยวะต่างๆของร่างกายและส่งเสริมสุขภาพ สำหรับอาหารที่ถูกปรับเปลี่ยนไป รวมทั้ง อาหารที่ถูกเสริมด้วยสารพฤกษเคมี หรือสมุนไพร เพื่อเพิ่มคุณค่าและคุณประโยชน์ให้กับอาหาร ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทอาหารฟังก์ชั่นด้วยเช่นกัน

dailynews140126_004b

อาหารที่จัดว่าเป็นอาหารฟังก์ชั่นมีหลากหลายประเภทด้วยกัน อาทิ พรุน ที่มีใยอาหารจำนวนมากช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย อีกทั้งยังมี กรดนีโอโคลโรเจ็นนิค และกรดโคลโรเจ็นนิค ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งป้องกันกระดูกพรุนได้

dailynews140126_004c

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อย่าง บิลเบอร์รี่ ที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ สารแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่มีสีแดงม่วงจนไปถึงน้ำเงิน มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยป้องกันดวงตาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ป้องกันอาการอ่อนล้าของตา และปกป้องเลนส์แก้วตาถูกทำลาย หรือขุ่นมัว อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม รวมถึง ช่วยป้องกัน หรือ ชะลอความเสื่อมที่ก่อให้เกิดโรคทางสายตาได้ แต่ต้องได้รับในปริมาณที่มากพอและเหมาะสมที่จะส่งผลต่อสุขภาพตา

dailynews140126_004d

งา เป็นแหล่งของแคลเซียม มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูก และยังมีสารเซซามินซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในกระบวนการกำจัดสารพิษ ส่วน โสม จะมีสารจินเซ็นโนไซด์ ที่ทำให้ร่างกายมีการปลดปล่อยพลังงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยลดความเมื่อยล้า ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้สามารถทนต่อความเครียดได้

น้ำมันปลา ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง หรือโอเมก้า-3 ที่สามารถลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ต้านการอักเสบ และช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ชาอู่หลง มีสารชื่อ OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 10 เปอร์เซ็นต์

ส่วนซุปไก่ของชาวจีนที่ถูกแปรรูปไปเป็นซุปไก่สกัดซึ่งให้โปรตีนและเปปไทด์ รวมทั้งสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆบางชนิดที่เกิดจากการตุ๋นซึ่งไม่พบในการกินเนื้อไก่โดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์กว่า 20 ชิ้น พบว่า ซุปไก่สกัดช่วยลดความเครียด เสริมสมาธิและการเรียนรู้ ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

dailynews140126_004e

นอกจากนี้ยังมี เห็ดทางการแพทย์ ซึ่งเป็นอาหารฟังก์ชั่นที่นอกจากให้คุณค่าทางโภชนาการแล้วยังมีสารที่ให้ประโยชน์ในการส่งเสริมภูมิคุ้มกันและสุขภาพอีกด้วย เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ เห็ดหลินจือ ถั่งเฉ้า เห็ดชิตาเกะ เห็ดฮิเมะมัตสึทาเกะ และเห็ดแครง

สำหรับอาหารที่ถูกปรับเปลี่ยนไป รวมทั้ง ชนิดที่ถูกเสริมสารอาหารด้วยสารพฤกษเคมี หรือเสริมสมุนไพรเพื่อเพิ่มคุณค่าให้อาหาร ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทอาหารฟังก์ชั่นด้วยเช่นกัน การใช้อาหารฟังก์ชั่นควรพิจารณาถึงความปลอดภัยด้วย โดยดูจากระดับปริมาณที่เหมาะสมของสารอาหารและ องค์ประกอบที่มีผลต่อสุขภาพในอาหารฟังก์ชั่นนั้นๆ และสิ่งสำคัญต้องได้รับการยืนยันถึงคุณประโยชน์ ด้วยวิธีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการทดลองทางคลินิก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับ หากเรารู้จักเลือกบริโภคอย่างถูกต้อง เหมาะสมตามความจำเป็นต่อความต้องการของร่างกาย เราก็จะได้รับการเสริมอาหารที่ให้ประโยชน์คุ้มค่าต่อร่างกายได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตามโปรดระลึกไว้เสมอว่า อาหารฟังก์ชั่นไม่ใช่อาหารหลัก จึงไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้ แต่เป็นอาหารที่รับประทานเพื่อเสริมจากอาหารหลัก ที่อาจได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในการส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรปฏิบัติก็คือ การรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบทุกหมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี

ที่มา: เ้ดลินิวส์ 26 มกราคม 2557

7 วัน กับ 7 อ. สร้างสุขภาพรับปี 57

prachachat140108_002ไม่ใช่เฉพาะ 3 อ. อาหาร อ.อารมณ์ และ อ. ออกกำลังกาย ที่เราเคยได้ยินกันจนชินหูเท่านั้นที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี แต่ปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของเราเองก็มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการสร้างสุขภาวะ วันนี้ สรรหามาขยาย จึงขอหยิบเอาสาระดีๆ “7 วัน กับ 7 อ.สร้างสุขภาพรับปี 57” เพื่อเป็นการตอกย้ำให้ทุกคนใส่ใจต่อสุขภาพให้มากขึ้น เพราะเรื่องของสุขภาพอยู่ที่ตัวเราเท่านั้น “อยากได้ต้องทำเอง”

1) อาหาร ในปัจจุบันคนเรามีความเสี่ยงในเรื่องการบริโภคอาหารสูงมาก สังเกตได้ง่ายๆ จากอัตราการเกิดโรคมะเร็งที่มีแนวโน้มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำคือพืชผัก ผลไม้ และการเลี้ยงสัตว์ที่ต้องพึ่งสารเคมี และฮอร์โมน – ยาเพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก การเลือกอาหารเข้าปากจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ นอกจากประเด็นเรื่องวัตถุดิบต่างๆ แล้ว การประกอบอาหารในปัจจุบันยังเสี่ยงต่อสุขภาพมากขึ้นเพราะอุดมไปด้วยแป้ง ไขมัน ที่ทำให้บริโภคไปแล้วเกิดโรคอ้วนทันตา โรคตามมาอีกเพียบ นอกจากนี้คนยังนิยมบริโภค หวาน มัน เค็ม ที่นำไปสู่โรคร้ายต่างๆ มิติของอาหารกับสุขภาพจึงมีมากมาย ก่อน “กิน” จึงต้องเลือกและรู้เท่าทัน

2) อารมณ์ สุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้เรามีสุขภาพดีได้ แต่จากข้อมูลคนไทยป่วยทางจิตไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน หากสุขภาพจิตไม่ดีจะส่งผลเสียต่อร่างกายทันที เช่น ความเครียด นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง ลำไส้ใหญ่อักเสบ และโรคหัวใจ เป็นต้น การลดภาวะตึงเครียด สร้างจิตใจให้ปลอดโปร่ง มองโลกในแง่ดี ไม่โกรธง่าย ปล่อยวาง ทำในสิ่งที่เราชอบ เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน ฯลฯ จึงถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้เราสุขภาพจิตดีขึ้น นอกจากนี้ หลักธรรมทางศาสนาที่ตนนับถือยังเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาจิตใจให้สมบูรณ์แข็งแรง

3) ออกกำลังกาย กระแสการออกกำลังกายในปัจจุบันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย ทั้งๆ ที่การออกกำลังกายจะทำให้เลือดสูบฉีด มีส่วนสำคัญต่อการสร้างสุขภาพจิต ป้องกันโรค บำรุงกระดูก ช่วยในระบบย่อย ร่างกายหลั่งสารความสุข ฯลฯ การออกกำลังกายจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก และหากใครอยากได้หุ่น Fit & Firm รวมทั้งสุขภาพดี ต้องเริ่มออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ควรออกกำลังกายในแบบที่ชอบ โดยออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) ซึ่งไม่รุนแรงมากแต่มีความต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่งเหยาะๆ หรือ วิ่งทางไกล ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน กระโดดเชือก เต้นแอโรบิก ฯลฯ และต้องออกกำลังกายให้เหมาะกับอายุ

4) อากาศ เราไม่ค่อยคิดหรอกว่าอากาศที่เราหายใจเข้าไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จะส่งผลต่อสุขภาพเราได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทานอาหาร โดยเฉพาะอากาศที่เต็มไปด้วยสารพัดสารพิษทั้งจากภายนอกและภายในอาคาร ภายนอกอาคารจะเห็นได้ว่าในเมืองใหญ่จะเต็มไปด้วยฝุ่นควันพิษ เช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ที่มีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยของเสีย เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หมอกควันจากไฟป่า ส่วนในอาคารก็เต็มไปด้วยสารพิษต่างๆ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ น้ำยาทำความสะอาด หมึกจากสิ่งพิมพ์ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม ฯลฯ จากเครื่องใช้ไฟฟ้า มีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกว่า เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคทางเดินหายใจ โรคปอด และโรคมะเร็ง เหตุนี้ภายในบ้านเองจะต้องมีการระบายอากาศอย่างสม่ำเสมอ และควรปลูกต้นไม้เพื่อให้ปอดได้รับอากาศบริสุทธิ์บ้าง

5) อนามัย ควรหมั่นทำความสะอาดที่พักอาศัย และโต๊ะทำงานให้สะอาดเอี่ยมอยู่เสมอ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ เริ่มจากภายในบ้านที่ต้องทำความสะอาด ปัดกวาดอย่างสม่ำเสมอ อะไรที่หมักหมมก็เก็บทิ้งบ้าง ที่นอน หมอนมุ้ง ควรนำมาซัก ตากแดด ปัดฝุ่น เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ภายในครัวจะต้องไม่มีเศษอาหารตกค้างที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรครวมทั้งเป็นที่อยู่ของหนู หรือแมลงสาบ ซึ่งเป็นที่มาของโรค ส่วนโต๊ะทำงาน หรือแม้แต่เมาส์และคีย์บอร์ดที่เราจิ้มๆ อยู่ทุกวันก็เป็นอันตรายที่เรามองข้าม (มาตลอด) เพราะจากการวิจัยพบว่า เชื้อโรคเหล่านี้มีมากพอๆ กับในห้องน้ำเลยทีเดียว สภาพแวดล้อมในบ้านที่ดีย่อมเอื้อต่อการมีสุขภาพดีของคนในครอบครัว ขณะเดียวกันโต๊ะทำงาน ห้องทำงานที่สะอาดก็จะทำให้เราทำงานได้อย่างสบายใจ ปลอดภัย ปลอดโรคได้เช่นเดียวกัน

6) อบายมุข ขึ้นชื่อว่าอบายมุข ย่อมเป็นที่รู้กันว่าเป็นหนทางแห่งความเสื่อม และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายต่างๆ เช่น บุหรี่ ในควันบุหรี่มีสารก่อมะเร็งจำนวนมาก มากที่สุดกว่าสารก่อมะเร็งที่มนุษย์จะได้รับจากแหล่งอื่นๆและเป็นที่มาของโรคร้าย เช่น มะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคถุงลมโป่งพอง แก่ก่อนวัย เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ต่อมาคือเหล้า – เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากใครที่ติดเหล้างอมแงมอายุจะสั้นลง 10-14 ปี รวมทั้งยังเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคตับ ความดันโลหิตสูง รวมทั้งยังส่งผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท ที่สำคัญเหล้ายังเป็นน้ำเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อใครที่กิน อบายมุขอีกอย่างหนึ่งก็คือ การสำส่อนทางเพศที่จะนำไปสู่การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ กามโรค ซิฟิลิศ หนองใน เอดส์ ฯลฯ การหลีกเลี่ยงอบายมุขได้สุขภาพก็ย่อมดีตามมาอย่างแน่นอน

7) อิริยาบถ เป็น อ.สุดท้ายที่อยากฝากไว้ โดยเฉพาะมนุษย์ในออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เสี่ยงต่อโรค Office Syndrome ที่สำคัญคือ ปวดตามเนื้อตามตัว อย่างเช่น ปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดหัว ปวดแขน ปวดข้อมือ ถ้านั่งหน้าคอมนานๆ ก็อาจจะมีพวกตาแห้ง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดกระบอกตา เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่เพียงเท่านี้ เพราะจะตามมาด้วยโรคอื่นๆ เช่น โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดหัวไมเกรน นิ้วล็อก ฯลฯ ปีใหม่นี้ ใครที่มีอาการจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของแต่ละคน เช่น เคยนั่งนานๆ เมื่อเริ่มปวดเมื่อยก็ถือโอกาสลุกขึ้นเดินยืดแข้งยืดขา บิดขี้เกียจ ยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะขณะทำงาน ใช้นิ้วนวดเบาๆ บริเวณที่เกิดอาการปวด พักฟังเพลงเบาๆ เพื่อผ่อนคลาย หลับตานิ่งๆ สักพัก หรือมองสีเขียวๆ จากต้นไม้ใบหญ้า

ก็หวังว่าปีใหม่นี้ ผู้อ่านจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการมีสุขภาพที่ดีทั้งในปีนี้และปีต่อๆ ไป

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 8 มกราคม 2557

กินอย่างไรในสไตล์คนนอนดึก

dailynews130731_001นพ.กฤษดา  ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine ได้เขียนคู่มือดูแลร่างกายของคนนอนดึกไว้อย่างน่าสนใจ ตามนี้

สมัยที่ผมเป็นหมออยู่แผนกมะเร็ง มีหลายท่านมาถามว่าถ้าต้องทำงานดึก นอนดึกแล้วจะดูแลสุขภาพอย่างไรดี  เพราะเห็นหมอก็นอนดึกแล้วจะมีเวลาดูแลสุขภาพตัวเองหรือ?

ผมก็เลยให้วิธีที่ผมทำอยู่กับเขาไป

คำแนะนำสำหรับคนนอนดึกและทำงานกลับกลางวันเป็นกลางคืนต้องพิเศษหน่อยครับ เพราะอาชีพนอนดึกคืออาชีพที่เอาชีวิตในอนาคตมาแลก

เอาสุขภาพแลกเงินนั่นละครับ

ไม่ว่าจะเป็นงานดีเจ,พิธีกร,นักแสดง,คุณหมอ,ขายของฯลฯ  อาชีพเหล่านี้เสี่ยงต่อสุขภาพทั้งสิ้น เพราะลงถ้าต้องนอนดึกแล้วหรือต้องทำงานในเวลาที่ร่างกายต้องพักผ่อน  ร่างกายมันก็จะย้อนมาฟ้องด้วยอาการผิดปกติต่าง ๆ อาทิเช่น

มึนศีรษะ, เวียนหัว, คลื่นไส้, เป็นหวัดง่าย, ภูมิแพ้กำเริบ น้ำมูกหยดติ๋ง

เป็นสิ่งที่เรียกอาการ “น้ำจิ้ม” ของคนนอนดึกครับ แต่ถ้ายังอดนอนต่อไปอีก น้ำจิ้มก็จะเปลี่ยนเป็นจานหลักมื้อใหญ่จัดหนักครับ  ทั้งปวดหัวบ่อย, ประจำเดือนไม่มา, อ้วนลงพุงและซึมเศร้าได้ คนที่ไม่ได้นอนเป็นเวลาเท่ากับพาร่างกายเข้าสู่ “หลุมดำ” ที่รวมโรคไว้

ไม่คุ้มเลยแม้แต่นิด

3 ความเชื่อเมื่อนอนดึก

มีความเชื่อเรื่องคนนอนดึกอยู่หลายข้อที่ทำให้สับสนและกลายเป็นความเชื่อที่ผิดจนเสียสุขภาพไปได้  ดังจะขอยกง่าย ๆ ที่ได้ยินบ่อยสัก 2-3 ตัวอย่างนะครับ

1. นอนดึกจะไม่อ้วน ตรงกันข้ามเลยครับ ยิ่งนอนดึกยิ่งเสี่ยงอ้วนได้มาก  หากไม่อยากอ้วนควรเข้านอนแต่หัวค่ำจะดีที่สุด

2. นอนดึกแล้วนอนชดเชยได้ การอดนอนไม่อาจชดเชยได้เหมือนกันการนอนในเวลานั้น ๆ ครับ เหมือนกับเวลาทองที่ผ่านแล้วผ่านเลย  อาจนอนเพิ่มได้บ้างแต่ไม่ดีทั้งร้อยแน่ครับ

3. นอนดึกแล้วต้องกิน คนที่กินตอนดึกเพราะเชื่อว่าต้องกินนั้นส่วนใหญ่มาจากความหิวยามวิกาลที่ทนทานไม่ไหว ยิ่งกินดึกไปจะยิ่งอ้วนง่ายขึ้นครับ

“ถั่ว,ปลา,ไข่” ทำงานดึกต้องเลือกกิน

เมื่อทราบแล้วว่าการนอนดึกไม่ดีนักต่อร่างกายแต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ผมก็เข้าใจมาก ๆ ครับ เพราะทำงานที่ต้องแข่งกับเวลาเช่นเดียวกันกับหลายท่าน

เลยหาเทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยตอบโจทย์คนทำงานดึกได้และไม่เสียสุขภาพมากมาฝากกันครับ เป็นโปรแกรมจัดชีวิตยามวิกาลด้วยการเลือกทานเพื่อบำรุงสุขภาพ

อาหารเฉพาะสำหรับมนุษย์นอนดึกมีดังต่อไปนี้ครับ

1) เนื้อสีขาว หาเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ ทานบ้างครับ  เพราะสร้าง “เคมีสมอง” ที่จำเป็นสำหรับคนนอนดึก  ได้แก่โดพามีน,เอพิเนฟริน

2) กาบ้า (GABA)  เป็นสารช่วยสื่อประสาทสมองทำให้ความจำดีคิดอ่านได้ว่องไว  มีมากในข้าวกล้องงอก,มอลต์,ข้าวบาเลย์,ถั่วแดง,ถั่วดำ,ลูกเดือยและธัญพืชอื่น ๆ ครับ

3) โคลีน (Choline)  มีมากในถั่วเหลือง,ไข่แดง  เป็นเคมีที่ช่วยสร้างความปรองดองเชื่อมโยงถึงกันในสมอง  ป้องกันความจำเสื่อม  ช่วยให้สมาธิและความจำไม่สะดุดลงด้วยอาการอดนอนครับ

4) ช็อกโกแลตดำ(Dark Chocolate)  ท่านที่อยากหาเครื่องดื่มชูกำลังเสริมขอให้เลือกเป็น “โกโก้ร้อน” แทนเพราะมี “ฟลาโวนอยด์” ช่วยให้เลือดไหลลื่นในสมองป้องกันเส้นเลือดอุดตันครับ

5) โอเมก้า(Omega fatty acid)  เลือกหาจากเนื้อปลาแต่ว่าลดการบริโภคน้ำมันพืชให้น้อยลงครับ  ให้รับประทานปลาทูวันละ 2 ตัวหรือทูน่ากระป๋องก็ยังได้ครับ

6) ไบโอติน(Biotin)  กินได้จาก “ไข่แดง” อย่างน้อยวันละ 1 ฟองปลอดภัยทานได้ครับ  ไบโอตินช่วยบำรุงสมองและเส้นผมได้ดี  เหมาะกับท่านที่อยู่ดึกและใช้สมองมาก

7) ใบบัวบก(Centella asiatica) เป็นคลอโรฟิลล์จากธรรมชาติและยังมีสารช่วยลดการอักเสบของร่างกายจากภาวะนอนดึก  หาบัวบกรับประทานสดหรือเอามาปั่นเป็นน้ำคั้นสีเขียวดื่มบ่อยๆ  ช่วยให้สดชื่นตื่นตัวดีครับ

8) ใบแปะก๊วย(Ginkgo biloba)  ย้ำว่าเป็นส่วนของ “ใบ” นะครับไม่ใช่เม็ดแปะก๊วยที่เอามาใส่นมสดซดเล่น  ในใบของแปะก๊วยมีสารสำคัญที่ช่วยป้องกันสมอง  สามารถหาทานได้ในรูปแบบอาหารเสริมครับ

9) วิตามินบี(B Vitamin)  ของดีที่ช่วยเส้นประสาททั้งร่างกายอีกทั้งสมองให้ตื่นตัวได้แม้ในยามอดนอน  วิตามินบีมีดีแทบทุกตัวครับทั้ง บี1,บี2,บี6,บี12 และอีกหลายๆบี  มีผลกระตุ้นสมองป้องกันอาการง่วงมึนซึมครับ

10) ดื่มน้ำให้มาก(Hydration)  สุดท้ายนี้ง่ายๆที่สุดแต่มักถูกมองข้ามคือการ “ดื่มน้ำสะอาด” ครับ  น้ำเปล่าธรรมดานี่เองครับที่ดีต่อสมองเป็นที่สุดเพราะก้อนสมองต้องอาศัยน้ำในการบำรุงเช่นเดียวกับร่างกายที่นอนดึก  ท่านที่รักลองสังเกตว่านอนดึกแล้วปากแห้งเพราะร่างกายคนนอนดึกไม่ได้พักจึงมีการสูญเสียน้ำไปจนปากคอเป็นผง

ส่วนสิ่งที่ควรเลี่ยงในผู้ใช้ชีวิตยามรัตติกาลเป็นอาจินก็คือ

1) กาแฟและชา
2) ของหวาน
3) อาหารเค็ม
4) ออกกำลังตอนดึก
5) ยานอนหลับ

ทั้ง 5 อย่างนี้จะยิ่งรบกวนการนอนทำให้เกิดโรคจากการนอนหลับผิดปกติและทำให้เมื่อถึงเวลาหลับจริงๆอย่างตอนกลางวันไม่สามารถจะหลับได้เต็มตา  พาให้สุขภาพย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็วครับ  สำหรับเวชศาสตร์อายุรวัฒน์แล้วการได้หลับตาลงพร้อมกับร่างกายที่ได้อาหารบำรุงถูกจุดจะเป็นคำตอบของท่านที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ

นอนดึกก็มีทางออกนะครับ

ที่มา : เดลินิวส์ 31 กรกฎาคม 2556

7 เมนู…สู้ไข้หวัด

dailynews130607_001เมื่อฤดูฝนมาเยือนและหอบไข้หวัดมาฝากหลายต่อหลายคนในช่วงนี้ มาดูกันว่า เมนูอาหารอะไรที่จะช่วยให้เราต่อสู้กับไข้หวัดได้บ้าง

1. น้ำผักผลไม้สด ผักผลไม้ในกลุ่มที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบตาแคโรทีน (วิตามินเอ) วิตามินซี วิตามินอี จะช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อ ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น แครอท ผักใบเขียวจัด ส้ม ฝรั่ง องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น สามารถเลือกตามที่ชอบและนำมาปั่นทานกันได้เลย เน้นว่าควรเป็นผักและผลไม้สด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระกันแบบเต็ม ๆ หรือถ้าไม่อยากเสียเวลาปั่น ก็ทานผลไม้สด ๆ ก็ได้

2. ซุปไก่ร้อน ๆ ไม่น่าเชื่อว่าอาหารยอดนิยมที่ทุกชาติใช้ต้านหวัดคือ ซุปไก่ ซึ่งว่ากันว่าใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 นั่นเลย ตามรายงานวิจัยพบว่าซุปไก่มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า นิวโทรฟิลด์ ไปยังเนื้อเยื่อปอด ทำให้ลดกระบวนการอักเสบในปอด และลดอาการไอได้ โดยตำรับซุปไก่ที่ใช้ศึกษาประกอบด้วย ไก่ มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ก้านขึ้นฉ่าย ผักชี แครอท หัวผักกาด เกลือ และพริกไทย นอกจากนั้นซุปไก่ที่รวมถึง ต้มยำไก่ แกงไก่ ยังมีสมุนไพรที่ช่วยต้านหวัดรวมอยู่อีกหลายชนิด

3. ชาร้อน ชาร้อนทุกชนิดล้วนมีสารโพลิฟีนนอล สารแอนติออกซีเดนต์ในพืชที่ช่วยลดอาการติดเชื้อ ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก ควรชงชาในน้ำร้อนตั้งทิ้งไว้ราว 1 นาที จะดึงคุณสมบัติแก้หวัดชาได้ดีที่สุด

4. กระเทียม เมื่อมีอาการหวัด ให้นำกระเทียม 1 กลีบเล็กมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วใช้ช้อนบี้ให้แตก เติมน้ำร้อนลงไป 1 ถ้วย ปิดฝาทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นเติมน้ำผึ้ง และมะนาวเล็กน้อย ดื่มวันละ 2 ถ้วย จะช่วยบรรเทาอาการได้ เมื่อหายแล้วให้ดื่มต่ออีกสัก 3 วัน วันละ 1 ถ้วย หรือถ้าติดใจจะดื่มเป็นประจำก็ได้ เพราะกระเทียมจะช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัดได้อย่างดี นักวิจัยชาวจีน ดร.เบนจามิน เลา แห่งมหาวิทยาลัยโลมาลินดาในแคลิฟอร์เนีย ได้ศึกษายารักษาโรคตามแบบแพทย์ตะวันออกมานาน ได้ทำการศึกษาแล้วพบว่า “กระเทียม” มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสหวัดได้โดยตรง และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวได้

5. น้ำขิง ขิงช่วยขับเหงื่อ มีฤทธิ์ แก้หวัดเย็น (หวัดเย็น คือรู้สึกหนาว มีไข้ต่ำ ไม่ค่อยมีเหงื่อออก มีเสมหะมักเหลวใส) และยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด และข้ออักเสบได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจอีกด้วย ช่วงฝนพรำ สภาพอากาศเปลี่ยนและชื้น ๆ แบบนี้ เมื่อเริ่มจะรู้สึกเซื่อง ๆ เฉื่อยชา หนาว ๆ มีน้ำมูกใสไหลจี๊ด ๆ หรือเริ่มมีเสมหะ ก็อย่าได้ชะล่าใจ ขอให้รีบต้มน้ำขิงดื่มเลย

6. อาหารเผ็ดร้อน อาหารที่ช่วยให้จมูกโล่ง หายคัดจมูก ก็คืออาหารรสเผ็ดร้อนที่มีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่น ๆ เราสามารถกินเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อยและหลากหลายในอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรืออาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรรสเผ็ดร้อนต่าง ๆ เช่น ขิง กะเพรา โหระพา เป็นต้น

7. โยเกิร์ต มีการศึกษาพบว่า โยเกิร์ตช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มการสร้างสารแอนติบอดีบางชนิดได้ การศึกษากับอาสาสมัครทั้งคนหนุ่มและคนสูงอายุ พบว่าการรับประทานโยเกิร์ตทุกวันเป็นเวลา 1 ปี ช่วยลดอาการจากหวัดและภูมิแพ้ ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น และร้อยละ 25 เป็นหวัดน้อยลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน แนะนำให้เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติชนิดไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

นอกจากนั้นแล้ว ผู้ป่วยควรดื่มน้ำมาก ๆ เวลาที่เป็นหวัด แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็นซึ่งจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น ควรจิบน้ำอุ่นหรือน้ำสมุนไพรอุ่น ๆ ตลอดเวลา เช่น น้ำตะไคร้ น้ำมะตูม น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย จะช่วยให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ และละลายเสมหะ การจิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ ร่วมกับการรักษาความสะอาดภายในช่องปาก จะช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย และนอกเหนือจากเมนูที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและบรรเทาอาการหวัดดังที่กล่าวมานี้ อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ คนรักสุขภาพทั้งหลายก็พอจะสู้กับหวัดได้แล้ว แต่หากไม่ดีขึ้น หรือป็นหนักควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ข้อมูลบางส่วนจาก http://www.thaihealth.or.th

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มิถุนายน 2556

กินอาหารลดอาการ”ปวดท้องน้อย”

สาว ๆ หลายคนเวลามีประจำเดือน เลือดออกมาก มีอาการปวดท้องน้อย บางคนถึงขั้นต้องพึ่งยากิน หรือยาฉีด จึงเกิดคำถามว่านอกจากยาแล้วมีอาหารประเภทใดที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดได้บ้าง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานา ชาติ บอกว่า อาหารเสริม มีดังนี้

1. แมกนีเซียม ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและเคมีปวดในร่างกายสตรีให้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดภายในได้

2. เคอร์คิวมินอยด์ สารต้านอักเสบที่ได้จากขมิ้นชันกินเป็นเม็ดแคปซูลหรือกินแบบสดจากอาหารก็ได้ ช่วยลดการอักเสบเจ็บปวดตามที่ต่าง ๆ ทำให้สบายตัวขึ้น

3. กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว มีอยู่มากใน น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย บริโภคโดยผ่านการปรุงอาหาร ไม่     ถึงกับต้องทานเป็นช้อน ให้เลือกใช้น้ำมันสลับกันไป

4. ดีเอชเอ อยู่ในปลาทะเล ปลาน้ำจืด กะปิ เนื้อสัตว์เลี้ยงตามธรรมชาติ ไข่ไก่ นมต่าง ๆ ดีเอชเอช่วยลดการอักเสบได้และทำให้สมองทำงานได้ดี มีผลต่ออารมณ์ด้วย

5. พฤกษฮอร์โมนและวิตามินดี จากถั่วเหลือง ไข่ไก่และชีส ให้รับประทานทั้งเต้าหู้ นมถั่วเหลืองและไข่ไก่ทุกวัน เพราะจะได้รับสารช่วยลดไขมันอักเสบและวิตามินดีช่วยอารมณ์ให้ไม่เซ็งจากอาการปวด

อาหารสด มีดังนี้

1. งาดำ ถั่วเหลืองและธัญพืช รับประทานงาดำประมาณวันละ 1-2 ช้อน กินข้าวสลับกับน้ำเต้าหู้วันละถุง ส่วนธัญพืชอื่น เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วลิสง บราซิลนัทหรือวอลนัทให้รับประทานสลับวันละ 1 กำมือ

2. บรอกโคลีกับมะเขือเทศ ดื่มน้ำบรอกโคลีหรือน้ำมะเขือเทศวันละ 1-2 แก้ว หรือรับประทานมะเขือเทศลูกเล็กวันละ 15 ลูก สำหรับมะเขือเทศนั้นสามารถรับประทานแบบแปรรูปแล้วได้ เช่น เป็นน้ำพริกอ่อง ส้มตำหรือซอสมะเขือเทศก็ได้

3. ใบบัวบก ดื่มน้ำสมุนไพรชนิดนี้วันละ 1 แก้วสลับกับน้ำมะเขือเทศจะช่วยลดอาการอักเสบได้เช่นเดียวกับการรับประทานอาหารเสริมพวกขมิ้นชัน หรืออาจหาใบบัวบกมารับประทานสดแกล้มกับน้ำพริกก็ได้

4. ขิง รับประทานเมนูขิงจัดให้มีสัก 1 มื้อต่อวัน เช่น ปลานึ่งขิง หมูผัดขิง เต้าฮวยน้ำขิง บัวลอยงาดำน้ำขิง เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้ดี ลดอาการปวดเกร็งท้องได้

5. ปลาและน้ำมันปลา ปลาต้องมีอยู่ในเมนูเช่นกัน เพื่อให้สะดวกขึ้นอาจเปลี่ยนเป็นน้ำมันปลาสักวันละ 1-2 เม็ดก็ได้ขึ้นอยู่กับความปวดรำคาญของอาการ การมีน้ำมันจากปลาช่วยจะผ่อนอาการไข้และอักเสบในผู้ที่มีอาการปวดท้องน้อยหรือเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ได้

เทคนิคการใช้ชีวิตเพื่อพิชิตปวดท้องน้อย คือ

1. หาผู้ร้ายให้เจอ การปวดท้องน้อย หรือเลือดออกประจำเดือนผิดปกติอาจเกิดได้จาก เยื่อบุมดลูกโตผิดที่ เยื่อบุมดลูกแทรกในเนื้อมดลูก ช็อกโกแลตซิสต์ เนื้องอกมดลูก หรือโรคอื่น ๆ เมื่อหาผู้ร้ายเจอแล้วจึงค่อยปฏิบัติ ต่อไป

2. อดบำบัด เป็นทางรักษาแบบธรรมชาติช่วยลดเคมีปวดและอักเสบ การอดในที่นี้คือให้รับประทานเฉพาะผักผลไม้ใน 1 วันถือเป็นการล้าง เคมีปวด โดยจัดเวลาสัก 1 วันต่อสัปดาห์รับประทานเฉพาะฝรั่งสด บรอกโคลีหรือแอปเปิ้ลกับน้ำเปล่าตลอดทั้งวันอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้

3. ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยปรับฮอร์โมนปวดได้ดี จะออกแบบโยคะก็ได้หรือเดินเร็ว แกว่งแขนแล้วปั่นจักรยานก็ได้ ขอให้เริ่มต้นอย่างสนุกโดยการเลือกออกแบบที่ชอบก่อนจะได้
ไม่เบื่อ

4. เลี่ยงรับประทานของหวานแอลกอฮอล์ ชาและกาแฟ ให้รับประทานอาหารที่แนะนำไว้ข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ

5. อย่ารอจนปวดหนัก ให้เริ่มรับประทานยาลดปวดได้ โดยให้สังเกตสัญญาณเตือน แล้วรีบรับประทานดักเอาไว้ก่อนเนิ่น ๆ

ฟังคำแนะนำจาก นพ.กฤษดาแล้วก็ลองไปปฏิบัติดู เผื่อว่าจะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ได้อีกทางหนึ่งไม่มากก็น้อย.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา :  เดลินิวส์  26 มกราคม 2556

อาหารต้องห้ามสำหรับคนท้อง

dailynews121008_001ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่หลายท่านเป็นกังวลกับอาหารการกิน จะกินอะไรแต่ละอย่างคิดแล้วคิดอีกว่าจะมีประโยชน์หรือโทษต่อลูกน้อยในครรภ์  ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามตามมาว่าแล้วอาหารอะไรล่ะที่ควรกินหรือไม่ควรกิน

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ  กล่าวว่า  อาหารที่ควรกินในช่วงตั้งครรภ์ มีดังนี้

ปลา ถ้าเป็นไปได้อยากให้เน้นปลาทะเล ปลาตัวเล็กดีกว่าปลาตัวใหญ่ เช่น ปลาทู เนื่องจากปลาตัวใหญ่อาจมีสารตะกั่ว สารปรอท สารพีซีบี โลหะหนัก ปนเปื้อนและไปสะสมที่สมองลูกได้

ไข่ไก่ ไข่เป็ด มีโปรตีนสูงแต่ควรหลีกเลี่ยงไข่ดิบ ไข่ลวก เพราะอาจทำให้ลำไส้ติดเชื้อซาลโมเนลล่า และที่คุณแม่มักจะมองข้ามคือ น้ำสลัดซึ่งใช้ไข่ดิบทำควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน

มะเขือเทศ  มี “ไลโคปีน”, “แคล เซียม” และ “แมกนีเซียม” เป็นประโยชน์และดีกับหญิงตั้งครรภ์

คะน้า ในคะน้าหรือพืชตระกูลคะน้า เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี ผักขม  มี “โฟลิก”ช่วยสร้างสมองทารกในครรภ์

ข้าวโพดม่วง มันม่วง องุ่น มีซูเปอร์วิตามิน “โอพีซี” ต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากช่วงตั้งครรภ์ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจะเหมือนมีอีกมือช่วยต้านโรค

ข้าวกล้องงอก จมูกข้าวสาลี  มีสังกะสีช่วยเม็ดเลือดขาว เป็นเหมือนปราการป้องกันเชื้อ

เห็ด ทุกชนิด แต่เน้นเห็ดหอม โดยเฉพาะเห็ดสดนำมาปรุงอาหาร เห็ดมีสารเบต้ากลูแคน เป็นเกราะเสริมภูมิคุ้มกันทั้งแม่และลูก

น้ำมะพร้าว ช่วยเรื่องผิวพรรณ และยังมีส่วนช่วยป้องกันเชื้อโรค เพราะมีกรดลอริก เหมือนในน้ำนมแม่ ช่วยป้องกันเชื้อ ต้านเชื้อได้

อาหารที่กล่าวมาทั้งหมด อยากให้กินอยู่เรื่อย ๆ สลับกันไป

ส่วนอาหารที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงมีดังนี้

ปลาดิบ ปลาร้าดิบ  ไข่ลวก ไข่ดิบ น้ำสัตว์ดิบ  หอยนางรมสด  จะทำให้ได้รับเชื้อโรค พยาธิ

อาหารรสเผ็ดจัด  อาหารมัน ช่วงตั้งครรภ์อาจไปกระตุ้นทำให้กรดไหลย้อนได้ง่าย ดังนั้น  ส้มตำเผ็ด ๆ อาหารรสแซบ จัดจ้าน ควรหลีกเลี่ยง

อาหารสีจัดจ้าน  สีสังเคราะห์อาจมีการปนเปื้อนสารตะกั่ว โลหะหนัก ส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์

เนยเหลว อาจมีการปนเปื้อนเชื้อแบค ทีเรีย ทำให้คุณแม่มีปัญหาระบบลำไส้ ทางเดินอาหารติดเชื้อ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย

น้ำผึ้ง ถ้าเป็นน้ำผึ้งสะอาดบริสุทธิ์กินได้ แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์ มีการปนเปื้อนต้องระวังเชื้อโรคอาจทำให้ท้องเสีย อีกทั้งน้ำผึ้งมีสรรพคุณระบายอ่อน ๆ ดังนั้นต้องระวัง อย่ากินมากเกินไปเพราะจะทำให้ท้องเสียหรือถ่ายบ่อย

แอลกอฮอล์  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถผ่านไปที่ตับแม่ ผ่านรกไปสู่ลูกโดย ตรง มีผลต่อสมองลูก ทำให้เด็กเกิดมาตัวเล็กหรือสติปัญญาด้อยกว่าปกติ

กาเฟอีน  มีอยู่ในชา กาแฟ โกโก้เข้มข้น น้ำอัดลม อาจบีบหัวใจคุณแม่ ทำให้ปัสสาวะเยอะ ปกติคุณแม่ตั้งครรภ์ก็ปัสสาวะเยอะอยู่แล้ว นอกจากนี้กาเฟอีนอาจส่งผลต่อเส้นเลือดบริเวณมดลูกและรก โดยส่งผลต่อการบีบตัวของหลอดเลือดหรือการไหลเวียนโลหิต

ยารักษาสิว  กรดวิตามินเอ กรดนี้จะอยู่ในร่างกายอย่างน้อย 6 เดือน ถ้ากินเข้าไปแล้วตั้งครรภ์ หรือตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัวแล้วกินเข้าไปลูกอาจได้รับกรดวิตามินเอ

ท้ายนี้ยังมีข้อแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ท้องอืด ควรทานเต้าฮวย น้ำขิง  มันต้มน้ำขิง หรือโยเกิร์ต จะช่วยลดอาการท้องอืดได้.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 มกราคม 2556

คนฉลาดน้อยเรื่องอาหาร..มีเพียบ

dailynews130107_001อาหาร เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต คนเราทุกคนต้องกินอาหาร ตามมาตรฐานที่ทราบกันก็ 3 มื้อ เช้า กลางวัน และเย็น ดังนั้น อาหารจึงเปรียบเป็นเรื่องใกล้วตัว แต่รู้หรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่กลับไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาหารเท่าใดนัก โดยเฉพาะอาหารที่แฝงอันตรายต่อสุขภาพ

ที่อังกฤษมีการสำรวจความรู้เรื่องอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยกให้การทดสอบนี้ เป็นการวัดไอคิวเรื่องอาหาร โดยให้ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 2,000 คน ตอบคำถาม 12 ข้อ แต่ละข้อจะมีตัวเลือกให้ 3 ตัวเลือก ตัวอย่างคำถาม เช่น ผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกินกี่ช้อนชาต่อวัน

ผลการทดสอบทำให้รู้ว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง มีความรู้เรื่องอาหารน้อย หรือมีไอคิวเรื่องอาหารในระดับต่ำ และที่ชวนอึ้งคือ ทุกๆ ร้อยคน จะมีผู้ตอบแบบสอบถามถูกทุกข้อแค่คนเดียวเท่านั้น อีกทางหนึ่ง ผู้วิจัยลองคิดเป็นเปอร์เซ็น ก็ชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 77 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง หรือไม่ถึง 6 ข้อ

จากการวัดความรู้เรื่องอาหารอันตราย พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงปริมาณเกลือหรือโซเดียม น้ำตาล และไขมันอิ่มตัวที่แฝงอยู่ในอาหารเมนูโปรดเลย เช่น  4 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่าง ไม่รู้เลยว่า แฮม ชีส ที่ชอบซื้อมาทำแซนวิชนั้น อุดมไปด้วยเกลือมากกว่ามันฝรั่งทอดกรอบชนิดซองเสียอีก

นอกจากนี้ กว่า 2 ใน 3 ไม่รู้ด้วยว่า คนเราไม่ควรบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน หรือราว 3 กรัม อีกทั้งส่วนมาก ก็ไม่รู้ว่า โยเกิร์ตสตรอว์เบอร์รีแบบไม่มีไขมันนั้น กลับมีน้ำตาลมากกว่า คอนเฟรค 1 ชาม หรือ กาแฟดำใส่น้ำตาล 2 ช้อนชาเสียอีก

เมื่อผลสำรวจออกมาเป็นเช่นนี้ ทาง อินสลีย์ แฮร์เรียต เชฟชื่อดังแห่งอังกฤษ แนะนำให้ทุกคนควรใส่ใจหาความรู้เรื่องอาหารการกิน โดยเฉพาะควรรู้ว่า ในอาหารที่จะกินนั้นมีสารอาหารอะไรบ้าง และมีมากน้อยแค่ไหน

แม้ราคาอาหาร และระยะเวลาในการเตรียมอาหาร จะเป็นสองปัจจัยสำคัญต่อการเลือกกินอาหาร และมีผลต่อสุขภาพ เชฟแฮร์เรียต จึงแนะให้ทุกคนพยายามทำอาหารกินเอง รวมทั้งเลือกกินของที่น้ำตาลน้อยหรือหวานน้อย แต่ละวันคนเราไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 90 กรัม พร้อมทั้งแนะให้ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว สำหรับคุณผู้ชายไม่ควรได้รับไขมันอิ่มตัวเกิน 30 กรัมต่อวัน ส่วนคุณผู้หญิงไม่ควรเกิน 20 กรัมต่อวัน และลดอาหารที่มีโซเดียมสูง ที่สำคัญใส่ใจดูฉลากส่วนประกอบของอาหารหรือวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารด้วย

หากใส่ใจควบคุมความเค็มจากเกลือหรือโซเดียม คุมปริมาณน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว ไม่ให้เกินค่ากำหนดตามหลักโภชนาการ จะส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยสามารถลดโอกาสเสี่ยงป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

แล้วคุณล่ะ รู้เรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน?.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  7 มกราคม 2556

.

Related Article:

.

Low food-IQ: Few Brits know how much salt is hidden in the takeaways, readymade foods and nibbles we snack on every day

Low food-IQ: Few Brits know how much salt is hidden in the takeaways, readymade foods and nibbles we snack on every day

The danger food dunces: 77% of Britons fail IQ test on hidden salt, sugar and fat

By JENNY HOPE

PUBLISHED: 00:07 GMT, 3 January 2013

 

Britons are unaware of the high levels of salt, sugar and saturated fat hidden in their favorite foods, a survey has revealed.

More than four out of five don’t realize that a supermarket ham and cheese sandwich contains more salt than a packet of ready salted crisps.

And almost two-thirds don’t know that the daily limit on salt is just one teaspoon.

 

The shocking findings expose wide ignorance about which foods are healthiest, with three-quarters of those questioned getting low scores in a food IQ quiz of 2,000 adults.

Fewer than one in 100 people managed to answer all 12 questions correctly.

 

More than half (58 per cent) don’t know a fat-free strawberry yoghurt has more sugar than a bowl of cornflakes or black coffee with two sugars.

Altogether 77 per cent got fewer than half the questions right, putting them low on the food IQ scale. One in ten could only answer four questions correctly.

Tricky questions: Less than 25 per cent of people managed to get half of these questions right - test yourself

Tricky questions: Less than 25 per cent of people managed to get half of these questions right – test yourself

But the survey, commissioned by the Department of Health’s Change4Life initiative, found 84 per cent of people want to be healthier.

The cost of food and the time needed to prepare fresh ingredients deterred many from having a healthier lifestyle.

TV chef Ainsley Harriott, the Change4Life campaign ambassador, said: ‘It’s really important to be aware of what hidden nasties may be in your food.

‘There are simple changes you can make which will help: try to prepare food at home, cut down  on saturated fat, swap high sugar options for lower ones, watch out for hidden salt in foods and check the label.’

Check the sugar: Many foods that are low in fat are instead full of hidden sugar

Check the sugar: Many foods that are low in fat are instead full of hidden sugar

The average daily salt intake in the UK is 8.6g, but official figures often don’t include salt added at the table or in the takeaway. The Food Standards Agency recommends a 6g limit for adults and much less for youngsters.

Research suggests people who cut back salt by about 3g a day – the equivalent of six slices of bread – can reduce their chances of developing cardiovascular disease by a quarter.

The recommended daily limit for saturated fat is 30g for men and 20g for women. For sugars it is 90g. The quiz is available at www.facebook.com/change4life

SOURCE: dailymail.co.uk