“แก่นตะวัน” มหัศจรรย์ ลดอ้วน

“แก่นตะวัน” ได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ สรรพคุณดีเพราะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์

“แก่นตะวัน” ได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ มีชื่อเรียกได้หลายชื่อทั้ง “ทานตะวันหัว” และ “แห้วบัวตอง” ภาษาอังกฤษ เยรูซาเล็ม อาร์ติโช้ก (Jerusalem artichoke) บางทีก็เรียกว่า ซันโช้ก (sunchoke) ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน

ต้นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศแคนาดา และตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น และเขตกึ่งหนาวอย่างทวีปยุโรป ทำให้เป็นที่รู้จักในหลาย ๆ ภูมิภาคเพราะสามารถปรับตัวได้ดี ที่สำคัญทนทานต่อสภาพภูมิอากาศในเขตร้อน จึงมีการนำไปปลูกในประเทศเขตร้อนอย่างอินเดีย

ลักษณะของแก่นตะวัน มีหัวคล้ายกับขิงหรือข่า ลำต้นสูงประมาณ 1-1.50 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ ส่วนดอกมีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตอง และทานตะวัน แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก มีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่งไว้สำหรับเก็บสะสมอาหาร หัวของแก่นตะวัน จัดว่ามีสรรพคุณดีเพราะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ โมเลกุลยาวจึงเป็นพืชพรีไบโอติกที่มีเส้นใยสูงมาก

หากรับประทานเข้าไปจะช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือ LDL ที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปออกทางอุจจาระ จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดีรสชาติหวานมันคล้ายมันแกวแต่มีความกรุบกรอบเหมือนฝรั่งคุณประโยชน์มีรอบด้าน ทำได้ทั้งอาหารสัตว์ อาหารลดความอ้วนควบคุมไขมันสำหรับคน รวมทั้งเป็นพืชพลังงานทดแทน ที่สามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลได้ ก่อนหน้านี้ทางการเกษตรด้านปศุสัตว์ ใช้ผสมอาหารให้สัตว์ ลดกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ ทำให้สัตว์สุขภาพดี

ดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า แก่นตะวัน มีคุณสมบัติในการลดความอ้วนดีกว่าพืชอาหารช่วยลดความอ้วนที่คนไทยรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นหัวบุก เม็ดแมงลัก หญ้าหมาน้อย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

แม้ว่าแก่นตะวันจะเป็นพืชที่มีหัวอุดมไปด้วยแป้ง คาร์โบไฮเดรต เหมือนพืชมีหัวทั่วไป แต่แป้งในหัวแก่นตะวันเป็นแป้งที่มีอินนูลินและฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ร่างกายย่อยสลายดูดซึมไม่ได้ มันทำให้แป้งของแก่นตะวันกลายเป็นใยอาหารที่เข้าไปช่วยทำความสะอาด เก็บกวาดของเสียในระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี กินเข้าไปแล้วรู้สึกอิ่มและขับถ่ายได้ดีไม่เหมือนแป้งในหัวมันอย่างอื่น ที่กินไปแล้วร่างกายจะย่อยสลายดูดซึมเข้าไปสะสมเป็นไขมันทำให้อ้วน

นอกจากนี้กากใยอาหารของแก่นตะวัน ที่มาถึงลำไส้ใหญ่ทำให้ภาวะลำไส้ใหญ่ที่เป็นด่างจะกลายเป็นกรดอ่อน มีค่า pH อยู่ที่ 3-5 นอกจากจะทำลายแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคล้มหายตายจากไปแล้ว ยังจะทำให้จุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส (Lactabacillus) ไบฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) เจริญเติบโตได้ดีส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้ลำไส้ใหญ่สามารถดูดซึมแร่ธาตุสำคัญจำพวก แคลเซียมและเหล็ก จากกากอาหารได้อีกด้วย

เห็นสรรพคุณของ “แก่นตะวัน” มากมายขนาดนี้แล้ว หลายคนคงอยากจะลองรับประทานกันบ้างแล้วใช่ไหมค่ะ เราสามารถทาน “แก่นตะวัน” ได้ทั้งแบบสด ๆ เหมือนกับผักสลัดทั่ว ๆ ไป รสชาติจะออกคล้าย ๆ แห้วและมันแกว หรือจะนำไปปรุงสุกเป็นอาหารหลากหลายเมนูที่ดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย

นี่คือความมหัศจรรย์ของแก่นตะวัน

ผัดแก่นตะวัน

ส่วนผสม
เนื้อหมูสันในหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 400 กรัม
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
เห็ดหูหนูหั่น 1 ถ้วยตวง
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 1/2 ถ้วยตวง
แก่นตะวันหั่นเป็นเส้น 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
หอมใหญ่หั่น 1/4 ถ้วยตวง
ต้นหอมหั่น 2 ต้น
ผักชีสำหรับแต่งหน้าอาหาร
น้ำมันพืช

วิธีทำ
1. ใส่น้ำมันในกระทะ และนำไปตั้งไฟ ใส่กระเทียมลงไปผัดจนเหลืองหอม
2. ใส่เนื้อหมูลงไปผัดจนเกือบสุก จึงปรุงรสด้วยน้ำปลา, ซิอิ๊วขาว และซอสหอยนางรม ผัดต่อจนส่วนผสมในกระทะเริ่มเดือด
3. ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไป จากนั้นผัดต่อจนหมูสุก
4. ตักใส่จาน และแต่งหน้าด้วยผักชี เสริฟทันทีพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

ยำแก่นตะวัน

ส่วนผสม
แก่นตะวัน 150 กรัม
หัวหอมแดง 3 หัว
กระเทียม 3 กลีบ
พริกแห้งเม็ดใหญ่ 2 เม็ด
น้ำมะนาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนชา
กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่วทุบ ¼ ถ้วย

วิธีทำ
1. ล้างแก่นตะวันให้สะอาดแล้วซอยเป็นชิ้นเล็กๆ
2. ปลอกเปลือกกระเทียมและหัวหอมแดง ล้างน้ำให้สะอาด หั่นกระเทียมเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนหัวหอมแดงแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกซอยบางๆ เตรียมไว้เจียว ส่วนที่ 2 หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
3. เปิดเตาที่ไฟปานกลาง ตั้งกระทะ นำกระเทียมและหัวหอมแดงที่หั่นเป็นชิ้นไว้แล้วมาคั่วซักพักให้หอมจึงตักขึ้นพักไว้ ส่วนหัวหอมแดงอีกครึ่งหนึ่งที่ซอยไว้ ให้นำไปเจียวจนเหลืองกรอบแล้วนำขึ้นมาพักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน
4. หั่นพริกแห้งเป็นท่อน เอาเม็ดออกแล้วนำไปโขลกรวมกับกระเทียมและหัวหอมแดงที่คั่วไว้จนแหลก
5. นำเครื่องปรุงต่างๆ คือ น้ำมะนาว ซีอิ้วขาว (หรือน้ำปลา) และน้ำตาลทราย มาผสมรวมกันในถ้วยผสม ชิมรสตามชอบ เอากะทิเข้าไมโครเวฟประมาณ 2 นาที
6. นำแกนตะวัน เครื่องที่โขลกเตรียมไว้ น้ำปรุงรสและถั่วลิสงทุบใส่ลงไปในชามผสมที่มีกุ้งแห้งอยู่ คนให้เข้ากัน
7. ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยหัวหอมเจียว จากนั้นก็ยกเสริฟได้เลยค่ะ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 23 พฤศจิกายน 2555

Advertisements

ดื่มผงใยอาหารแก้ท้องผูก-เสีย กันมะเร็ง

‘กินดี’ วันที่ 1 มกราคม ศักราชใหม่ 2553 ตามอ่านกันต่อเกี่ยวกับ ‘พรีไบโอติก’ ที่ช่วยรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นสารอาหารที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ในทางเดินอาหาร เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนสายสั้น ๆ ที่ละลายน้ำแล้วจะไม่หนืดเหมือนเส้นใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำได้ดี

และอย่างที่กล่าวไว้ใน ‘ภาษาหมอ’ ว่า ‘อินนูลิน’ คือสารอาหารในกลุ่มพรีไบโอติกซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยเสริมให้จุลินทรีย์ตัวดีในลำไส้เจริญเติบโต ป้องกันการติดเชื้อจุลินทรีย์ของลำไส้ ปรับสมดุลจุลินทรีย์ แก้อาการท้องผูก ท้องเสีย ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายอุจจาระได้บ่อยและได้ปริมาณมากขึ้น ทั้งยังลดความรุนแรงของสารพิษบางชนิด ป้องกันมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันตัวร้าย หรือ LDL ในเลือด แต่เพิ่มระดับไขมันตัวดี HDL ได้

ปัจจุบันเส้นใยอาหารชนิดพิเศษ อินนูลิน มีอยู่ในรูปแบบผงพร้อมชงดื่มกับน้ำเย็นเพียงวันละ 1 แก้ว เพื่อให้เข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย จากนั้น อินนูลิน ซึ่งมีโครงสร้างเส้นใยอาหารสั้นและยาวผสมกัน จึงทำให้เกิดการย่อยตลอดทั้งลำไส้ กลายเป็นกรดไขมันขนาดสั้น ๆ ชื่อ ‘แลคเตท’

แลคเตทนี่เองจะเป็นพลังงานให้ร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมผิดปกติ เพิ่มความเป็นกรดให้ลำไส้ ลดปริมาณของเสีย เช่น แอมโมเนีย และยูเรียในกระแสเลือด เสริมการดูดกลับของน้ำและโซเดียมสู่ร่างกาย กระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหารและการเจริญเติบโตของเยื่อบุลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่  ที่สำคัญช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่.

takecareDD@gmail.com

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากเอกสารความรู้ ‘สุขภาพดีเริ่มที่ลำไส้’ โดย อ.จุริจา สัมมะสุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 0-2437-9308

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     1 มกราคม 2553