คุณเป็นโรคนี้หรือเปล่า Fibromyalgia Syndrome

 

“คอลัมน์เภสัชอาสา .. ปรึกษาปัญหาปวด” กลับมาพบกับผู้อ่านอีกครั้ง ครั้งนี้นำเรื่องเกี่ยวกับโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (Fibromyalgia Syndrome) มาฝากกัน พร้อมกับวิธีดูแลตัวเองแบบง่ายๆ

ชื่ออาจจะดูเรียกยาก แต่หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆแล้ว โรคนี้จัดเป็นกลุ่มอาการปวดของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเรื้อรัง ร่วมกับอาการอ่อนล้า ทำให้มีปัญหานอนไม่หลับ ส่งผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์โดยตรง มักจะเกิดหลังจากได้รับบาดเจ็บ จากการผ่าตัด การติดเชื้อ หรือได้รับผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง มักจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการของโรคเป็นอย่างไร

อาการในแต่ละบุคคลจะมีอาการมากน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ระดับความเครียด การออกกำลังกาย จะมีอาการสำคัญๆที่เห็นได้ชัดเจน ดังนี้

1. อาการปวด มักจะพบมากบริเวณคอและหลัง ซึ่งจะมีอาการปวดอย่างต่อเนื่อง แต่ความปวดมาก-น้อยจะมีไม่เท่ากัน ลักษณะอาการปวดที่พบมักจะเป็นการปวดตึงๆ, ปวดเหมือนถูกของร้อน , ปวดเหมือนถูกของทิ่มแทง

2. มีความไวต่อการสัมผัส ผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีความไวต่อความเจ็บปวดเป็นอย่างมากและจะเจ็บนานกว่าปกติ

3. ข้อติด ผู้ป่วยโรคนี้จะสามารถเคลื่อนไหวลำบาก หากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ เนื่อจากกล้ามเนื้อมีการหดตัว

4. นอนหลับไม่สนิทและอ่อนเพลีย ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะนอนหลับไม่สนิท แม้ว่าจะมีเวลานอนนานเนื่องจากตื่นตอนกลางคืนบ่อย และบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย

การดูแลตนเองเบื้องต้น จะทำได้อย่างไรบ้าง

การดูแลตนเองในเบื้องต้น สามารถทำได้ก่อนการใช้ยารับประทาน ซึ่งผู้ที่เป็นจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในอาการของโรคเบื้องต้นเสียก่อน รวมถึงผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็จะต้องพยายามเข้าใจในผู้ที่เป็นโรคนี้ให้มาก โดยการให้ความรู้ ให้กำลังใจ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติจากความวิตกกังวล ท้อแท้ หรือซึมเศร้า ให้เป็นความเชื่อมั่นเพื่อที่จะส่งเสริมให้สามารถอยู่กับอาการต่างๆได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการลดความเครียดนั้น สามารถทำได้หลายวิธีเช่น ออกกำลังกายแบบแอโรบิค เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถภาพของร่างกายในผู้ที่มีสุขภาพเสื่อมถอยจากการเจ็บปวดเป็นเวลานาน การออกกำลังกายวิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ออกกำลังกายสามารถเลือกได้หลากหลายวิธี ซึ่งอาจจะพิจารณาตามความเหมาะสมของอายุ สภาพร่างกาย ความพอใจ และการเข้าถึงวิธีออกกำลังกายในแต่ละราย การออกกำลังกายจะต้องเริ่มทำทีละน้อย เพราะอาจกระตุ้นให้มีอาการปวดมากขึ้นได้ เมื่อออกกำลังกายอยู่ตัวแล้วจึงค่อยปรับขึ้นตามความสามารถ , การทำสมาธิ , การเล่นโยคะ , การนวดสปา หรือการนวดแผนไทย (โดยอาจใช้สมุนไพรไทย เช่นใ ช้ครีมที่มีสารสกัดจาก “น้ำมันไพลเข้มข้น” ที่เคยอยู่ในลูกประคบมาอยู่ในรูปแบบของครีมนวดซึ่งใช้ง่ายและไม่ต้องมีวิธียุ่งยากในการใช้)

ส่วนการดูแลในด้านอาการปวดแบบเรื้อรั้งและอาการไวต่อการสัมผัสนั้น อาจใช้วิธีการรักษาได้หลายวิธี เช่น การรับประทานยา การฝังเข็ม การนวดไทย การทำกายภาพบำบัด หรือการใช้สารสกัดจากพริก ซึ่งมีสาร “แคปไซซิน” หรือ “เจลพริก”ซึ่งช่วยในการบรรเทาอาการปวดแบบเรื้อรัง และบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากปลายประสาทอักเสบได้ (มักมีอาการปวดเหมือนถูกไฟฟ้าช๊อต หรือถูกของทิ่มแทง บางรายอาจมีอาการชาร่วมด้วย) แต่จะต้องใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป

“ปัจจุบัน Fibromyalgia Syndrome ยังเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่เชื่อว่าน่าจะมีความผิดปกติในระบบประสาทส่วนกลาง มักพบว่ามีความสัมพันธ์กับประวัติครอบครัว การได้รับบาดเจ็บ การติดเชื้อไวรัส ความเครียดทางจิตใจ ภาวะซึมเศร้า กังวล ความผิดปกติของต่อมไรท่อ หรือเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน

(หน้าพิเศษ Hospital Healthcare)

ที่มา : Hospital Healthcare   วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เครือมติชน ปีที่ 8 ฉบับที่ 77 กุมภาพันธ์ 2557

ที่มา: มติขน 5 กุมภาพันธ์ 2557

Advertisements

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอนบอกว่าการนอนหลับน้อยชั่วโมงกว่าที่ร่างกายต้องการส่งผลกระทบการทำงานและสุขภาพของคนเราได้อย่างมาก

voathai130130_001ศูนย์การควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐศึกษาและค้นพบว่า แรงงานอเมริกัน 40 ล้านหกแสนคน หรือราวๆ 30% ของแรงงานทั้งประเทศ ใช้เวลานอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงในแต่ละคืน ซึ่งต่ำกว่าจำนวน 7 ถึง 9 ชั่วโมงที่มีการเสนอแนะไว้มาก

ผลการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Harvard ระบุว่า การพักผ่อนนอนหลับน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกหน่อยอ่อนเป็นประจำ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสูญเสียผลิตภาพคิดเป็นมูลค่ามากถึง 63.2 พันล้านดอลล่าร์

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า นายจ้างไม่ให้ความสนใจกับผลกระทบของการนอนไม่พอต่อสุขภาพและการทำงานของพนักงานลูกจ้างมานานแล้ว แม้ผลงานการวิจัยจะแสดงให้เห็นเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาว่า การนอนไม่พอนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาทางสุขภาพ โดยมีอัตราของการเป็นโรคเศร้าซึม ความอ้วนเกินขนาด โรคหัวใจ และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วย

แต่รายงานใน Wall Street Journal บอกว่า แนวโน้มในเรื่องนี้กำลังเปลี่ยนไปแล้ว บริษัทธุรกิจใหญ่ๆ ซึ่งรวมทั้ง Goldman Sachs Group, Proctor & Gamble และบริษัทเงินทุน D. E. Shaw จัดเงินอุดหนุนการทำ workshops ในเรื่องการนอน การให้คำปรึกษาแนะนำออนไลน์สำหรับผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับ การจัดที่ให้งีบได้ แม้กระทั่งการติดตั้งไฟพิเศษในที่ทำงานเพื่อช่วยร่างกายควบคุมการผลิตฮอร์โมน Melatonin ซี่งควบคุมการพักผ่อนนอนหลับของคนเรา

คุณ Nancy Rothstein ผู้เชี่ยวชาญการนอน และเป็นที่ปรึกษาของบริษัทธุรกิจในเรื่องนี้ บอกว่า การนอนเป็นมุมหนึ่งของสามเหลี่ยมของความเป็นดีอยู่ดี อีกสองมุมคือ ร่างกายที่แข็งแรง และ โภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญการนอนผู้นี้บอกต่อไปว่า เมื่อนอนไม่พอ ร่างกายเหนื่อยอ่อนก็จะไม่อยากออกกำลังกาย และไม่รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ คุณ Nancy ระบุความสำคัญของการนอนให้เพียงพอว่า ถ้าจัดที่ให้กับมุมทั้งสามแล้ว การนอนเป็นมุมอยู่ที่ยอดของสามเหลี่ยม

คำถามก็คือ ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เราพักผ่อนนอนหลับได้อย่างเพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญคนนี้แนะนำว่า ขั้นแรกที่สำคัญที่สุด คือปิดอุปกรณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับการสื่อสารติดต่อและการทำงาน เช่น มือถือ โดยเฉพาะ smartphones, iPads, และคอมพิวเตอร์ laptops แสงหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้ขัดขวางก่อกวนการผลิต Melatonin แสงสว่างหลอกร่างกายให้คิดว่าเป็นเวลากลางวัน เลยไม่ผลิตฮอร์โมนนี้ออกมา ก็เลยไม่รู้สึกง่วงนอน

อีกวิธีหนึ่งคือยืดเวลาอยู่ในแสงสว่างตามธรรมชาติ เช่นออกไปเดินนอกที่ทำงานเป็นเวลาสั้นๆในช่วงอาหารกลางวัน แก้ง่วงหลังอาหารและกีดกันไม่ให้ร่างกายผลิต Melatonin ได้ด้วย

ทีนี้เมื่อกลับบ้าน ก่อนจะเข้านอน National Sleep Foundation หรือมูลนิธิการนอนแห่งชาติ แนะนำว่า ควรพักผ่อนคลายความเครียด และไม่ควรรับประทานอาหารมื้อใหญ่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแคฟฟีนหรือแอลกอฮอลก่อนเข้านอน

ห้องนอนควรปิดไฟมืด แต่ถ้าลงนอนและไม่สามารถหลับได้หลังจาก 20 นาที ควรลุกขึ้นมาและหาอะไรทำที่ช่วยให้คลายเครียดในแสงสว่างสลัวๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกง่วงนอนได้

ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรทำอย่างยิ่งคือลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เพราะจะทำให้นอนไม่หลับมากขึ้นไปอีก

ที่มา :  voathai.com

.

Related Article :

.

wsj130131_001

Weary Workers Learn to Count Sheep Using Special Lighting, Office Nap Pods

By LAUREN WEBER

Turns out a good night’s rest is good for business.

One-third of American workers aren’t sleeping enough to function at peak levels, and that chronic exhaustion is costing billions of dollars in lost productivity, according to researchers from Harvard Medical School.
Sleep-deprived American workers ultimately cost their employers $63 billion in lost productivity, according to a 2011 Harvard Medical School study. Lauren Weber joins The News Hub with a look at some companies making a business case for a better-rested workforce. Photo: Reuters.

Managers at a growing number of companies, among them Procter & Gamble Co., PG +0.71%and Goldman Sachs Group Inc., GS -0.21%are waking up to the problem, investing in programs from sleep-hygiene courses to melatonin-regulating lighting to help employees improve their slumber.

The Centers for Disease Control and Prevention estimates 40.6 million American workers, or 30% of the civilian workforce, don’t get enough rest. And the Harvard scientists estimated in 2011 that sleep deprivation costs U.S. companies $63.2 billion in lost productivity per year, mainly because of “presenteeism,” people showing up for work but operating at subpar levels. One example, from a separate team at Singapore Management University: Workers waste an extra 8.4 minutes online—checking email, refreshing the TMZ.com home page, and so on—for every hour of interrupted sleep the previous night.

Managers struggle to motivate exhausted workers. During busy holiday periods at the Park Hyatt Beaver Creek resort in Avon, Colo., long hours sometimes lead to short fuses among staff. “You have to try to figure out who’s feeling frustrated and help them cut loose to get some rest,” said Scott Gubrud, director of sales and marketing at the hotel, which last week began a series of better-sleep initiatives for both employees and guests.

“If we treated machinery like we treat the human body, there would be breakdowns all the time,” said James Maas, a former Cornell University psychologist and author of “Sleep for Success.”

Companies have been slow to grasp the effects of sleep deprivation on productivity, but it is now a hot topic even in hard-driving industries, such as finance, where pulling all-nighters is often viewed as crucial to getting ahead.

Sleep Working

  • 43% of Americans between 13 and 64 say they rarely or never get a good night’s sleep on weeknights
  • 60% of Americans say they experience a sleep problem every night or almost every night, such as waking in the night, waking up too early, or feeling un-refreshed when they get up in the morning
  • 61% of Americans say they use a computer at least a few nights a week within an hour of going to bed
  • Americans drink, on average, three 12-ounce caffeinated beverages on a weekday
  • 74% of workers over 30 who report not getting adequate sleep say that sleepiness affects their work
  • 9% of Americans say they are likely to fall asleep at an inappropriate moment, such as during a meeting or while driving
  • 71% of Americans say they have a television in their bedrooms
  • 11% of those with televisions in the bedroom say they keep the TV on all night
  • 39% of Americans say they have a computer in their bedrooms
  • 40.6 million American workers – 30% of the civilian workforce – sleep less than 6 hours per night (“short sleep duration”)
  • The problem is particularly acute for night-shift workers: 44% of them sleep less than 6 hours per night, compared with 28.8% of people who work typical daytime hours
  • Workers between the ages of 30 and 64 were more likely to report short sleep duration; workers over 65 were least likely to report short sleep duration
  • Workers with college degrees or more education were least likely to report short sleep duration
  • Segmenting the data industry by industry, workers reported anywhere from 24.1% (other services, except public administration) to 41.6% (mining) incidence of short sleep duration. Some industries relevant to our readership: finance and insurance industry (27.4%); professional, scientific,and technical services (28.2%); and information (28.3%)
  • 23.2% of American workers suffer from insomnia
  • People with insomnia did not report higher levels of absenteeism compared to non-sufferers, but reported significantly higher levels of presenteeism (lower productivity while at work)
  • Workers with insomnia lost an average of 7.8 days of work performance per year due to presenteeism related directly to sleep problems
  • Generalizing to the total U.S. workforce, insomnia costs American companies $63.2 billion

Sources: National Sleep Foundation, Centers for Disease Control and Prevention, and “Insomnia and the Performance of U.S. Workers,” Sleep, 2011

Mr. Maas, who says he coined the phrase “power nap” 36 years ago, gave a talk about sleep hygiene at Goldman Sachs in 2011 that was so oversubscribed it had to be broadcast via conference call to accommodate the 1,000 or so people who wanted to attend. He spoke last year at hedge-fund firm D.E. Shaw & Co., which has nap pods sprinkled around its offices.

Yet perceptions linger that sleep is for sissies and loafers, and neither Goldman nor Shaw would comment directly about why they’re addressing employees’ sleep habits. A 2012 University of Southern California study of young investment bankers suggests that punishing hours, and resulting sleep deprivation, contributed to physical and emotional ailments within four years on the job.

“People in investment banking have been my main clients for the last few years because they’re so exhausted and under so much pressure,” said Mr. Maas, adding that bankers usually don’t want to hear about how to get more sleep. Instead, they want tips for performing well on five or six hours’ rest.

The risks of fatigue are especially acute in professions like health care and manufacturing, which involve overnight shifts and where a single careless error can put lives in danger.

At Aurora Health Care, the largest hospital system in Wisconsin, more than 2,600 employees in 2012 took a six-week online course for insomnia sufferers after managers surmised that sleep deprivation was likely a problem among its workforce. The course, one of several health-coaching sessions offered at Aurora and developed by Johnson & Johnson’s JNJ -0.41%Wellness & Prevention unit, requires participants to keep a sleep diary, and then makes recommendations based on individual sleep patterns.

Barb Stollenwork, age 53 and a wellness program coordinator at Aurora, kicked her nightly Tylenol PM habit after finishing the program at the end of 2011. For years, she said, she woke at 4 a.m., then lay in bed worrying about how she’d function that day. By changing her behavior—for instance, going to bed later—she began sleeping until her alarm rang at 5:30 a.m.

Based on follow-up surveys that asked about both sleep and work habits, Aurora sees an average of $672 in productivity savings per participant in the insomnia module, said Dr. David Smith, an Aurora vice president.

Procter & Gamble is talking with sleep expert Nancy Rothstein about creating a multiweek pilot program for two of its plants, one in Belleville, Ontario, that makes Always feminine-hygiene products, and the other in Lima, Ohio, that makes liquid laundry detergents. Paul DeLuca, North American learning and development manager, said he hopes to have both courses running by June, starting with a group of 15 to 20 workers in Lima and up to 300 in Belleville.

The plants operate day and night, so many employees work unconventional hours, a known risk for poor sleep and overall bad health. If the program helps workers get better rest, with resulting gains in productivity and concentration, Mr. DeLuca will argue for a broader rollout of the initiative.

P&G brought Ms. Rothstein to its headquarters in Cincinnati last year to give a 50-minute presentation emphasizing, among other things, the importance of shutting off screen devices an hour before bed because the blue light emitted by the screens interferes with production of the sleep hormone melatonin.

That’s no easy order in the age of smartphones, laptops and late-night conference calls with the Beijing or London office. “The line between work and what’s outside of work is graying,” Mr. DeLuca said.

At the more extreme end of the intervention scale, some are calling upon Litebook Company Ltd., a Canadian maker of lights that help regulate the body’s melatonin levels. The company, which supplies devices to the Philadelphia Flyers and Ottawa Senators to help athletes cope with jet lag and game schedules, said it is getting calls from corporations interested in making the lights available at workstations and desks.

A version of this article appeared January 23, 2013, on page B1 in the U.S. edition of The Wall Street Journal, with the headline: Go Ahead, Hit the Snooze Button.

พลิกวิธีรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ถูกไปหาแพง

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมีย อาจเป็นที่รู้กันเพียงว่า โรคนี้เป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง เนื่องจากวิธีการรักษาหลักนั้นคือการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งมีราคาสูงราว 1 ล้านบาท แถมยังการันตีเต็มร้อยไม่ได้ว่าปลูกถ่ายไขกระดูกแล้วจะรอดชีวิตหรือหายป่วยได้หรือไม่

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงแสงสุรีย์ จูฑา ประธานชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย เผยว่า หลักการข้างต้นเป็นเรื่องเก่าแล้ว โดยปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์สามารถพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพช่วยควบคุมโรคได้ดีและยืดอายุของผู้ป่วยให้ยืนยาวขึ้น ดังนั้นจึงต้องให้ข้อมูลกันใหม่ หากเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว ผู้ป่วยคงไม่ต้องท้อแท้สิ้นหวัง

ก่อนรู้เรื่องมาตรฐานการรักษาที่ปรับใหม่ ศ.พญ.แสงสุรีย์ อยากให้ทำความรู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวก่อน โรคนี้แบ่งได้ 2 แบบ โดยแบบแรกแบ่งตามชนิด คือ เฉียบพลัน และเรื้อรัง ส่วนอีกแบบแบ่งตามเซลล์ คือ ลิมฟอยด์ และมัยอีลอยด์ ซึ่งโอกาสนี้ ศ.พญ.แสงสุรีย์ เล่าถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ว่า

โรคนี้มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า “ซีเอ็มแอล” (CML) ย่อมาจาก Chronic myeloid leukemia ทั่วโลกมีประมาณ 1-2 รายต่อประชากร 1 แสนคน มักพบในวัยรุ่น-ผู้ใหญ่ แต่ที่ชุกมากอยู่ในช่วงวัย 35-36 และ 40 ปี จำนวนผู้ป่วยเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย บนสัดส่วน 1.5 ต่อ 1

สาเหตุป่วยโรคซีเอ็มแอล ทางการแพทย์ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพียงแต่พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นจะมีความผิดปกติในการสลับที่ของโครโมโซมคู่ที่ 22 และคู่ที่ 9 ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ และทราบได้จากการตรวจสุขภาพทั่วไปโดยการตรวจเลือด ส่วนอาการของโรคนี้ไม่เฉพาะเจาะจง พบได้ทั้งอ่อนเพลีย หมดแรง กินข้าวแล้วแน่นท้อง คลำเจอก้อนในท้องเพราะม้ามโต และปวดกระดูก

หากแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคซีเอ็มแอล ปัจจุบันจะให้ผู้ป่วยกินยาเพื่อรักษาเป็นขั้นตอนแรก เนื่องจากยาที่มีอยู่ 2 กลุ่ม รวม 3 ชนิดนั้น ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเฉพาะเซลล์มะเร็ง และให้ยาไปแย่งที่อยู่เซลล์มะเร็ง โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะตอบสนองผลจากการใช้ยาได้ดี สามารถควบคุมโรคได้ เพียงกินยาอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับผู้ป่วยเรื้อรังโรคเช่นเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาบ้าง เช่น ตา ใบหน้า ขาบวม มีผื่นคัน ท้องเสีย ปวดกระดูก แต่แพทย์ก็จะใช้เทคนิคปรับยาให้เหมาะสม เพื่อลดผลข้างเคียง

ทั้งนี้ แม้ค่ายาต่อปีจะเป็นราคาเฉลี่ยหลักแสนถึงล้านบาท แต่ผู้ป่วยสามารถเบิกจ่ายค่ายาได้ ตามสิทธิข้าราชการ ประกันสังคม ส่วนผู้ป่วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ยังได้รับการสนับสนุนยาฟรีจากโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยนานาชาติ เช่น GIPAP และ TIPAP

กรณีผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา หลังจากแพทย์ให้ครบทุกชนิดแล้ว ขั้นต่อมาแพทย์จะรักษาด้วยเคมีบำบัดก่อนปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งอาจมีข้อจำกัดเพิ่มเข้ามา คือ ผู้ป่วยที่จะปลูกถ่ายไขกระดูกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี และต้องได้ไขกระดูกจากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ เช่นจากพี่-น้อง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ร้อยละ 25 แต่รับประกันผลการรักษาไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เมื่อทราบวิธีการรักษาที่ปรับใหม่แล้ว ศ.พญ.แสงสุรีย์ แนะผู้ป่วยโรคซีเอ็มแอล เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง เพราะหากปล่อยไปไม่รักษาจะส่งเกิดอาการตัวซีด อ่อนเพลียมาก เหนื่อยง่าย เกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่าย ม้ามโตเต็มท้อง เกิดการติดเชื้อ และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 3-5 ปี แต่เพื่อเฝ้าระวังโรคก่อนจะรุนแรง ควรใส่ใจตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 28 สิงหาคม 2555