อ้วนลงพุง

dailynew140614_1การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย และการไม่ออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรงน้อย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ซึ่งไม่เฉพาะการมีน้ำหนักตัวมากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายเพิ่มมากขึ้น อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

โรคอ้วนลงพุง เป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันในช่องท้องมากเกินไป เกิดจากการเผาผลาญอาหารผิดปกติ ไขมันหน้าท้องแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งจะยับยั้งกระบวนการเผาผลาญกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ตีบ หรืออุดตัน แต่ถึงแม้ว่าไขมันจะเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและโรคเรื้อรังต่าง ๆ ไขมันก็ยังคงเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ เพื่อให้ความอบอุ่นและเปรียบเสมือนตัวกันกระแทกให้กับร่างกาย แต่หากมีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป กล่าวคือ ในผู้หญิงพบมากกว่า 30% และในผู้ชายพบมากกว่า 25% ถือว่าเป็นโรคอ้วน และถ้ารอบเอวเพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 เซนติเมตร จะยังเพิ่มโอกาสการเป็นโรคเบาหวานได้มากถึง 3-5 เท่า

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอ้วน วิธีการทำได้ง่าย ๆ โดยการวัดส่วนสูง น้ำหนักตัว และเส้นรอบเอวแล้วนำมาพิจารณาดังนี้

1) น้ำหนักตัวที่เหมาะสมเทียบกับส่วนสูง

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงเท่ากับ ส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบ 110

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายเท่ากับ ส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบ 100

ตัวอย่างเช่น เปิ้ลสูง 155 เซนติเมตร น้ำหนักที่เหมาะสมคือ 155-110 = 45 กิโลกรัม ดังนั้น ถ้าน้ำหนักปัจจุบันของเปิ้ล มากกว่า 45 กิโลกรัม แสดงว่าน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น

2) ดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย (กิโลกรัมต่อเมตร) เท่ากับ น้ำหนัก (กิโลกรัม) ต่อ ส่วนสูง (เมตร)

ดัชนีมวลกายที่เหมาะสมทั้งผู้หญิงและชาย คือ 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อเมตร

หากน้อยกว่า 18.5 หมายถึงผอม หากมากกว่า 22.9 ขึ้นไปถึง 24.9 หมายถึงน้ำหนักเกิน และหากมากกว่า 25 ขึ้นไป ถือว่าอ้วน

3) เส้นรอบเอว

ค่าปกติของเส้นรอบเอวสำหรับผู้หญิง ไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว

ค่าปกติของเส้นรอบเอวสำหรับผู้ชาย ไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว

การวินิจฉัยว่าอ้วนลงพุง จะวัดจากเส้นรอบเอวร่วมกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มเติมดังนี้ ความดันโลหิต 130 ต่อ 85 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป, น้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป, คอ เลสเตอรอลชนิดดี (เอชดีแอล) ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิงหรือต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

คำถามต่อมาก็คือ เราจะมีวิธีในการควบคุมน้ำหนัก เส้นรอบเอว ปริมาณไขมันได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความไม่สมดุลของพลังงานที่ได้รับจากการทานอาหารและพลังงานที่ร่างกายใช้ไปในกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทานอาหารที่มากเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวเองดังคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพของท่านเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ท่านกิน”

อีกทั้ง ในแต่ละวันร่างกายมีความต้องการพลังงานของแต่ละคนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ภาวะโภชนาการ และระดับกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง หรือการออกกำลังกาย วิธีการประมาณความต้องการพลังงานสามารถคิดได้ดังนี้

ความต้องการพลังงาน (แคลอรี่ ต่อ วัน) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) อ 30

ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ความต้องการพลังงานคือ 50 อ 30 =  1500 แคลอรี่ต่อวัน

นั่นคือต้องได้รับพลังงาน 1500 แคลอรี่ต่อวัน เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ในกรณีที่มีดัชนีมวลกายปกติ โดยทั่วไป การทานอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 500 แคลอรี่ อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง อาจทานอาหารที่มีพลังงานค่อนข้างมากในมื้อใดมื้อหนึ่ง เช่น มื้อเช้า หรือมื้อเที่ยง และพลังงานน้อยลงในมื้อที่เหลือ

หลักสำคัญในการควบคุมสมดุลพลังงานหรือควบคุมปริมาณพลังงานทั้งวันให้เป็นไปตามที่ควรได้รับ หากได้รับพลังงานมากเกินไป จะต้องมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง หรือการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดสมดุลพลังงานได้ในที่สุด

โดยทั่วไป การออกกำลังกายควรทำให้ได้ 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยอาจเป็นวันละประมาณ 1 ชั่วโมง วันเว้นวันการออกกำลังกายมีหลายรูปแบบให้ผลแตกต่างกัน เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือวิ่ง ช่วยฝึกความทนของปอดและหัวใจสำหรับการออกกำลังกายใช้แรงต้าน เช่นการยกน้ำหนัก หรือซิทอัพ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่วนการเดินการทำงาน ทำอาชีพหรืองานอดิเรกที่ต้องออกแรง จัดเป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง ซึ่งควรทำให้ได้ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน หลักในการออกกำลังกายคือทำช้า ๆ มีช่วงพักและเมื่อเริ่มล้าให้หยุด.

รศ.ดร.นพวรรณ เปียซื่อ
โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

Advertisements

ต้านภาวะอ้วนลงพุงด้วย OTPP จากชาอู่หลง

dailynews140305_002ในปัจจุบันนี้ภาวะอ้วนลงพุงหรือเมตาบอลิ ซินโดรม (Metabolic Syndrome) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เพราะนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนหรือแม้แต่โรคมะเร็ง โรคเหล่านี้ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งคุณภาพชีวิตและทรัพย์สินเงินทองวิธีการป้องกันและรักษาภาวะอ้วนลงพุงมีหลายวิธีซึ่งอาจจะต้องผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาตลอดจนการผ่าตัด โดยแต่ละวิธีจะให้ผลได้แตกต่างกันและอาจมีผลข้างเคียงรวมถึงค่าใช้จ่ายที่สูงแตกต่างกัน

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานักวิจัยให้ความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าวิจัยของสารพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดหรือควบคุมปริมาณไขมันเพื่อช่วยลดภาวะอ้วนลงพุง สารพฤกษเคมีตัวหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือสารโอทีพีพี (OTPP หรือ Oolong Tea Polymerized Polyphenols) ซึ่งจัดอยู่ในสารกลุ่มโพลีฟีนอลพบได้ในชาอู่หลงเท่านั้นไม่พบในชาชนิดอื่นๆ

สาร OTPP เกิดจากกรรมวิธีการแปรรูปใบชาอู่หลงโดยการบ่มแบบกึ่งหมัก (Semi-fermentation) ซึ่งจากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ถึงกลไกการออกฤทธิ์ของสาร OTPP ต่อการช่วยลดภาวะอ้วนลงพุงหลายฉบับ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP สามารถลดการดูดซึมไขมัน โดย OTPP ไปยับยั้งเอนไซม์ไลเปสที่ย่อยไขมัน ทำให้ไขมันที่ไม่ถูกย่อยถูกขับออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดลดลง จึงทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดหลังมื้ออาหารลดลงด้วย ทั้งยังกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึมและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน นอกจากนี้ชาอู่หลงยังมีคุณประโยชน์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังพบว่า OTPP ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารโพลีฟีนอลอื่นๆ ในการลดไขมันในช่องท้องหรือต้านภาวะอ้วนลงพุง และในเรื่องของความปลอดภัยพบว่าการดื่มชาอู่หลงในระยะยาวไม่พบรายงานผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อตัวผู้บริโภคซึ่งแตกต่างจากเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดอื่น

ดังนั้นการดื่มชาอู่หลงที่มีสาร OTPP เป็นเครื่องดื่มประจำวันร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงอาจเป็นตัวช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลในการควบคุมน้ำหนักตัว ป้องกันภาวะอ้วนลงพุงได้ด้วย และจากประโยชน์ของชาอู่หลงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพลดการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ออกกำลังกายเป็นประจำจะเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันภาวะอ้วนลงพุง เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอเหมาะควบคู่กันไป ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีห่างไกลภาวะอ้วนลงพุงได้

อ้างอิง

Junichi, N., Takanori, T., Keiichi, A., et al. (2007). Jpn Pharmacol Ther, 35, 661-671.

Maekawa, M., Teramoto, T., Nakamura, J., et al. (2011). Effect of long-term Intake of “KURO-Oolong tea OTPP” on body fat mass and metabolic syndrome risk in over weight volunteers. Jpn Pharmacol Ther, 39, 889-900.

Nakamura, J., Abe, K., Ohta, H., Kiso, Y. (2008). Lowering Effects of the OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenols) Enriched Oolong Tea (FOSHU “KURO-Oolong Tea OTPP) on Visceral Fat in Over Weight Volunteers. Jpn Pharmacol Ther; 36(4), 65-73.

Rong-rong, H., Ling, C., Bing-hui, L., Yokichi, M., Xin-sheng, Y., Hiroshi, K. (2009). Beneficial effects of oolong tea consumption on diet-induced overweight and obese subjects. Chin J Integr Med, 15(1), 34-41.

ดร.ฉัตรภา หัตถโกศลภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 5 มีนาคม 2557

หนีโรคอ้วนลงพุง…ด้วยโภชนบำบัด

dailynews131006_002ปัจจุบันพบว่าคนไทยและคนทั่วโลกมีปัญหาโรคอ้วนลงพุง และภาวะน้ำหนักตัวเกินเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุสำคัญมาจากการตามใจปาก บริโภคอาหารมากเกินความจำเป็น ผูกติดอยู่กับอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีแป้งและน้ำตาลสูง อีกทั้งยังอ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย

โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักตัวเกินสามารถควบคุมและป้องกันได้ แต่ที่ไม่ได้ผลและยังเป็นปัญหาอยู่มากคือ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้ภาวะอ้วนลงพุงและน้ำหนักตัวเกินมากแล้ว ถึงเริ่มลดน้ำหนัก และเมื่อเริ่มพยายามลดไประยะหนึ่ง ก็เริ่มท้อแท้ใจ อ้างว่าไม่ได้ผลเพราะระบบเผาผลาญ หรือเมตาโบลิซึมทำงานไม่ดี

ข้อมูลจาก อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐ อเมริกา) ระบุว่า ระบบเผาผลาญมีความสำคัญอย่างมากต่อการป้องกันไม่ให้อ้วน หรือในการพยายามลดความอ้วนให้สำเร็จ เพราะระบบเผาผลาญจะเป็นตัวกำหนดอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย คนที่มีอัตราการเผาผลาญต่ำจะอ้วนง่าย หรือลดน้ำหนักได้ยากแม้จะกินน้อยลงก็ตาม ระบบเผาผลาญจะถูกกำหนดโดยพันธุกรรม แต่ก็มีปัจจัยอื่นมากมายที่มีผลกระทบต่อระบบเผาผลาญ เช่น เมื่ออายุมากขึ้นหลังจากอายุ 40 ปีขึ้นไประบบเผาผลาญของร่างกายจะลดลงประมาณ 5% ทุก ๆ 10 ปี เพศหญิงจะมีการเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าเพศชาย คนที่มีกล้ามเนื้อมากจะมีระบบการเผาผลาญสูงกว่าคนที่มีไขมันมาก เพราะเซลล์กล้ามเนื้อเป็นเซลล์ขยันมีการเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าเซลล์ไขมันที่อุ้ยอ้ายเชื่องช้า

ฉะนั้นในการป้องกันโรคอ้วน นอกจากจะเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนวิธีการกิน ที่จะต้องกินให้ถูกแล้วก็จะต้องหาวิธีเพิ่มระบบเผาผลาญควบคู่กันไป มีเคล็ดในการปฏิบัติตัวดังนี้

1.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน คนที่งดอาหารเช้าบ่อย ๆ จะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ ร่างกายคนเราต้องทำงาน 24 ชั่วโมง ในการทำงานร่างกายจะต้องใช้พลังงานและสารอาหาร ฉะนั้นเวลาที่อดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งจึงทำให้ร่างกายต้องสงวนพลังงานไว้ใช้โดยการลดอัตราการเผาผลาญลง และเก็บสะสมพลังงานในรูปของไขมัน แต่ทั้งนี้อาหารเช้าควรเป็นอาหารที่มีคุณภาพให้สารอาหารสมดุล ไม่ใช่แค่กาแฟ โดนัทหรือคุกกี้ ปลาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวานอย่างที่คนที่ใช้ชีวิตเร่งรีบมักจะทำกัน อาหารเช้าที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนเล็กน้อย จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดี น้ำตาลในเลือดไม่สูง อาหารเช้าง่าย ๆ ได้คุณค่ามากมาย เช่น เกาเหลาและข้าวซ้อมมือ ก๋วยเตี๋ยวน่องไก่น้ำ ข้าวต้มเครื่อง หรือขนมปังไข่ดาว นอกจากนี้อาหารเช้าที่มีคุณภาพยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด

2.กินอาหารวันละ 4-6 มื้อเล็ก ๆ การกินอาหารมื้อเล็ก ๆ บ่อย ๆ จะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญทำงานตลอดทั้งวันและลดน้ำหนักได้มากขึ้น การทิ้งช่วงการกินระหว่างมื้อนานเกินไปทำให้ระบบเผาผลาญปรับตัวให้ทำงานช้าลงเพื่อชดเชยกับการไม่ได้กิน แต่ถ้ากินปริมาณมากเกินไประบบเผาผลาญจะคิดว่าร่างกายกำลังอดอยาก ก็จะพยายามเก็บพลังงานส่วนเกินทั้งหมดไว้เป็นเสบียงใช้ยามขาดแคลน

3. กินอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในการเผาผลาญพลังงานจากอาหารโปรตีน ร่างกายจะต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ในการย่อย เมื่อเทียบกับอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง ฉะนั้น อาหารที่มีโปรตีนสูงจึงเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อย ในแต่ละมื้ออาหารหลักควรมีอาหารโปรตีนต่ำอย่างน้อย 60-90 กรัม อาหารโปรตีนจะช่วยให้อิ่มง่ายและอิ่มนานขึ้น ไม่ทำให้หิวบ่อย

4.กินธัญพืชไม่ขัดสีประมาณ 1/4 ของมื้ออาหาร ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ลูกเดือย หรืออาจเลือกผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต อาหารในกลุ่มนี้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการมีกากใยอาหารและมีสารแอนติออกซิแดนท์สูงทั้งหมดนี้ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอล และลดความดันโลหิต ซึ่งจะลดความเสี่ยงโรคหัวใจและป้องกันโรคมะเร็ง

5.กินผักให้ได้ประมาณครึ่งจานของมื้ออาหาร อาจเติมผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารหรือจะใช้เป็นอาหารว่าง หรือใช้แทนของหวาน เลือกผัก ผลไม้หลากหลายสี ผักมีพลังงานต่ำสุดในบรรดาอาหารทุกหมวด จึงช่วยป้องกันโรคอ้วน งานวิจัยมากมายสนันสนุนการกินผักช่วยลดน้ำหนักได้เมื่อกินเป็นส่วนหนึ่งในมื้ออาหารจะช่วยลดปริมาณการกินอาหารที่มีแป้งและไขมันสูง อีกทั้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย มีกากใยอาหารสูงและมีสารแอนติออกซิแดนท์สูง ช่วยลดการสะสมของสารก่อมะเร็งหลาย ๆ ชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล และช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่าง ๆ รวมทั้งเสริมสร้างผิวพรรณ

6.เติมเครื่องเทศรสเผ็ด เครื่องเทศที่มีรสเผ็ด เช่น พริกชนิดต่าง ๆ สามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 20% เป็นเวลานาน 30 นาที พริกมีรสเผ็ด ช่วยให้กินผักได้มากขึ้นเป็นการลดแคลอรีจากอาหาร ทำให้ได้ใยอาหารและสารอาหารอื่น ๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี และธาตุเหล็ก ที่มีในพริกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนการกินพริกช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันโรคเบาหวานได้

7.เลี่ยงหรือลดน้ำตาลของหวาน ขนมขบเคี้ยวและขนมอบ เพราะการกินของหวานในปริมาณมากจะช่วยส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญเก็บสะสมไขมันมากกว่าการเผาผลาญไขมันออกไปใช้ นอกจากนี้น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกินที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย ไม่มีสารอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย ขนมหวานมักมีส่วนผสมของไขมันร่วมด้วย โดยเฉพาะไขมันไม่ดี หากกินมาก กินบ่อยจะเพิ่มพุงและไขมันในเลือดได้เร็ว

8.ลดอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง อาหารที่มีเกลือสูงมักแฝงมากับอาหารที่มีไขมันสูงและน้ำตาลหรือแป้งสูง ได้แก่ พิชซ่า เนื้อสัตว์ติดมัน ไส้กรอก เบคอน ฮอทดอก กุนเชียง เค้ก คุกกี้ เป็นต้น อาหารเหล่านี้ไม่ควรกินบ่อยและเวลากินก็ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะการกินเค็มยังเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย

9.ดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีแคลอรี ซึ่งอาจจะเป็นแคลอรีจากน้ำตาลหรือไขมัน เช่น เครื่องดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ เป็นต้น น้ำเป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่มีแคลอรี หากดื่มน้ำน้อยไป ระบบเผาผลาญจะลดลงเหมือนขาดอาหารเพราะตับจะเก็บน้ำไว้ แทนที่จะใช้ในหน้าที่อื่น เช่น การเผาผลาญไขมัน พบว่าน้ำเย็นจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อยโดยการใช้พลังงานรักษาระดับอุณหภูมิในร่างกาย

10. ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรที่ปราศจากแคลอรี เช่น ชาอู่หลง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ที่มีฤทธิ์สูง หากดื่มขณะที่กินอาหารจะช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญได้ถึง 10% ฉะนั้นในมื้ออาหารพิเศษที่ยากต่อการเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาจเลือกชาอู่หลงเป็นเครื่องดื่มในมื้อนั้น เนื่อง จากมีงานวิจัยว่า OTPP ช่วยลดการดูดซึมไขมันและเพิ่มการขับไขมันทางอุจจาระอีกด้วย

นอกจากการระวังอาหารการกินแล้วต้องไม่ลืมออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เผาผลาญพลังงานในเวลาสั้น ๆ และการออกกำลังกายชนิดที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนักเพื่อเพิ่มระบบเผาผลาญ ก็จะช่วยให้หนีความอ้วนและมีสุขภาพดีได้ไม่ยาก.

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2556

ลดพุงช่วยให้อายุยืน ห่างไกลโรคร้าย

dailynews130113_002ความอ้วนเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนกลัวไม่อยากอ้วน โดยเฉพาะรูปร่าง “อ้วนแบบลงพุง” ที่จะนำไปสู่โรคเบาหวานได้ในอนาคต รวมทั้งโรคร้ายอื่น ๆ ที่อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต ฉะนั้นหากใครไม่อยากอ้วนลงพุง อ่านเคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องค่ะ

แพทย์หญิงชนันภรณ์ วิพุธศิริ อายุรแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า คนที่อ้วนลงพุงเกิดจากการมีไขมันไปสะสมในช่องท้องปริมาณมากกว่าคนปกติ และไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเกิดเป็นภาวะอ้วนลงพุง เป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ปวดตามข้อ ไขมันเกาะตับ ซึ่งการที่คนเรามีไขมันสะสมในช่องท้องมากจะส่งผลเสียต่อร่างกายทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ส่งผลให้ตับมีการสร้างน้ำตาลกลูโคสเพิ่มมากขึ้น เบต้าเซลล์ของตับอ่อนถูกทำลายและระดับน้ำตาลในเลือดสูงตามมา นำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานได้ในอนาคต และภาวะไขมันในเลือดที่สูงขึ้นจะทำให้เกิดผลึกไขมันเพิ่มขึ้น นำไปสู่การเกิดหลอดเลือดอุดตันเร็วขึ้น จึงมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา

 สาเหตุของการเกิดโรคอ้วนเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ กรรมพันธุ์หรือยีนบางชนิดที่ผิดปกติหรือจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีกากอาหารต่ำ ฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม และพฤติกรรมการออกกำลังกายที่น้อยลงและไทรอยด์ทำงานต่ำ การรับประทานยาสมุนไพรที่มีส่วนประกอบของสารสเตียรอยด์เป็นประจำ โดยทั่วไปพบว่าผู้หญิงจะอ้วนง่ายกว่าผู้ชาย อายุที่อ้วนมากที่สุดอยู่ระหว่าง 45-49 ปี จะอ้วนเพิ่มเป็น 2 เท่าของคนที่มีอายุ 5-14 ปี ส่วนคนอีกกลุ่มคือผู้ที่นั่งทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานาน ๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย มักอ้วนลงพุงง่าย มีไขมันสะสมมากกว่าคนปกติ

ดังนั้นการลดน้ำหนักเริ่มแรกควรเริ่มต้นตั้งแต่การปรับเปลี่ยนวิธีคิด
1. มีความตั้งใจและมุ่งมั่นจริง ๆ ที่จะลดน้ำหนักและรอบเอว
2. สร้างความคิดที่ดี อาจเริ่มจากการหาแรงบันดาลใจให้ตัวเอง เช่น ถ้าเราสามารถลดน้ำหนักได้รอบเอวก็จะลดไปด้วย
3. ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นไปได้ของน้ำหนักที่จะลด ไม่ควรลดมากเกินจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะการลดน้ำหนักที่ดีควรลด 5-7 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวเมื่อเริ่มลด เช่น น้ำหนัก 70 กิโลกรัมควรลดประมาณ 3-5 กิโลกรัม
4. ควบคุมปริมาณแคลอรี ที่ได้จากอาหารโดยทั่วไปผู้หญิงวันละ 1,200 กิโลแคลอรีและผู้ชายวันละ 1,500 กิโลแคลอรี
5. พยายามรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในการปรุงอาหาร
6. ออกกำลังกายเป็นประจำ ประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน เช่น การเต้นแอโรบิก 5 ครั้งต่อสัปดาห์ การว่ายน้ำ วิ่ง ปั่นจักรยาน 2 ครั้งต่อสัปดาห์

เมื่อทราบแบบนี้แล้วอย่าลืมออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร เพราะถ้าออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ควบคุมอาหารก็จะไม่ทำให้น้ำหนักลดลงได้ ที่สำคัญเราควรคิดทุกครั้งก่อนที่จะรับประทานอาหารอะไรเข้าไป และท่องไว้เสมอว่า ’ยิ่งพุงใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น“ หากปฏิบัติได้ตามคำแนะนำเราก็จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีอายุยืนค่ะ…

…………………………….

สรรหามาบอก

-ชมรมโรคลมชักเพื่อประชาชน ขอเชิญผู้สนใจร่วมการประชุมสำหรับประชาชน หัวข้อเรื่อง ’การรักษาโรคลมชักอย่างครบวงจร“ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใน วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2556 เวลา 12.30-15.45 น. ณ ห้องประชุมประสพรัตนากร ตึกอำนวยการ ชั้น 3 สถาบันประสาทวิทยา สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2201-1482 , 0-2716-5114

-มูลนิธิสร้างรอยยิ้มสากล ขอเชิญชวนผู้ที่มีภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการบนใบหน้าอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ารับบริการตรวจรักษาและผ่าตัดโดยไม่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเปิดรับผ่าตัดคนไข้ไม่จำกัดระยะเวลาจนครบตามจำนวน 35 ราย ณ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สนใจโทร.0-2656-1992 ส่วนผู้ใจบุญสามารถบริจาคเพื่อมอบรอยยิ้มใหม่ให้แก่เด็กยากไร้ผ่านทาง ธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชี มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เลขที่บัญชี 1-274-354-222 หรือสอบถามโทร.0-2656-1992

-โรงพยาบาลศิครินทร์ ขอเชิญคุณแม่ตั้งครรภ์และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมฟังบรรยายเชิงวิชาการ เรื่อง ’ครรภ์คุณภาพ“ โดย รศ.ลาวัณย์ ผลสมภพ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ใน วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2556 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศิครินทร์ 1 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายพร้อมรับของที่ระลึก สอบถามโทร.1728 ต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์

-เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ผนึกกำลัง 5 โรงพยาบาลชั้นนำ ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลพญาไท และโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล มอบบริการด้านสุขภาพกับ ’ศูนย์บริการฉุกเฉิน เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือ Bangkok Emergency Services (BES)“ เป็นเหมือนโรงพยาบาลเคลื่อนที่เพื่อส่งมอบบริการรักษาพยาบาลให้ถึงผู้ป่วยโดยรวดเร็วและครบครันทั้งเครื่องมือที่ทันสมัยและทีมแพทย์ พยาบาล เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุฉุกเฉินหรือเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว โดยให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ในราคา 1,000 บาท/ครั้ง รวมค่าแพทย์ ค่าบริการพยาบาล ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าเครื่องมือพิเศษอื่น ๆ ในระหว่างการเคลื่อนย้าย ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2556 สนใจสอบถามหรือโทรฯเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน BES ได้ที่โทร. 0-2716-9999

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์  13 มกราคม 2556

อ้วนหลบใน อันตรายของคนผอม

บางคนอ้วนออกพุง บ้างก็อ้วนออกแขนขา บ้างก็อ้วนออกหน้า คนเรามีวาสนาแห่งความอ้วนต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ความอ้วนที่เรากังวลคือ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และใบหน้า เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหน้าตาของร่างกายที่ต้องนำเสนอออกสู่สังคม

หากมองในแง่สุขภาพ  นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า ความอ้วนใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย คนอ้วนหลายคนมีสุขภาพดีกว่าคนผอม เห็นได้จากในหลายๆ ครั้งเวลาเจาะเลือดตรวจไขมัน กลายเป็นว่าไขมันในคนผอมมีมากกว่าคนอ้วน ดังนั้น อ้วนไม่อ้วนไม่ใช่ตัวตัดสินเสมอไป

ความอ้วนที่จะบอกสุขภาพได้ต้องดูประกอบกันหลายอย่าง โดยเฉพาะผู้ที่ “อ้วนลึกๆ” ท่านเหล่านี้จะมีไขมันประกอบอยู่ในช่องท้องสูง แม้ข้างนอกจะไม่มีพุงก็ตาม โดยไขมันที่พอกอยู่ในช่องท้องเป็นแบบเดียวกับ “มันเปลว” ที่เราเห็นอยู่ในตลาดสด หากลองนำไปเจียวแล้วก็ได้น้ำมันเหมือนกัน

ฉะนั้น ถ้าจะดูสุขภาพจริงจัง ต้องดูแยกที่ตำแหน่งของไขมัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับความปลิ้นหรือไม่ปลิ้นของเนื้ออวบๆ ที่ต้นแขน ต้นขา โดยหนึ่งตัวชี้สำคัญคือ ไขมันตำแหน่งแย่ที่สุด อย่าง “ไขมันในช่องท้อง”(Visceral fat) ที่เป็นตัวทำให้เกิดโรคในกลุ่มที่เรียกว่า “อ้วนลงพุงมฤตยู”(Metabolic syndrome) ทำให้เกิดผลลัพธ์ร้ายเรียงกัน คือ หลอดเลือดพัง ดื้อต่ออินซูลินที่ทำให้ความดันสูงจนอาจกลายเป็นเบาหวาน และมันจุกตับหรือภาวะที่มีไขมันในเนื้อตับมากกว่าปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้จะยิ่งอันตรายมากในคนที่มีทั้งความอ้วนแบบเนื้อปลิ้นและอ้วนลึกๆ

นอกจากนี้ อ้วนลงพุงยังจะนำโรคความดันสูง เบาหวาน ไขมันพุ่ง และมะเร็งมาจ่อคิวอีก หนทางกำจัดไขไขมันที่เกาะอยู่ข้างในคือต้อง “ยกเครื่อง” การกิน-อยู่เสียใหม่ดังต่อไปนี้

“เพิ่มไขมันสีน้ำตาล”  ในตัวคนเรามีไขมันที่มีสีขาวกับน้ำตาล โดยไขมันสีน้ำตาลนี้มีมากตอนเกิดเพื่อให้พลังงานและช่วยเผาผลาญ แต่พอโตขึ้นก็แทบไม่เหลือ การเพิ่มไขมันสีน้ำตาลต้องรับประทานไขมันดีและออกกำลังกายให้เหมาะสมจะช่วยได้

“เลี่ยงน้ำตาลฟรุกโตส”  น้ำตาลชนิดนี้คือน้ำตาลผลไม้และน้ำตาลที่อยู่ในน้ำหวาน น้ำอัดลม และขนมหลายอย่าง ตัวที่น่ากลัวคือ “น้ำเชื่อมข้าวโพดเข้มข้น”(HFCS) ที่หวานจัดและกระตุ้นให้มันจุกตับได้ เป็นตัวบำรุงไขมันในช่องท้องอย่างดีเลย

และ “คอยตรวจการทำงานตับ” เพื่อความไม่ประมาทควรตรวจไว้ว่า มีไขมันมาเกาะหรือไม่ และเพื่อดูค่าเอนไซม์ตับจากเลือดว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งยังควรอัลตร้าซาวน์ดูเนื้อตับเป็นระยะทุกๆ 6 เดือน ยิ่งในท่านที่ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี ควรดูเรื่องไขมันจุกตับไว้ให้ดี

นพ.กฤษดา ชี้ว่า การมีค่านิยมว่ารูปร่างผอมเพรียวแล้วจะดี ยิ่งทำให้มี “จุดอ่อน” เสมือนหลุมดำทางสุขภาพ เพราะทำให้ลืมนึกถึงปรากฏการณ์อ้วนข้างในอย่างเช่นที่บอก จึงขาดความระวังเรื่องการรับประทาน แถมมักไม่ออกกำลัง เห็นได้ชัดจากประสบการณ์ตรวจคนไข้ มีหลายท่านที่ตรวจเลือดแล้วปรากฏค่าสารบ่งชี้มะเร็งตับขึ้น ค่าเอนไซม์ตับสูง มีน้ำตาลสะสมก็อยู่ในเกณฑ์อันตราย ขณะที่ตัวคนไข้ก็จะงงๆ ว่า ผอมอย่างนี้ทำไมข้างในดูเหมือนคนอ้วน ผิดกับคนเจ้าเนื้อหลายท่านที่หมั่นตรวจสุขภาพประจำเพราะตระหนักดีว่าเป็นคนอ้วนเลยสุขภาพดีไขมันไม่สูง ร่างกายข้างในแจ่มแจ๋ว เช่นเดียวกับผู้ที่ดูแลสุขภาพดีทั่วไป.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  6 พฤศจิกายน 2555

ป่วย“สะเก็ดเงิน”พุ่ง ชี้อ้วนพลุ้ยเสี่ยงหนัก

นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผย ไทยมีผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ประมาณ 3-5 แสนคน สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แม้ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่อาจทำให้ข้อเสียรูป บิดเบี้ยว และคนที่อ้วนลงพุง เป็นโรคเบาหวานก็มีโอกาสเป็นโรคได้…

พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ประมาณ 3-5 แสนคน ซึ่งโรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยหากพ่อ หรือแม่เป็น ลูกก็จะมีโอกาสเป็นมากขึ้น โดยความผิดปกติเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไปกระตุ้นผิวหนังให้ผลัดเซลล์เร็วขึ้นและที่เรียกว่า “สะเก็ดเงิน” เป็นเพราะผื่นมีสะเก็ดลอกจำนวนมากและมีสีขาว โดยอาการจะมีลักษณะเป็นผื่นแดงนูนหนามีขุยสะเก็ดเป็นแผ่นๆ และมักเกิดบริเวณที่มีการเสียดสี เช่น ศอก เข่า หลัง และบนหนังศีรษะ หากผู้ป่วยดูแลไม่ถูกต้องผื่นอาจลามไปทั้งตัว

ด้าน รศ.พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน กรรมการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคสะเก็ดเงินไม่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ อาการทางข้อจะคล้ายๆกับคนเป็นรูมาตอยด์ อาจทำให้ข้อเสียรูป บิดเบี้ยว หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คนที่อ้วนลงพุง เป็นโรคเบาหวานก็มีโอกาสเป็นโรคได้  สำหรับขั้นตอนการรักษาควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นโรค เช่น การเกา การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ระวังน้ำหนักไม่ให้อ้วน ซึ่งแนวทางการรักษามีทั้งการใช้ยาทาภายนอก การฉายรังสี UVA และ UVB ยาชนิดรับประทานและยาฉีดชีวภาพ.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 23 มิถุนายน 2555