ไขข้อสงสัยเรื่อง ยาเลื่อนประจำเดือน

dailynews150207สาว ๆ หลายคนอาจกังวลใจไม่น้อย หากมีประจำเดือนในช่วงที่ต้องทำกิจกรรมในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น ไปเข้าค่าย เที่ยวทะเล หรือจำเป็นต้องเดินทางไกลไปต่างประเทศ การเลื่อนประจำเดือนออกไปจึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องการ เพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการทำกิจกรรมระหว่างวัน

ตัวช่วยที่ผู้หญิงเลือกใช้เพื่อวัตถุ ประสงค์ดังกล่าว คือ “ยาเลื่อนประจำเดือน” ที่นิยมใช้ทั่วไปเป็นฮอร์โมนโปรเจสโตเจน หรือฮอร์โมนโปรเจสโตโรน เมื่อผู้หญิงรับประทานยาประเภทนี้แล้ว จะช่วยยืดเวลาให้รอบเดือนช้าออกไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์

ยาดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการเลื่อนประจำเดือนออกไปได้ เพราะในช่วงก่อนการมีประจำเดือนระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนในร่างกายจะลดลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ดังนั้นยาเลื่อนประจำเดือน จึงมีประสิทธิภาพทำให้ระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนในร่างกายผู้หญิงไม่ลดลง การมีรอบเดือนจึงถูกเลื่อนออกไปนั่นเอง

นอกจากนี้ ยาเลื่อนประจำเดือนโดยทั่วไป อาจใช้เป็นยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาได้ แต่ไม่นิยมใช้ป้องกันการมีบุตร เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อร่างกายมากกว่า จากการใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เลือดออกกะปริดกะปรอย รอบเดือนแปรปรวน จึงไม่แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

บางรายเมื่อรับประทานยาเข้าไปแล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้ คัดตึงเต้านม อาเจียน และปวดศีรษะเป็นบางเวลาก็เป็นได้ ส่วนผลข้างเคียงอย่างอื่นไม่มีอะไรน่ากลัว ถือว่ามีความปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรใช้เกินความจำเป็น ควรใช้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

สำหรับวิธีการใช้อย่างปลอดภัยนั้น จะต้องรับประทานยาล่วงหน้าก่อนมีประจำเดือนอย่างน้อย 4-5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เพราะถ้ารับประทานในช่วงวันใกล้มีประจำเดือน อาจไม่ได้ผลในการเลื่อนรอบเดือนออกไป ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงยาประเภทลดกรดในกระเพาะอาหาร เพราะจะมีผลทำให้การดูดซึมยาลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเลื่อนประจำเดือนต่ำ

ส่วนวิธีการรับประทานยา ให้รับประทานยาวันละ 2 เม็ด ตอนเช้าและตอนเย็นติดต่อกันในขนาดที่กำหนด แต่ไม่ควรเกิน 10-14 วัน เพราะการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย และรอบเดือนมาผิดปกติได้ หลังหยุดยาแล้วประจำเดือนจะไม่มาในทันที แต่จะทิ้งช่วงเวลาไปประมาณ 2-3 วัน ประจำเดือนจึงจะมาตามปกติ

ในกรณีที่คุณผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่กินยาเลื่อนประจำเดือน คุณหมอบอกว่า โอกาสการตั้งครรภ์นั้นมีน้อย แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ ควรใช้ถุงยางอนามัยป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ด้วยจะเป็นการดี เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และความสุ่มเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

หากต้องการเลื่อนประจำเดือนและคุมกำเนิด การทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบแผงละ 21 เม็ด สามารถทำได้โดยไม่ต้องเว้นหรือหยุดยา จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และเลื่อนประจำเดือนได้ไปพร้อมกัน แต่ถ้าเลือกรับประทานยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 28 เม็ด เมื่อทานยาคุมกำเนิดไป 21 เม็ดแล้ว ให้เริ่มทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่ได้ โดยไม่ต้องรับประทาน 7 เม็ดที่เหลือในแผงเดิม เนื่องจากยา 7 เม็ดที่เหลือไม่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน และในผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิดอยู่แล้ว เมื่อหยุดทานยา ประจำเดือนก็จะมาตามปกติในอีกประมาณ 2-3 วัน

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพของคุณผู้หญิง ในแง่ของการรับประทานยาอย่างไรให้ปลอดภัยและเหมาะสม ไม่ใช่เพียงแค่ยาเลื่อนประจำเดือนเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการใช้ยาในทุกประเภท คุณผู้หญิงควรศึกษาข้อมูลวิธีใช้ก่อนบริโภคเข้าสู่ร่างกาย เพื่อความปลอดภัยและลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา.

ศ.นพ.อภิชาติ จิตต์เจริญ
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  7 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

กินยาคุมแล้วเลือดออก

ยาเม็ดคุมกำเนิดมีประโยชน์ คือ ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์  แต่คุณผู้หญิงบางคนกินเข้าไปแล้วอาจจะมีผลข้างเคียงตามมา  โดยเลือดออกกะปริบกะปรอยก็เป็นอาการที่ไม่พึงประสงค์อย่างหนึ่ง ที่อาจเกิดขึ้นได้

รศ.นพ. ธีระพงศ์  เจริญวิทย์  หัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ เลียนแบบฮอร์โมนผู้หญิงตามธรรมชาติ  มีแบบ 21 เม็ด และ 28 เม็ด มีทั้งชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนอย่างเดียว  หรือ  โปรเจสโตเจนกับเอสโตรเจน

กลไกในการป้องกันการตั้งครรภ์  ของ “ฮอร์โมนเอสโตรเจน” คือ ระงับการตกไข่  ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเปลี่ยนแปลง ส่วน ฮอร์โมนโปรเจสโตเจน” ก็เช่นเดียว กัน คือ ระงับการตกไข่ ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้น ส่งผลให้ตัวอสุจิผ่านไปสู่รังไข่ได้ยากและเยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะกับการฝังตัว

ต้องบอกว่าวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ทุกอย่างไม่ได้ผล 100% จากข้อมูลพบว่า              ในปีแรกที่มีการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มี “โปรเจสโตเจนกับเอสโตรเจน” ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ 0.1% ถ้าใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีโปรเจสโตเจนอย่างเดียวโอกาสตั้งครรภ์ 0.5% ยาฉีดคุมกำเนิดมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ 0.3%            ยาฝังคุมกำเนิดมีโอกาสตั้งครรภ์ 0.05% ทำหมันมีโอกาสตั้งครรภ์ 0.5 %  ใช้ถุงยางอนามัยมีโอกาสตั้งครรภ์  3%  การนับวันไข่ตกมีโอกาสตั้งครรภ์  1-9 %

ข้อดีของยาเม็ดคุมกำเนิด  คือ มีประสิทธิภาพสูงช่วยป้อง กันการตั้งครรภ์ เพราะมีโอกาสตั้งครรภ์แค่  0.1-0.5 % อีกทั้งใช้ง่าย หลังหยุดยาสามารถตั้งครรภ์ได้ทันที  นอกจากนี้ยังพบว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดบางตัวยังช่วยรักษาสิว รักษาโรคทางนรีเวช คนที่หมดระดู  คนที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติจากเยื่อบุโพรงมดลูกผิดที่  ส่วนข้อเสีย คือ ต้องกินทุกวัน และยาเม็ดคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการกินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นอาการที่ไม่รุนแรง เช่น  คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นฝ้า น้ำหนักขึ้น ความดันโลหิตสูง เลือดออกกะปริบกะปรอย  เป็นต้น

อาการเลือดออกกะปริบกะปรอย อาจเป็นผลจากฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล ทำให้เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา หรือ บางคนลืมกินยาคุม กินไม่ตรงเวลา ระยะเวลาที่กินเปลี่ยนแปลง ก็ทำให้เลือดออกได้ ดังนั้นแนะนำว่า กินก่อนนอนง่ายสุดจะไม่คลื่นไส้  ขณะเดียวกันบางคนเคยกินยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนสูง พอเปลี่ยนมากินยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนต่ำกว่าก็อาจทำให้มีเลือดออกได้เช่นกัน  แต่บางกรณีอาจจะไม่เกี่ยวกับยาคุมก็ได้ เพราะบางคนอาจจะมีโพลิบ หรือติ่งเนื้อในโพรงมดลูกหรือปากมดลูก ซึ่งโพลิบทำให้เลือดออกอยู่แล้ว พอกินยาคุมเข้าไปแล้วเป็นจังหวะที่มีเลือดออกมาพอดี ก็อาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากยาคุม ทั้งที่ความจริงเกิดจากโพลิบ  อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีเลือดออกมากผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่า เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงกำลังจะกลายเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ หรือเกิดจากยาคุมที่รับประทานเข้าไป

ก่อนกินยาเม็ดคุมกำเนิดอยากให้ไปพบแพทย์ก่อน  โดยแพทย์จะดูอายุ ดูร่างกายว่าอ้วนหรือไม่ รวมทั้งซักประวัติว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่  จากนั้นจะดูความเหมาะสมของยาเม็ดคุมกำเนิดสำหรับแต่ละคนว่าควรกินตัวไหน  บางคนกินแล้วเป็นฝ้า มีประวัติตั้งครรภ์แล้วเป็นฝ้า ทำงานกลางแดดแล้วเป็นฝ้า แพทย์อาจจะแนะนำไม่ให้กินยาคุมที่มีเอสโตรเจนสูง หรือบางคนที่หน้ามันเป็นสิว  ขนดก ก็อาจแนะนำให้เลือกยาคุมที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย  หลังจากนั้นจะให้ลองกินไปสักระยะ 3-6 เดือน ถ้าเหมาะสมก็อาจไปซื้อยากินเองได้ จากนั้นประมาณ 1 ปี ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อดูว่ายาเม็ด คุมกำเนิดที่กินนั้นเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ ควรจะเปลี่ยนหรือไม่

ขอย้ำว่า ไม่ควรไปซื้อยาเม็ดคุมกำเนิดมากินเอง หรือให้ร้านขายยาเลือกให้ ยกเว้นได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรที่มีความชำนาญ เพราะบางคนซื้อยาเม็ดคุมกำเนิดตามเพื่อน        คิดว่ายาคุมที่ราคาแพง ๆ ดูไฮโซน่าจะเหมาะกับตัวเอง ทั้งที่ความจริงไม่ใช่  ยกตัวอย่างคนที่ครรภ์เป็นพิษมาก่อน มีโอกาสเกิดความดันโลหิตสูงได้ กรณีเช่นนี้จะต้องคอยเช็กความดันอยู่เรื่อย ๆ ถ้าความดันโลหิตสูงมากอาจจะต้องหยุดยา      เม็ดคุมกำเนิด เปลี่ยนไปใช้ยาคุมที่ไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ หรือเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิดไปเลย หรือบางคนเป็นไมเกรนรับประทานยาคุมที่มีเอสโตรเจน ก็อาจทำให้มีการคั่งของน้ำและเกลือ จนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ดังนั้นปรึกษาแพทย์ก่อนกินยาเม็ดคุมกำเนิดดีที่สุด

ผู้หญิงที่ไม่ควรกินยาเม็ดคุมกำเนิด เช่น คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคเบาหวาน โรคมะเร็งเต้านม  ไมเกรน มีประวัติการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ โรคหลอดเลือดดำอุดตัน หรือมีความผิดปกติของหัวใจ.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 22 เมษายน 2555