นอนไม่หลับ ทําอย่างไร

thairath141212_01นอนไม่หลับ ทำอย่างไร (ตอน 1) : สาเหตุของการนอนไม่หลับ!

ความผิดปกติของการนอนที่พบบ่อยที่สุดคือ “การนอนไม่หลับ” ซึ่งพบถึง 1/3 ของประชากร ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ 2 ต่อ 1 และพบบ่อยขึ้นตามอายุ ท่านที่เคยนอนไม่หลับ คงทราบถึงความทุกข์ทรมานของภาวะดังกล่าวเป็นอย่างดี ถ้าเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นสัญญาณอันตรายที่บอกถึงภาวะจิตใจ ว่ามีแนวโน้มเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อเจอภาวะอย่างนี้ก็ควรจะรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้เรื้อรัง เพราะจะเกิดผลเสียทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง

ผลเสียของการนอนไม่หลับ

คนที่นอนไม่หลับจะเกิดความเจ็บป่วย ไม่สบายทางร่างกายมากกว่าปกติ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคต่อไปนี้ เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด ความดันโลหิตสูง เพราะต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่าปกติ จึงมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจ เช่น ตึงเครียด กังวล โศกเศร้า มีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายสูง นอกจากนี้ การนอนไม่หลับยังส่งผลต่อการงาน ความสามารถทั่วไป ทำให้ขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ต้องหันไปพึ่งสุราและยาเสพติด

การนอนไม่หลับมีหลายแบบ ดังนี้

o หลับยาก : กว่าจะหลับได้ ต้องใช้เวลานานเป็นชั่วโมง

o หลับไม่ทน : อาจพอหลับได้ตอนหัวค่ำแต่ไม่นานก็จะตื่น บางคนอาจไม่หลับอีกเลยตลอดคืน

o หลับๆ ตื่นๆ : จะมีความรู้สึกเหมือนไม่ได้หลับเลยทั้งคืน เพียงแต่เคลิ้มๆ ไปเป็นพักๆ

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

o ความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ซึ่งมักพบได้บ่อย

o อาการเจ็บปวด หรือไม่สบายกายจากโรคที่เป็น

o สิ่งรบกวนจากสภาพแวดล้อม เช่น แสงสว่าง เสียงดัง กลิ่นเหม็น เป็นต้น

o ความไม่คุ้นเคยในสถานที่

o อาชีพที่ทำให้เกิดนิสัยการนอนที่ไม่แน่นอน เช่น อาชีพ พยาบาล ตำรวจ ยาม ซึ่งต้องสลับเวรไปมา

o สาเหตุจากความแปรปรวนของจิตใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ

o ผลจากการติดยาหรือสิ่งเสพติดบางประเภท เช่น สุรา ยาบ้า

o ผลจากยาแก้โรคบางอย่างที่ต้องกินประจำ เช่น ยาแก้ปวดบางประเภท ยาลดความดันโลหิต เป็นต้น

o ผลจากการถูกฝึกเรื่องการนอนอย่างไม่เหมาะสม

ความผิดปกติที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ จากอาการเล็กน้อยก็อาจจะค่อยๆ สะสมเรื้อรังจนทำลายสุขภาพตนเองและคนรอบข้าง สำหรับแนวทางการรักษา และบำบัดอาการนอนไม่หลับโดยไม่ต้องใช้ยาจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามคอลัมน์ศุกร์สุขภาพได้ในตอนต่อไป

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ12 ธันวาคม 2557

 

thairath141219_01นอนไม่หลับ ทําอย่างไร (ตอน 2) : การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมน์ศุกร์สุขภาพได้นําเสนอเกี่ยวกับผลเสียและสาเหตุของการนอนไม่หลับไปแล้ว สําหรับในสัปดาห์นี้ จะนําเสนอวิธีการแก้อาการนอนไม่หลับ โดยหลายๆ แนวทางอาจช่วยให้ผู้ป่วยหลับได้ดี โดยไม่ต้องใช้ยานอนหลับ อาการนอนไม่หลับสามารถแก้ไขได้ โดยหลักปฏิบัติง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก และสามารถทําได้หลายวิธี ดังนี้

วิธีแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับ

1. จัดเวลานอนให้สม่ำเสมอหลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน

2. เลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มเหล้าจัด

3. ในบางรายการเปลี่ยนฟูก ก็เป็นสิ่งจําเป็นจากแบบแข็งเป็นแบบอ่อน หรือสลับกันและควรเอาใจใส่ ผ้าคลุมเตียง ไม่ให้ร้อน หรือเย็นเกินไป รวมทั้งชุดที่ใส่นอน ควรนุ่ม สบาย และอุณหภูมิห้องควรอยู่ในระดับพอดี สําหรับบางคนเพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

4. การเปลี่ยนท่านอนบางรายก็เป็นเรื่องจําเป็น เช่น ถ้าเคยนอนในท่าที่ไม่สบาย หรือในบางรายที่เชื่อว่า ไม่ควรนอนตะแคงซ้าย เพราะจะเป็นอันตรายต่อหัวใจ ควรจะแก้ความเข้าใจผิด เพราะบางคนชอบ นอนตะแคงซ้าย พวกปฏิบัติธรรมนิยมนอนตะแคงขวา ผู้ป่วยโรคหอบหืด หรือหายใจลําบาก ควรนอนในลักษณะนั่งมากกว่านอนราบ คือ ยกศีรษะและลําตัวท่อนบนให้สูง

5. อาหารว่างที่ไม่หนักเกินไปอาจช่วยในการนอนหลับ เช่น น้ําส้มนมอุ่นน้ําผลไม้อื่นๆ

6. ควรงดชากาแฟในมื้อเย็นและก่อนนอน

7. การอ่านหนังสือในเตียงนอน อาจเบนความสนใจจากความวิตกกังวล ควรเลือกรายการโทรทัศน์ที่ไม่ ตื่นเต้นมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ห้องนอนและเตียงไม่ควรใช้สําหรับเป็นที่รับประทานอาหาร หรือของว่าง ดูโทรทัศน์ หรือทําธุรกิจต่างๆ

8. ไม่ควรมีเสียง หรือแสงรบกวนจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการนอนหลับเป็นแบบตื่นตัวมาก รวมทั้งอาจต้องนอนแยกกับคนที่นอนกรนเสียงดัง

9. การออกกําลังสม่ำเสมอช่วยให้หลับดีขึ้น บางคนแนะนําให้เดินเร็วตอนเย็น และหลังจากนั้น ให้อาบน้ําอุ่น รวมทั้งการผ่อนคลายความตึงเครียดทางเพศก็อาจช่วยได้

10. พยายามนอนให้มากตามที่ร่างกายต้องการจะได้รู้สึกสดชื่น

11. หลีกเลี่ยง “การพยายามจะหลับอย่างจริงจัง” ควรมุ่งความสนใจไปที่กิจกรรมอื่นๆ เช่น ทํางานที่น่า เบื่อ ดูรายการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ เป็นต้น อีกประการหนึ่ง คือ การกลัวนอนไม่หลับ ยิ่งทําให้ไม่หลับมากขึ้น และอาจกลายเป็นวงจรติดต่อกันไป

12. อาจสร้างเงื่อนไขโดยสร้างความเกี่ยวโยงกันระหว่างการรับประทานยากับกิจกรรมที่ทําเป็นนิสัย เมื่อมีเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว หากทํากิจกรรมนั้นๆ เพียงอย่างเดียว ก็อาจมีผลทดแทนยาได้และทําให้การนอนหลับดีขึ้น

13. ในบางรายอาจต้องการเปลี่ยนแปลงเวลาในการนอน ผู้ป่วยที่ตื่นเช้าเกินไป หลังจากหลับไปแล้ว 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า ควรยืดเวลาให้ช้ากว่าเดิม

14. การฝึกสมาธิ เช่น การกําหนดลมหายใจเข้าออก การสะกดจิตตนเอง การฝึกใช้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย อาจทําให้การนอนหลับดีขึ้น

ถ้าปฏิบัติตามวิธีการต่างๆ แล้วยังไม่สามารถหลับได้ ต้องรีบปรึกษาแพทย์ หรือจิตแพทย์ เพื่อแก้ไขอาการดังกล่าวต่อไป

ข้อควรระวังเมื่อใช้ยานอนหลับ

1. ยามีผลข้างเคียงที่อาจพบได้ ดังนี้

  • มีอาการง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่รถยนต์ หรือทํางานเกี่ยวกับเครื่องจักร
  • มีอาการลืมเหตุการณ์หลังจากใช้ยาในระยะเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่ง เช่น หลังทานยานอนหลับแล้ว ตื่นขึ้นมาจําไม่ได้ว่าหลังกินยาแล้วมีพฤติกรรมอย่างไร
  • มีอาการดื้อยา คือต้องใช้ขนาดเพิ่มขึ้นจึงจะนอนหลับได้ หากใช้ยาขนาดสูงเป็นเวลานาน อาจมีการติดยาได้ จึงควรหยุดยาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าต้องการยาเพิ่มขึ้น

2. สตรีมีครรภ์ ในระยะ 3 เดือนแรกไม่ควรกินยานอนหลับ เพราะจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ สตรีที่ให้นมบุตรควรงด การให้นมบุตรในช่วงที่กินยานอนหลับ

3. ควรงดดื่มสุรา ไม่ว่าจะเป็นครั้งคราว หรือระยะยาว

เมื่อได้รู้ถึงสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขปัญหาของการนอนไม่หลับแล้ว คงจะไม่ยากเกินไปในการนําไป ปฏิบัติ แต่หากลองทําตามคําแนะนําแล้วยังไม่ได้ผล ต้องรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมของแต่ละคนต่อไป

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 19 ธันวาคม 2557

Advertisements

กาแฟดื่มมากเสี่ยงโรคซึมเศร้า

dailynews140311_001คนส่วนใหญ่มักติด การดื่มการแฟ ในตอนเช้าก่อนไปทำงาน เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ไม่ง่วงและกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดี แต่บางคนมีนิสัยติดการดื่มกาแฟอย่างมาก โดยมีพฤติกรรมดื่มตลอดทั้งวัน หรือแม้แต่การดื่มกาแฟดำไม่ใส่นมหรือน้ำตาล ซึ่งการกระทำเช่นนั้น เป็นภัยต่อร่างกายอย่างมาก เพราะคาเฟอีนในกาแฟมีผลต่อการทำงานของหัวใจและสมอง

การศึกษาของมหาวิทยาลัยมิซิแกน แห่งรัฐมิซิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า หากบริโภคปริมาณที่พอดีฤทธิ์ของกาแฟจะช่วยทำให้รู้สึกดี แต่หากมากเกินไปคาเฟอีนในกาแฟอาจอันตรายถึงชีวิตได้ โดยการบริโภคผงคาเฟอีนบริสุทธิ์ 16 ช้อนชา/วัน จะให้พลังงานที่พอดีแก่ร่างกายเกิดความแข็งแรง แต่หากทานเพิ่มขึ้นอีก 1 ใน 4 ส่วนของปริมาณเดิม จะส่งผลให้อวัยวะในร่างกายทำงานผิดปกติ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็วขึ้น รู้สึกตึงเครียด และวิตกกังวลเฉียบพลัน จากผลการตรวจร่างกายของชาวอังกฤษพบว่า ขณะนี้มีผู้ใหญ่ประมาณ 3 ล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานกับภาวะกลัว วิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่การเห็นภาพหลอนได้ อาการที่บ่งชี้ถึงการเสพคาเฟอีนเกินขนาดคือ อาการปวดหัว เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ อารมณ์แปรปรวนและมีภาวะซึมเศร้า

เนื่องจากคาเฟอีนมีลักษณะเป็นโมเลกุลขนาดเล็กสามารถเปลี่ยนแปลงง่าย ทำให้ถูกดูดซึมผ่านเนื้อเยื้อกั้นกลางระหว่างเลือดและสมองเข้าสู่สมองได้ภายใน 20 นาที ส่งผลให้นิวโรทรานสมิตเตอร์ สารสื่อประสาทหน้าที่ในการควบคุมสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งตามระบบความเชื่อหยุดทำงาน เป็นผลให้สมองเกิดอาการเซื่องซึม

แม้ว่ากาแฟอาจเป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยให้เราผ่านความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานไปได้ แต่คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ปรับเวลาปฏิกิริยาของความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจ เป็นอาการทั่วไปที่นำไปสู่ความกังวล คาเฟอีนจะมีผลต่อจิตใจอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน โดยมีผลมาจากแอดิโนซีน สารที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ อธิบายได้ว่า บางคนมีปัญหาการนอนหลังจากดื่มกาแฟ ในขณะที่หลายคนสามารถหลับได้ใน 1 ชั่วโมงให้หลัง

ทั้งนี้ การศึกษากรณีตัวอย่างของพยาบาล อายุ 27 ปี มีอาการหวาดกลัว หอบ ปวดศีรษะและหัวใจเต้นผิดปกติ ผลการวินิจฉัยครั้งแรกระบุว่า เป็นอาการที่เกิดจากความวิตกกังวล แต่ภายหลังค้นพบสาเหตุของอาการที่แท้จริงคือกาแฟ เพราะเธอบริโภคกาแฟเฉลี่ยประมาณ 10 -12 แก้ว/วัน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน มีนิสัยติดการดื่มกาแฟราว 14 แก้ว/วัน และเมื่อปริมาณคาเฟอีนลดลงอาการกลับดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยนเรศวรได้เผยถึงปริมาณการดื่มกาแฟที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายว่า ผู้ชายสามารถดื่มกาแฟได้มากกว่า 5 แก้ว/วัน ซึ่งคาเฟอีนจะเข้าไปขยายหลอดเลือดแดงให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ส่วนผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 5 แก้ว/วัน โดยพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 11 มีนาคม 2557

อินจัด ! ระวัง ′PSS′ ภาวะเครียดการเมือง

ดูเหมือนว่าสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้กำลังแหลมคมเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าหากความขัดแย้งลากยาวออกไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้คนไทยต้องเผชิญกับภาวะ “เครียด” กันมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากการรับข้อมูลโดยตรงจากปัญหาความขัดแย้งแล้ว สื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ ยังเข้ามามีอิทธิพลต่อความเครียดของผู้คนมากขึ้น โดยเฉพาะการเสพข่าวสารผ่าน “เฟซบุ๊ค” นั้นถือเป็นตัวการสำคัญที่อาจทำให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ หากเกิดความเครียดแล้วไม่สามารถจัดการให้หายไปหรือไม่หายไปตามระยะเวลาที่ควรจะเป็น และสะสมความไม่สบายใจไปเรื่อยๆ อาจพัฒนาไปสู่กลุ่มอาการที่เรียกว่า ความเครียดจากการเมืองหรือภาวะ PSS ( Political Stress Syndrome) ขึ้นได้

จากการสำรวจผลกระทบต่อภาวะสุขภาพจิตของประชาชนต่อสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกรมสุขภาพจิตในช่วงปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนมีแนวโน้มเครียดมากขึ้น ทั้งนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ประมาณร้อยละ 20 มีความเครียดปานกลางถึงมากที่สุด โดยเฉพาะร้อยละ 93 รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ค ยิ่งหากมีการใช้คำพูดที่มีความรุนแรง การสร้างคำที่ทำให้เกิดความเกลียดชังก็ยิ่งจะทำให้คนที่เสพข่าวสารมีอาการเครียดมากขึ้นไปอีก

ที่น่าตกใจก็คือมีการคาดการณ์กันว่า 1 ใน 4 ของคนไทยในขณะนี้ตกอยู่ในภาวะเครียดจากการเมือง ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 30 ปี โดยเฉพาะกลุ่มคนในวัยทำงานถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด

ภาวะความเครียดจากสถานการณ์ทางการเมือง (Political Stress Syndrome : PSS) จริงๆ แล้วไม่ใช่โรคที่เกิดจากปัญหาทางสุขภาพจิต แต่เป็นปฏิกิริยาของอารมณ์และจิตใจที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งมีความสนใจปัญหาทางการเมือง ติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด หรือเอนเอียงไปทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จนทำให้มีอาการทางกาย จิตใจ และกระทบต่อสัมพันธภาพกับผู้อื่น ที่น่าห่วงก็คือความคิดคาดการณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกวิตกกังวล หรือกังวลต่อเหตุการณ์ในอนาคต เป็นความหวั่นวิตกที่แฝงอยู่ในใจคนที่คลั่งไคล้การเมือง คนที่คอยติดตามข่าวสารและได้รับข้อมูลการวิเคราะห์เจาะลึกอยู่เนืองๆ ทั้งข้อมูลที่ผ่านและไม่ผ่านการกลั่นกรอง

สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงเกิดอาการพีเอสเอส มี 5 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่

1) กลุ่มนักการเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง
2) กลุ่มที่สนับสนุนทั้ง 2 ฝ่าย ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดของตนหรือพวกเดียวกันจะรู้สึกอ่อนไหวหากมีข้อมูลจากอีกขั้วที่ไม่เหมือนแนวคิดตน
3) กลุ่มผู้ติดตาม เป็นกลุ่มที่คอยรับฟังข่าวสารเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวอาจทำให้เกิดอาการเครียดได้หากสถานการณ์รุนแรงหรือยาวนาน
4) กลุ่มผู้ที่สนใจข่าวสารการเมือง และ
5) กลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

ทั้งนี้ คนในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวจะต้องสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเพื่อหาทางแก้ไข

1) อาการทางกาย สามารถสังเกตได้จากอาการปวดศีรษะ ตึงบริเวณขมับ ต้นคอ ปวดกล้ามเนื้อหรือตามแขน ขา หรือมีอาการชาตามร่างกาย บางคนมีอาการนอนไม่หลับหรือหลับๆ ตื่นๆ อยู่ๆ ก็มีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติทั้งที่อยู่ในสภาพปกติ หายใจไม่อิ่ม อึดอัดในช่องท้อง มีอาการแน่นท้อง ปวดท้อง อึดอัดในช่องท้อง

2) อาการทางใจ มีอาการวิตกกังวล ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา รู้สึกหงุดหงิดง่าย โกรธ ฉุนเฉียว ก้าวร้าว เบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง รู้สึกไม่มีทางออก รวมทั้งยังไม่มีสมาธิหรือสมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่านหรือหมกมุ่นมากเกินไป

3) ปัญหาพฤติกรรมและสัมพันธภาพกับผู้อื่น อาจมีการโต้เถียงกันกับผู้อื่น หรือแม้แต่บุคคลในครอบครัวโดยใช้อารมณ์ตั้งแต่ปานกลาง ถึงรุนแรง โดยไม่สามารถยับยั้งตนเองได้ โดยมีความคิดที่จะตอบโต้โดยใช้กำลังในการเอาชนะ รวมไปถึงมีการลงมือทำร้ายร่างกายเพื่อตอบโต้ และมีการเอาชนะทางความคิดกับคนที่เคยมีสัมพันธภาพที่ดีมาก่อนจนทำให้เกิดปัญหาด้านสัมพันธภาพอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ การรับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะในสังคมโซเชียลมีเดียซึ่งเป็นพื้นที่ปล่อยข้อมูลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระมัดระวังไม่ปล่อยตัวเองไปตามข้อมูลโดยไม่คิดวิเคราะห์ ต้องตั้งสติ ตัดข้อมูลข่าวสารออกบ้าง รวมทั้งต้องหาเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ แทนที่จะอยู่กับการรับรู้ข่าวสารอยู่ตลอด

รู้ตัวก่อน PSS มาเยือน

หากใครที่กำลังมีอาการเข้าข่ายว่าจะเป็น PSS ทางกรมสุขภาพจิตแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

1) หันเหความสนใจไปเรื่องอื่น
2) ลดความสำคัญของปัญหาลงมาชั่วขณะ ให้ความสำคัญกับเรื่องเร่งด่วน ตามหลักอื่นๆบ้าง
3) หาทางระบายออกโดยเลือกผู้ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน
4) ออกกำลังกายและพักผ่อน
5) ฝึกวิชาผ่อนคลายตัวเอง เช่น ฝึกสติและสมาธิ ฝึกโยคะ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เช่น การกำหนด ลมหายใจเข้า – ออก
6) หันหาวิธีการที่ทำให้สงบ อาจจะใช้ศาสนามาช่วยขัดเกลาจิตใจ เพื่อปล่อยวาง

หากมีอาการทั้งหมดเกินกว่า 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ หรือขอรับคำปรึกษาและขอรับบริการเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dmh.go.th สายด่วน 1323

(หน้าพิเศษ Hospital Healthcare  เครือมติชน ปีที่ 8 ฉบับที่ 78 มีนาคม 2557)

ที่มา: มติชน 4 มีนาคม 2557

เครียดการเมือง

dailynews140119_001ช่วงนี้สถานการณ์การเมืองมีความร้อนแรง ทำให้หลาย ๆ คนมีความไม่สบายจิตใจจากการติดตามข่าวสารอย่างเข้มข้น อาจมีอารมณ์ไม่ดี ไม่มีความสุข มีความเครียดและอาจแสดงออกทางกาย

หากเป็นมากจนเกิดความเจ็บป่วยและมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จะถือว่ามีความสำคัญต่อสุขภาพ เราจะเรียกอาการเหล่านี้ว่า กลุ่มอาการเครียดจากการเมือง (Political Stress Syndrome)

จากเอกสารเผยแพร่ของกรมสุขภาพจิต ระบุว่า อาการเครียดจากการเมือง ไม่ใช่โรคที่เกิดจากปัญหาทางสุขภาพจิต

แต่เป็นปฏิกิริยาของอารมณ์และจิตใจที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีความสนใจปัญหาทางการเมือง ติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด หรือเอนเอียงไปทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จนทำให้มีอาการทางกาย จิตใจ และกระทบต่อสัมพันธภาพกับผู้อื่น

ที่สำคัญคือความคิดคาดการณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกวิตกกังวลหรือกังวลต่อเหตุการณ์ในอนาคต เช่น กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง อาทิ อุบัติการณ์ในอดีตเป็นความหวั่นวิตกที่แฝงอยู่ในใจคนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่คลั่งไคล้การเมือง คอยติดตามข่าวสารและได้รับข้อมูลการวิเคราะห์เจาะลึกอยู่เนือง ๆ ทั้งข้อมูลที่ผ่านและไม่ผ่านการกลั่นกรอง

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ในหัวข้อของข่าวหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด โดย ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (สวนดุสิตโพล) พบว่า ข่าวการเมืองเป็นข่าวที่ทำให้เกิดความเครียดมากสุด

โดย ประชาชน ร้อยละ 34.06 เห็นว่า ข่าวการเมือง นักการเมืองที่มีความขัดแย้งในการทำงาน สังคมแตกแยก ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้านด้วย

อาการเครียดจากการเมืองมักไม่แตกต่างการอาการเครียดทั่วไป เช่น หมกมุ่น คิดมากเรื่องการเมือง อารมณ์เสียง่าย สมาธิไม่ดี หลงลืมง่าย หงุดหงิด ฉุนเฉียว โกรธง่าย เบื่อหน่าย ท้อแท้ เศร้า ตัดสินใจไม่ดี มองโลกในแง่ร้าย

บางครั้งเกิดการโต้เถียงกัน ต้องการเอาชนะกันจนเกิดการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกัน บางคนเสียเพื่อนไปเลยก็มีเพราะต้องการให้คนอื่นคิดเหมือนตน ไม่อยากติดต่อกับคนที่คิดต่างจากตน

นอกจากนี้อาจจะมีอาการทางกายร่วมด้วย ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดต้นคอ ปวดหลัง ความดันโลหิตสูง นอนไม่หลับ เสียงดังในหู แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ใจสั่นมือสั่น ปวดท้อง มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น เป็นต้น

คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดี ความเครียดจากการเมืองเป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้

มีข้อแนะนำง่าย ๆ ดังนี้ครับ ต้องมีสติในการรับรู้ข่าวสาร รับข่าวสารเรื่องการเมืองอย่างเป็นกลาง หันเหหรือลดความสนใจไปเรื่องอื่น ๆ บ้าง ไปออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนให้พอ ไปเที่ยวหรือทานอาหารนอกบ้าน ทำงานอดิเรกที่ชอบ หลีกเลี่ยงพูดคุยเรื่องการเมืองกับคนที่อาจมีความคิดเห็นต่างจากเรา

ถ้าหากท่านควบคุมความเครียดได้จะทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีสุข หากมีอาการผิดปกติที่กล่าวมาแล้วมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์ครับ.

นายแพทย์ถนัด ไพศาขมาศ (อายุรแพทย์)

ที่มา : เดลินิวส์ 19 มกราคม 2557

อย่าคิดสั้นเมื่อโรครุม

dailynews130825_001ข่าวคนคิดสั้นฆ่าตัวตาย โดยมีสาเหตุมาจากโรคทางกายรุมเร้าปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะ  ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิมอีก  พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีคำแนะนำดี ๆ มาบอกกล่าวกัน

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ร่างกายของคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ คนที่มีโรคมักจะรู้สึกว่าไม่เหมือนเดิม ส่งผลต่อความรู้สึกของตัวเองว่า เมื่อก่อนทำโน่น นี่ นั่นได้ กินอาหารแบบนั้นได้ แบบนี้ได้ แต่มาวันหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง บางคนรับได้ แต่บางคนก็รับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

จากข้อมูลพบว่า คนที่เป็นโรคทางกาย โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่าง ๆ มีปัญหาซึมเศร้าเพิ่มขึ้น  เช่น คนที่เป็นโรคหัวใจหลายคนมีปัญหาซึมเศร้า แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นโรคเรื้อรังและมีปัญหาซึมเศร้าจะตัดสินใจฆ่าตัวตายทุกคน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

การเจ็บป่วยอาจจะส่งผลข้างเคียง เช่น ทำให้ลางานบ่อยขึ้น ทำงานได้ไม่เต็มที่ ต้องให้คนอื่นทำแทน แม้เพื่อนร่วมงานจะเต็มใจ แต่บางคนอดคิดไม่ได้ ในครอบครัวก็เหมือนกัน คนในครอบครัวอาจเต็มใจดูแลทุกอย่าง แต่บางทีคนป่วยอาจรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าลงจากเดิม จนอดคิดไม่ได้ว่า ทำให้คนอื่นต้องมายุ่งยากลำบากด้วย ตรงนี้เป็นความคิดทางลบที่เกิดขึ้นในคนป่วย

พอเกิดความคิดทางลบเมื่อถึงจุดหนึ่งจะทำให้เกิดอารมณ์เศร้า ถึงขั้นที่เรียกว่า “กู่ไม่กลับ” ยิ่งเศร้าก็ยิ่งคิดในมุมลบมากขึ้น ยิ่งคิดในมุมลบก็ยิ่งเศร้ามาก และรู้สึกหมดหวัง ไม่รู้สึกต่ออนาคตที่จะดำเนินต่อไป จนไปถึงจุดที่ว่าเมื่อไม่มีอะไรดีขึ้น คนป่วยอาจคิดยุติชีวิตตัวเอง

ปกติการฆ่าตัวตายมักจะมีสัญญาณเตือน แต่บุคลิกของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนอาจส่งสัญญาณด้วยการพูด บางคนไม่ได้พูดแต่ทำอะไรบางอย่างแตกต่างไปจากเดิม ในขณะที่บางคนไม่ส่งสัญญาณอะไรเลย เก็บอารมณ์ ความรู้สึกไว้ข้างใน ตรงนี้ก็ต้องเห็นใจคนอยู่ใกล้ชิดเหมือนกันที่ไม่สามารถช่วยได้เพราะคนป่วยไม่แสดงอาการอะไร ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้บริหาร เวลามีปัญหามักจะไม่แสดงออก เพราะ โดยบุคลิกพื้นฐานไม่ต้อง การความช่วยเหลือจากใคร

หนทางที่ดีที่สุด ซึ่งคนในครอบครัว คนใกล้ชิดสามารถช่วยได้ คือ การพูดคุยกับคนป่วยอย่างเข้าใจ เพราะยังไงคนในครอบครัวก็เป็นหน่วยสำคัญที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่มีปัญหาสุขภาพมากที่สุด แต่เวลาพูดคุยอาจจะต้องกลับไปดูบุคลิกเดิมของคนป่วยด้วย เพราะมันไม่เหมือนเรายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา แต่มันเหมือนเราอยู่เป็นเพื่อนข้าง ๆ อย่าให้เขารู้สึกว่าเขาต้องรอคอยความช่วยเหลือจากเรา เช่น สามีป่วย ภรรยามักจะพูดว่า แม่ช่วยทำนี่ให้ไหม ทำโน่นให้ไหม ในความเป็นจริงคนป่วยเขาอาจจะไม่ได้อยากได้ยินคำช่วยเหลือ ให้คนมาช่วยทำโน่นทำนี่ให้ก็ได้

สำหรับผู้ป่วยที่มีโรครุมเร้าอยู่ ต้องทำความเข้าใจกับภาวะโรคที่ตัวเองเป็น ในช่วงแรกพอหมอบอกว่าป่วย คนไข้อาจไม่เข้าใจ ไม่รู้จะปฏิบัติตัวอย่างไร ซึ่งในทางการแพทย์ขณะนี้มีการสนับสนุนให้คนป่วยดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ได้พึ่งระบบเพียงอย่างเดียว เป็นการเพิ่มพลังให้กับคนป่วย ทำให้เขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลืออย่างเดียว สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้หลายอย่าง

คนป่วยต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เพราะส่วนใหญ่มักกังวลไปล่วงหน้าว่าจะเกิดอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้ จะเป็นโน่น เป็นนี่ ตรงนี้เป็นความกังวลที่มากดดัน ดังนั้นคนป่วยควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ต้องไปคิดว่าวันพรุ่งนี้จะแย่ลงหรือจะเกิดอะไรขึ้น ในแต่ละวันเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ ทำอะไรด้วยตัวเองได้ อยากให้ทุกท่านที่เจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ อยู่ ไม่ให้โรคมารบกวนศักยภาพของเราในการทำกิจกรรมในแต่ละวัน

นอกจากนี้คนป่วยควรคงกิจกรรมอะไรบางอย่างเอาไว้ เพื่อให้มีกิจกรรมเชื่อมโยงกับคนอื่น เมื่อไหร่ก็ตามที่คนป่วยเริ่มปิดตัวเอง คิดแต่อยู่กับตัวเอง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าเอาเวลาไปทำกิจกรรมที่เพลิดเพลินและมีคุณค่า เช่น ไปเป็นอาสาสมัครทำประโยชน์ช่วยเหลือคนอื่น ป่วยแล้วยังออกไปช่วยคนอื่นได้  ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าป่วยแล้วไม่จำเป็นต้องอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้คนป่วยเข้มแข็งขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 25 สิงหาคม 2556

คลื่นเสียงระฆัง-ทฤษฎีสี ทางเลือกบำบัดโรคเซลล์เสื่อม

Credit: dealwatch.com.au

การบำบัดโรคด้วยคลื่นเสียงจากระฆัง หรือ “Tibetien Singing Bowl” นับเป็นแพทย์ทางเลือกศาสตร์หนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศทิเบตนานกว่า 3,000 ปี ซึ่งการทำงานนั้นเป็นการใช้คลื่นเสียงของระฆังในการปรับคลื่นสมองให้สงบอยู่ในระดับ “Alpha Wave” หรือสภาวะที่เรียกว่าคลื่นสมาธิ ซึ่งคลื่นเสียงดังกล่าวไม่เพียงทำให้ร่างกายเกิดความสงบและความผ่อนคลาย แต่ยังฟื้นฟูและปรับสภาพเซลล์ในร่างกาย ที่เสื่อมสภาพจนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพนั้นกลับมาสมดุล หรือหายจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น อาการปวดไมเกรน นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยร่างกาย ความดันโลหิตสูง ภาวะเครียด โรคกระเพาะอาหาร ซึมเศร้า ซึ่งการรักษาโรคด้วยวิธีดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยอุปกรณ์ 2 ชิ้นที่เรียกกันว่า บาตร หรือ “ทาโด้บาตร” และ “ปูจา” ท่อนไม้เล็กๆ สำหรับใช้วนรอบบาตรเพื่อให้เกิดเสียงกังวาน

นพ.ชัชดนัย มุสิกไชย แพทย์ประจำศูนย์สุขภาพนครธนอายุวัฒนา รพ.นครธน อธิบายถึงวิธีการบำบัดด้วยคลื่นเสียงจากระฆังหรือบาตรทิเบตว่า “เริ่มจากที่ให้ผู้บำบัดนั่งหรือยืนตัวตรง จากนั้นแบมือข้างหนึ่งออกแล้ววางบาตรลงบนฝ่ามือ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับ “ปูจา” หรือท่อนไม้วนตามเข็มนาฬิกาไปรอบๆ บริเวณขอบบาตรด้านนอก พร้อมๆ กับหลับตาทำสมาธิ หรือการหายใจเข้าออกสลับกัน วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีเสียงกังวานของระฆังออกมา (เสียงระฆังของแต่ละคนจะดังไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสมาธิของผู้ฝึก ซึ่งการหลับตาทำสมาธิจะช่วยได้) ซึ่งคลื่นเสียงจากระฆังนั้นจะช่วยทำให้ผู้บำบัดเกิดสมาธิ และนำมาสู่การฟื้นฟูเซลล์ในร่างกายที่สึกหรอให้กับมาทำงานปกติ” สำหรับระยะเวลาในการบำบัดด้วยวิธีนี้ คุณหมอบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 3-5 นาที ซึ่งสามารถทำได้บ่อยตามต้องการ

พร้อมกันนี้ คุณหมอได้ยกตัวอย่างถึงวิธีการใช้คลื่นเสียงระฆังในการรักษาโรคไมเกรนว่า “เนื่องจากไมเกรนนั้นเกิดจากการที่เส้นเลือดในสมองเกิดการขยายตัวจนไปดึงเยื่อหุ้มสมอง จึงส่งผลให้เส้นเลือดในสมองหดตัวจนเกิดอาการปวดศีรษะ ดังนั้นคลื่นเสียงดังกล่าวจะเป็นตัวที่ทำให้คลื่นสมองเกิดความสงบ เมื่อสมองสงบ จิตใจและร่างกายจะผ่อนคลาย จึงส่งผลให้เส้นเลือดที่หดเกร็งตัวคลายกลับสู่สภาวะปกติ”

เนื่องจากในร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วย 7 จุดจักระสำคัญที่ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ หาก 7 จุดจักระนี้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี ก็จะทำให้เซลล์เส้นประสาทที่เป็นตัวควบคุมการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายนั้นทำงานเสื่อมถอย จนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ นพ.ชัชดนัยให้ข้อมูลว่า “สามารถใช้คลื่นเสียงจากระฆังเพื่อบำบัดอาการป่วย ร่วมกับใช้ทฤษฎีของสีมาช่วยฟื้นฟูการเสื่อมสภาพของ 7 จุดจักระในร่างกายได้” โดยอธิบายให้ทราบถึงโรคที่มาพร้อมกับการบกพร่องของ 7 จุดจักระนี้ว่า “

สำหรับจักระจุดที่ 1 นั้นอยู่บริเวณทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยมักประสบกับปัญหา “ระบบสืบพันธุ์เสื่อมสภาพ” ดังนั้นการใช้สีแดงซึ่งเป็นสีที่ตรงกับจักระ เช่น การใส่เสื้อผ้าสีแดงก็ช่วยบำบัดโรคได้

ส่วนจักระที่จุด 2 นั้นอยู่บริเวณใต้สะดือลงมา 2 นิ้ว หรือที่เรียกกันว่าจุดกำหนดสมาธิ ซึ่งแทนด้วยสีส้ม นอกเหนือจากการบำบัดด้วยคลื่นเสียงระฆังแล้ว การเลือกรับประทานผักผลไม้สีส้มจะช่วยบรรเทา ”อาการฟุ้งซ่านหรือไม่มีสมาธิ” ลงได้

จักระจุดที่ 3 อยู่บริเวณลิ้นปี่ ผู้ที่เกิดความบกพร่องกับจักระจุดดังกล่าวนั้นจะมีอาการของโรค ”กระเพาะอาหาร” ดังนั้นการบำบัดโดยการวางบาตรไว้ข้างเตียง เพื่อรับคลื่นเสียงระฆัง และการใส่เสื้อผ้าที่มีสีเหลืองก็จะช่วยบรรเทาอาการของโรคลงได้

ส่วนจักระจุดที่ 4 นั้นอยู่ที่บริเวณหัวใจ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ ”ความดันโลหิตสูง” ดังนั้นผู้ป่วยสามารถลดอาการดังกล่าวลงโดยการออกไปสูดอากาศจากต้นไม้สีเขียว และใช้การบำบัดโรคด้วยระฆังใบเล็ก (ระฆังหรือบาตรประกอบด้วย 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่)

สำหรับจักระจุดที่ 5 อยู่บริเวณคอ ผู้ป่วยจะประสบกับอาการ “ไทรอยด์ต่ำ” จนทำให้ร่างกายพองและบวมน้ำ ดังนั้นควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้เป็นสีฟ้า

และจักระจุดที่ 6 อยู่บริเวณดวงตาที่ 3 หรือระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง หากเกิดความผิดปกติกับจุดดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดอาการ “นอนไม่หลับ” การปรับบรรยากาศภายในห้องนอนให้เป็นสีคราม จะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

สำหรับจักระจุดที่ 7 นั้นอยู่บริเวณกลางกระหม่อม ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการของ “โรคซึมเศร้า” ดังนั้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำจักระดังกล่าว ควบคู่ไปกับบำบัดด้วยเสียงจากระฆัง ก็จะช่วยทำให้ร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น คุณหมอกล่าว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ไทยเมดิคอลสปา 0-2450-9912.

ที่มา: ไทยโพสต์  6 พฤศจิกายน 2555

.

Related Video :

.

Chakras Cleansing Guided Meditation *NEW*

 

Root Chakra Meditation with Tibetan singing bowls

ให้เล่นโยคะตอนพักงานกลางวันคลายเครียดและทุเลาปวดหลัง

หากว่ารู้สึกเครียดเพราะการงาน ควรจะหาโอกาสฝึกโยคะช่วงพักกลางวันดูบ้าง พอจะช่วยได้ เพราะมีการศึกษาที่อังกฤษพบว่า การเล่นโยคะในที่ทำงาน ช่วยคลายเครียดและทุเลาอาการปวดหลังลงได้

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแบนเกอร์ ที่แคว้นนอร์ธ เซลส์ ได้ศึกษากับกลุ่มข้าราชการหญิงชายเมืองน้ำชา วัยระหว่าง 25-64 ปี ที่พากันบ่นว่าเครียดและปวดหลังรบกวน โดยชวนพวกเขาหันมาเล่นโยคะ นาน 2 เดือน

เมื่อครบกำหนด กลุ่มที่เล่นโยคะมีเหลือเพียง 4 คนเท่านั้นที่ยังบ่นว่าปวดหลังอยู่ ในขณะที่พวกที่ไม่เล่นยังปวดหลังอยู่มากถึง 13 คน นอกจากนั้น พวกนักโยคะยังแจ้งว่าอาการปวดหลัง และความรู้สึกเศร้าซึมก็ลดน้อยลง

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังรู้สึกว่าผู้ที่เข้าร่วมการศึกษาส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง จึงยังไม่อาจบอกได้ว่า หากเป็นผู้ชายจะได้ผลแบบเดียวกันหรือไม่.

ที่มา: ไทยรัฐ 15 ตุลาคม 2555

.

Related Article

.

Yoga at work may relieve stress and back pain

Published October 09, 2012

MyHealthNewsDaily

If you’re stressed at work, a little yoga on your lunch break might just help.
A new study from the United Kingdom suggests yoga done at work can reduce stress levels and lower back pain.

The study involved 74 British government workers ages 25 to 64 who said they experienced stress and back pain that was somewhat bothersome. Participants were randomly assigned to practice either eight weeks of yoga, or no yoga.

People in the yoga group took part in a 50-minute yoga class once a week, either at lunchtime or after work. They could also practice yoga at home twice a week for 20 minutes using a DVD.

All participants completed questionnaires designed to assess back pain, stress levels and overall well-being.

At the beginning of the study, 10 people in the yoga group and eight in the control group said they had back pain. At the end of the study, just four participants in the yoga group reported back pain, compared to 13 in the control group.

In addition, participants in the yoga group had reported lower levels of stress and less sadness at the study’s end, compared with those in the control group.

The findings agree with previous research showing that yoga can reduce stress levels and back pain.

The researchers, from the Bangor University in North Wales, noted that the majority of participants were women, so the findings may not apply to men. Also, the benefits in the yoga group may have been influenced by the placebo effect — the idea that a treatment is beneficial simply because patients believe it will work.

Future studies should examine whether yoga at work can reduce the number of sick days workers take, the researchers said.

“Integrating yoga into the workplace, at lunchtime or after work, may provide a time-effective, convenient and practical method for reducing the costly effects of stress and back pain,” the researchers wrote in the Sept. 25 issue of the journal Occupational Medicine.

SOURCE: foxnews.com

ใช้สมองทำงานในช่วงเช้า ช่วยสร้างสุขภาพให้แข็งแรง

Credit: creative-contractor.com

การใช้สมองคิดในการทำงานที่ชอบ ไม่เพียงส่งผลให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตใจแข็งแรงแล้ว แต่การใช้สมองเพื่อคิดในสิ่งต่างๆ ยังเป็นการหาทางออกให้กับปัญหา ช่วยสร้างสติและสมาธิ รวมถึงยังเป็นการเพิ่มเชาวน์ปัญญาให้คมอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เพราะนั่นเท่ากับคุณได้บริหารสมองทั้งซีกทั้งซ้ายและขวาที่ทำงานต่างกัน ให้ทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใครหลายคนที่ใช้สมองไปกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงาน จนนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บหรือผลเสียต่อสุขภาพ หรือเกิดอาการเครียดนั้น มีคำแนะนำดีๆ จากผู้หญิงเก่งที่มีสุขภาพแข็งแรงจากการทำงานหนัก อย่างคุณอุไรศรี ชเนศร์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท และสถานดูแลผู้ป่วยฯ (แผนกผู้สูงอายุ) และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุกรรมสมอง นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ แพทย์สาขาอายุรกรรมสมอง มาฝากคุณหนุ่มๆ สาวๆ วัยทำงาน

เริ่มกันที่วิธีดูแลสุขภาพของคุณอุไรศรี ที่แม้จะก้าวล่วงในวัย 78 ปีแล้ว แต่เคล็ดลับที่ทำให้เจ้าตัวดูแข็งแรงนั้นอยู่ที่การ “เป็นคนที่สนุกกับงานและไม่ค่อยจะเครียดกับอะไรง่ายๆ ได้ยิ่งทำงานยากๆ หรือโครงการใหญ่ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าสนุก เพราะทำให้ตัวเองได้ใช้สมองคิดวางแผน พูดคุยกับคนที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาต่างๆ และได้ลงมือทำจนงานนั้นๆ ประสบความสำเร็จ และเนื่องจากมีข้อมูลที่ศึกษาพบว่าในช่วงเช้าๆ จะเป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง และทำงานได้เนื้องานมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่สมองแจ่มใส มีสมาธิ และไม่เครียด ตนจึงมักจะคิดเรื่องสำคัญๆ ในตอนเช้า”

ส่วนการที่หนุ่มๆ สาวๆ วัยทำงานหลายคนมีปัญหาในเรื่องของการทำงานหนักหลายอย่างพร้อมๆ กันจนทำให้สุขภาพแย่ลงนั้น คุณอุไรศรีบอกว่า “การที่ต้องทำหลายๆ เรื่อง และงานหลากหลายในทุกๆ วัน ถือเป็นการดูแลตัวเองไปโดยอัตโนมัติ เพราะการเข้าประชุมนานๆ ต้องเข้าพบผู้ใหญ่ ต้องไปโน่นมานี่ตลอดเวลา ทำให้ต้องดูแลร่างกาย และสุขภาพให้แข็งแรง เช่น ต้องวิ่งลู่ ไปไดรฟ์กอล์ฟ จะว่าไปแล้วก็เพราะทำงานอย่างมีความสุข เลยทำให้กระฉับกระเฉง ร่างกายแข็งแรงและสดชื่นอย่างที่เห็น ดังนั้นการเปลี่ยนทัศนคติมาคิดบวกหากต้องทำงานหนัก และหันมาออกกำลังอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการมีสุขภาพที่ดีได้”

แม้การทำงานอยู่ตลอดเวลาจะเป็นการกระตุ้นการใช้สมอง แต่ความเครียดจากการทำงานที่ส่งผลให้นอนไม่หลับ นับเป็นปัญหาหนึ่งที่คนวัยทำงานมักพบได้ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้ คุณอุไรศรีให้คำแนะนำว่า “ก่อนหน้านี้มักมีปัญหาเรื่องนอนไม่ค่อยหลับ เพราะถึงเวลานอนแล้วแต่สมองก็ยังมีเรื่องงานค้างอยู่ ก็เลยใช้วิธีสวดมนต์และแผ่ส่วนกุศลก่อนจะเข้านอน ซึ่งก็ช่วยให้ไม่เครียดและนอนหลับได้ดี” พร้อมกันนี้ผู้บริหารสาวได้เผยหลักของการทำงานให้มีสุขภาพดี นอกจากการดูแลสุขภาพและบริหารสมองอย่างที่กล่าวมาข้างต้น โดยการใช้หลักอิทธิบาท 4 “โดยส่วนตัวจะใช้หลักอิทธิบาท 4 นี่ล่ะค่ะ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฟังดูเหมือนจะยากแต่ก็ทำได้ง่ายๆ ขอเพียงแค่รักและสนุกกับงานที่ทำ เริ่มจากฉันทะ มีความรักในงานที่ทำ อิทธิบาท 4 ข้อต่อมาก็คือวิริยะ หรือความพากเพียร ทำอย่างไม่ท้อถอย พอเจอปัญหาก็พยายามหาทางที่จะทำให้ได้ ส่วนจิตตะ หรือความใส่ใจในงานที่ทำในทุกๆ ขั้นตอนจนกว่าจะเสร็จ และสุดท้ายคือวิมังสา คือการนำข้อมูลทั้งหมดที่เราได้รวบรวมไว้จากฉันทะ วิริยะ และจิตตะมาทบทวนค้นคว้าหาเหตุและผล จากนั้นจึงนำมาปฏิบัติให้แน่ชัด”

ท้ายนี้ คุณอุไรศรียังฝากแง่คิดว่า “ทุกอย่างอยู่ที่จิตใจ ถ้าเรามีความสุขกับงานที่เราทำ ถึงจะมีความเครียดแต่ก็เป็นเพียงแค่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อมองผลลัพธ์ที่เห็นอยู่ข้างหน้าความเครียดก็จะหายไป แต่เป็นความสุขเข้ามาแทนที่ เพราะฉะนั้น “การทำงาน” นอกจากจะทำให้มีความสุขในทุกๆ วันแล้ว ยังทำให้สุขภาพแข็งแรงและอายุยืนด้วย”

สอดคล้องกับข้อมูลจาก นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ ที่ให้ข้อมูลว่า “การทำงานหนักในงานที่ตนเองชอบ และทำเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้เกิดความพึงพอใจในตัวเอง และการที่เราเผชิญหน้ากับภาวะกดดัน คับขัน ที่ต่างออกไปจากที่เป็นอยู่ทุกวัน เป็นการบังคับให้สมองได้หาทางออกของปัญหา บริหารสมอง คิดหาทางออก เป็นการเพิ่มศักยภาพของสมองในการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้เราได้ฝึกสมองทั้ง 2 ซีก (สมองซีกขวาจะควบคุมเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และเรื่องของศิลปะ ส่วนสมองซีกซ้ายจะควบคุมเกี่ยวกับเรื่องของการคำนวณและตัวเลข) แต่โดยทั่วไปสมองทั้ง 2 ซีกก็ทำงานร่วมกัน มีการประสานงานกันอยู่แล้ว ซึ่งการทำงานตอนเช้ามักจะทำได้ดีกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน เพราะเราได้นอนพักผ่อนเต็มที่ เท่ากับสมองคนเราได้ฟื้นฟูประสิทธิภาพ เหมือนกับการได้ชาร์จแบตเตอรี่ จึงมีผลให้สมองสดชื่น คิด ตัดสินใจได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ”.

ที่มา: ไทยโพสต์  27 ตุลาคม 2555

อัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งซีกจากสมองขาดเลือด

โรคอัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งซีกเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ บางครั้งมองเห็นทุกวันเดินไปเดินมาเป็นปกติดี วันดีคืนดีอยู่ ๆ ก็เกิดอาการเฉียบพลัน ซึ่งมักจะเป็นตอนกลางคืน เช้ามาเดินไม่ได้เสียแล้ว เกิดขึ้นกับใครจะเป็นภาระต่อคนในครอบครัวอย่างมาก เพราะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นระยะยาวนาน ทุกคนต่างมีภาระหน้าที่กันทั้งนั้น ผู้สูงอายุจึงต้องระมัดระวังรักษาสุขภาพไว้ให้ดี

Stroke เป็นอาการที่เกิดคล้ายเป็นลมไป เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง แล้วเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เกิดขึ้นกับคนทั้งโลก จนมีการตั้ง World Stroke Day ขึ้นมา ปีนี้กำหนด 29 ต.ค. 55 ในสหรัฐอเมริกาสมองขาดเลือดเป็นสาเหตุตายที่สำคัญโรคหนึ่ง ปีที่แล้วเสียชีวิต 137,000 ราย มีการรณรงค์ในคำขวัญของโลกว่า 1 ใน 6 จะเกิดในชั่วชีวิตของท่าน และทุก 6 วินาทีจะมีการตาย 1 คน

ในบ้านเราพบอยู่ได้เสมอ ไม่มีการรวบรวมว่าจริง ๆ ทั้งหมดพบมากน้อยเพียงใด

สาเหตุ สมองขาดเลือดไปเลี้ยงทั้งอาหารและออกซิเจน ทำให้เซลล์สมองตาย อาจจากหลอดเลือดสมองตีบตันจากไขมันสะสมผนังหลอดเลือด หรือจากก้อนเลือดไปอุด หรือจากเส้นเลือดสมองแตกจากโรคความดันโลหิตสูง ก้อนเลือดโป่งแตก แล้วไปกดศูนย์ประสาทต่าง ๆ ของสมองไปด้วย อีกอย่างหนึ่งคือจากก้อนเลือดอาจหลุดลอยจากที่อื่นไปอุดเส้นเลือดในสมองทำให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยงได้เช่นกัน

อาการนำ คล้ายอาการเตือนบอกให้รู้ บางรายที่เกิดตอนกลางคืน นอนอยู่ก็ไม่รู้ ตอนกลางวันระหว่างทำกิจกรรมอยู่พอรู้ได้ ได้แก่ แขน-ขาอ่อนแรง ชาไปครึ่งซีก ปากเบี้ยวชาอ่อนแรงไปครึ่งซีกเช่นเดียวกัน พูดอ้อแอ้ พูดไม่ออก พูดไม่ชัด ตาข้างหนึ่งมัว มองไม่ค่อยเห็น หรือเห็นเป็นภาพซ้อน เวลาเดินจะเซ เสียสมดุล และมักปวดศีรษะมากทันทีขึ้นมา

เมื่อเกิดอาการดังกล่าว ใครที่อยู่ใกล้เคียงพบเข้าหรือตัวเองพอยังรู้ตัวต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ภาวะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ชายพบมากกว่าหญิง เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เครียดกังวลประจำ อ้วน และผู้ที่ชอบสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ล้วนทำให้เกิดง่ายขึ้นทั้งสิ้น กลไกการเกิด สมองเป็นศูนย์สั่งการทำงานของร่างกาย เมื่อสมองขาดเลือดจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้หน้าที่เสียสั่งงานไม่ได้ ศูนย์ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนขาเสีย จึงเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตขึ้นทันที

การรักษา แพทย์จะประเมินจากการตรวจร่างกายและจาก CT-Scan สมอง หาสาเหตุว่าจะเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือมีก้อนเลือดอุดตัน แล้วรีบวางแผนช่วยเหลือทันที การฉีดสีดูเส้นเลือดในสมอง เป็นวิธีการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้รู้ถึงสาเหตุและแนวโน้มจะไปอย่างไร เพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์

คนไข้หญิงอายุ 64 ปี มีประวัติกินยาความดันโลหิตสูงมา 5 ปี ทำมาค้าขายเป็นปกติ ตอนกลางวันเป็นปกติดี ตกตอนกลางคืนอยู่ ๆ ก็ปวดศีรษะมาก ชักกระตุก น้ำลายฟูมปาก ส่งเสียงพูดไม่รู้เรื่อง ญาติพบแขนขาด้านซ้ายขยับไม่ได้เลย แต่รู้สึกตัว พูดพอรู้เรื่อง ญาติจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลจังหวัด แพทย์ได้ให้การรักษาจนเข้าที่ดีในระยะ 3 วัน และต้องการอยากให้ฉีดสีดูเส้นเลือดในสมอง จึงส่งตัวมายัง รพ.ราชวิถี

นพ.พรินทร์ มหัทธโน หัวหน้าประสาทศัลยศาสตร์ รพ.ราชวิถี ได้คุยให้ฟังว่า คนไข้แบบนี้จากอาการ การตรวจและผล CT-Scan สมอง พบเป็นเงาก้อนเลือดออกในสมองไปกดศูนย์ประสาทด้านขวา ทำให้เกิดอัมพาตครึ่งซีกด้านซ้าย ระยะที่รอการฉีดสีในสมองอีก 2 อาทิตย์ แพทย์ได้ให้ยาให้สมองยุบบวม ยากันชัก ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ฯลฯ ซึ่งคนไข้รายนี้เส้นเลือดในสมองแตกจากความดันโลหิตสูง 2 อาทิตย์ผ่านมา ดูคนไข้อาการต่าง ๆ ค่อยดีขึ้น หายปวดศีรษะ ไม่ชักกระตุกแล้ว มีแนวโน้มคงไม่ผ่าตัด รอดูผลจากฉีดสีอยู่

สองอาทิตย์ต่อมาได้ถูกฉีดสีเข้าเส้นเลือดแล้วถ่ายภาพเส้นเลือดในสมอง พบก้อนเลือดในสมองกดศูนย์ประสาททำให้แขนขาซีกซ้ายไม่เคลื่อนไหว ไม่พบก้อนเส้นเลือดโป่ง แขนขาข้างซ้ายเริ่มขยับได้แล้ว ทุกวันได้ฝึกให้ญาติดูการทำกายภาพเพื่อจะได้ไปทำต่อที่บ้าน คนไข้เริ่มมีกำลังใจดีขึ้นที่แขนขาขยับได้ ในช่วงอาทิตย์แรกกังวลตลอด เกรงจะถูกทอดทิ้งไม่มีใครช่วยเหลือ

โรคอัมพฤกษ์อัมพาตยังพบบ่อยโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูงร่วมด้วย เป็นแล้วจะเป็นภาระต่อครอบครัวอย่างมาก จึงต้องหมั่นดูแลรักษาสุขภาพไว้ให้ดี.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  14 ตุลาคม 2555

‘มฟล.’เปิดรพ.ทางเลือกแห่งแรกในไทย เพิ่มโอกาสการรักษามากกว่า 1 ทางเลือก โดย ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

จ.เชียงราย เหนือสุดแดนสยาม เป็นที่ตั้งของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุด ไม่ว่าใครที่ได้มีโอกาสไปเยือนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน กระทั่งเว็บไซต์ http://www.eduzones.com จัดลำดับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในประเทศไทย ล่าสุดวันที่ 25 กันยายน มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ก้าวเข้าสู่การสถาปนาครบรอบ 14 ปี ได้จัดพิธีเปิด โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อย่างเป็นทางการ โดยมี รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มฟล. ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ทางเลือก ผู้สูงอายุ ร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมกับเสวนา เรื่อง “ศาสตร์การแพทย์ทางเลือกกับการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบัน” วิทยากรโดย นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข และพญ.สุลัคนา น้อยประเสริฐ แพทย์ประจำคลินิกฝังเข็ม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

อธิการบดี มฟล. กล่าวว่า การรักษาแพทย์ทางเลือกนั้น ทางโรงพยาบาลได้ดำเนินการมาแล้ว 3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องศึกษาแนวโน้มว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ ประชาชนมาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน ทว่าถึงวันนี้มีผู้มาใช้บริการจำนวนมากขึ้น มฟล.จึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเลือกรักษาโรคให้แก่ประชาชนมากกว่า 1 ทางเลือก ทั้งการรักษาด้วยการฝังเข็มแบบจีน เกาหลี เยอรมัน เวียดนาม ฯลฯ ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจบการศึกษาด้านการฝังเข็มจากประเทศจีนโดยตรง คลินิกกายภาพบำบัดและธาราบำบัด การนวดกดจุด และการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คลินิกผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย และนำศาสตร์การแพทย์ทางเลือกอื่นๆ เสริมเข้ามาให้บริการ กว่า 10 รายการ เช่น คลินิกผึ้งบำบัด การล้างพิษ ครอบแก้วสุญญากาศ การจัดสมดุลกระดูก

“เรามีความจริงใจที่จะให้บริการแพทย์ทางเลือกอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผลที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ต้องการทางเลือกในการรักษาเยียวยาตนเองมากกว่าวิธีการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการกินยาหรือการผ่าตัด ในขณะที่ศาสตร์การแพทย์ทางเลือก มีความหลากหลายที่ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีเฉพาะที่เหมาะสมกับตนเอง อีกทั้งการแพทย์ทางเลือกหลายอย่างครอบคลุมการรักษาด้านจิตใจ และสอดคล้องกับการดำรงชีวิตประจำวันเป็นอย่างดี” อธิการบดี มฟล. อธิบาย

พญ.สุลัคนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็ม บอกว่า ปัจจุบันแนวโน้มการรักษาแพทย์ทางเลือกมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากได้รับยาแผนปัจจุบันติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้สุขภาพร่างกายแย่ลง เพราะภูมิคุ้มกันต่ำ แต่ก็ไม่หายจากโรคที่เผชิญ ท้ายที่สุดจึงหาแนวทางการรักษาแบบใหม่ แพทย์ทางเลือกจึงเป็นวิธีต้นๆ ที่ได้รับความสนใจ และคาดว่าอนาคตจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

“ปัจจุบันคนเครียดเยอะขึ้น บางคนก็มีอาการปวดท้อง ปวดหัว คนส่วนใหญ่ที่อายุยังไม่มากก็เลือกที่จะรักษายาแผนปัจจุบัน ซึ่งหมอไม่แนะนำ อยากแนะนำให้ออกกำลังกาย เล่นโยคะ มีพฤติกรรมติดอยู่ในเกณฑ์หรือใกล้เคียงธรรมชาติให้มากที่สุด อย่างน้อยพวกนี้จะช่วยได้ และในส่วนของการฝังเข็มก็ช่วยลดอาการปวด ลดอาการอักเสบ เพราะการฝังเข็มจะกระตุ้นให้หลั่งสารเอ็นโดรฟิน เช่น ผู้ป่วยคนหนึ่งมาหาหมอเพราะเครียดค้าขายขาดทุนเป็นล้านบาท พอหมอฝังเข็มให้เขาบอกว่าดีขึ้นมาก… แต่คนที่เครียดตอนนี้กลับเป็นสามีเธอ(หัวเราะ)” พญ.สุลัคนา กล่าว

หลังจากการเสวนาเสร็จลง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้นำชมการสาธิตการรักษาแพทย์ทางเลือก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เดินชมทุกการสาธิต พร้อมสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ประจำจนลืมเหนื่อย บางคนถึงกับใช้บริการทันที เพราะโรงพยาบาลได้มอบบัตรกำนัลจำนวน 2,000 บาท ในขณะที่ผู้สูงอายุสอบถามข้อมูลอยู่นั้น ผู้เขียนได้พบกับผู้ป่วยท่านหนึ่งกำลังรักษาด้วยวิธีผึ้งบำบัด หลังจากเป็นอัมพฤกษ์ซีกขวา พูดไม่ชัด แต่หลังจากได้เข้ารับการรักษา อาการเริ่มดีขึ้นตามลำดับ

สำหรับผู้ที่สนใจจะชื่นชมความงามของสถานที่ หรือเข้ารับการรักษากับแพทย์ทางเลือก สามารถเดินทางมายังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงใหม่ สอบถามได้ที่ โทร.0-5391-7563 ส่วนคนที่สนใจด้านความงามแต่ไม่สะดวกในการเดินทาง สามารถไปใช้บริการได้ที่คลินิกผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย ที่อาคารอโศกเพลส สุขุมวิท 21 สอบถามได้ที่ โทร.0-2664-2295

ที่มา: คมชัดลึก 4 ตุลาคม 2555

.

Related Link:

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง : Mae Fah Luang University

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย