รู้ทันป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

dailynews140928_02สมาพันธ์หัวใจโลก กำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์หัวใจโลก เนื่องจากกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและของโลก

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหา วิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นทุกปี โดยผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าผู้หญิง แต่ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วมีโอกาสจะเป็นโรคนี้ได้เท่ากับผู้ชาย ทั้งนี้เวลาพูดถึงโรคหัวใจส่วนใหญ่คือโรคของหลอดเลือดหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ ตัน

สาเหตุที่ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เพราะว่าผู้ชายมีปัจจัยเสี่ยง คือ สูบบุหรี่มากกว่า มีระดับคอเลสเตอรอลมากกว่า เครียดมากกว่า สำหรับผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงมีฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นตัวป้องกันไม่ให้ไขมันจับในหลอดเลือด แต่หลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว คือ หมดฮอร์โมนเอสโตรเจน ข้อดีของการป้องกันก็หายไป ดังนั้นหมดประจำเดือนผู้หญิงจึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเท่ากับผู้ชาย

สำหรับผู้หญิงที่จะเป็นโรคหัวใจก่อนวัยหมดประจำเดือน อาจมาจากการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งจะทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย ก็อาจจะมีโอกาสเป็นโรคลิ่มเลือดหัวใจอุดตันได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ อาหาร บุหรี่ ความเครียด ความอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ระดับคอเลสเตอรอลของคนไทยใน 10 ปีหลังมานี้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นสังคมแห่งการกินดีอยู่ดี ใครเกิด ใครเสียชีวิต ดีใจ เสียใจก็กิน ไม่ได้เป็นการกินเพราะความหิว แต่เป็นการกินเพราะความอยาก

ลักษณะอาหารก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารประเภท ชีส เค้ก ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ หาได้ทั่วไป อัตราการสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลง ปัจจัยเสี่ยงก็ยังมีอยู่เยอะ คนอ้วนมีเยอะ ความอ้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคหัวใจ ขณะเดียวกันการต่อสู้ดิ้นรนในสังคมมากขึ้น ความเครียดมากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง

ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการรักษา การทำบอลลูนช่วยชีวิตผู้ป่วย ทำให้อัตราการเสียชีวิตน้อยลง จากเดิมอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 25- 30% ในปัจจุบันการเสียชีวิตลดลงเหลือน้อยกว่า 5% แสดงว่าการรักษาดีขึ้น แต่ไม่ได้เก่งเรื่องการป้องกัน ไม่สามารถป้องกันให้คนเป็นโรคน้อยลงได้ อีกอย่างที่อยากจะบอก คือ

ความรู้ในโซเชียลมีเดียที่แพร่กระจายกันนั้น ข้อมูลหลายอย่างเชื่อถือไม่ได้ เช่น การบอกว่ากินน้ำมันมะพร้าวแล้วไขมันไม่สูง หรือบอกว่าคอเลสเตอรอลไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจ ตรงนี้เป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันเยอะมาก

ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เดินแล้วเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ทันที สำหรับคนอายุยังน้อยที่มีความเสี่ยง เช่น ญาติพี่น้องเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัจจุบันมีการตรวจบางอย่างที่พอจะบอกได้ ถือเป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง ดีกว่าการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น การตรวจหินปูนในหลอดเลือดหัวใจซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก

คนที่มีหินปูนเยอะโอกาสจะเป็นโรคหัวใจก็เยอะ ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หยุดสูบบุหรี่ หรือกินยาเพื่อลดคอเลสเตอรอล แม้ระดับคอเลสเตอรอลจะไม่สูงมาก แต่การลดระดับคอเลสเตอรอลน่าจะป้องกันโรคหัวใจในคนกลุ่มนี้ได้

ด้าน นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงปี 2554-2556 พบว่า อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อประชากร 100,000 คน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ในปี 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คนสะท้อนว่าโรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่รุนแรงและต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

อาการที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ จุกแน่นหน้าอก จุกบริเวณยอดอกตรงกลางมักเป็นในขณะออกกำลังกาย หลังจากหยุดออกกำลังกายอาการจะดีขึ้น มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ อาการเจ็บจะปวดร้าวไปที่หัวไหล่ซ้ายหรือไปที่กราม ถ้าอาการเจ็บหน้าอกเป็นนานเกินกว่า 5 นาที พักแล้วไม่ทุเลาหรืออาการเจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องรีบพบแพทย์ หรือถ้ามีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติโดยเฉพาะเวลาทำงาน หัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะการเต้นของชีพจร มีสะดุดหรือไม่สม่ำเสมอ

ที่สำคัญประชาชนจะต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดอาหารมัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใย ทำจิตใจให้แจ่มใส งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินภาวะสุขภาพและระดับความเสี่ยงซึ่งเป็นปัจจัยการเกิดโรคหัวใจได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 28 กันยายน 2557

 

Advertisements

ปรับสมดุลลำไส้ พิชิตมะเร็งลำไส้ใหญ่

dailynews140716_01มีข้อมูลที่ได้จากการวิจัยว่า คนที่ชอบกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันและเนื้อสัตว์สูงนั้น จะถ่ายอุจจาระประมาณวันละ 3-4 ออนซ์เท่านั้น และใช้เวลาให้อาหารเดินทางตั้งแต่ใส่เข้าปากจนออกมาเป็นอุจจาระถึง 2-3 วันทีเดียว ถ้ามีกากอาหารตกค้างและบูดเน่า อาจมีอาการแสดงเช่น ท้องอืด แน่น เหม็นเปรี้ยว ถ่ายไม่ปกติ ส่วนคนที่ชอบกินผักผลไม้มาก ๆ คือชอบอาหารประเภทเส้นใย จะถ่ายอุจจาระวันละประมาณ 13-17 ออนซ์ และใช้เวลาให้อาหารเดินทางออกมาเพียงประมาณ 20-30 ชั่วโมง

ลำไส้ใหญ่ เป็นส่วนที่สะสมกากอาหารและช่วยดูดซึมน้ำและสารอาหารพวกวิตามิน เกลือแร่จากกากอาหารที่เหลือจากการดูดซึมของลำไส้เล็ก กากอาหารที่ดูดซึมแล้วจึงมีลักษณะค่อนข้างเหนียวข้น และในที่สุด ลำไส้จะขยับรัดตัวไล่ให้กากอาหารให้เคลื่อนตัวออกไปให้พ้นจากร่างกาย หากมีอะไรที่ไม่ดี เป็นอันตรายต่อผนังลำไส้ที่มีหน้าที่ดูดซับผ่านมา ลำไส้ก็จะป้องกันตัวเองด้วยการผลิตเมือกปิดกั้นผนังไว้ไม่ให้ระคายเคือง ถ้าขืนเรายังใส่ของไม่ดีให้ร่างกายต่อไป ร่างกายก็จะสร้างเมือกนี้ไปเรื่อยๆ มากขึ้นๆ จนอาจเหลือทางให้กากอาหารเดินผ่านแคบลง และทำให้ระคายเคือง ผนังลำไส้ก็จะปูดออก เกิดการหมักหมม กลายเป็นอาการลำไส้อักเสบได้ และเมื่ออักเสบมากขึ้นก็ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

อีกข้อควรระวังคือ ปัจจัยที่ทำให้แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุล เช่น อายุที่มากขึ้น ทำให้สภาวะในลำไส้มีการเปลี่ยนแปลงไป การใช้ยาปฏิชีวนะบ่อยหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำลายสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ จนร่างกายสร้างใหม่ไม่ทัน การรับประทานยาระบาย ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวดเป็นประจำ หรือการดื่มน้ำอัดลม กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ความเสี่ยงเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการทำงานของลำไส้และทำให้แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุล จนอาจเกิดปัญหาสุขภาพมากมาย นักวิจัยพบว่าหนึ่งในอาหารหลายประเภทที่สามารถสร้างสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ได้ คือ พรีไบโอติก (Prebiotic) หรือใยอาหาร

พรีไบโอติก เป็นใยอาหารที่จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารเมื่อรับประทานเข้าไป แต่จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส และ บิฟิโดแบคทีเรีย ที่จะสามารถทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ได้ จึงเกิดประโยชน์ในการหมักและย่อยอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ความเป็นใยอาหารของพรีไบโอติก ช่วยดูดซับสารพิษและสารก่อมะเร็งในทางเดินอาหารไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และยังทำให้อุจจาระมีกากใยและนิ่ม สะดวกต่อการขับถ่าย และใยอาหารยังช่วย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย นอกจากนั้น ใยอาหารยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆด้วย ดังนี้

1. ป้องกันอาการท้องเสีย โดยเฉพาะที่เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินอาหารการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ จะช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ก่อโรค ลดโอกาสการติดเชื้อ

2. ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด พรีไบโอติก ช่วยจับกับไขมันและน้ำตาลในทางเดินอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมไขมันได้ช้าลง และเพิ่มการขับออกของโคเลสเตอรอล

3. เสริมสร้างการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม แบคทีเรียในลำไส้จะผลิตกรดไขมันสายสั้นที่มีความเป็นกรด ซึ่งจะช่วยดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม สามารถเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

4. ช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ใยอาหารจากพรีไบโอติก จะถูกหมักด้วยแบคทีเรียในลำไส้เกิดเป็นกรดไขมันสายสั้น เช่น บิวทิเรท ซึ่งจะกระตุ้นการหลั่ง GLP-1 (Glucagons like peptide) ไปในกระแสเลือด ทำให้สมองรับรู้ความรู้สึกอิ่มและสบายท้อง

ดังนั้นการดูแลลำไส้ใหญ่ของเราให้มีสุขภาพดีจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งด้วยการใส่ใจในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเคี้ยว อาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เลือกอาหารที่รับประทาน ไม่รับประทานอาหารย่อยยาก ไขมันสูง เราจะเห็นว่าคนสมัยใหม่นี้ท้องผูก กันมากขึ้น เพราะรับประทานแต่แป้งขัดขาวกับน้ำตาล และไขมัน ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น เช่น กล้วย มะเขือยาว ผักกาด เป็นต้น นอกจากนั้นยังต้องดูแลเรื่องการขับถ่ายในชีวิตประจำวันให้สม่ำเสมอ หมั่นสังเกตว่าการขับถ่ายของเราเป็นอย่างไร ที่ออกมานั้นสุขภาพดีไหม นุ่มนวล สีสวย ไม่แข็งและไม่กะปริดกะปรอย หรือเป็นเม็ดขนุน และหมั่นออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหวเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างเช่นถั่วแดง 100 กรัม มีกากใย 26.9 กรัมมะระขี้นก 100 กรัม มีกากใย 4 กรัมข้าวกล้อง 100 กรัม มีกากใย 3.4 กรัมมะเขือเปราะ 100 กรัม มีกากใย 2.96 กรัมแครอท 100 กรัม มีกากใย 2.8 กรัม

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 16 กรกฎาคม 2557

ดื่มเหล้าแล้วมีปัญหา ?

dailynews131012_002หลายคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ “ดื่มเหล้า” เป็นประจำที่มีโอกาส โดยไม่เลือกเทศกาล เพราะคิดว่าดื่มแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ติดเหล้า ก็แค่สังสรรค์เล็ก ๆ น้อย ๆ กับเพื่อนฝูง หรือดื่มคนเดียวพอเป็นกระสาย ใครที่คิดอย่างนี้ถือว่า คิดผิด

พญ.พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์ ผอ.สำนักบริหารระบบบริการสุขภาพจิต  กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  และผู้จัดการแผนงานการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา (ผรส.) บอกว่า  ปัจจุบันคนมักสนใจว่า ติดเหล้าแล้วจะรักษาอย่างไรไม่ให้กลับไปติดซ้ำอีก แต่สิ่งที่หมออยากจะสื่อสารให้สังคมรับรู้มากกว่าการติดเหล้า คือ “ดื่มเหล้าแล้วมีปัญหา” ซึ่งคนจำนวนนี้มีมากกว่า “คนติดเหล้า” ด้วยซ้ำ

จริง ๆ ไม่ดื่มเหล้าดีที่สุด แต่คนส่วนใหญ่จะอ้างว่า ดื่มนิด ๆ หน่อย ๆ ตามสังคม ดื่มแล้วไม่มีปัญหา ซึ่งการดื่มที่ไม่มีปัญหา คือ ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาตามมา แต่ความจริงแล้วมีบางคนที่ดื่มเหล้าเมาแล้วมีปัญหา เช่น มีเรื่องชกต่อย ขับรถชน เกิดอุบัติเหตุ ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ร่างกาย สังคม ครอบครัว แต่คนกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยรับรู้ว่ามีปัญหา

ถ้ามองเป็นรูปพีระมิดคนดื่มเหล้าแล้วมีปัญหาเป็นกลุ่มใหญ่มาก ในขณะที่คนติดเหล้ามีน้อยมากอยู่บนยอดพีระมิด ถ้าเขายังดื่มไปเรื่อย ๆ สุขภาพก็แย่ลงเรื่อย ๆ ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง ส่งผลเสียมากมายทั้งต่อร่างกาย เศรษฐกิจ และสังคม คนกลุ่มนี้บอกให้เขาหยุดดื่มคงไม่หยุด สิ่งที่เราพยายามรณรงค์ คือ ให้เขาตระหนักรับรู้ถึงปัญหา

อีกกลุ่มที่เป็นกลุ่มเสี่ยง คือ “ดื่มเหล้าแต่ยังไม่เคยเกิดปัญหา”  กลุ่มนี้ถ้าไปเตือนไม่ให้เขาดื่ม เขาก็จะบอกว่าไม่เคยเกิดปัญหา ยกตัวอย่าง เช่น ไปดื่มเหล้ากับเพื่อนเมา แล้วขับรถกลับบ้าน วันนี้ปลอดภัยดี ไม่มีอะไร เราถือว่าคนกลุ่มนี้เสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าถ้าคุณทำแบบนี้อีกวันต่อไปจะปลอดภัยหรือไม่ คนกลุ่มนี้ต้องให้การศึกษาแก่เขา ทำอย่างไรจะลดการดื่มลง หรือว่าไม่ดื่มเลย

ในเชิงของการป้องกันจะเน้น 2 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มหลัก  ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา คือ กลุ่มที่ดื่มเหล้าแล้วมีปัญหา ทำอย่างไรจะให้เขาลดปริมาณการดื่มลงกลายเป็นไม่มีปัญหา และคนดื่มแล้วเสี่ยงแต่ยังไม่เคยมีปัญหา

ส่วนกลุ่มที่สาม คือ “คนติดเหล้า” ซึ่งมีตั้งแต่ติดน้อย ติดมาก คนที่ติดน้อยอาจจะไม่มีอาการรุนแรง อาจจะดื่มบ่อย ๆ ดื่มเป็นประจำ ถ้าไม่ได้ดื่มอาจจะมีอาการหงุดหงิดนอนไม่หลับ ถ้าเป็นมาก อาจมือไม้สั่น สับสน ใช้เวลาในการดื่มตลอดทั้งวัน ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน สิ่งที่จะต้องทำก็ไม่ได้ทำ มีปัญหาแล้วแต่ไม่ยอมรับปัญหา ในคนกลุ่มนี้ต้องได้รับการบำบัดรักษา เพราะเขาไม่สามารถควบคุมการดื่มได้ การลดปริมาณการดื่มอาจจะไม่ช่วยอะไร เพราะเขาติดเหล้าแล้ว

ถามว่าปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้นตอนไหน คำตอบ คือ
1. บางคนอาจมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้ว มีความเครียด ซึมเศร้า แต่ไม่รู่ว่าตัวเองป่วยก็เลยไปดื่มเหล้า แอลกอฮอล์อาจจะออกฤทธิ์ช่วยผ่อนคลายในช่วงแรก คนดื่มอาจคิดว่าทำให้ดีขึ้น จากที่นอนไม่หลับ พอกินเหล้าแล้วนอนหลับ ถ้ารักษาไม่ตรงกับต้นเหตุ สุดท้ายการดื่มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนคุมไม่ได้
2. มีปัญหาสุขภาพจิตขณะหยุดดื่ม ยกตัวอย่างคนที่ดื่มเหล้าจนติด แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ทำลายเซลล์สมอง ทำให้เซลล์สมองซึ่งทำหน้าที่ควบ คุมอารมณ์ ควบคุมสติทั้งหลายเริ่มลดลง ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า วิตกกังวล พอหยุดดื่ม สมองขาดแอลกอฮอล์ ถูกกระตุ้น ปลุกเร้า กระสับกระส่าย กระวนกระวาย วิตกกังวล นอนไม่หลับ กลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตตามมา
3.ดื่มจนติดและทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งแต่ละช่วงการรักษาแตกต่างกัน พูดง่าย ๆ คือ ทั้งหมดมีปัญหาต่อสุขภาพจิตและต้องให้การรักษา

มีคำถามอีกว่าดื่มเหล้าแล้วหยุดได้ไหม ถ้าเกิดตั้งใจหยุดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และมีโอกาสสำเร็จสูง สิ่งที่เราช่วยคือต้องดูว่าเขาดื่มเหล้ามากขนาดไหน คนที่ติดเหล้าส่วนหนึ่ง สามารถหยุดได้เองถ้าไม่ติดรุนแรง แต่ในคนที่ติดรุนแรง ดื่มหนักมาก เคยมีประวัติทางสมอง เคยหยุดดื่มแล้วมีอาการขาดเหล้ารุนแรง ถ้าจะหยุดดื่มต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยแพทย์จะให้คนไข้ค่อย ๆ ลดปริมาณการดื่มและให้ยาทดแทน ไม่ใช่หักดิบ ในคนที่ไม่ติดรุนแรงสามารถหักดิบได้ไม่มีปัญหาอะไร

สำหรับการเข้าถึงบริการรักษาคนติดเหล้า ในบ้านเราต่ำมาก เราเคยสำรวจคนที่ดื่มสุราจนมีปัญหาสุขภาพเมื่อปี 2551 พบคนมีปัญหาจากการดื่มสุราที่เป็นปัญหาทางการแพทย์ 5 ล้านคนทั้งประเทศ ในจำนวนนี้ติดสุรา 3 ล้านคน แต่มีผู้เข้ารับบริการในโรงพยาบาลไม่ถึง 2 แสนคน คิดเป็นตัวเลขประมาณ 2% น้อยมาก

อีกประเด็นที่อยากฝากคือ ในบ้านเรามักจะรณรงค์ว่าควรจะดื่มอย่างปลอดภัย ดื่มแบบไม่มีอันตราย ซึ่งเป็นการรณรงค์ที่ค่อนข้างอันตรายมาก ประเด็นในการรณรงค์นี้มักออกมาจากประเทศทางตะวันตก ซึ่งดูจากตัวเลข ประชากรของเขาส่วนใหญ่ 80% ดื่มเป็นวีถีอยู่แล้ว แต่คนไทยประมาณ 50-60% ไม่ได้ดื่มเหล้า มีเพียง 40% เท่านั้นที่ดื่ม ดังนั้นการรณรงค์ด้วยแคมเปญเดียวกันกับประเทศตะวันตก จะกระตุ้นทำให้คนไม่ดื่มดื่มมากขึ้น ตรงนี้อันตรายมากสำหรับคนไทย ดังนั้นต้องรณรงค์ว่าไม่ควรดื่มเลย.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2556

เข้าปีใหม่ เลิกเหล้า เลิกเมา เลิก…แอ๊บแตก!! โดย สิรวุฒิ รวีไชยวัฒน์

manager121230_001เคยสังเกตหรือไม่ว่า อาการของแต่ละคนหลังน้ำเมาเข้าปาก เขามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างไร บางคนอาจเมาแล้วเพี้ยน เมาแล้วร้องไห้ เมาแล้วหัวเราะ เมาแล้วหลับ เมาแล้วพูดมาก เมาแล้วใช้ความรุนแรง เมาแล้วสาวแตก ฯลฯ จนเพื่อนๆ ถึงขั้นส่ายหน้าเอือมระอา เพราะแทนที่จะได้สนุกสนานไปกับช่วงเทศกาลวันดีๆ กลับต้องมาคอยดูแล หิ้วปีกเพื่อนจอมเมาที่นอกจากพฤติกรรมเปลี่ยนแล้ว ยังดูแลตัวเองไม่ได้อีก!!

ไม่แปลกที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงได้รับฉายามาแต่โบราณว่า…น้ำเปลี่ยนนิสัย

สาเหตุที่เมื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าปากแล้วเปลี่ยนนิสัยคนบางคนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้นั้น นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายว่า ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมี “เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol)” เป็นส่วนประกอบ ซึ่งฤทธิ์ของเมทิลแอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานของศูนย์ควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ ทำให้พฤติกรรมที่คนเรา “แอ๊บ” เอาไว้ตลอดเวลาหลุดออกมา ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้น น่าจะเป็นนิสัยเดิมที่เก็บเอาไว้ของคนๆ นั้นเอง ทำให้แต่ละคนเมื่อเมาเหล้าแล้วมีอาการที่แตกต่างกันออกไป

สอดคล้องกับ นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่ระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลให้ส่วนควบคุมพฤติกรรมเสียไป หรือหยุดทำงาน เวลาเมาเราจึงเห็นคนทำอะไรบ้าๆ บอๆ ก้าวร้าว ซึ่งต่างจากเมื่อเวลามีสติเราจะสามารถควบคุมพฤติกรรมได้ ตรงนี้ต้องคอยระมัดระวัง เพราะคนที่เมาจะดูตัวเองไม่ออก เพื่อนต้องคอยสังเกตอาการเมา โดยเฉพาะคนที่เมาแล้วมีอาการก้าวร้าวรุนแรง

“เวลาคนเมาจะแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมา ซึ่งพฤติกรรมตรงนั้นเป็นจิตทั้งก้อน เป็นนิสัยดิบของเขา ซึ่งปกติแล้วเมื่อเรามีสติเราจะควบคุมได้ บางคนพื้นนิสัยอาจเป็นคนก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง เมื่อเมาก็อาจทำให้มีพฤติกรรมที่รุนแรง หรือบางคนเก็บงำความเศร้าเอาไว้ เมื่อเมาก็อาจจะร้องไห้ฟูมฟายเศร้าโศกเสียใจ เป็นต้น”

นพ.ทวี กล่าวว่า ขอแนะนำสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติดื่มเหล้าจนเมาแล้วเลอะเทอะ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากจำเป็นต้องดื่มควรมีเพื่อนคอยดู คอยสังเกตพฤติกรรม และคอยเตือนสติไม่ให้เมาจนแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา

ด้าน นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เปิดเผยว่า การแสดงพฤติกรรมเมื่อเกิดอาการเมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีปัจจัยในการขับเคลื่อน 3 อย่าง ได้แก่ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด นิสัยเดิมของแต่ละบุคคล และความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ซึ่งระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะส่งผลต่อพฤติกรรมและร่างกายระยะสั้น โดยส่วนใหญ่เป็นผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหัวใจและระบบหายใจ ดังนี้

1.ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 30-120 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการผ่อนคลาย เพ้อฝัน เชื่อมั่น พูดคุยง่าย เป็นกันเอง สมาธิลดลง การตัดสินใจเริ่มผิดปกติ ปฏิกิริยาตอบสนองเริ่มช้าลง การประสานงาน และการควบคุมกล้ามเนื้อบางส่วนเริ่มผิดปกติ

2.ระดับ 90-250 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการง่วงนอน ซึม ความสามารถในการจำ ในการทำความเข้าใจ ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลงอย่างชัดเจน เดินไม่ตรง ประสาทการรับรู้ผิดปกติ เช่น สายตาเบลอ

3.ระดับ 180-300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการ สับสน ซึม พูดไม่รู้เรื่อง เดินเป๋มากขึ้น สายตาสับสน วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง อาจควบคุมอุจาระปัสสาวะไม่ได้

4.ระดับ 250-400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการเดินไม่ได้ หมดสติเป็นช่วงๆ จำอะไรไม่ได้ ปัสสาวะราด สูญเสียการรับรู้เพิ่มขึ้น เช่น ชาทั้งแขนขา การเต้นของหัวใจลดลง มีความผิดปกติของการหายใจ อาเจียนรุนแรง อาจเกิดอาการสำลักขณะหมดสติ

5.ระดับ 350-500 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการหมดสติ โคม่า สูญเสียปฏิกิริยาตอบสนอง มีความผิดปกติของการหายใจ หายใจช้าลง จนถึงหยุดหายใจได้ หัวใจเต้นช้าลง และเสียชีวิต

“แอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มโอกาสของการเกิดปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ดื่มเช่นนี้ หรือระดับนี้แล้วจะเกิด เพราะนอกจากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดแล้วยังขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ สิ่งแวดล้อมของการดื่ม และความสามารถในการควบคุมตัวเองด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ดื่มจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนไม่ดื่ม คนดื่มมากจะเสี่ยงกว่าคนดื่มน้อย”

นอกจากพฤติกรรม “แอ๊บแตก” และแสดงนิสัยดิบของตนออกมาแล้ว นพ.ทักษพล อธิบายอีกว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังมีผลต่อการก่อความรุนแรงด้วย เนื่องจากปัจจัยการควบคุมตนเองเสียไป เช่น สติ การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง การแปรผลข้อมูล และปัจจัยความเสี่ยง เช่น กล้าเผชิญหน้า กล้าเสี่ยง และจัดการกับอารมณ์ได้ไม่ดี ที่สำคัญยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากขาดสติยับยั้งชั่งใจ รวมไปถึงอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งแต่ละปีมีผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากถึง 26,000 ราย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ที่จะถึงนี้ หากไม่ต้องการเป็น 1 ใน 26,000 รายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือเกิดอาการแอ๊บแตก แสดงพฤติกรรมที่ไม่อยากให้ใครได้เห็น ถ้าเป็นไปได้ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือหากจำเป็นต้องดื่มควรมีเพื่อนคอยสังเกตอาหารหรือเตือนสติ ที่สำคัญดื่มแล้วไม่ควรขับรถด้วยตัวเอง เพราะหากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าผิดกฎหมายตามประกาศกฎกระทรวงมหาดไทย ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ธันวาคม 2555

รู้ทัน (เหล้า)…ก่อนตกเป็นเหยื่อ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับเหยื่อ…เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับหนทางที่ก้าวพ้น อันตรายจากยอดข้าว

ป๋อง เด็กชายวัย 18 ปี นักศึกษา ปี 1 ก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย เริ่มกิจกรรมรับน้องกับรุ่นพี่ด้วยการดื่มเหล้าแข่งกัน แน่นอนว่ารุ่นพี่ย่อมไม่ยอมเสียเชิงรุ่นน้อง จึงแอบให้พนักงานรินน้ำชาให้ตนเองแทนเหล้า

ส่วนน้องใหม่ด้วยความที่อยากเอาชนะ และพิสูจน์ว่าคอแข็ง ดื่มอย่างจริงจัง จนสภาพร่างกายรับไม่ไหวต้องขับพิษออกมาจากร่างกายด้วยการอาเจียน จากนั้นดื่มต่ออีกจน อาเจียนเป็นครั้งที่สอง

ยิ่งเมื่อรุ่นพี่ท้าทาย รุ่นน้องเพิ่มสปีด จนต้องเข้าไปอาเจียนในห้องน้ำอีกครั้ง นานมากจนรุ่นพี่รู้สึกผิดสังเกต จึงเข้าไปตาม ปรากฏว่า ชายหนุ่มนอนกองอยู่กับพื้นห้องน้ำ ตัวเขียว เพราะช็อกจากการดื่มเหล้าเกินขนาดจึงไปกดประสาท กดศูนย์การหายใจทำให้หัวใจหยุดเต้น

จากกิจกรรมต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องกลายเป็นความโศกเศร้าเสียใจเกิดขึ้นกับพ่อแม่ รวมทั้งตราบาปที่ติดอยู่กับรุ่นพี่คนนั้นไปตลอดชีวิต

จิ๋ว ทารกหญิงวัย 3 ขวบ นั่งอยู่ในรถเก๋งพร้อมพ่อแม่ ระหว่างทางมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ หลุดโค้งปาดเข้ามาชนเพราะคนขับเมาสุรา ณ วินาทีนั้น สิ่งสุดท้ายที่แม่จิ๋วทำคือการโยนลูกน้อยออกจากรถ ผลปรากฏว่าเธอรอดชีวิต แต่ท้องแตก ไส้ทะลักออกมา กลายเป็นเด็กพิการ กำพร้าพ่อแม่

ชัย เชฟวัย 38 ปี เข้าข่ายเป็นโรคติดเหล้าเรื้อรัง (Alcoholism) โดนไล่ออกจากงานบ่อยๆ ทำงานที่ไหนไม่นาน จนภรรยาทนไม่ไหวเลิกรากันไป แต่เขาก็ยังคงส่งเสียเงินค่าเลี้ยงดูลูกอยู่ กระทั่งวันหนึ่ง ดื่มจนไร้สตินอน ใกล้กับกองขยะที่มีเด็กทารกถูกทิ้งไว้ ทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่า เป็นคนนำเด็กมาทิ้งไว้ เมื่อตำรวจสอบปากคำ ยังไม่ได้สติ ทำให้ต้องเข้าไปนอนในคุกอยู่หลายวัน

ทั้งหมด คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงกับเหยื่อ…เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม และเป็นคำถามที่เราต้องย้อนกลับมาคิดนอกกรอบว่า จะป้องกันปัญหานี้อย่างไร

มาตรการป้องกัน

ศรีศักดิ์ ไทยอารี ผู้อำนวยการสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชน มองว่า นอกจากจะให้ความรู้เพื่อป้องกันตนเองแล้วจำเป็นต้องมีพื้นที่สำหรับวัยรุ่นได้มีกิจกรรมที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กรู้จักรักตัวเอง เด็กที่รักตัวเองจะรู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าเกินกว่าจะยอมไปเสี่ยงกับการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อพิสูจน์ความกล้า

การวางรากฐานทางจิตใจให้เด็กมี “หิริโอตตัปปะ” คือ ควบคุมตนเอง สามารถทนและมีแรงต้านทานต่อแรงกดดันของกลุ่มเพื่อนได้ เช่น เพื่อนๆ คนรู้จัก ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันหมดแล้ว ถ้าไม่ดื่มจะเชย แปลกแยกจากคนอื่น

อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ การรู้เท่าทันสถานการณ์สอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ รู้จักคิดหาทางออกเพื่อเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์นั้นๆ และสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม เช่น ไม่เข้าไปอยู่ในวงเหล้า

ปัจจัยที่สำคัญสำหรับเด็กคือ พ่อ แม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ด้วยการไม่ดื่ม หรือใช้ลูกไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คอยให้คำแนะนำและสอนเขาให้รู้ถึงอันตรายที่เกิดจากการดื่ม เช่น อุบัติเหตุ

“พ่อแม่ ต้องสอน แนะนำให้เด็กสามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลางสิ่งยั่วยวนใจตามสถานที่ต่างๆ ปลูกฝังและสร้างทัศนคติเกี่ยวกับเหล้า เบียร์ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ดื่มแล้วให้โทษต่อร่างกาย จิตใจ สอนลูกให้กล้าที่จะปฏิเสธหากเพื่อนให้ลอง”

นอกจากนี้ควรหากิจกรรมที่มีประโยชน์ให้ลูก เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เล่นดนตรี รวมถึงกิจกรรมที่ช่วยสร้างเสริมทักษะและพัฒนาการให้กับลูก เช่น เข้าค่ายเยาวชนห่างไกลยาเสพติด การฝึกงานช่วยเหลือชุมชน ทำให้ลูกห่างไกลจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

กำลังใจ= ยาวิเศษ

นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เลขาธิการสมาคมป้องกันปัญหาจากสุราแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลก ด้านอุบัติเหตุ บอกว่า ปัญหาการติดสุรา ถือเป็นความเจ็บป่วยด้านจิตใจ ที่มีสาเหตุ มาจากหลายปัจจัย เช่น ด้านชีวภาพ บุคลิกภาพ และสิ่งแวดล้อม

“คนดื่มเหล้าส่วนใหญ่ ต้องการระบายความทุกข์เพราะเมื่อดื่มแล้วรู้สึกหลุดออกไปจากโลกความจริง”

ผู้เชี่ยวชาญปัญหาจากสุรา ระบุว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ติดสุรา มาจากจิตใจ ดังนั้นการบำบัดรักษาต้องแก้ปัญหาทางจิตใจ ซึ่งคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่น้อง สามี ภรรยา หรือลูกๆ ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยแก้ปัญหา หรืออาจไปพบผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา

กรณีที่กลุ่มผู้ดื่มเข้าข่ายเป็นโรคติดเหล้าเรื้อรัง มีอาการลงแดงเมื่อขาดสุรา กลุ่มนี้ต้องการการบำบัดทางการแพทย์ เช่น การถอนพิษ การใช้ยาเพื่อการป้องกันและบำบัดอาการลงแดง อาจจะต้องเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลจนกว่าสภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม สุรา มีผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การดื่มสุราอยู่ประจำหรือครั้งคราว จะทำให้เกิด “ภาวะติดยา” ซึ่งปัจจุบันมีการค้นคว้าและแสดงให้เห็น กลไกการติดยาทางสมอง รวมทั้งการทำลายเซลล์ประสาทในสมอง

หลายคนเริ่มรู้ตัวว่ามี “ภาวะติดยา” เมื่อจะเลิกดื่มสุราและเลิกใช้ยาเสพติดแล้วเกิดอาการ ขาดยา ทางร่างกายหรือมีความรู้สึกอยากดื่มทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการเลิกดื่มสุรา

นอกจากนั้น หลายคนเมื่อเลิกดื่มสุรา แล้วมีภาวะผิดปกติทางสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้าเพราะการดื่มสุรา เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสารชีวเคมีในสมอง ซึ่งคนกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 24 กุมภาพันธ์ 2555