‘เมือกหอยทาก’ บำรุงผิวดีจริงหรือ

dailynews141220_01เทรนด์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของเมือกจากหอยทากกำลังมาแรง เพราะมีการโหมกระแสว่าช่วยเรื่องการบำรุง คืนความอ่อนวัยให้กับผิวพรรณ จนล่าสุดเกิดเป็นธุรกิจ “สปาหอยทาก” ขึ้นกลางเมืองเชียงใหม่ ที่จัดบริการหอยทากตัวเป็น ๆ ซึ่งอ้างว่านำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส มาไต่ไปตามผิวหน้าให้ปล่อยน้ำเมือกออกมาบำรุงผิว กระทั่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องรุดเข้าไปตรวจสอบถึงความเป็นคุณ เป็นโทษ นั้น

ต่อเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลผิวพรรณ อย่าง นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง อธิบายให้ได้เข้าใจว่าการเอาเมือกหอยทากมาบำรุงผิวพรรณนั้น มาจากการสังเกตธรรมชาติของตัวหอยทากเองที่สามารถปล่อยเยื่อเมือกออกมาเพื่อสร้างเซลล์ผิวหนังให้งอกขึ้นใหม่เมื่อได้รับการบาดเจ็บ คนเราจึงพยายามศึกษาหาสารที่มีอยู่ในเมือกหอยทากว่าตัวใดที่ช่วยเรื่องการฟื้นฟูสภาพผิว และนำมาผสมเป็นเครื่องสำอางในที่สุด จากนั้นก็ทำการโฆษณาว่าสารสกัดจากตัวหอยทากสามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้

ส่วนกรณีที่นำเอาหอยทากสด ๆ มาไต่บนผิวหน้าโดยยึดหลักคุณประโยชน์เดียวกันนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพูดยาก เพราะเมือกที่หอยทากปล่อยออกมาเพื่อช่วยซ่อมแซมตัวเองนั้นเราไม่สามารถรู้ได้ว่ามีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใด เรื่องความสมดุลของภาวะเป็นกรด เป็นด่าง เหมาะกับผิวของคนเราหรือไม่ อย่าลืมว่าผิวหนังของคนแตกต่างจากผิวหนังของหอยทากอย่างสิ้นเชิง การตอบสนองย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นตรงนี้ต้องระมัดระวังโดยเฉพาะเรื่องความสะอาดที่แม้แต่การเลี้ยงแบบพิเศษเราก็ไม่สามารถวางใจได้ เพราะที่สกัดมาทำเครื่องสำอางยังต้องผ่านการตรวจสอบตั้งหลายกระบวนการ

สิ่งสำคัญเลยคือเรื่องความสะอาด เมือกสด ๆ แบบนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับผิวหน้าคนเรา จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองในทางลบ เช่น การระคายเคือง ผื่นแดงคัน สิวเห่อ ถ้าเป็นมาก ๆ อาจจะแสบ ลอกเป็นขุย ๆ ได้ ยิ่งพอเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าในเมือกหอยทากมีเชื้อโคลิฟอร์ม หรือเชื้ออีโคไล ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงแล้วยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะถ้าผิวหนังบริเวณนั้นมีแผลแม้เพียงเล็กน้อยเชื้อโรคเหล่านี้ก็จะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้จนทำให้เกิดการติดเชื้อ เป็นหนอง เป็นฝีตามมาได้ ในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดได้ แต่ปัญหาหลักคือการติดเชื้อที่ผิวมากกว่า

มาถึงตรงนี้ นพ.จินดา ได้ให้คำแนะนำเคล็ดลับในการดูแลผิวหน้าให้ดูสุขภาพดี เริ่มต้นที่การพักผ่อนให้เต็มที่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ตามมาด้วยการทำความสะอาดที่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น ถ้าเป็นคนผิวมันสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟองนิดหน่อยได้ แต่ถ้าเป็นคนผิวแห้งเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีฟอง และควรใช้เพียงน้ำเย็นธรรมดาเท่านั้น อย่าใช้น้ำอุ่นล้างหน้า โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว เพราะน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังยังย้ำว่า หลังล้างหน้าต้องทาครีมบำรุงสม่ำเสมอเพื่อให้คงความชุ่มชื้นและผิวหนังไม่เหี่ยวย่น แต่ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว คนผิวแห้งก็ควรใช้ครีมบำรุงผิวที่มีความเข้มข้น แต่ถ้าคนผิวมันก็ต้องใช้แบบที่เข้มข้นไม่มาก เช่น เป็นเจล เป็นโลชั่น เพื่อไม่ให้เกิดไขมันอุดตัน ที่สำคัญควรทาครีมกันแดดด้วยเสมอ เพราะแสงแดดเป็นตัวการจะทำให้ผิวเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับคนที่รักและใส่ใจในสุขภาพผิวของตัวเองจริง ๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์หรือวิธีการดูแลที่ได้มาตรฐาน พิสูจน์ได้จริง ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ เพราะผลลัพธ์อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย.

อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 20 ธันวาคม 2557

Advertisements

เล็งคลอดประกาศห้ามใช้สารเคมีในสีย้อมผมเพิ่ม

thairath130417_001เล็งคลอดประกาศห้ามใช้สารเคมีในสีย้อมผมเพิ่ม

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญ โดย อย.ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการผลิตเครื่องสำอางได้คุณภาพเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนอย่างรอบด้าน ทั้งการพัฒนากฎหมาย ยกระดับ สถานประกอบการ เช่น สหภาพยุโรปได้ออก ประกาศห้ามใช้สีย้อมผมเป็นส่วนผสมในเครื่อง สำอางหลายรายการ เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดเนื้อร้ายในกระเพาะปัสสาวะ โดยคณะกรรมการวิชาการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ SCCP จึงมีการทบทวนการใช้สารใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันทั้งการนำเข้าและ การขออนุญาตผลิตในอนาคต ทั้งนี้ ก็เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยทาง อย.ได้เตรียมออกประกาศห้าม ใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ย้อมผมเพิ่มเติมอีกจำนวน 126 รายการ โดยจัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง (ฉบับที่ 7) เพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการมาตรฐานเครื่องสำอางและผ่านความเห็นชอบแล้ว โดยจะได้นำเสนอคณะกรรมการเครื่องสำอางเพื่อออกประกาศคุ้มครองผู้บริโภค คาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปี 2556 นี้

นพ.ไพศาลกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการที่ อย.ดำเนินการนี้ ถือว่าสอดคล้องกับการปรับกฎระเบียบเกี่ยวกับเครื่องสำอาง และการจัดทำบทบัญญัติเครื่องสำอางอาเซียน ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องควบคุมกำกับดูแลให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ทั้งในเรื่องรายการสารที่ใช้เป็นส่วนผสม ฉลากผลิตภัณฑ์ การจัดทำข้อมูลผลิตภัณฑ์ และการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เมื่อวางจำหน่ายในประเทศ ส่งออก และการนำเข้าจากต่างประเทศ.

ที่มา : ไทยรัฐ 17 เมษายน 2556

เตือนภัยเทรนด์”ขาวใส” เสี่ยงช็อกตาย-เสียโฉม

matichon121224_001จากกระแสความนิยมผิวขาวของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น น่าเป็นห่วงคนไทยจะตกเป็นเหยื่อสารเคมีจากเครื่องสำอาง หรือยาที่ใช้รักษาฝ้าหรือสร้างผิวให้ขาว พล.ท.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยว่า ความนิยมการมีผิวขาว โดยเฉพาะจากการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวในสื่อต่างๆ สร้างกระแสถึงบริเวณซอกแขน ข้อศอก หัวเข่าและจุดซ่อนเร้นอื่นๆ ทางวิชาการผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีความจำเป็นแต่อย่างใด

ร่างกายของเราสามารถสร้างสีผิวขึ้นมา ซึ่งเป็นเสมือนการสร้างเกราะป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดด โดยตัวการที่ทำให้ผิวของเรามีสีที่แตกต่างกัน คือ เม็ดสีหรือเมลานิน จะทำหน้าที่ดูดกลืนรังสียูวีเอาไว้ ไม่ให้ผ่านมาทำอันตรายถึงผิวหนังชั้นในและอวัยวะภายใน ดังนั้นการกระทำใดๆ ที่พยายามกำจัดปริมาณเมลานินเพื่อให้ผิวขาวขึ้น เท่ากับเป็นการลดเกราะคุ้มกันตามธรรมชาติที่เรามีอยู่

matichon121224_001a

การใช้ยารักษาฝ้าหรือทำให้หน้าขาวมีหลายประเภท โดยยาชนิดทาจะค่อนข้างปลอดภัยมากกว่ายาชนิดอื่นๆ และควรได้รับการรับรองจากอย.ก่อน หากทาบางๆ ก็จะดูดซึมลงไปเพียงแค่ผิวหนังชั้นต้น แต่หากตัวยาซึมเข้าไปสู่กระแสเลือด เข้าไปสู่อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และเป็นอันตรายได้ มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่อไต ผิวหนังหรืออาจเสียโฉม ที่สำคัญไม่แนะนำให้ใช้ชนิดรับประทานหรือฉีด ซึ่งหากมีสารปรอทเจือปน เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายก็จะเกิดอาการความจำเสื่อม แขนขาอ่อนแรง อาจช็อกหรือเสียชีวิตได้ทันที

matichon121224_001b

พ.ต.หญิง พญ. ภิญญาพัชร์ คเนจร ณ อยุธยา อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า หากผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้สามารถออกฤทธิ์เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผิวได้ จะต้องจัดเป็น “วัตถุออกฤทธิ์” หรือยา ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจทดสอบและวิจัยโดยองค์การอาหารและยา ซึ่งต้องใช้ขั้นตอนเวลาตีทะเบียนอย่างน้อย 1-2 ปี จึงจะจำหน่ายได้ เคล็ดลับที่ไม่ลับ คือ เลือกครีมที่มีความมันพอเหมาะกับสภาพผิวของตัวเราเอง ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวขาวที่มีราคาพอประมาณ แต่หากทาแล้วหน้าเด้งแลดูสดใส ก็ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นต่อไปได้เลย

ด้าน ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ข้อแนะนำว่า เซลล์เม็ดสีจะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวไหม้พอง เป็นมะเร็ง และไม่ให้ใยคอลลาเจนถูกทำลาย ซึ่งจะทำให้ผิวหนังเป็นริ้วรอย การปกป้องผิวให้พ้นแสงแดดเป็นวิธีที่ดีที่สุด ช่วยป้องกันฝ้า หรืออักเสบจากการถูกแดดเผา และควรทาโลชั่นป้องกันแดดสม่ำเสมอ

ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตัวเรารู้สึกว่าใช้แล้วดี ไม่แพ้ ราคาไม่แพง และต้องป้องกันแสงแดดร่วมด้วย ทางที่ดีควรอยู่อย่างสีผิวของเรา แต่เรียบ เนียน และสุขภาพผิวดีปลอดภัยที่สุด

 

ที่มา : มติชน 24 ธันวาคม 2555

รู้ทันกลโกง ‘ธุรกิจขายตรงแอบแฝง’ สร้างรายได้เสริมอย่างไรไม่ตกเป็นเหยื่อ?!

ธุรกิจขายตรงแอบแฝง หรือธุรกิจแชร์ลูกโซ่ อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน โดยการหลอกล่อผู้ที่อยากรวยให้เข้ามาเป็นเครือข่าย จึงไม่แปลกที่จะมีผู้ตกเป็นเหยื่อมากมายเพราะความโลภ ดังที่เป็นกระแสข่าวในปัจจุบันว่ามีการจับกุมแก๊งธุรกิจแชร์ลูกโซ่ มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเราอยากมีรายได้เพิ่มจริง ๆ ธุรกิจขายตรงที่ถูกต้องตามกฎหมายสามารถช่วยได้ แต่ต้องอาศัยความรอบรู้และความอดทน

ดร.สิทธิชัย ฝรั่งทอง อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก ให้ความรู้ว่า ธุรกิจขายตรงถ้านับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมาปรากฏว่ามีมูลค่าทางการตลาดขายตรงเพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อก่อนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับจนกระทั่ง 9 เดือนแรกของธุรกิจขายตรงอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท จะเห็นได้ว่าแนวโน้มจากตัวมูลค่าทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นทำให้ธุรกิจนี้ขยายตัวมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคืออะไรเป็นเหตุจูงใจที่ทำให้มีผู้เข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมากมาย นั่นคือจากภาวะเศรษฐกิจที่เรียกว่าตกต่ำก็ว่าได้ หรือเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาข้าวของแพงมากขึ้น และจากอัตราค่าจ้าง 300 บาทที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ มีการปรับลดคนงานลงทำให้คนมุ่งหาอาชีพที่ 2 เพิ่มขึ้นในการที่จะหารายได้มาจุนเจือตัวเองและครอบครัว จึงทำให้คนจำนวนมากเข้าสู่ระบบของธุรกิจขายตรง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าธุรกิจนี้สามารถทำเงินและสร้างฝันให้กับคนที่ต้องการสร้างตัวหรือสร้างรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น จากมูลเหตุตรงนี้จึงทำให้ธุรกิจต่าง ๆ เริ่มขยายปรับเข้าหาธุรกิจขายตรงเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใหญ่ ๆ เองก็ปรับตัวเข้ามาเล่นธุรกิจขายตรงนี้ หรือแม้แต่ตัวคนที่เป็นดาราเองก็หันมาทำธุรกิจขายตรงมากขึ้น มูลเหตุทั้งหมดจึงจูงใจทำให้เกิดช่องว่าง ธุรกิจแชร์ลูกโซ่อาศัยจังหวะใช้คนดัง ๆ เข้ามาเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดให้คนเข้ามาสู่ระบบด้วย

ธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่จะนิยมขายของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาหารเสริม เครื่องสำอาง แต่ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คืออาหารเสริมและเครื่องสำอาง แต่พอจะเริ่มเป็นธุรกิจขายตรงที่แอบแฝงเริ่มมีสินค้าหลายตัวที่แปลก ๆ เช่น สินค้าทางการเกษตร น้ำมัน ยางพารา เหล็ก ทองคำ หรือแม้กระทั่งอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แต่ตัวที่เริ่มเข้ามาและเป็นปัญหามาตลอด เรียกว่า ไทม์แชริ่ง เป็นธุรกิจจัดสรรวันหยุด เป็นลักษณะเกี่ยวกับการออกไปพักผ่อนตามต่างประเทศหรือต่างจังหวัด โดยการแนะนำให้คนมาใช้บริการ ซึ่งใช้คนที่เคยไปได้จริงเข้ามาแนะนำต่อ ฉะนั้นถ้าเราเห็นว่าเป็นธุรกิจแปลก ๆ ต้องตั้งข้อสันนิษฐานว่าจะใช่ธุรกิจขายตรงหรือเปล่า

อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่เราควรพิจารณาว่าเป็นลักษณะของธุรกิจหลอกลวงหรือแชร์ลูกโซ่อยู่ 5 ข้อ ได้แก่

1.ตัวผลิตภัณฑ์ ถ้ามีราคาสูงให้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นธุรกิจขายตรงจริงหรือเปล่า เพราะปกติการขายตรงค่าสมัครสมาชิกจะราคาไม่แพง ส่วนตัวสินค้าราคาจะสูงกว่าสินค้าทั่วไปไม่มาก แต่ถ้าสูงเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ต้องเริ่มวิเคราะห์แล้ว

2.รูปแบบของผลตอบแทน ถ้าเป็นแชร์ลูกโซ่หรือลักษณะขายตรงแบบแอบแฝงจะได้มาอย่างง่ายดาย ไม่ต้องไปออกแรงมาก แต่ไม่เน้นขายสินค้า แค่แนะนำคนมาสมัครสมาชิก และตัวเราเองก็ไม่ต้องรู้เรื่องในการขายมากนัก เพราะมีวิทยากรหรือเพื่อนในกลุ่มหรือหัวหน้าทีมมาคอยแนะนำให้

3.เน้นนโยบายเรื่องของการสร้างเครือข่ายเพียงอย่างเดียว บางบริษัทมีถึง 3-4 เครือข่าย ซึ่งเครือข่ายที่ 1 ซื้อสินค้าบริโภค เครือข่ายที่ 2 หาสมาชิก เครือข่ายที่ 3 ได้รับผลตอบแทนจากเครือข่ายที่ไปหา และยังสามารถมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นโดยดูจากรุ่นพี่ให้เห็นว่าการสร้างเครือข่ายแล้วประสบความสำเร็จ คือ มีบ้าน มีรถยนต์ แสดงให้เห็นว่าจะเน้นในเรื่องความสำเร็จในชีวิตเป็นหลัก โดยการใช้จิตวิทยาจูงใจในการที่จะให้คนเกิดพลังในการที่จะทำ แต่จำนวนคนที่จะประสบความสำเร็จจริง ๆ มีสัดส่วนที่น้อยมาก

4.อายุของการก่อตั้งบริษัท หากย้อนไปประมาณเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเรามีกรณีที่โด่งดังมาก กรณีของบริษัทบลิสเซอร์ บริษัทนี้ใช้ลักษณะของการก่อตั้งไม่ถึง 3-4 เดือน มีสมาชิกที่อยู่ในระบบจำนวนมากและประสบความสำเร็จทั้งนั้น เพราะคนที่เข้าสู่ธุรกิจเป็นอันดับแรก ๆ ก็เหมือนกับได้ค่าหัวคิวหรือรายได้ในตอนแรก ฉะนั้นคนที่เข้ามาทีหลังบริษัทไม่สามารถจะหมุนเงินหรือปันเงินต่อให้ได้ จึงควรสังเกตว่าหากมีการตั้งบริษัทไม่กี่ปีแล้วขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบนี้ค่อนข้างน่ากลัว เปรียบเทียบกับบางบริษัท ยกตัวอย่าง เช่น แอมเวย์ มิสทิน ที่อยู่ในระบบมานานแล้วเรื่องการหลอกลวงค่อนข้างน้อย เพราะการก่อตั้งบริษัทที่ยาวนาน และ

5.แผนการตลาดจะมีความซับซ้อนมากด้วยความที่เป็นระบบเครือข่ายหรือเรียกว่า ระบบการขายตรงหลายระดับ (MLM) ซึ่งถ้าเป็นระบบเครือข่ายที่ดั้งเดิม เช่น เราขายของให้ลูกค้าและนำยอดไปส่งให้บริษัทก็จะได้รายได้กลับมา แต่ถ้าเป็นระบบเครือข่ายเราขายของให้ลูกค้าและลูกค้าคนนั้นขายให้ลูกค้าคนอื่น ๆ ต่อ ยอดขายเราก็จะได้จากตัวในไลน์ของเรา แต่ตัวระบบลูกโซ่สินค้าจะไม่เน้นให้ไปขายต่อ คนที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกต้องซื้อเป็นแพ็กเกจ เช่น คู่มือ ผลิตภัณฑ์ และต้องหาเครือข่ายเพิ่มด้วย

ทั้ง 5 ประเด็นนี้พยายามชี้ให้เห็นว่าเข้าข่ายเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ และช่องว่างของกฎหมายเองบางครั้งทำให้ไม่ผิดกฎหมาย คือ พ.ร.บ.ของกฎหมายขายตรง 2545 แต่ปัจจุบันเป็นปี 2555 แล้ว แสดงว่ากฎหมายนี้เริ่มล้าสมัย ทำให้การเอาผิดหรือช่องว่างที่จะมีรูโหว่มากขึ้นทำให้ธุรกิจประเภทนี้อาศัยช่องว่างในการแทรกตัวเข้ามา และคนที่จะทำลักษณะแบบนี้ได้ก็จะอาศัยช่องว่างและศึกษากฎหมายมาอย่างดีไม่ว่าจะเป็นในแง่ของกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา หรือการจ่ายค่าเสียหาย บางบริษัทตั้งได้ 1-2 ปีก็ปิดตัว เปลี่ยนชื่อบริษัทและชื่อคนก่อตั้งรวมทั้งย้ายสถานที่ คนที่มาสมัครสมาชิกท้าย ๆ ก็จะเสียหาย ดังนั้นมันไม่ได้เสียในแง่ของระบบเศรษฐกิจ แต่จะทำลายธุรกิจขายตรงด้วยกันเอง และทำลายในแง่ของตัวผู้บริโภค

สำหรับระบบแชร์ลูกโซ่มีมา 50-60 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยแม่ชะม้อย แต่ไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในระบบยังหลอกลวงผู้บริโภคให้ตกเป็นเหยื่ออยู่ด้วยเหตุผลสั้น ๆ 2 เหตุผล คือ ความโลภ ถ้าตราบใดที่ผู้บริโภคหวังผลระยะสั้นและลืมคิดไปว่านี่คือชีวิตจริงไม่ใช่ละคร เหมือนพระเอกที่เป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน อยากให้คิดว่าของฟรีไม่มีในโลกจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดาย และ การตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ปรึกษาผู้อื่น ฉะนั้นเราจึงควรปรึกษาอาจารย์หรือผู้ปกครองและคนรอบข้างหรือหาข้อมูลเอง เพราะยุคนี้เป็นยุคของสังคมออนไลน์มีเว็บหรือกระทู้ของผู้ที่วิจารณ์ให้ความรู้ถึงแม้จะไม่มีข้อมูลทางวิชาการแต่เป็นความรู้สึกและประสบการณ์ถือเป็นข้อมูลที่จะช่วยประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะทำธุรกิจนี้หรือไม่ทำ

ส่วนตัวธุรกิจขายตรงเองก็ให้สมัครสมาชิกซื้อสินค้า ฝึกอบรมเช่นกัน ซึ่งการอบรมก็ต้องเสียเงิน ฉะนั้นธุรกิจขายตรงจริง ๆ ก็ต้องลงทุนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซื้อคู่มือ ซื้อสินค้า ค่าอบรม การเดินออกไปหาเครือข่ายและที่น่าสนใจคือ ถ้าเป็นงานบริษัทจะมีประกันสังคม แต่งานขายตรงไม่มี ถ้าใครจะเข้าสู่ระบบขายตรงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าเราพร้อมที่จะสูญเสียสิทธิตรงนี้หรือไม่ แต่ถ้าเราตั้งใจจะทำจริง ๆ ก็สามารถรวยได้ และถ้าต้องการสร้างเป็นอาชีพที่ยาวนานเราต้องรู้จักธุรกิจอันนี้ให้ดีเสียก่อนที่จะไปบอกคนอื่นต่อ แต่ส่วนใหญ่ใจร้อนยังเรียนหรืออบรมไม่กี่ครั้งก็ออกไปหาสมาชิกเข้าเครือข่ายแล้วทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ทราบว่าระบบเป็นอย่างไร ให้ผลตอบแทนที่เป็นเครือข่ายอย่างไร และบางครั้งตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จแต่ไปชวนลูกทีมมานั่งขายฝันแล้ว ทำให้มีการขายฝันต่อ ๆ กันไปโดยขาดหลักความจริง

นอกจากนี้เรายังต้องอยู่ในระบบความเป็นผู้นำ เพราะหากเรารู้จริงและสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ให้ลูกทีม เช่น ลูกน้องทีมยังขายไม่เก่ง เราก็ไปช่วยสอนและช่วยขาย ถ้าลูกทีมขายได้เราก็ได้ค่าตอบแทนอีกต่อหนึ่งถือว่าแฟร์ ที่สำคัญต้องขยันอดทน โดยเฉพาะอดทนต่อความผิดหวัง เพราะการไปขายของครั้งแรกส่วนมากจะขายไม่ได้ แต่การขายตรงต้องสร้างสิ่งที่ดีให้ลูกค้าในแง่ของการใช้สินค้า ส่วนรายได้มาเป็นอันดับ 2 และความสำเร็จของชีวิตมาเป็นอันดับ 3 แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่อย่างนั้น กลับกลายเป็นว่าถ้าลูกทีมขายไม่ได้ให้พาลูกค้ามาแล้วเราขายเอง โดยที่ไม่ได้อธิบายหรือถ่ายทอดความรู้ให้ลูกทีม เมื่อนานไปลูกทีมก็จะเบื่อและเลิกราไปทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ หรือถ้ารักการจะมีอาชีพเสริมเพื่อหารายได้จุนเจือตัวเองและครอบครัวก็ขายของและได้ยอดจากการขายก็เพียงพอแล้ว

ดังนั้นหากเรายังมีความโลภหวังผลระยะสั้นอยู่และลืมคิดไปว่านี่คือชีวิตจริงไม่ใช่ละครที่เหมือนพระเอกกลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืนก็จะยังคงถูกผู้อื่นหลอกใช้อยู่ จึงอยากให้คิดเสียว่าของฟรีไม่มีในโลกจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดาย…!!.

“ธุรกิจขายตรงเองก็ให้สมัครสมาชิกซื้อสินค้า ฝึกอบรมเช่นกัน ซึ่งการอบรมก็ต้องเสียเงิน ต้องลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซื้อคู่มือ ซื้อสินค้า ค่าอบรม การเดินออกไปหาเครือข่าย และที่น่าสนใจคือ ถ้าเป็นงานบริษัทจะมีประกันสังคม แต่งานขายตรงไม่มี ถ้าใครจะเข้าสู่ระบบขายตรงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าเราพร้อมที่จะสูญเสียสิทธิตรงนี้หรือไม่”

การขายตรงหลายระดับชั้น

1.ค่าธรรมเนียมในการเริ่มต้นธุรกิจใช้เงินลงทุนต่ำเป็นค่าสมัครและชุดคู่มือดำเนินธุรกิจเท่านั้น

2.จำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิดที่มีคุณภาพสูง ยอดขายจะมาจากยอดการจำหน่ายสินค้าได้ซ้ำอีกเรื่อย ๆ เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ บริษัทจะใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อทำการวิจัยค้นคว้าและพัฒนาคุณภาพ
3.รับประกันคุณภาพและความพึงพอใจตัวสินค้า โดยการคืนหรือเปลี่ยนสินค้า

4.ตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ทุกสาขาทั่วประเทศ

5.การจ่ายผลตอบแทน รายได้และตำแหน่งจะขึ้นอยู่กับการทำงานของการขาย

6.การก่อตั้งธุรกิจขึ้นอยู่กับการขายสินค้าคุณภาพ

7.มีนักขายอิสระที่อาศัยการขายสินค้าเพื่อสร้างรายได้

8.มีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการดำเนินธุรกิจและไม่ต้องกักตุนสินค้า

9.ผู้ขายจะเน้นในเรื่องการขายสินค้าและการให้บริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง

10.ธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายและเป็นการขายสินค้าอีกรูปแบบหนึ่ง

 

การขายตรงแบบแชร์ลูกโซ่

1.ค่าธรรมเนียมในการสมัครใช้เงินลงทุนสูง ผู้สมัครจะถูกหลอกให้จ่ายค่าฝึกอบรมและค่าสินค้าเกินความต้องการ ผลกำไรส่วนมากมาจากค่าสมาชิก

2.ไม่สนใจที่จะจำหน่ายสินค้าคุณภาพ ส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าคุณภาพต่ำและได้ผลตอบแทนสูงเป็นรายได้จากการสมัครสมาชิกใหม่ ซึ่งต้องถูกบังคับซื้อสินค้าที่มีราคาสูงเป็นจำนวนมาก

3.ไม่มีนโยบายที่จะซื้อสินค้ากลับคืน เพราะอาจจะทำให้ระบบพีระมิดล้มลงได้

4.มีนโยบายร่ำรวยในระยะอันสั้น ผู้เข้าร่วมจำนวนมากที่ฐานของพีระมิดจะเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่คนเพียงไม่กี่คนที่อยู่ในระดับจุดยอดของพีระมิด ซึ่งธุรกิจนี้ไม่สามารถอยู่ยืดยาว

5.ตำแหน่งระบบนี้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำยอดขาย

6.ระบบนี้ไม่เน้นขายสินค้าให้ผู้บริโภค แต่ผลกำไรได้มาจากสมาชิกที่มาสมัครใหม่ ซึ่งต้องซื้อสินค้ากักตุนไม่ใช่เพราะสินค้ามีคุณภาพ แต่ถูกบังคับซื้อตามระบบสมาชิก

7.ผู้ขายในระบบนี้มักจะไม่เข้าถึงการสร้างรายได้ที่แท้จริงแต่หวังเพียงผลกำไรระยะสั้น

8.ผู้เข้าร่วมจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการสมัครสูงหรือจ่ายค่าสินค้าโดยถูกบังคับให้ซื้อในตอนสมัคร

9.จะเน้นรับการสมัครสมาชิกใหม่เป็นหลักและบังคับให้ซื้อสินค้าและไม่สนใจการขายสินค้าจริงหรือการให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้า

10.เป็นระบบที่ผิดกฎหมายในหลาย ๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และหลายประเทศในเอเชีย

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 22 พฤศจิกายน 2555

ระวัง! ไตวายเฉียบพลัน เพราะใช้เครื่องสำอางปนเปื้อนสารไดเอทิลีน ไกลคอล

สธ.พบการปนเปื้อนของสารไดเอทิลีน ไกลคอล ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้กลีเซอรีน พอลิเอทิลีน ไกลคอล และ โพรไพลีน ไกลคอล เป็นส่วนประกอบ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ตา เนื้อเยื่ออ่อน หากเข้าสู่กระแสเลือดเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน และระบบสืบพันธุ์

นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตามที่เคยมีข่าวการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตของผู้บริโภคในต่างประเทศ ซึ่งได้รับสารไดเอทิลีน ไกลคอล (diethylene glycol) หรือ DEG ที่ปนเปื้อน หรือลักลอบใส่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ยา อาหาร และเครื่องสำอาง นั้น สาร DEG มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ละลายได้ดีในน้ำ เอทิลแอลกอฮอล์ (ethyl alcohol) เมทิลแอลกอฮอล์ (methyl alcohol) และ อะซิโตน (acetone) สำหรับความเป็นพิษของสาร DEG สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น ทางผิวหนัง การหายใจ และการกิน โดยจะก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนัง ตา และเนื้อเยื่ออ่อน เช่น ระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหาร เมื่อสารดังกล่าวถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจะส่งผลต่อการทำงานของตับ ไต และระบบประสาทส่วนกลาง ก่อให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน และมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้สาร DEG ยังมีคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพที่ใกล้เคียงกับสารกลีเซอรีน (glycerin) สารพอลิเอทิลีน ไกลคอล (polyethylene glycol) และสารโพรไพลีน ไกลคอล (propylene glycol) ซึ่งสารทั้ง 3 ชนิดนี้ เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในเครื่องสำอางและเป็นส่วนประกอบหลักในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางประมาณร้อยละ 3-10 โดยน้ำหนัก ทำให้อาจมีการปนเปื้อนของสาร DEG ได้

นพ.สุรวิทย์ กล่าวต่ออีกว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสาร DEG ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในประเทศ โดย สำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจวิเคราะห์เอกลักษณ์ของสาร DEG ปนเปื้อนในกลีเซอรีน พอลิเอทิลีน ไกลคอล และ โพรไพลีน ไกลคอลที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ โดยวิธี GC-FID จำนวน 42 ตัวอย่าง ตรวจพบการปนเปื้อนของสาร DEG จำนวน 3 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 7 ในจำนวนนี้พบการปนเปื้อนของสาร DEG ในปริมาณร้อยละ 0.04 0.05 และ 0.08 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ ทั้งนี้ กฎระเบียบของสหภาพยุโรปด้านเครื่องสำอาง (EU Directives 76/768/EEC) และกฎหมายอาเซียนด้านเครื่องสำอาง (ASEAN Cosmetics Directives หรือ ACD) กำหนดให้สาร DEG เป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง แต่อาจมีสาร DEG ปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้ในอัตราส่วนสูงสุดไม่เกินร้อยละ 0.1 โดยน้ำหนัก สำหรับประเทศไทย กำหนดให้สาร DEG เป็นสารห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 80 ง ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ลำดับที่ 1242

นางจุรีภรณ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการตรวจพบสาร DEG ปนเปื้อนในกลีเซอรีน พอลิเอทิลีน ไกลคอล และ โพรไพลีน ไกลคอล ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องสำอางในครั้งนี้ แม้ปริมาณที่ตรวจพบการปนเปื้อนจะต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค แต่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย จะยังคงดำเนินการติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัย ของผู้บริโภค นอกจากนี้ประชาชนควรมีความรู้ในการเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยซื้อเครื่องสำอางที่มีฉลากภาษาไทย ระบุชื่อ และที่ตั้งของผู้ผลิต มีวันเดือนปีที่ผลิต สถานที่ผลิต หรือผู้นำเข้าอย่างชัดเจน เพื่อช่วยประกอบการพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์นั้นยังคงคุณภาพดีอยู่หรือไม่ ควรซื้อเครื่องสำอางที่มีขนาดปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้ได้หมดภายในเวลาสมควร และก่อนใช้เครื่องสำอางควรอ่านฉลาก ปฏิบัติตามวิธีใช้ คำเตือน รวมทั้งทดสอบการแพ้ก่อนใช้ทุกครั้ง

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 ตุลาคม 2555