ตากผ้าในที่ร่มช่วงหน้าฝน ระวังเชื้อราในช่องคลอด

dailynews140816_02โดยทั่วไปแล้ว การตากผ้าถือเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องทำกันอยู่แล้ว และเชื่อเหลือเกินว่าส่วนใหญ่มักตากผ้าในที่กลางแจ้งหรือให้โดนแดด แต่หากตากผ้าในที่ร่มหรือตากในเวลากลางคืนหรือตากผ้าในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ควรจะระมัดระวังเชื้อราหรือไม่อย่างไร

ต้องบอกว่า เชื้อราที่พบกว่า 80% บนผ้าที่ตากในที่ร่มช่วงหน้าฝนคือ เชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่อับชื้นเป็นด่าง ส่วนเชื้อราสายพันธุ์อย่าง แคนดิดา สปีชี่ส์ (Candida species) และโทรูลอบซิส (Torulopsis) ก็จะพบได้เช่นเดียวกัน โดยเชื้อราเหล่านี้สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เมื่อสปอร์ของเชื้อราตกลงบนเสื้อผ้าที่อับชื้นไม่มีแสงแดด ก็จะช่วยทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเชื้อราที่อยู่บนกางเกงชั้นใน ซึ่งทำให้เกิด “โรคเชื้อราในช่องคลอด” ได้

ในปัจจุบัน เรามักพบว่า มีนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ตามหอกันมาก ซึ่งไม่มีบริเวณตากผ้าที่แดดส่องถึง การตากกางเกงชั้นในจึงมักแขวนผึ่งลมให้แห้ง และเกิดความเข้าใจผิดว่า เพียงเท่านี้ก็สะอาดไม่เกิดอันตรายใด ๆ แต่ความเป็นจริงแล้ว เชื้อราจะต้องถูกทำลายด้วยแสงแดดเท่านั้น ดังนั้น ชุดชั้นในจึงจำเป็นต้องตากแดด แค่ตากลมในห้องนั้นไม่เพียงพอ

อาการแรกเริ่มเมื่อเกิดเชื้อราในช่องคลอดคือ มีอาการคัน ระคายเคืองบริเวณช่องคลอด บางรายมีอาการตกขาวขุ่นข้นคล้ายนมบูด ควรรีบไปพบแพทย์ อย่าอาย อย่าซื้อยาทาหรือยากินเอง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นเชื้อราในมดลูกได้

ส่วนวิธีป้องกันควรเลือกซื้อกางเกงชั้นในที่ผลิตจากผ้าฝ้าย ซึ่งจะช่วยระบายอากาศได้ดี นอกจากนี้ ไม่ ควรเเลือกกางเกงชั้นในที่ทำจากไนลอน สำหรับคนที่เริ่มมีอาการของโรคช่องคลอดติดเชื้อรา ควรเปลี่ยนชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด หรือควรต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที แล้วตากแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้ใหม่ ควรหลีกเลี่ยงกางเกงที่รัดรูปมากเกินไป เพราะไม่ระบายอากาศอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณช่องคลอดและขาหนีบได้

อาการติดเชื้อราจะพบได้มากเป็นอันดับต้น ๆ ที่จุดซ่อนเร้น แต่จะไม่เกิดปัญหาถ้าร่างกายสร้างภูมิคุ้ม กัน หากระบบสมดุลในช่องคลอดเปลี่ยนจากกรดเป็นด่าง จะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรามากขึ้น และแสดงอาการตกขาวมากผิดปกติ เป็นก้อนสีขาวขุ่น ซึ่งเกิดได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ การมีเพศสัมพันธ์สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะน้ำอสุจิมีฤทธิ์เป็นด่าง สำหรับการรักษา ควรพบแพทย์ซึ่งการรักษามียาทั้งแบบรับประทานและแบบสอดช่องคลอด แต่ปัญหาคือมักกลับมาเป็นซ้ำ เนื่องจากไม่ปรับพฤติกรรมให้จุดซ่อนเร้นระบายอากาศได้ดี ไม่มีกลิ่นอับชื้น

เคล็ดลับการดูแลรักษา แนะนำว่าควรล้างและทำความสะอาด ไม่ให้บริเวณจุดซ่อนเร้นเสียสมดุล (ห้ามสวนเพราะเชื้อราจะเข้าสู่ภายในช่องคลอดได้) หรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ใกล้เคียงกับกรดแลคติกจะช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียดีที่มีชื่อว่า “แลคโตบาซิลไล” ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียได้อย่างดี จึงสามารถลดการระคายเคืองกลิ่นอับชื้นได้ และไม่ควรใช้สบู่เพราะมีค่าเป็นด่างไปทำลายกรดแลคติก

นอกจากนี้ ในทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ใส่แผ่นอนามัยตลอดเวลา เพราะก่อให้เกิดความอับชื้น ขอให้ใช้ช่วงที่จำเป็น เช่น ตกขาวมากก่อนมีประจำเดือน การเป็นเชื้อราไม่เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกเพียงก่อให้เกิดความรำคาญ บางคนคันเกาเป็นแผลเกิดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าเป็นบ่อยให้ปรึกษาแพทย์ แต่อาการตกขาวเรื้อรังหรือมีอาการตกขาวปนเลือดอาจจะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อหาเหตุที่แท้จริง

ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน หาโอกาสตากผ้าค่อนข้างยาก ทำให้ต้องตากผ้าในที่ร่ม หลายคนที่เคยซักผ้าแล้วเมื่อนำผ้าไปตาก ก็จะพบว่าผ้าไม่แห้ง อับชื้นได้ สำหรับผู้หญิง เวลาอยู่ในวัยที่มีประจำเดือนจะสังเกตได้ว่า จะมีคราบขาวติดอยู่ที่กางเกงชั้นใน จะมากน้อยแค่ไหนหรือมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็เป็นตามช่วงระยะของการมีประจำเดือน เนื่องจากช่องคลอดของผู้หญิงจะมีการทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงถือว่าเป็นกระบวนการทำความสะอาดตัวเองตามปกติ

ดังนั้น จึงหมั่นดูแลตนเอง โดยเฉพาะจุดซ่อนเร้น และเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพื่อเป็นการลดอาการที่อาจเกิดขึ้นจากเชื้อราในช่องคลอดได้.

ศ.นพ.อภิชาติ จิตต์เจริญ
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 16 สิงหาคม 2557

Advertisements

รู้จักรัก รู้จักป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

thairath140214_001สัปดาห์แห่งความรัก หรือเทศกาลวาเลนไทน์ เป็นช่วงที่อารมณ์ หรือฮอร์โมนพลุ่งพล่าน หลายคู่รักมักวางแผนทำกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่ไปทานข้าวสังสรรค์ จนถึงขั้นมีกิจกรรมเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเรา แต่จะเป็นกิจกรรมประเภทไหน ก็พึงกระทำอย่างมีสติ วันนี้ทีมคณะแพทย์ศาสตร์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี จึงมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์มาฝาก แม้จะดูน่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดบ่อยครั้ง หากนึกสนุกมีความสัมพันธ์โดยไม่ดูแลตัวเองให้ดี ฉะนั้น เรื่องน่ารู้และคำแนะนำเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณๆ ทั้งหลายควรรู้ไว้ โดยในวันนี้จะนำเสนอเป็นตอนแรก และนำเสนอตอนจบในสัปดาห์ถัดไป

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ “กามโรค” เกิดจากการร่วมเพศกับผู้ที่เป็นโรคนี้ ไม่ได้เกิดจากการใช้สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันร่วมกัน การใช้ห้องสุขา หรือสระว่ายน้ำร่วมกัน ยกเว้นอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจกรรมทางเพศ เช่น อวัยวะเพศชายเทียมที่ใช้ในการร่วมเพศครั้งเดียวกัน

กิจกรรมทางเพศมีหลายรูปแบบ มีความเสี่ยงต่อการติดโรคมากน้อย ขึ้นกับลักษณะของกิจกรรม กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคต่ำ ได้แก่ การกอดจูบลูบคลำภายนอก การสำเร็จความใคร่ให้กันและกัน กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ การร่วมเพศทางปาก ทางช่องคลอด และทางทวารหนัก โดยเฉพาะการร่วมเพศทางทวารหนักนั้น มีการเสี่ยงต่อการติดโรคมากที่สุด เพราะมักมีการถลอกของอวัยวะเพศชายและผิวทวารหนัก ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อกามโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันกามโรคได้ดี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้สม่ำเสมอทุกครั้งที่ร่วมเพศ สวมใส่ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง มีการหล่อลื่นดีเพื่อป้องกันถุงฉีกขาด แต่สิ่งที่ควรรู้ คือ ถุงยางอนามัยป้องกันกามโรคบางชนิดได้ไม่ดีนัก เช่น หูดหงอนไก่ โรคเริม เพราะอาจติดต่อโดยบริเวณถุงยางคลุมไม่ถึง ถุงยางอนามัยสตรีป้องกันกามโรคได้ดีกว่าถุงยางชาย เพราะมีบริเวณครอบคลุมมากกว่าและฉีกขาดยากกว่า การใส่ถุงยางชายหลายชั้นอาจทำให้การแตกรั่วฉีกขาดยากขึ้น แต่ทำให้ความรู้สึกในการร่วมเพศลดลง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ มีความรุนแรงตั้งแต่น้อยถึงมาก จนทำให้เสียชีวิต โดยสามารถแบ่งประเภทตามอาการได้ดังนี้

ประเภทแรกคือ “ไม่มีอาการ” ได้แก่ โรคเอดส์ระยะแรก หรือที่เรียกว่า เอชไอวี โรคตับอักเสบจากไวรัสบีและโรคซิฟิลิส ทั้งสามโรคตรวจพบได้จากการเจาะเลือด ถ้าเลือดบวกแสดงว่ามีการติดเชื้อ และอาจอยู่ในระยะแฝง หรือฟักตัว

“โรคเอดส์” อาจใช้เวลาถึงสามเดือนจึงจะทำให้เลือดเป็นผลบวก ในกรณีที่สงสัยจึงต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำหลายครั้ง โรคเอดส์และโรคตับอักเสบจากไวรัสบีในระยะสุดท้าย จะทำให้มีอาการต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมาก และผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในที่สุด ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด ยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ไม่สามารถกำจัดเชื้อดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยสามารถดูแลร่างกายให้แข็งแรงและไม่รับเชื้อเพิ่ม ก็อาจมีสุขภาพเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้ ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ใช้ร่วมกันหลายขนาน สามารถควบคุมการติดเชื้อไม่ให้กำเริบจนมีอาการได้ แต่ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หายขาด

ซิฟิลิส” เป็นกามโรคที่สำคัญในอดีต ก่อนจะมีโรคเอดส์ แต่ในปัจจุบันมียาปฏิชีวนะสามารถรักษาให้หายขาดได้ หรืออย่างน้อยก็ควบคุมยับยั้งการกำเริบของโรคนี้ได้ จึงไม่แสดงอาการรุนแรงเหมือนในอดีต และมักตรวจพบในสตรีที่มาเจาะเลือดขณะฝากครรภ์ หรือผู้ป่วยที่เจาะเลือดก่อนรับการผ่าตัดกลุ่มที่มีติ่งเนื้อ หรือตุ่มนูนที่อวัยวะเพศ โรคที่สำคัญ คือ หูดหงอนไก่และหูดข้าวสุก

กลุ่มต่อมา ได้แก่ “หนองแท้และหนองในเทียม” กลุ่มนี้มีอาการเด่น คือ มีหนองไหลจากอวัยวะเพศ หรือช่องทางร่วมเพศ ในเพศหญิงพบว่าไหลออกจากช่องคลอด หรือช่องปัสสาวะและมีอาการแสบเวลาปัสสาวะ ในเพศชายจะมีอาการหนองไหลจากท่อปัสสาวะและมีปัสสาวะแสบขัดลำกล้องมากกว่าในฝ่ายหญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะยาวกว่า ในรายที่ร่วมเพศทางปากอาจพบมีการอักเสบและมีหนองในช่องปากและต่อมทอนซิล ในรายที่มีการร่วมเพศทางทวารหนักอาจพบมีหนองปนกับอุจจาระ โดยทั่วไปมักเกิดอาการเหล่านี้ภายใน 1 สัปดาห์ หลังการร่วมเพศที่ติดเชื้อ ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ

หูดหงอนไก่” เป็นกามโรคที่พบบ่อยในปัจจุบันและมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก เพราะเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องได้ แต่วัคซีนมีราคาแพงและควรฉีดก่อนการร่วมเพศครั้งแรกเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ทั้งสองโรคจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีตุ่มนูนบริเวณอวัยวะเพศ มักมีหลายตุ่ม ขนาดเล็กๆ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ไม่เจ็บ ยกเว้นจะมีการอักเสบจากการเกา หูดหงอนไก่มีผิวขรุขระเป็นหนาม คล้ายกับหงอนไก่ หรือดอกกะหล่ำ

หูดข้าวสุก” มีผิวเรียบ แต่ละตุ่มมีรูตรงกลาง ซึ่งเมื่อสุกดีจะบีบของเหลวข้นๆ ออกจากรูได้คล้ายข้าวสุก ในบางรายติ่งเนื้อ หรือตุ่มมีขนาดเล็ก สามารถหายเองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก หรือกระจายเป็นวงกว้าง การใช้ยารักษาหูดจี้สัปดาห์ละหนึ่ง หรือสองครั้งจะได้ผลดี ถ้าใช้ยาเกินหนึ่งเดือนแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจใช้วิธีทางศัลยกรรม เช่น การตัดออก การจี้ด้วยไฟฟ้า การจี้ด้วยความเย็น

จะเห็นได้ว่าอาการของกลุ่มกามโรคที่กล่าวมานี้มีอาการค่อนข้างรุนแรงและต้องใช้เวลาในการรักษา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกโรคมีวิธีป้องกันหลายวิธี ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ในสัปดาห์หน้า เราจะนำเสนออาการในกลุ่มกามโรคอื่นๆ อีก สำหรับสัปดาห์นี้ ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขในช่วงเทศกาลแห่งความรัก ที่สำคัญนอกเหนือไปกว่าส่งความรักให้คนอื่น ก็อย่าลืมรักตัวเอง ป้องกันตัวเอง และคนที่เรารักจากโรคทางเพศสัมพันธ์ให้ดีด้วย.

นพ.สัญญา ภัทราชัย
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 14 กุมภาพันธ์ 2557

thairath140221_001

รู้จักรัก รู้จักป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทีมแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้นำเสนอเกี่ยวกับกลุ่มอาการของกามโรคไปแล้วบางส่วน ในสัปดาห์นี้จะขอเพิ่มเติมกลุ่มอาการอื่นๆ เพื่อเป็นความรู้และข้อเสนอแนะสำหรับดูแลตัวเองและคนที่เรารักต่อไป

กลุ่มถัดมาคืออาการ “มีแผลที่อวัยวะเพศ” โรคสำคัญคือเริมและแผลริมอ่อน ทั้งสองโรคมักเกิดแผลที่บริเวณอวัยวะเพศประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อ

โรคเริม” มักมีอาการเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสๆ ประมาณกลุ่มละ 4-6 ตุ่ม กระจายตามบริเวณผิวหนังที่สัมผัสเชื้อในการร่วมเพศ มีอาการเจ็บและแสบร้อนมากภายใน 1 สัปดาห์ ตุ่มน้ำจะแตกและกลายเป็นแผลตื้นๆ ซึ่งแสบร้อนมาก ในบางรายอาจทำให้อวัยวะเพศบวม บางรายปัสสาวะไม่ออก ในรายที่มีอาการครั้งแรกมักมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย พร้อมกันนั้นก็มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต กรณีที่มีอาการอ่อนเพลียมากหรือปัสสาวะไม่ออก ควรนอนรักษาในโรงพยาบาลพร้อมให้ยาและน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ โดยอาการมักหายเป็นปกติภายในสองสามสัปดาห์ แผลหายสนิทโดยไม่มีแผลเป็น (ถ้าไม่มีการอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรียซ้ำเติม) โรคเริมอาจกลับมาเป็นซ้ำได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ขณะมีประจำเดือน เครียดจัด นอนไม่หลับ ตุ่มน้ำของเริมมักขึ้นบริเวณเดิม โดยอาการจะไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและยังไม่มียารักษาให้หายขาด มีแต่ยาที่ทำให้อาการทุเลาและหายเร็วขึ้น

แผลริมอ่อน” ต่างจากเริมเพราะเป็นแผลเดี่ยวขนาดใหญ่ แผลมีก้นลึกและมีหนองที่ก้นแผล ขอบแผลดูเว้าแหว่งเหมือนถูกสัตว์กัดแทะ มีอาการเจ็บมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษามักหายเองภายในสองสามสัปดาห์ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฉีดยาครั้งเดียว

กลุ่มอาการ “ฝีมะม่วง” คือการอักเสบของกลุ่มต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตและเจ็บ บางรายมีร่องตรงกลางดูคล้ายผลมะม่วงอกร่อง จึงเรียกว่าฝีมะม่วง ในกรณีที่ฝีสุกและมีหนองภายในมาก ฝีอาจแตกได้ ซึ่งภายหลังฝีแตก แผลมักหายช้า บางรายอาจกินเวลาเป็นเดือน ฉะนั้นจึงควรรักษาก่อนฝีจะแตกและไม่ควรผ่าฝี การรักษาที่ถูกต้องคือ แพทย์จะใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังปกติเข้าไปในฝีและดูดหนองออกเพื่อให้ฝียุบตัวลง หลังจากนั้นจึงให้ยาปฏิชีวนะต่ออีกสองสัปดาห์ ฝีมะม่วงเกิดจากเชื้อตัวเดียวกับโรคหนองในเทียมและใช้ยารักษาในกลุ่มยาเดียวกัน

กลุ่มอาการ “ตกขาวกลิ่นเหม็นคาวปลา” ซึ่งมีอาการคันหรือตกขาวเป็นก้อน กลุ่มนี้ประกอบด้วยโรคสามโรคคือ การติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา การติดเชื้อราในช่องคลอดและการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ทั้งสามโรคเป็นโรคที่ไม่รุนแรง ไม่ทำอันตรายร้ายแรงต่อผู้ติดเชื้อ แต่สร้างความรำคาญโดยเฉพาะในการร่วมเพศ ทั้งสามโรคเกิดจากการเสียสมดุลของสภาวะในช่องคลอด ซึ่งโดยปกติจะมีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การสวนล้างช่องคลอด การใช้สิ่งแปลกปลอมสอดใส่ในช่องคลอด การเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือการติดเชื้อกามโรค

การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา” เกิดจากภาวะในช่องคลอดเป็นกรดน้อยลง ทำให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเจริญผิดปกติ กลิ่นจะรุนแรงในขณะที่มีการหลั่งน้ำอสุจิในการร่วมเพศ ทำให้เกิดความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ โรคนี้สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ อาจใช้ร่วมกับยาเหน็บช่องคลอด และงดการสวนล้างช่องคลอด โรคนี้อาจเป็นซ้ำได้บ่อย และเพื่อให้เกิดผลดีทางการรักษาฝ่ายสามีจึงต้องมีการรักษาควบคู่กันไปด้วย

เชื้อราในช่องคลอด” พบได้บ่อยในคนปกติ บางรายพบจากการตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกประจำปี โดยทั่วไปมักไม่มีอาการ ยกเว้นในรายที่เป็นมากอาจมีตกขาวปริมาณมากและมีอาการคัน ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อนๆ เหมือนนมบูดหรือนมแหวะออกมาของทารก อาการอาจมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมดลูกและอวัยวะในช่องเชิงกรานมากขึ้น การรักษามียารับประทานทางปากหรือเหน็บทางช่องคลอด

เชื้อพยาธิในช่องคลอด” พบได้น้อยกว่าสองโรคข้างต้น พบได้บ้างในคนปกติ ในรายที่เป็นมากจะมีตกขาวคล้ายหนองเป็นฟองจำนวนมากและมีกลิ่นเหม็นคันช่องคลอด นำตกขาวมาส่องขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบตัวพยาธิรูปร่างเหมือนใบโพธิ์วิ่งไปมาจำนวนมาก สามีมักมีเชื้อพยาธิอยู่ด้วยแต่ไม่มีอาการ การรักษาต้องรักษาทั้งคู่จึงจะหายขาด การรักษาโดยให้ยาครั้งเดียวรับประทานจะให้ผลดีมาก

thairath140221_001a

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำสำหรับการปฏิบัติตัวในกรณีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

– ลด ละ เลิก พฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อกามโรค เช่น มีคู่เพศสัมพันธ์หลายคน การสำส่อนทางเพศ การใช้วิธีร่วมเพศที่ไม่ปลอดภัย เช่น ใช้อุปกรณ์ในการร่วมเพศร่วมกัน

– หากสงสัยว่าจะเป็นกามโรคให้มาพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

– ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการร่วมเพศกับผู้ที่ไม่ทราบว่าปลอดภัยหรือไม่ วิธีดีที่สุดคือพึงพอใจเฉพาะคู่ของตน เพราะหากร่วมเพศกับผู้ที่ปลอดภัยก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกัน

– ผู้ป่วยกามโรคควรพาคู่สมรสหรือคู่เพศสัมพันธ์มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาเชื้อที่อาจแฝงอยู่ ในผู้ป่วยกามโรคบางรายอาจมีโรคมากกว่าหนึ่ง ดังนั้น คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงมีบริการเจาะเลือด ตรวจหาเลือดบวกและเพาะเชื้อจากหนองหรือตกขาวเพื่อค้นหาการติดเชื้อกามโรคในระยะแฝง การรักษาต้องให้การรักษาทั้งคู่จนหายจึงจะมีความปลอดภัยในการร่วมเพศ

นพ.สัญญา ภัทราชัย

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 21 กุมภาพันธ์ 2557

ตกขาว สาว ๆ ควรเข้าใจ

‘ตกขาว’ ภาวะธรรมชาติของหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ต้องคอยสังเกต เพราะนอกจากจะบ่งชี้สภาพภายในแล้ว ยังบ่งบอกการมาเยือนของโรคร้ายที่เหนือความคาดหมาย

‘ตกขาว’ ภาวะธรรมชาติของหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ต้องคอยสังเกต เพราะนอกจากจะบ่งชี้สภาพภายในแล้ว ยังบ่งบอกการมาเยือนของโรคร้ายที่เหนือความคาดหมาย

“ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคน จะมีตกขาวตามธรรมชาติ จากการที่รังไข่สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้เยื่อบุผนังมดลูกหนาขึ้น เกิดเป็นมูก บริเวณปากมดลูกและปากช่องคลอด รวมกับผนังช่องคลอดที่ลอกตัวออกมาเป็นตกขาว” รศ.นพ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบาย

ตกขาวที่ปกติจะมีลักษณะเป็นมูกใสๆ หรือมีสีขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก ไม่มีกลิ่น และไม่มีอาการแสบหรือคันที่ช่องคลอดหรือปากช่องคลอด ตกขาวอาจมามากในช่วงที่ร่างกายมีฮอร์โมนเพิ่มขึ้น เช่น หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงที่กินยาเม็ดคุมกำเนิดช่วงกลางของรอบเดือน

ความผิดปกติจะแสดงเมื่อตกขาวมีการเปลี่ยนแปลง จากสีที่เปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง สีเขียว มีกลิ่นเหม็น และอาการสำคัญคือ แสบ คันบริเวณ ช่องคลอดหรือปากช่องคลอด ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อ

สูตินรีแพทย์ชี้ว่า เชื้อที่พบบ่อยกว่า 90% จะมาจาก 3 เชื้อคือ เชื้อรา (Candidiasis) , ทริโคโมแนส (Trichomoniasis) ซึ่งเป็นโปรโตซัวชนิด หนึ่ง และการถูกทำลายของแบคทีเรียแลคโตบาซิลไล (Lactobacilli) ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ

“ในสหรัฐ 75% ของหญิงสาวจะเคยเป็นเชื้อราในช่องคลอดอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ส่วนของประเทศไทยยังมีไม่มาก เนื่องจากยังไม่มีการ เก็บสถิติที่ชัดเจน แต่ 1 ใน 3 ของผู้หญิงที่มาด้วยเรื่องตกขาวผิดปกติมักจะเกิดจากเชื้อรา”

รศ.นพ.สุรสิทธิ์กล่าวถึงอุบัติการณ์ พร้อมชี้ว่า อาการตกขาว เพิ่มขึ้น มีกลิ่น และมีอาการคันนี้ อาจบ่งชี้โรคร้ายบางอย่างเช่น มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ มะเร็งปากมดลูก หรืออาจจะเป็นโรคผิวหนังบางชนิดก็เป็นได้

การตรวจวินิจฉัยตกขาวผิดปกตินี้ แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจภายในด้วยเครื่องมือแพทย์ เพื่อดูผนังช่องคลอด ปากช่องคลอด แล้ว จึงดูลักษณะของตกขาว พร้อมกับนำตกขาวไปตรวจสอบโดยการเพาะเชื้อ ซึ่งหากเป็นหญิงปกติ การเพาะเชื้อจากตกขาว 20-30% จะพบเชื้อราโดยที่ ไม่มีอาการ ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงเกิดการอักเสบหรือเชื้อราเติบโตขึ้นเนื่องด้วยสภาวะที่เหมาะสม เช่น การสวนล้างช่องคลอด หรือความอับชื้น

การรักษา รศ.นพ.สุรสิทธิ์ชี้ว่า สำหรับตกขาวจากเชื้อรา สามารถฆ่าเชื้อได้ด้วยการใช้ยาเฉพาะที่ โดยการเหน็บยาร่วมกับการใช้ครีม เพราะ ถึงแม้จะมีการใช้ยาเหน็บเพื่อฆ่าเชื้อราในช่องคลอด แต่อาจเกิดการลุกลามของเชื้อมายังผิวภายนอก ครีมฆ่าเชื้อนี้จะช่วยลดอาการคัน และระคาย เคืองได้ แต่ในกลุ่มคนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ไม่สามารถเหน็บยา ก็ใช้ยารับประทาน แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เพราะคนไข้บาง คนมีอาการแพ้ยา และหากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ตัวยาสะสมในร่างกาย เสี่ยงที่จะเกิดตับอักเสบ

หากเชื้อไม่ดื้อยา การรักษาได้ผลสูงถึง 90% อีก 10% ที่เหลือ คือ คนไข้ต้องรู้ป้องกันตนเองไม่ให้เป็นซ้ำ ด้วยการดูแลสุขภาพจุดซ่อน เร้น ไม่ว่าจะเป็น อาบน้ำวันละ 2 ครั้งและซับให้แห้ง ไม่ให้อับชื้น, ไม่ใช้น้ำยาสวนล้างช่องคลอด และไม่รับประทานยาปฏิชีวนะ ถ้าไม่จำเป็น เพราะตัวยา จะฆ่าเชื้อแลคโตบาซิลไล ที่เป็นตัวช่วยป้องกันเชื้อโรค รวมไปถึงโรคเบาหวานและการใช้ยาสเตียรอยด์ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ มีโอกาสติดเชื้อได้ ง่าย

“น้ำยาล้างจุดซ่อนเร้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรใช้ เพราะบริเวณปากช่องคลอดและช่องคลอดจะมีแบคทีเรียดีที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ แต่น้ำยา เหล่านี้จะไปทำลายแบคทีเรียดี เสี่ยงที่จะติดเชื้อมากกว่าปกติ ซึ่งการทำความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น สามารถใช้น้ำสะอาดล้างก็เพียงพอแล้ว” คุณหมอแนะนำ

สำหรับสาว ๆ ที่ยังตกขาวแบบปกตินั้น ใช้เพียงน้ำสะอาดหรือสบู่อ่อน ๆ ไม่สวมกางเกงรัด ไม่ใช้แผ่นรองอนามัย รวมถึงการเลือก ใช้กางเกงในผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงใช้กางเกงในผ้าไนลอนที่ไม่ซับเหงื่อ และรับการตรวจภายในปีละ 1 ครั้ง แต่หากพบอาการคัน บริเวณจุดซ่อนเร้น สามารถปรึกษาเภสัชกรและใช้ยาเหน็บร่วมกับครีมทาภายนอกเพื่อบรรเทาอาการคัน แต่หากมีตกขาวสีและกลิ่นผิดปกติ บวมแดงที่ อวัยวะเพศ ร่วมด้วยอาการแสบคัน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 14 พฤศจิกายน 2555