อยากเก่ง ง่ายนิดเดียว

dailynew140607_2เชื่อว่าจั่วหัวบทความมาอย่างนี้ คุณผู้อ่านหลายท่านที่มีลูกวัยต่าง ๆ อาจตั้งคำถามว่า

ง่ายนิดเดียว แต่ยากมากใช่ไหม? ตอบก่อนเลยว่าไม่ใช่ค่ะ

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาทางพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนาในสหรัฐอเมริกา ได้ออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The New Science of Learning (เรื่องใหม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้านการเรียนรู้) โดยสรุปหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองจากงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติมาแล้ว เป็นการแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมที่คิดว่า พรสวรรค์และการทุ่มเทเป็นเพียง 2 อย่างเท่านั้นที่จะช่วยให้เราเก่งขึ้น แต่ความจริงแล้วมีสิ่งที่ง่ายกว่านั้นค่ะ

สอดคล้องกับเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่ได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามเรื่องเดียวกันนี้กับ นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล  ในอดีตนั้นท่านเป็นผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศมองโกเลีย เคยได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับผู้ทำประโยชน์ด้านการแพทย์และสาธารณสุขต่อมวลมนุษยชาติ จะว่าไปแล้วการได้รับตำแหน่งและรางวัลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และก็คงไม่ใช่เฉพาะการใช้ความเก่งแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งในตอนจบท่านก็ให้คำแนะนำมาด้วย สามารถปรับเอาไปใช้ได้ง่ายมากเลยค่ะ

ในหนังสือได้กล่าวถึงเรื่องของการเชื่อมโยงกระบวนความคิดและการเรียนรู้ไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

1) งานวิจัยทางประสาทวิทยานั้นแสดงให้เห็นว่า เมื่อเราเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ สมองจะเกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น จากการสแกนสมองพบว่า เซลล์สมองจะพยายามหาตัวเชื่อมต่อไปยังเซลล์สมองอื่น ๆ เป็นการสร้างโครงข่ายของสมอง ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า การเรียนรู้ใหม่ ๆ นั้นกำลังเกิดขึ้น

2) เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้หรือฝึกฝนสิ่งใหม่ ๆ ที่เราเพิ่งเรียนรู้มา โครงข่ายที่เชื่อมระหว่างเซลล์สมองนั้นจะยิ่งแข็งแรงขึ้น รวมถึงความสามารถในการเรียกคืนข้อมูลที่เก็บไว้ ก็ทำได้เร็วมากขึ้น

3) สิ่งที่สำคัญมากก็คือ เพื่อให้ได้โครงข่ายที่เชื่อมระหว่างเซลล์สมองที่ดีและแข็งแรง เมื่อได้รับหรือเรียนรู้ข้อมูลใหม่ ๆ จำเป็นที่จะต้องมีการฝึกฝน และถ้าจะให้กลายเป็นความจำระยะยาว ข้อมูลใหม่ ๆ นั้นควรจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเก่าด้วย

4) งานวิจัยทางประสาทวิทยายังชี้ด้วยว่า เพื่อให้ความจำนั้นยังคงอยู่แม้ไม่ได้ใช้ (เช่น ลองคิดถึงกรณีการขี่จักรยาน ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เรากลับมาขี่ใหม่ก็ยังสามารถขี่ได้) จำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาของการฝึกฝนด้วยเช่นกัน

5) การเร่งเรียน หรือเร่งท่องจำ (คิดกรณีนักเรียนอ่านหนังสือก่อนสอบ 1 วัน หรือหลักสูตรอัดฉีดต่าง ๆ) ไม่ใช่การเรียนรู้ การเร่งเรียนนี้ไม่สามารถทำให้สมองสร้างความทรงจำถาวร ทำให้ไม่สามารถเรียกกลับมาใช้เมื่อระยะเวลาผ่านไปได้ ดังจะเห็นได้จากการที่เราลืมเรื่องที่เราเคยท่องได้หรือเรียนผ่านไปแล้ว

6) เราสามารถรู้ได้ว่า สิ่งที่เรียนอยู่เป็นการเรียนรู้จริงหรือไม่นั้น ดูได้จากความสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ที่ได้รับในสถานการณ์อื่น ๆ นอกเหนือจากห้องเรียน หรือนอกเหนือจากสิ่งที่สอนไปแล้วได้หรือไม่ เช่น คนที่ว่ายน้ำได้ จะต้องว่ายได้ทั้งที่สระว่ายน้ำ บึง บ่อ หรือแม้แต่ทะเลได้

7) เซลล์สมองจะพยายามเรียกหาตัวเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งก่อนที่จะเกิดการเรียนรู้ ซึ่งตัวเชื่อมต่อนี้จะเชื่อมระหว่างข้อมูลเก่ากับข้อมูลใหม่ ทำให้เราเข้าใจข้อมูลใหม่ได้ง่ายขึ้น ในทางเดียวกัน ถ้าสมองไม่เคยมีข้อมูลเรื่องนี้มาก่อนเลย เซลล์สมองไม่สามารถหาเซลล์สมองอื่นมาเชื่อมได้ สมองจะเก็บข้อมูลใหม่ไว้ในส่วนที่ตื้นที่สุด ทำให้สามารถลืมได้ทุกเมื่อ

8) การเรียนรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่ฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็น การฝึกซ้ำ การอ่าน การเขียน การคิด การพูด การมีส่วนร่วม ถ้าไม่เลือกทำสักอย่างหนึ่งนี้ ไม่มีทางที่จะเกิดการเรียนรู้ขึ้น

ในหนังสือนั้นได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของปัจจัย 4 อย่างที่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง และแน่นอนเป็นสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว นั่นก็คือ สารอาหาร น้ำ การนอน และการออกกำลังกาย ซึ่งหลายท่านทราบดีอยู่แล้ว แต่น้อยคนที่จะให้ความสำคัญกับทั้ง 4 อย่างผสมผสานกัน

ในหนังสือกล่าวไว้ว่า สมองคนเราใช้พลังงาน 25-30% ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายมี นั่นหมายความว่า ถ้าร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว สมองก็จะไม่ได้รับพลังงานไปด้วย และเมื่อสมองไม่ได้รับพลังงานก็ทำให้การทำงานของสมองแย่ลง นอกเหนือจากอาหารแล้ว น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากในการเรียนรู้ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์แบบบูรณาการประจำมหาวิทยาลัยชิคาโกของสหรัฐ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ในเซลล์สมองนั้น จะเก็บกักน้ำไว้เหมือนกับลูกบอลลูนเล็ก ๆ เพื่อให้เซลล์สมองมีสภาพสดใหม่เต็มอิ่ม เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้ จำเป็นที่จะต้องมีน้ำเป็นส่วนประกอบ นอกจากนั้นแล้วน้ำยังช่วยให้สมองผลิตฮอร์โมนและให้สารสื่อประสาทในสมองทำงานได้ดีขึ้นด้วย

ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐ ยังเน้นด้วยว่าการนอนหลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจำ คนที่นอนน้อยจะทำให้ความสามารถในการเรียกข้อมูลต่ำลง 19% คนที่ไม่ได้นอนเลยจะมีความสามารถในการจดจำแค่ 50% เท่านั้น รวมถึง 2 ชั่วโมงสุดท้ายในการนอนถือว่าสำคัญที่สุดที่ข้อมูลต่าง ๆ จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังสมองส่วนที่จดจำที่ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วการนอนยังมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการเคลียร์พื้นที่สมองให้มีที่ว่างสำหรับจดจำข้อมูลในวันต่อ ๆ ไป

ในตอนท้ายนั้น หนังสือเล่มนี้ยังย้ำงานวิจัยที่กล่าวว่าการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมทำให้ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราออกกำลังกาย สมองจะหลั่งสารสารเคมีและโปรตีนออกมาจำนวนมาก ซึ่งโปรตีนและสารสื่อเคมีนี้เป็นตัวการสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของสมองในการรับข้อมูล ประมวลผลข้อมูล รวมถึงการจดจำที่ดีขึ้นอีกด้วยค่ะ

สุดท้ายแล้ว นายแพทย์วิวัฒน์ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ที่ดีและมีความหมายที่สุดคือการเรียนรู้อย่างเข้าใจ อย่าเรียนเพื่อให้แค่รู้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่ามันเกิดมาจากอะไร การทำความเข้าใจไม่ใช่จะเกิดได้เอง แต่ต้องใช้ทักษะหลายอย่างประกอบกันทั้งทำซ้ำ คิดซ้ำ เหนือสิ่งอื่นใดความเก่งคือการบังคับตัวเองให้ได้ ซึ่งก็ทำได้ง่ายนิดเดียวถ้าตั้งใจทำ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มิถุนายน 2557

Advertisements

สาเหตุที่ต้องขึ้นเตียง เพื่อเติมน้ำมันสมอง

thairath130906_001นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยวิสคอนซินของอเมริกา เชื่อมั่นว่า รู้สาเหตุแล้วว่า เหตุใดคนเราต้องนอนหลับ ที่แท้ก็เพื่อที่จะ “เติมน้ำมัน”  ให้กับบรรดาเซลล์สมองเรือนเป็นล้านๆ นั่นเอง

การนอนจะไปเร่งระดมสร้างเซลล์สมอง ซึ่งจะไปผลิตสารอันเป็นฉนวน ที่เรียกว่า ไมอีลิน ที่คอยป้องกันวงจรของสมอง

พวกเขาได้ความรู้มาจากการศึกษากับหนู และรู้มาว่า เมื่อหนูหลับ การผลิตไมอีลีนเพื่อไปสร้างเซลล์ประสาทชนิดหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลางที่มีกิ่งก้านน้อยเพียง 2-3 กิ่ง จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาเหตุผลการนอนของคนเรามานานหลายศตวรรษแล้ว รู้แต่เพียงว่าเราต้องนอนเพื่อพักผ่อนและสมองจะได้ทำงานดีขึ้น เพิ่งจะมารู้สาเหตุทางด้านชีววิทยาเมื่อไม่นานมานี้เอง

ดร.เชียรา ไซเรลลิ หัวหน้านักวิจัย ชี้ว่า ความรู้จากหนูจะช่วยให้เข้าใจในความสำคัญของการนอน เพื่อซ่อมแซมและความเจริญเติบโตของสมองมากขึ้น.

ที่มา :  ไทยรัฐ 6 กันยายน 2556

 

.

Related Article:

.

Myelin ensheaths nerves to protect them and speed up their signalling

Myelin ensheaths nerves to protect them and speed up their signalling

Sleep ‘boosts brain cell numbers’

4 September 2013

Scientists believe they have discovered a new reason why we need to sleep – it replenishes a type of brain cell.

Sleep ramps up the production of cells that go on to make an insulating material known as myelin which protects our brain’s circuitry.

The findings, so far in mice, could lead to insights about sleep’s role in brain repair and growth as well as the disease MS, says the Wisconsin team.

The work is in the Journal of Neuroscience.

Dr Chiara Cirelli and colleagues from the University of Wisconsin found that the production rate of the myelin making cells, immature oligodendrocytes, doubled as mice slept.

The increase was most marked during the type of sleep that is associated with dreaming – REM or rapid eye movement sleep – and was driven by genes.

In contrast, the genes involved in cell death and stress responses were turned on when the mice were forced to stay awake.

Precisely why we need to sleep has baffled scientists for centuries. It’s obvious that we need to sleep to feel rested and for our mind to function well – but the biological processes that go on as we slumber have only started to be uncovered relatively recently.

Growth and repair

Dr Cirelli said: “For a long time, sleep researchers focused on how the activity of nerve cells differs when animals are awake versus when they are asleep.

“Now it is clear that the way other supporting cells in the nervous system operate also changes significantly depending on whether the animal is asleep or awake.”

The researchers say their findings suggest that sleep loss might aggravate some symptoms of multiple sclerosis (MS), a disease that damages myelin.

In MS, the body’s immune system attacks and destroys the myelin coating of nerves in the brain and spinal cord.

Future studies could look at whether or not sleep affects the symptoms of MS, says Dr Cirelli.

Her team is also interested in testing whether lack of sleep, especially during adolescence, may have long-term consequences for the brain.

Sleep appears necessary for our nervous systems to work properly, says the US National Institute of Neurological Disorders and Stroke (NINDS).

Deep sleep coincides with the release of growth hormone in children and young adults. Many of the body’s cells also show increased production and reduced breakdown of proteins during deep sleep.

Since proteins are the building blocks needed for cell growth and for repair of damage from factors like stress and ultraviolet rays, deep sleep may truly be “beauty sleep”, says NINDS.

SOURCE : www.bbc.co.uk

พบเค้าสมองเสื่อม ล่วงหน้าก่อนเป็นปี

thairath130711_001นักวิจัยมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมของอังกฤษเชื่อว่าจับเค้าลางของโรคสมองเสื่อมได้ล่วงหน้าก่อนเป็นแรมปีได้แล้ว

พวกเขาพบว่า ผู้ที่จะเป็นโรคนี้ จะเกิดมีอาการปัญญาเสื่อมแบบหนึ่ง เนื่องมาจากการสูญเสียเซลล์ในสมองบางส่วนมากขึ้นเกิดขึ้นก่อนที่จะนำไปสูู่การเป็นโรคสมองเสื่อมในที่สุด

นักวิจัยได้พบจากการตรวจวิเคราะห์สมองของผู้ป่วยโรคปัญญาเสื่อมอย่างอ่อน ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ถึงร้อยละ 80 ล้วนแต่พากันเป็นโรคสมองเสื่อมต่อมาภายหลัง พบว่าเนื้อสีเทาในสมองซีกซ้าย จะทรุดลงอย่างกว้างขวาง สมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับภาษา การตัดสินใจ การแสดงบุคลิกภาพ การเคลื่อนไหว การวางแผนพฤติกรรมที่ซับซ้อน และพฤติกรรมทางสังคม

ศาสตราจารย์ไมค์ แจ๊คสัน กล่าวว่า “การสูญเสียเซลล์ภายในสมองส่วนนี้ พวกหมอควรจะถือว่ามันเท่ากับเป็นระฆังเตือน เพราะมันส่อให้รู้ว่าคนไข้กำลังบ่ายหน้าไปสู่การเป็นโรคสมองเสื่อม”.

ที่มา : เดลินิวส์ 11 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Experts Spot Early Signs of Alzheimer’s

July 8, 2013 — Early signs of Alzheimer’s disease can be detected years before diagnosis, according to researchers at Birmingham City University.

The study found that sufferers of a specific type of cognitive impairment have an increased loss of cells in certain parts of the brain, which can be vital in detecting which patients will progress to a diagnosis of Alzheimer’s.

A team of researchers from Birmingham City University (UK), in association with colleagues from Lanzhou University (China) and the Alzheimer’s Disease Neuroimaging Initiative, conducted a brain scan analysis over two years, of patients suffering from amnestic mild cognitive impairment (aMCI) — a condition involving the diminishing of cognitive abilities, from which 80% of patients progress to a diagnosis of Alzheimer’s.

Scans showed that the loss of grey matter in the left hemisphere of the brain was particularly widespread and degenerative for those patients at high risk of developing Alzheimer’s, compared with those with no active neurological disorders.

This region of the brain has been associated with language, decision making, expressing personality, executing movement, planning complex cognitive behaviour and moderating social behaviour.

One of the researchers involved in the study, Professor Mike Jackson, from Birmingham City University, said: “Continuous loss of cells within the regions of the brain highlighted in this study should act as alarm bells for doctors, as they may indicate that the patient is on course to developing Alzheimer’s.”

The brains parahippocampal gyrus, a region which is known to be related to memory encoding and retrieval, was highlighted as an area that should be looked at carefully when examining brain scans to detect early signs of the disease.

Treating Alzheimer’s early is thought to be vital to prevent damage to memory and thinking. Although treatments are available to temporarily ease symptoms, there has been little in the way of success in slowing down the cognitive decline in patients with mild to moderate Alzheimer’s, which has been partly put down to the late timing of the diagnosis.

Experts at Birmingham City University hope that this study will aid other researchers to find an effective clinical treatment to delay the conversion to Alzheimer’s.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byBirmingham City University, via AlphaGalileo.

Journal Reference:

  1. Zhijun Yao, Bin Hu, Chuanjiang Liang, Lina Zhao, Mike Jackson. A Longitudinal Study of Atrophy in Amnestic Mild Cognitive Impairment and Normal Aging Revealed by Cortical ThicknessPLoS ONE, 2012; 7 (11): e48973 DOI: 10.1371/journal.pone.0048973

SOURCE : www.sciencedaily.com