ทำอย่างไรเมื่อลูกมี ‘อาการชัก’ จากภาวะไข้สูง – เคล็ดลับ สุขภาพดี

dailynews140817_05ภาวะไข้สูงในเด็ก มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นคราใดก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกครั้งไป เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดไข้สูงจนนำไปสู่ภาวะชักในเด็ก ผู้ปกครองจึงควรศึกษาวิธีป้องกันและเรียนรู้หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งแพทย์เพื่อความปลอด ภัยของลูกน้อย ซึ่งวันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีข้อแนะนำดี ๆ จากคุณหมอมาฝากกันค่ะ

แพทย์หญิง ชัญญาพัทธ์ ภูริภคธร กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาล WMC (เวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์) แจ้งวัฒนะ เปิดเผยว่า ภาวะชักจากไข้สูง หมายถึง อาการชักที่เกิดขึ้นขณะลูกมีไข้สูง ซึ่งไข้มักเกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคใดโรคหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา ท้องเสีย หรือโรคอื่นที่ทำให้เกิดไข้ได้ โดยพบในเด็กอายุตั้งแต่  6 เดือนถึง 6 ขวบ แต่มักพบบ่อยในกลุ่มเด็กเล็ก

ลักษณะอาการ ลูกจะมีอาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว ตาค้างหรือตาลอย  ปากเขียว เรียกไม่รู้สึกตัว โดยอาการเกิดขึ้นขณะที่มีไข้สูง มักเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยทั่วไปอาการชักจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบ มีอยู่หลายประการ คือ

1. โดยทั่วไปภาวะนี้จะไม่มีผลต่อพัฒนาการหรือการเรียนรู้ของเด็ก ส่วนใหญ่อาการชักจากไข้สูงมักจะหยุดเองภายใน 3-5 นาที  ยกเว้นบางรายที่มีอาการชักติดต่อกันเป็นเวลานาน  (โดยเฉพาะนานมากกว่า 30 นาที)  ในกรณีนี้อาจเกิดจากภาวะอื่น ๆ นอกจากไข้สูงได้

2. หนึ่งในสามของผู้ป่วยเด็กที่เคยชักครั้งแรก จะมีโอกาสชักซ้ำได้ถ้ามีไข้สูง และ

3. เด็กที่เคยชักจากไข้สูง อัตราเสี่ยงการเป็นโรคลมชักจะไม่ต่างจากเด็กทั่วไปที่ไม่เคยมีประวัติชักจากไข้มาก่อน


จะทำอย่างไรเมื่อลูกมีอาการชัก
อันดับแรก คือ ตั้งสติอย่าตกใจ เรียกขอความช่วยเหลือ โดยให้ผู้ช่วยเหลือจัดเตรียมน้ำและผ้าสำหรับเช็ดตัว ส่วนตัวคุณเป็นผู้ปฐมพยาบาลลูก
2. ถ้าลูกกำลังยืนหรือนั่งอยู่ให้จับลูกนอนลง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการล้มลงกับพื้น ถ้ามีน้ำลายหรือเสมหะมากให้จับลูกนอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก ห้ามใช้นิ้วหรือวัสดุใด ๆ ล้วงหรืองัดปากโดยไม่จำเป็น
3. ถ้าลูกกัดฟันหรือกัดลิ้น พยายามอย่าใช้ของแข็ง เช่น ช้อน พลาสติก หรือ นิ้วมือใส่เข้าไปในปากลูก เพราะลูกอาจใช้เหงือกหรือฟันกัดลงบนสิ่งของเหล่านั้น ทำให้เกิดเลือดออกหรือแผลในช่องปากได้  หากจำเป็นควรใช้ผ้าหรือเสื้อพันเป็นก้อนขนาดใหญ่พอที่จะใส่ในช่องปากลูกได้ และไม่ติดเข้าไปในทางเดินหายใจ
4. ถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด เช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย และ
5. รีบนำลูกส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายหาสาเหตุของอาการชักและไข้ต่อไป

การป้องกัน ทำได้โดย หากพบว่าลูกมีไข้สูงควรให้ยาลดไข้พาราเซตามอลและเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี โดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำให้ชุ่ม เช็ดบริเวณหน้าผาก ซอกคอ รักแร้ หน้าอก หลังและขาหนีบ ประมาณ 15-20 นาที ถ้าไข้ยังไม่ลงให้เช็ดตัวซ้ำอีก

โดยทั่วไปแล้วภาวะนี้ไม่จำเป็นต้องรับประทานยากันชัก ยกเว้นในบางรายที่แพทย์แนะนำให้รับประทาน ซึ่งควรให้แพทย์ตรวจร่างกายและประเมินความจำเป็นในการใช้ยาก่อน อย่างไรก็ตาม หากลูกมีไข้สูง ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของไข้ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งถ้าลูกเคยมีประวัติชักจากไข้สูงมาก่อน.

ที่มา : เดลินิวส์ 17 สิงหาคม 2557

Advertisements

นอนกลางวัันจำเป็น กับสมองของเด็กเล็ก

thairath131007_002นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตต์ แอมเฮิร์สท์ ที่อเมริกาแนะว่า ควร จะให้เด็กเล็กวัย 3–5 ขวบ นอนหลับกลางวันหลังกินอาหาร นานสัก 1 ชม. จะช่วยใน การเรียนรู้ของเขา ทำให้มีความจำติดแน่นขึ้น สามารถจำบทเรียนในชั้นอนุบาลดีขึ้น

คณะนักวิจัยได้รายงานผลการศึกษาในวารสารของ “สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ว่า เราจะเห็นผลของการให้นอนได้ ตั้งแต่เด็กตื่นนอนขึ้นไปจนกระทั่งวันใหม่ รายงานอ้างว่า การนอนเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะขาดได้ของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและจิตใจ ซึ่งเกิด ขึ้นมาจากการที่สมองเป็นผู้รวบรวม เรียบเรียง และเป็นการสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่ โดยความจำระยะสั้น จะถูกตกผลึก กลายเป็นส่วนของความจำระยะยาวหรือความจำถาวร ซึ่งการ นอนหลับจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนความจำระยะสั้นให้เป็นความจำระยะยาว

เด็กที่ได้นอน จะทำงานที่เกี่ยวกับภาพและพื้นที่ ตั้งแต่เวลานั้นไป จนถึงวันรุ่งขึ้นได้เก่งขึ้น เมื่อเทียบกับเพื่อนคนที่ไม่ได้นอนอย่างเห็นได้ชัด คุณหนูเหล่านั้นจะจำความรู้ใหม่ในวันต่อมาได้เพิ่มมากขึ้นอีกร้อยละ 10 ถ้าได้นอนกลางวัน

ดร.โรเบิร์ต สกอตต์ จัปป์ แห่งราชวิทยาลัยแพทย์กุมารเวชศาสตร์ และอนามัยเด็กของอังกฤษให้ความเห็นว่า “ในแต่ละวันเด็กเล็กๆ เหมือนกับจมอยู่ในบ่อแห่งความรู้

ยิ่งโตขึ้นก็อยากรู้อยากเห็นโลกรอบๆตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่พวกเขาจะตื่นตัวเต็มที่ได้ก็ต่อเมื่อได้นอนระหว่างวันนานประมาณวันละ 11-13 ชม. เพื่อที่สมองจะได้พักและพร้อมที่จะเติมความรู้เข้าไปใหม่สำหรับวันหน้า บัดนี้เรารู้แล้วว่า การนอนตอนกลางวันก็สำคัญไม่แพ้ตอนกลางคืน หากว่าพวกเขาไม่ได้นอนก็จะหัวเสีย ขี้ลืมและไม่มีสมาธิ”.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

bbc130924_001

‘Afternoon naps’ aid children’s learning

24 September 2013

Getting young children to take an hour-long nap after lunch could help them with their learning by boosting brain power, a small study suggests.

A nap appeared to help three-to-five-year-olds better remember pre-school lessons, US researchers said.

University of Massachusetts Amherst researchers studied 40 youngsters and report their findings in Proceedings of the National Academy of Sciences.

The benefit persisted in the afternoon after a nap and into the next day.

The study authors say their results suggest naps are critical for memory consolidation and early learning.


This is important, because pre-school nurseries are divided on whether they should allow their children a nap”

Paediatrician Dr Robert Scott-Jupp

When the children were allowed a siesta after lunch they performed significantly better on a visual-spatial tasks in the afternoon and the next day than when they were denied a midday snooze.

Following a nap, children recalled 10% more of the information they were being tested on than they did when they had been kept awake.

Close monitoring of 14 additional youngsters who came to the researchers’ sleep lab revealed the processes at work in the brain during asleep.

As the children napped, they experienced increased activity in brain regions linked with learning and integrating new information.

Memory aid

Lead investigator Rebecca Spencer said: “Essentially we are the first to report evidence that naps are important for preschool children.

“Our study shows that naps help the kids better remember what they are learning in preschool.”

She said while older children would naturally drop their daytime sleep, younger children should be encouraged to nap.

Dr Robert Scott-Jupp, of the Royal College of Paediatrics and Child Health, said: “It’s been known for years that having a short sleep can improve the mental performance of adults, for example doctors working night shifts. Up until now, no-one has looked at the same thing in toddlers. This is important, because pre-school nurseries are divided on whether they should allow their children a nap.

“Toddlers soak up a huge amount of information everyday as they become increasingly inquisitive about the world around them and begin to gain independence.

“To be at their most alert toddlers need about 11-13 hours of sleep a day, giving their active minds a chance to wind down and re-charge, ready for the day ahead. We now know that a daytime sleep could be as important as a nighttime one. Without it, they would be tired, grumpy, forgetful and would struggle to concentrate.”

SOURCE : www.bbc.co.uk