การลงทุนเรื่องเด็กของสังคมไทย

dailynews130112_001เมื่อพูดถึงเรื่องเด็ก คนส่วนใหญ่มักเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเด็กเป็นอนาคตของสังคมหรือประเทศทั่วโลก ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังจะเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างถาวร มักต้องลงทุนกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมหากเน้นการพัฒนาเฉพาะด้านเศรษฐกิจหรือสังคมในเชิงวัตถุหรือกายภาพแต่เด็กและเยาวชนไม่ได้รับการพัฒนา ในที่สุดโครงสร้างทางเศรษฐกิจก็จะไม่มีคนที่มีคุณภาพมาพัฒนาต่อยอด หรือไม่สามารถแม้แต่ดูแลให้คงสภาพที่ดีเช่นเดิมไว้ได้ แม้จะเป็นที่พิสูจน์แล้วในหลายประเทศว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ดีขึ้นได้ แต่อาจไม่ใช่กรณีของประเทศไทย

หากพิจารณาภาพรวมของประเทศไทย ต้องถือว่าเราได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ โครงสร้างพื้นฐานได้แก่ สาธารณูปโภคพื้นฐาน สุขอนามัย ความเป็นอยู่โดยรวมทั่วไป ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านเราค่อนข้างมาก แต่มักมีการกล่าวกันอย่างทีเล่นทีจริงอยู่เสมอว่า ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนจากการแข่งขันกับกลุ่มประเทศที่อยู่อันดับต้น ๆ ในภูมิภาค ไปแข่งกับกลุ่มอันดับท้าย ๆ แทน และอาจจะรั้งท้ายในที่สุด หากสถานการณ์การพัฒนาคนของเรายังเป็นอยู่เช่นนี้

แม้สังคมยุคปัจจุบันจะเน้นพัฒนาเด็กและเยาวชนภายใต้ระบบการศึกษาเป็นสำคัญ แต่การเรียนรู้เพื่อพัฒนาของมนุษย์ โดยเฉพาะในยุคที่คนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยง่ายการเรียนรู้จึงอาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการศึกษาในระบบเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (the National Science Foundation) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์แห่งการเรียนรู้ (Science of Learning Center) โดยใช้ชื่อว่าศูนย์เพื่อชีวิต (the LIFE Center) ศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นภายใต้หลักการที่ว่ามนุษย์เราทุกคนเกิดและใช้ชีวิตอยู่กับสังคมรอบตัวตลอดเวลา และมีการเรียนรู้เพื่อการดำรงชีวิตหรือเอาตัวรอดเกิดขึ้นควบคู่กันไปเสมอ ทางศูนย์เพื่อชีวิตได้นำเสนอกรอบการเรียนรู้ของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิตไว้ว่า มนุษย์หนึ่งคนเรียนรู้อย่างเป็นทางการหรือหมายถึงการอยู่ในระบบการศึกษา เป็นสัดส่วนมากที่สุดคือประมาณร้อยละ 19 ของเวลา เมื่ออยู่ในช่วงวัยที่กำลังศึกษาในโรงเรียน (ซึ่งเวลาดังกล่าวนี้คิดเฉลี่ยจากเวลาในหนึ่งวัน) การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการถึงร้อยละ 81 ของเวลาในแต่ละวัน และพบว่าเวลาที่ใช้เพื่อเรียนรู้ในระบบลดลงเหลือประมาณร้อยละ 8 และ 5 เมื่อศึกษาในระดับปริญญาตรีและสูงกว่าขณะที่การเรียนรู้เกือบทั้งหมดของเด็กปฐมวัย (ช่วงอายุประมาณ 6 ปีแรก) เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นทางการ

ถ้ากลับมาพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นกับการเรียนรู้ของคนในสังคมไทย จำนวนเวลาที่ใช้กับการเรียนรู้ในระบบจะสูงกว่าตัวเลขข้างต้นมาก จากข้อมูลการสำรวจระดับนานาชาติรายงานไว้ว่าเด็กไทยใช้เวลากับการเรียนรู้ในระบบการศึกษาสูงมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อันดับที่สูงเช่นนี้อาจจะไม่เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากนัก หากคุณภาพของเด็กและเยาวชนไทยเฉลี่ยโดยรวมทั้งประเทศอยู่ในระดับที่ดี ไม่ใช่เกาะกลุ่มท้ายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผู้กำหนดนโยบายของประเทศหลายยุคที่ผ่านมาเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยมาโดยตลอด นอกจากการดำเนินงานภายใต้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ยังมีนโยบายหลายเรื่องที่พยายามมุ่งพัฒนาด้วยการสร้างพื้นฐานตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ซึ่งรวมถึงการพัฒนาศักยภาพสมองของเด็ก ได้แก่ การแก้ปัญหาการขาดสารไอโอดีน การส่งเสริมให้ผู้ปกครองอ่านหนังสือและส่งเสริมพัฒนาการเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัยด้วยการแจกหนังสือนิทานให้เด็กต่อเนื่องกันหลายปี แต่ด้วยข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาคนในสังคมไทย ทำให้มาตรการเหล่านี้อาจยังไม่แสดงผลลัพธ์ให้เป็นที่ประจักษ์

ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟรายงานว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชากรมีอัตราการเข้าถึงเกลือเสริมไอโอดีนต่ำสุดหรือเกือบต่ำสุด ด้วยความสำคัญของสารไอโอดีนต่อการพัฒนาสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะสมองของเด็กที่มีการพัฒนาอย่างมากในช่วงปฐมวัย (รวมระยะในครรภ์มารดา) ร่วมกับหลักฐานงานวิจัยทั่วโลกที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้นำในทุกประเทศที่ต้องการพัฒนาคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ ต้องแก้ไขปัญหาการขาดสารไอโอดีนอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงประเทศไทย แต่ด้วยการดำเนินงานภายใต้ระบบที่ซับซ้อน และเป็นเรื่องที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องจำนวนมากทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้การแก้ปัญหาต้องใช้เวลามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ จนถึงปัจจุบันแม้จะมีความคืบหน้ามากพอสมควรแล้ว ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยได้บรรลุถึงเป้าหมายที่ควรจะเป็นตามมาตรฐานสากล

แม้ประเทศไทยจะไม่มีข้อมูลที่แสดงผลกระทบของการขาดสารไอโอดีนต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนโดยตรง แต่มีชุดข้อมูลที่เป็นการสำรวจภายใต้ระบบเฝ้าระวังของกรมอนามัยและกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่อาจจะตั้งเป็นข้อสังเกตโดยอ้อมได้ว่าศักยภาพของสมองเด็กและเยาวชนสูญเสียไปจากปัญหาการขาดสารไอโอดีนเท่าใด

จากการสำรวจระดับเชาวน์ปัญญา (หรือไอคิว) ของเด็กและวัยรุ่นไทยทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2552-2553 จำนวนทั้งหมด 72,780 คน อายุ 6-15 ปี ดังแสดงในรูปที่ 1 แสดงให้เห็นความแตกต่างของค่าไอคิวเฉลี่ยในแต่ละช่วงอายุ โดยพบว่าเด็กอายุ 12-15 ปี มีค่าไอคิวเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ปกติคือประมาณ100 ขณะที่เด็กตั้งแต่อายุ 11 ปีจนอายุ 7 ปี มีค่าไอคิวเฉลี่ยต่ำลงเรื่อย ๆ และเด็กกลุ่มนี้เกิดในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2541-2545 ขณะที่ข้อมูลการสำรวจพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ 4 ครั้งที่ผ่านมา ดังแสดงในรูปที่ 2 โดยผลการสำรวจในปี พ.ศ. 2547 พบว่าจำนวนเด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาและกล้ามเนื้อมัดเล็ก (เป็นสองด้านที่สัมพันธ์พอสมควรกับพัฒนาการด้านสติปัญญาในช่วงอายุถัดไป) สมวัยน้อยที่สุด ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2542-2546 โดยประมาณ และเมื่อพิจารณาผลการสำรวจระดับสารไอโอดีนด้วยการตรวจจากปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเริ่มมีข้อมูลในระบบปี พ.ศ. 2543 ระยะแรกเป็นการสุ่มสำรวจบางจังหวัดในแต่ละปี (บางปีไม่มีข้อมูล) และเปลี่ยนเป็นการสำรวจทุกจังหวัดในระยะหลัง พบว่าระดับสารไอโอดีนของหญิงมีครรภ์อยู่ในเกณฑ์ต่ำในช่วงปี พ.ศ. 2544-2552 สมองของเด็กในช่วงปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาและอายุ 3-5 ปีแรก ซึ่งเป็นระยะที่มีการพัฒนามากที่สุด จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด

แม้ชุดข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการสำรวจด้วยวิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถสรุปโดยตรงได้ว่าข้อมูลเหล่านี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แต่อาจพอบอกถึงแนวโน้มของผลกระทบของการขาดสารไอโอดีนต่อศักยภาพของเด็กและวัยรุ่นไทยได้ในระดับหนึ่ง และเป็นไปได้ว่าศักยภาพที่หายไปมีมากกว่าค่าความแตกต่างของตัวเลขที่สะท้อนด้วยระดับไอคิวที่เกิดจากสมองขาดไอโอดีนโดยตรงเท่านั้น เนื่องจากการช่วยให้เด็กจำนวนมากมีพัฒนาการดีขึ้นย่อมมีผลกระทบโดยอ้อมต่อกลุ่มเด็กด้วยกันเอง หรือแม้แต่กับผู้ใหญ่ เพราะทุกคนเป็นสภาพแวดล้อมของกันและกันในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ

หลากหลายปัญหาของสังคมไทยที่ผู้ใหญ่ในยุคปัจจุบันพยายามช่วยกันแก้ไข มีหลายเรื่องที่คงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืนและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง หากไม่มีเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพอย่างที่ควรเป็นมาช่วยคิดและทำต่อ ดังนั้น การแก้ปัญหาพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเด็กและเยาวชน จึงเป็นประเด็นสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ต้องมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจริงจัง เช่นเดียวกับการลงทุนระยะยาวเรื่องอื่น ๆ ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพเป็นหลักมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังควรต้องเป็นความรับผิดชอบของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมร่วมกัน เพราะมีบทเรียนมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้วว่าภาครัฐอาจไม่สามารถจัดการปัญหาที่ท้าทายเรื่องเด็กได้โดยลำพัง ปัจจุบันภาคเอกชนไทยมีความเข้มแข็ง ตลอดจนมีประสบการณ์การลงทุนระยะยาว และตระหนักว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า จึงน่าจะเข้ามามีบทบาทช่วยแก้ปัญหาที่ท้าทายเรื่องเด็กและเยาวชนไทยอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อเจมส์ เฮ็คแมน (James Heckman) เคยศึกษาและสรุปไว้ว่า การลงทุนเรื่องเด็กและเยาวชนสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนให้ในระยะยาว เมื่อคิดเป็นจำนวนเงินได้หลายเท่าตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของเด็กที่เราลงทุน ยิ่งอายุน้อยยิ่งสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้มาก ดังนั้น การร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ยกให้เป็นภาระหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือภาคส่วนใดโดยลำพัง น่าจะทำให้การบรรลุถึงเป้าหมายสุดท้าย ซึ่งคืออนาคตที่สดใสของเด็กและเยาวชนไทยโดยรวม ที่เกิดขึ้นได้จริง.

รศ.พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย คณะแพทยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 12 มกราคม 2556

Advertisements