เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้กลายเป็นเด็กขี้อิจฉา

dailynews140111_002คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่า ถ้าเรามีลูก 2 คนหรือมากกว่านี้ เราควรทุ่มเทเวลาให้ลูกคนไหนกันแน่? ยิ่งโดยเฉพาะบ้านที่มีลูกคนโตและน้องคนเล็กอายุห่างกันมาก ๆ ด้วยแล้ว เรื่องนี้ดูจะเป็นปัญหาสำคัญทีเดียวค่ะ

คุณพ่อคุณแม่มักจะคิดว่า ควรจะทุ่มเทเวลาดูแลน้องหรือให้พี่ที่อายุมากกว่าเป็นคนดูแลน้องน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสม แต่แท้จริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับว่า เด็กแต่ละช่วงอายุจะมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ แตกต่างกันไป เช่น เด็กอายุ 3 ขวบ จะเริ่มรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน ส่วนเด็กอายุ 4 ขวบจะเริ่มแสดงอารมณ์อิจฉาโดยไม่รู้ตัว เด็กอายุ 5 ขวบ เริ่มพัฒนาความคิดเกี่ยวกับพวกฉันพวกเธอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความเข้าใจ แล้วจึงแสดงออกมาทางพฤติกรรมค่ะ ดังนั้น การที่จะสรุปไปว่า คำว่า “พี่” คือต้องดูแลน้อง เป็นผู้เสียสละให้น้องตลอดเวลา หรือว่าเป็นคุณพ่อคุณแม่คนที่ 2 ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะพี่อาจจะมีความสนใจในเรื่องอื่น ๆ ตามช่วงอายุวัยของเขา เพียงแต่พี่อาจจะช่วยดูแลน้องได้เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมของช่วงเวลาเท่านั้นค่ะ

สิ่งที่เป็นหัวใจของการดูแลลูกที่มีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปคือ เรื่องของการสร้างความรักและความเอื้ออาทรในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง รวมถึงไม่สามารถเกิดขึ้นเพราะคำสั่งของคุณพ่อคุณแม่ แต่จะเกิดจากพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่เองที่เป็นแบบอย่างที่ดีที่สามารถสอนทั้งพี่และน้องได้ว่า คำว่า “รัก” สำหรับพี่น้องคืออะไร และควรเป็นอย่างไร วิธีการหนึ่งที่สำคัญคือการให้พี่น้องได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ทั้งพี่และน้องรู้สึกถึงการถ้อยทีถ้อยอาศัยแล้ว ยังช่วยให้พี่รู้สึกว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญอีกด้วยค่ะ

เรื่องการรู้สึกว่าอยากให้ตัวเองเป็นบุคคลสำคัญนั้น เชื่อได้ว่าเกิดขึ้นได้ในทุกครอบครัว สำหรับครอบครัวลูกคนเดียวอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ด้วยเพราะทุกคนเห็นว่าลูกเป็นศูนย์รวมความรักอยู่แล้ว แต่สำหรับบ้านที่มีลูกหลายคน คำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักได้ยินจากลูกคนใดคนหนึ่งเสมอคือ “พ่อหรือแม่รักใครมากกว่ากัน?” ซึ่งถึงแม้ว่า คุณพ่อคุณแม่จะแสดงความรักที่เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตามในสายตาของลูกแล้วมันก็ไม่เท่าเทียมกันอยู่ดี

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า แล้วเมื่อลูกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “แม่บอกมาเลยว่ารักใครมากกว่ากัน?” การตอบแค่ว่าเท่ากันนั้น ก็จะเหมือนยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของลูกคนที่ถามว่า แม่เขารักลูกอีกคนหนึ่งมากกว่า นักประสาทจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์-เออบาน่าแชมเปญได้กล่าวไว้ว่า คำตอบของคำถามเหล่านี้คือ การแนะนำให้เปรียบเทียบกับแสงอาทิตย์ เช่น บอกว่า “ลูกลองคิดว่า ถ้าลูกกับพี่ออกไปยืนกลางแดด ลูกคิดว่าใครจะได้รับแสงแดดมากกว่ากัน การยืนกลางแดดไม่ได้แปลว่า ลูกได้รับแสงแดดน้อยกว่าพี่ หรือพี่ได้รับแสงแดดมากกว่าลูกเลย ความรักของพ่อกับแม่ก็เหมือนกัน พ่อกับแม่มีความรักให้ลูกกับพี่เท่า ๆ กันนะครับ” หรือว่า “แม่มีลูกคนโตอยู่คนเดียว คนนั้นก็คือคนที่พิเศษ คนที่ยืนอยู่ตรงนี้แหละครับ”

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการเปรียบเทียบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เกิดขึ้นแทบจะทุกส่วนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเปรียบเทียบน้องกับพี่ เปรียบเทียบลูกกับลูกเพื่อน หรือแม้แต่ยกตัวอย่างในสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น เช่น “ถ้าแม่เป็นลูกนะ แม่ทำข้อสอบได้เต็มร้อยอยู่แล้ว” เพราะคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมว่า ลูกแต่ละคนเกิดมาพร้อมกับความพิเศษในตัวเองและไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถกะเกณฑ์ว่าพี่คนโตเก่งคำนวณแล้วน้องคนเล็กจะต้องเก่งเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่พี่คนโตเรียบร้อย ก็ไม่ได้หมายความว่า น้องคนเล็กจะต้องเรียบร้อยด้วย

ดังนั้นการเปรียบเทียบจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในการทำร้ายจิตใจเด็กคนหนึ่งเป็นอย่างมาก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำไม่ใช่การเปรียบเทียบ แต่เป็นการค้นหาศักยภาพในตัวลูกแต่ละคน และเปิดโอกาสให้ศักยภาพเหล่านั้นได้แสดงออกต่างหาก เรื่องนี้จิตแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้กล่าวไว้ว่า หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่การผลักดันให้ลูกเป็นอย่างใจตัว แต่ต้องพยายามช่วยลูกให้ค้นพบความสามารถพิเศษด้านต่าง ๆ เพราะมันยุติธรรมแล้วหรือที่จะกดความสามารถด้านอื่นๆ ของลูกเรา เพียงเพราะความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะให้ลูกเหมือนคนอื่นแค่นั้น

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง และนักพฤติกรรมศาสตร์มักให้ความสำคัญเพราะเกี่ยวเนื่องถึงอารมณ์อิจฉา ปมเด่น ปมด้อย รวมถึงความเชื่อมั่นในตัวเองโดยตรง นั่นก็คือ การเอาพฤติกรรมของพี่หรือน้องมาเล่าเป็นเรื่องตลกขบขันในครอบครัว อย่าลืมว่า ในการทำอะไรเป็นกลุ่มนั้นไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือหุ้นส่วนในธุรกิจ จะประสบผลสำเร็จด้วยดีได้ ก็เพราะทุกคนมีโอกาสที่จะเติบโต มีโอกาสในการแสดงออก รวมถึงการไม่เป็นเหยื่อของคนในกลุ่มโดยเฉพาะคำพูดที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยหรือโดนดูถูก การที่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ เอาเรื่องที่ตัวเองคิดว่าตลกของลูก ๆ ไปพูดให้คนอื่นฟัง เท่ากับเปิดโอกาสให้ลูกตัวเองถูกตำหนิจากลักษณะท่าทางและคำพูดที่โดนล้อเลียนและขบขัน

ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียได้กล่าวไว้ว่า คำพูดไม่กี่คำของคุณพ่อคุณแม่โดยเฉพาะคำพูดประเภทที่ว่า “ลูกทำตัวแย่มาก” “แม่ไม่รักลูกแล้วนะ” “ลูกบ้านโน้นเก่งจัง เก่งกว่าลูกอีก” สามารถสร้างปมด้อยในใจของลูกได้อย่างไม่มีวันลบเลือน ยิ่งโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีลูกหลายคน การที่ลูกคนใดคนหนึ่งทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม แล้วลูกคนอื่น ๆ กลับไปว่าทับถมหรือล้อเลียน จะยิ่งทำให้ลูกคนที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมยิ่งเกิดอาการต่อต้าน บั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวเอง รวมไปถึง การรู้สึกเก็บกดและแปลกแยกได้อีกด้วย

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะถือโอกาสที่ลูกคนหนึ่งทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้น สอนลูกคนอื่น ๆ ถึงเรื่องของความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ และการให้อภัยผู้อื่น เช่น เมื่อเห็นว่าน้องกำลังขว้างปาข้าวของ และเห็นว่าพี่กำลังจะเดินไปต่อว่า คุณแม่อาจบอกว่า “น้องหนูกำลังโกรธ ซึ่งแม่ก็เข้าใจว่าน้องโกรธ น้องโกรธแล้วน้องปาของอย่างนี้ไม่น่ารักใช่ไหมคะ เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับน้องว่าน้องโกรธเรื่องอะไร หนูอย่าโกรธน้องนะคะลูก” หรือในกรณีที่ลูกคนโตได้รับข่าวร้ายจากที่โรงเรียน คุณแม่ก็ควรถือโอกาสนี้คุยกับน้องว่า “พี่เค้ากำลังเศร้าเพราะว่าไปคัดตัวนักกีฬาไม่ผ่าน ถ้าหนูไปล้อพี่เรื่องนี้ เค้าก็ต้องยิ่งเสียใจมากขึ้นไปอีก แล้วเราจะช่วยให้พี่เค้ารู้สึกดีขึ้นได้ยังไงคะ” ซึ่งการร่วมมือกันของคนในครอบครัวจะช่วยให้ลูกคนที่กำลังประสบปัญหาก้าวข้ามผ่านความรู้สึกดีไปได้อย่างเข้าใจ

เนื่องในวันเด็กปีนี้ ทางทีมงานหมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพก็ขอให้น้อง ๆ เป็นเด็กที่มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี เพื่อที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในอนาคต ดังคำขวัญวันเด็กปีนี้ที่ว่า กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทยให้มั่นคง.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มกราคม 2557

พัฒนา 3 ทักษะ สร้าง ‘ไอคิว-อีคิว’ เด็กไทย

dailynews140111_001ในปัจจุบันระดับสติปัญญา (ไอคิว) และความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ของเด็กไทย ยังเป็นเรื่องน่าห่วงอยู่ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ตลอดจนทุกภาคส่วนของสังคมต้องให้ความสนใจกับปัญหานี้

นพ.เจษฎา  โชคดำรงสุข  อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  บอกว่า จากผลการสำรวจระดับไอคิวเด็กไทยในปี พ.ศ. 2554  พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 98.59 โดยค่าเฉลี่ยปกติอยู่ระหว่าง 90-109 ถือว่าเป็นค่าระดับสติปัญญาที่อยู่ในเกณฑ์ปกติแต่ค่อนไปทางต่ำ สอดคล้องกับคะแนนการสอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ในปี 2555 ที่พบว่า เด็กไทยมีทักษะทางด้านการคิดและการใช้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  เห็นได้จากผลสัมฤทธิ์การเรียนคณิตศาสตร์ การอ่านและวิทยาศาสตร์มีคะแนนรวมอยู่ในอันดับที่ 50 จาก 65 ประเทศสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ขณะที่ คะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) เฉลี่ยในระดับประเทศก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ คือ มีค่าคะแนนอยู่ที่ 45.12 จากค่าคะแนนปกติ 50-100

คนเราจะเกิดมามีความสามารถฉลาดหลักแหลมหรือเป็นคนที่ขาดความสามารถนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดยังคงเป็น “สมอง” ซึ่งพัฒนาการทางสมองเริ่มต้นมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงจำเป็นต้องพัฒนาสมองของเด็กสร้างเสริมความรู้ประสบการณ์ให้เหมาะสมกับวัยเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสมอง พ่อแม่ ครู  ผู้ปกครอง จึงจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจในการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการคิด การใช้ภาษา และอารมณ์ให้ถูกต้องตามจังหวะและเวลาที่เหมาะสม

อีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ “ความรุนแรง” ในเด็กไทย  ปัจจุบันปรากฏตามสื่อออนไลน์เยอะมาก เกรงว่าจะเป็นแบบอย่างให้กับเด็กหลาย ๆ คน ดังนั้นหากมีโครงการจิตอาสาให้เด็กเข้าไปร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ น่าจะมีส่วนช่วยลดความรุนแรงได้บ้าง

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต  กล่าวว่า ในการส่งเสริมและพัฒนาไอคิวและอีคิวเด็กไทย จำเป็นต้องพัฒนาทักษะ 3 ด้าน ดังต่อไปนี้

ทักษะด้านการคิด เป็นการใช้คณิตศาสตร์เข้ามาเสริม  เช่น ความเข้าใจเรื่องจำนวน ความสามารถในการแยกสิ่งที่เหมือนกัน ต่างกัน  ความสามารถแก้โจทย์ที่เป็นตัวตั้งต้นนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ทั้งหมดนี้ควรจะผ่านเกม หรือกิจวัตรประจำวัน ลองนึกภาพพ่อแม่กับลูกซักผ้าด้วยกันแล้วนับจำนวน แยกสี แยกกลุ่มได้ว่าอันไหนเป็นเสื้อ เป็นกางเกง ตรงนี้จะส่งผลต่อการคิดของเด็ก เพราะเขาจะเข้าใจตรรกะ เข้าใจเรื่องเหตุและผล

ทักษะการใช้ภาษา สามารถฝึกได้โดย ผ่านกระบวนการพูดคุย การอ่านหรือใช้เรื่องเล่าต่าง ๆ ว่าแต่ละสถานการณ์เด็กควรทำอย่างไร   ภาษาเป็นช่องทางนำไปสู่ความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องของตัวเด็กเองให้คนอื่นเข้าใจ  หรือเขาสามารถคุยกับคนอื่น ไม่ว่าเพื่อนวัยเดียวกันหรือคนรอบข้าง

ทักษะด้านอารมณ์  พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็กในศูนย์เด็กเล็กควรสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเด็ก รวมทั้งส่งเสริมให้เด็กมีจิตอาสา ทำสาธารณประโยชน์ ตลอดจนสังเกตทักษะด้านอารมณ์ของเด็ก   เพราะปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาเรื่องความกระตือรือร้น ดังนั้นการ “มีจิตอาสา” ใช้ได้ทั้งแก้ไขปัญหา และในเชิงการส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องอารมณ์ เราพบว่าในช่วงวัยของเด็กที่เขาอยากจะเรียนรู้ และเข้าใจคนอื่น วิธีที่ง่ายที่สุดคือการที่รู้จักทำอะไรให้กับคนอื่น  ซึ่งตรงนี้ต้องออกแบบให้เด็กรู้สึกสนุกที่อยากทำอย่างนั้น  เวลาเห็นคนอื่นมีความสุขจะทำให้เด็กอยากทำ  ในวัยเด็กไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่โตมากมาย ควรเริ่มตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่สามารถทำได้เลย เช่นให้เด็กช่วยทำงานบ้าน

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าวว่า  เด็กไทยมีปัญหาเรื่องการแสดงออกมานานแล้ว  ส่วนหนึ่งไม่กล้าแสดงออก แต่อีกส่วนแสดงออกในทางที่ไม่เหมาะสม ก้าวร้าว  พฤติกรรมดังกล่าวสัมพันธ์กับความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าหรือไม่  เด็กที่รู้สึกว่ามีคุณค่าพร้อมจะแสดงออก และแสดงออกได้ดี แต่ในทางกลับกันถ้าเด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เขาก็ฝ่อ ไม่กล้าแสดงออก ถ้าสุดโต่งก็อาจจะเรียกร้องแสวงหา แสดงออกในลักษณะก้าวร้าว

ถ้าเด็กเติบโตอย่างไม่มีคุณค่า เขาก็ไม่มีความสุข  พอไปดูสิ่งแวดล้อม จะเห็นว่าเด็กส่วนหนึ่งถูกละเลย ไม่ได้รับการใส่ใจ แต่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งได้รับการใส่ใจเยอะ มีทั้งได้รับการใส่ใจและกดดัน และใส่ใจแล้วตามใจเด็กมาก  ซึ่งการตามใจมาก ๆ จะทำให้เด็กไม่รู้จักพอ  อยากอยู่เสมอ ตอบสนองเฉพาะตัวเอง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มกราคม 2557

การลงทุนเรื่องเด็กของสังคมไทย

dailynews130112_001เมื่อพูดถึงเรื่องเด็ก คนส่วนใหญ่มักเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเด็กเป็นอนาคตของสังคมหรือประเทศทั่วโลก ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังจะเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างถาวร มักต้องลงทุนกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมหากเน้นการพัฒนาเฉพาะด้านเศรษฐกิจหรือสังคมในเชิงวัตถุหรือกายภาพแต่เด็กและเยาวชนไม่ได้รับการพัฒนา ในที่สุดโครงสร้างทางเศรษฐกิจก็จะไม่มีคนที่มีคุณภาพมาพัฒนาต่อยอด หรือไม่สามารถแม้แต่ดูแลให้คงสภาพที่ดีเช่นเดิมไว้ได้ แม้จะเป็นที่พิสูจน์แล้วในหลายประเทศว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ดีขึ้นได้ แต่อาจไม่ใช่กรณีของประเทศไทย

หากพิจารณาภาพรวมของประเทศไทย ต้องถือว่าเราได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ โครงสร้างพื้นฐานได้แก่ สาธารณูปโภคพื้นฐาน สุขอนามัย ความเป็นอยู่โดยรวมทั่วไป ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านเราค่อนข้างมาก แต่มักมีการกล่าวกันอย่างทีเล่นทีจริงอยู่เสมอว่า ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนจากการแข่งขันกับกลุ่มประเทศที่อยู่อันดับต้น ๆ ในภูมิภาค ไปแข่งกับกลุ่มอันดับท้าย ๆ แทน และอาจจะรั้งท้ายในที่สุด หากสถานการณ์การพัฒนาคนของเรายังเป็นอยู่เช่นนี้

แม้สังคมยุคปัจจุบันจะเน้นพัฒนาเด็กและเยาวชนภายใต้ระบบการศึกษาเป็นสำคัญ แต่การเรียนรู้เพื่อพัฒนาของมนุษย์ โดยเฉพาะในยุคที่คนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยง่ายการเรียนรู้จึงอาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการศึกษาในระบบเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (the National Science Foundation) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์แห่งการเรียนรู้ (Science of Learning Center) โดยใช้ชื่อว่าศูนย์เพื่อชีวิต (the LIFE Center) ศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นภายใต้หลักการที่ว่ามนุษย์เราทุกคนเกิดและใช้ชีวิตอยู่กับสังคมรอบตัวตลอดเวลา และมีการเรียนรู้เพื่อการดำรงชีวิตหรือเอาตัวรอดเกิดขึ้นควบคู่กันไปเสมอ ทางศูนย์เพื่อชีวิตได้นำเสนอกรอบการเรียนรู้ของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิตไว้ว่า มนุษย์หนึ่งคนเรียนรู้อย่างเป็นทางการหรือหมายถึงการอยู่ในระบบการศึกษา เป็นสัดส่วนมากที่สุดคือประมาณร้อยละ 19 ของเวลา เมื่ออยู่ในช่วงวัยที่กำลังศึกษาในโรงเรียน (ซึ่งเวลาดังกล่าวนี้คิดเฉลี่ยจากเวลาในหนึ่งวัน) การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการถึงร้อยละ 81 ของเวลาในแต่ละวัน และพบว่าเวลาที่ใช้เพื่อเรียนรู้ในระบบลดลงเหลือประมาณร้อยละ 8 และ 5 เมื่อศึกษาในระดับปริญญาตรีและสูงกว่าขณะที่การเรียนรู้เกือบทั้งหมดของเด็กปฐมวัย (ช่วงอายุประมาณ 6 ปีแรก) เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นทางการ

ถ้ากลับมาพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นกับการเรียนรู้ของคนในสังคมไทย จำนวนเวลาที่ใช้กับการเรียนรู้ในระบบจะสูงกว่าตัวเลขข้างต้นมาก จากข้อมูลการสำรวจระดับนานาชาติรายงานไว้ว่าเด็กไทยใช้เวลากับการเรียนรู้ในระบบการศึกษาสูงมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อันดับที่สูงเช่นนี้อาจจะไม่เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากนัก หากคุณภาพของเด็กและเยาวชนไทยเฉลี่ยโดยรวมทั้งประเทศอยู่ในระดับที่ดี ไม่ใช่เกาะกลุ่มท้ายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผู้กำหนดนโยบายของประเทศหลายยุคที่ผ่านมาเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยมาโดยตลอด นอกจากการดำเนินงานภายใต้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ยังมีนโยบายหลายเรื่องที่พยายามมุ่งพัฒนาด้วยการสร้างพื้นฐานตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ซึ่งรวมถึงการพัฒนาศักยภาพสมองของเด็ก ได้แก่ การแก้ปัญหาการขาดสารไอโอดีน การส่งเสริมให้ผู้ปกครองอ่านหนังสือและส่งเสริมพัฒนาการเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัยด้วยการแจกหนังสือนิทานให้เด็กต่อเนื่องกันหลายปี แต่ด้วยข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาคนในสังคมไทย ทำให้มาตรการเหล่านี้อาจยังไม่แสดงผลลัพธ์ให้เป็นที่ประจักษ์

ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟรายงานว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชากรมีอัตราการเข้าถึงเกลือเสริมไอโอดีนต่ำสุดหรือเกือบต่ำสุด ด้วยความสำคัญของสารไอโอดีนต่อการพัฒนาสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะสมองของเด็กที่มีการพัฒนาอย่างมากในช่วงปฐมวัย (รวมระยะในครรภ์มารดา) ร่วมกับหลักฐานงานวิจัยทั่วโลกที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้นำในทุกประเทศที่ต้องการพัฒนาคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ ต้องแก้ไขปัญหาการขาดสารไอโอดีนอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงประเทศไทย แต่ด้วยการดำเนินงานภายใต้ระบบที่ซับซ้อน และเป็นเรื่องที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องจำนวนมากทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้การแก้ปัญหาต้องใช้เวลามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ จนถึงปัจจุบันแม้จะมีความคืบหน้ามากพอสมควรแล้ว ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยได้บรรลุถึงเป้าหมายที่ควรจะเป็นตามมาตรฐานสากล

แม้ประเทศไทยจะไม่มีข้อมูลที่แสดงผลกระทบของการขาดสารไอโอดีนต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนโดยตรง แต่มีชุดข้อมูลที่เป็นการสำรวจภายใต้ระบบเฝ้าระวังของกรมอนามัยและกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่อาจจะตั้งเป็นข้อสังเกตโดยอ้อมได้ว่าศักยภาพของสมองเด็กและเยาวชนสูญเสียไปจากปัญหาการขาดสารไอโอดีนเท่าใด

จากการสำรวจระดับเชาวน์ปัญญา (หรือไอคิว) ของเด็กและวัยรุ่นไทยทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2552-2553 จำนวนทั้งหมด 72,780 คน อายุ 6-15 ปี ดังแสดงในรูปที่ 1 แสดงให้เห็นความแตกต่างของค่าไอคิวเฉลี่ยในแต่ละช่วงอายุ โดยพบว่าเด็กอายุ 12-15 ปี มีค่าไอคิวเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ปกติคือประมาณ100 ขณะที่เด็กตั้งแต่อายุ 11 ปีจนอายุ 7 ปี มีค่าไอคิวเฉลี่ยต่ำลงเรื่อย ๆ และเด็กกลุ่มนี้เกิดในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2541-2545 ขณะที่ข้อมูลการสำรวจพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ 4 ครั้งที่ผ่านมา ดังแสดงในรูปที่ 2 โดยผลการสำรวจในปี พ.ศ. 2547 พบว่าจำนวนเด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาและกล้ามเนื้อมัดเล็ก (เป็นสองด้านที่สัมพันธ์พอสมควรกับพัฒนาการด้านสติปัญญาในช่วงอายุถัดไป) สมวัยน้อยที่สุด ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2542-2546 โดยประมาณ และเมื่อพิจารณาผลการสำรวจระดับสารไอโอดีนด้วยการตรวจจากปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเริ่มมีข้อมูลในระบบปี พ.ศ. 2543 ระยะแรกเป็นการสุ่มสำรวจบางจังหวัดในแต่ละปี (บางปีไม่มีข้อมูล) และเปลี่ยนเป็นการสำรวจทุกจังหวัดในระยะหลัง พบว่าระดับสารไอโอดีนของหญิงมีครรภ์อยู่ในเกณฑ์ต่ำในช่วงปี พ.ศ. 2544-2552 สมองของเด็กในช่วงปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาและอายุ 3-5 ปีแรก ซึ่งเป็นระยะที่มีการพัฒนามากที่สุด จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด

แม้ชุดข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการสำรวจด้วยวิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถสรุปโดยตรงได้ว่าข้อมูลเหล่านี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แต่อาจพอบอกถึงแนวโน้มของผลกระทบของการขาดสารไอโอดีนต่อศักยภาพของเด็กและวัยรุ่นไทยได้ในระดับหนึ่ง และเป็นไปได้ว่าศักยภาพที่หายไปมีมากกว่าค่าความแตกต่างของตัวเลขที่สะท้อนด้วยระดับไอคิวที่เกิดจากสมองขาดไอโอดีนโดยตรงเท่านั้น เนื่องจากการช่วยให้เด็กจำนวนมากมีพัฒนาการดีขึ้นย่อมมีผลกระทบโดยอ้อมต่อกลุ่มเด็กด้วยกันเอง หรือแม้แต่กับผู้ใหญ่ เพราะทุกคนเป็นสภาพแวดล้อมของกันและกันในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ

หลากหลายปัญหาของสังคมไทยที่ผู้ใหญ่ในยุคปัจจุบันพยายามช่วยกันแก้ไข มีหลายเรื่องที่คงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืนและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง หากไม่มีเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพอย่างที่ควรเป็นมาช่วยคิดและทำต่อ ดังนั้น การแก้ปัญหาพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเด็กและเยาวชน จึงเป็นประเด็นสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ต้องมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจริงจัง เช่นเดียวกับการลงทุนระยะยาวเรื่องอื่น ๆ ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพเป็นหลักมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังควรต้องเป็นความรับผิดชอบของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมร่วมกัน เพราะมีบทเรียนมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้วว่าภาครัฐอาจไม่สามารถจัดการปัญหาที่ท้าทายเรื่องเด็กได้โดยลำพัง ปัจจุบันภาคเอกชนไทยมีความเข้มแข็ง ตลอดจนมีประสบการณ์การลงทุนระยะยาว และตระหนักว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า จึงน่าจะเข้ามามีบทบาทช่วยแก้ปัญหาที่ท้าทายเรื่องเด็กและเยาวชนไทยอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อเจมส์ เฮ็คแมน (James Heckman) เคยศึกษาและสรุปไว้ว่า การลงทุนเรื่องเด็กและเยาวชนสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนให้ในระยะยาว เมื่อคิดเป็นจำนวนเงินได้หลายเท่าตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของเด็กที่เราลงทุน ยิ่งอายุน้อยยิ่งสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้มาก ดังนั้น การร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ยกให้เป็นภาระหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือภาคส่วนใดโดยลำพัง น่าจะทำให้การบรรลุถึงเป้าหมายสุดท้าย ซึ่งคืออนาคตที่สดใสของเด็กและเยาวชนไทยโดยรวม ที่เกิดขึ้นได้จริง.

รศ.พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย คณะแพทยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 12 มกราคม 2556