ทำอย่างไรเมื่อลูกมี ‘อาการชัก’ จากภาวะไข้สูง – เคล็ดลับ สุขภาพดี

dailynews140817_05ภาวะไข้สูงในเด็ก มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นคราใดก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกครั้งไป เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดไข้สูงจนนำไปสู่ภาวะชักในเด็ก ผู้ปกครองจึงควรศึกษาวิธีป้องกันและเรียนรู้หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งแพทย์เพื่อความปลอด ภัยของลูกน้อย ซึ่งวันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีข้อแนะนำดี ๆ จากคุณหมอมาฝากกันค่ะ

แพทย์หญิง ชัญญาพัทธ์ ภูริภคธร กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาล WMC (เวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์) แจ้งวัฒนะ เปิดเผยว่า ภาวะชักจากไข้สูง หมายถึง อาการชักที่เกิดขึ้นขณะลูกมีไข้สูง ซึ่งไข้มักเกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคใดโรคหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา ท้องเสีย หรือโรคอื่นที่ทำให้เกิดไข้ได้ โดยพบในเด็กอายุตั้งแต่  6 เดือนถึง 6 ขวบ แต่มักพบบ่อยในกลุ่มเด็กเล็ก

ลักษณะอาการ ลูกจะมีอาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว ตาค้างหรือตาลอย  ปากเขียว เรียกไม่รู้สึกตัว โดยอาการเกิดขึ้นขณะที่มีไข้สูง มักเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยทั่วไปอาการชักจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบ มีอยู่หลายประการ คือ

1. โดยทั่วไปภาวะนี้จะไม่มีผลต่อพัฒนาการหรือการเรียนรู้ของเด็ก ส่วนใหญ่อาการชักจากไข้สูงมักจะหยุดเองภายใน 3-5 นาที  ยกเว้นบางรายที่มีอาการชักติดต่อกันเป็นเวลานาน  (โดยเฉพาะนานมากกว่า 30 นาที)  ในกรณีนี้อาจเกิดจากภาวะอื่น ๆ นอกจากไข้สูงได้

2. หนึ่งในสามของผู้ป่วยเด็กที่เคยชักครั้งแรก จะมีโอกาสชักซ้ำได้ถ้ามีไข้สูง และ

3. เด็กที่เคยชักจากไข้สูง อัตราเสี่ยงการเป็นโรคลมชักจะไม่ต่างจากเด็กทั่วไปที่ไม่เคยมีประวัติชักจากไข้มาก่อน


จะทำอย่างไรเมื่อลูกมีอาการชัก
อันดับแรก คือ ตั้งสติอย่าตกใจ เรียกขอความช่วยเหลือ โดยให้ผู้ช่วยเหลือจัดเตรียมน้ำและผ้าสำหรับเช็ดตัว ส่วนตัวคุณเป็นผู้ปฐมพยาบาลลูก
2. ถ้าลูกกำลังยืนหรือนั่งอยู่ให้จับลูกนอนลง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการล้มลงกับพื้น ถ้ามีน้ำลายหรือเสมหะมากให้จับลูกนอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก ห้ามใช้นิ้วหรือวัสดุใด ๆ ล้วงหรืองัดปากโดยไม่จำเป็น
3. ถ้าลูกกัดฟันหรือกัดลิ้น พยายามอย่าใช้ของแข็ง เช่น ช้อน พลาสติก หรือ นิ้วมือใส่เข้าไปในปากลูก เพราะลูกอาจใช้เหงือกหรือฟันกัดลงบนสิ่งของเหล่านั้น ทำให้เกิดเลือดออกหรือแผลในช่องปากได้  หากจำเป็นควรใช้ผ้าหรือเสื้อพันเป็นก้อนขนาดใหญ่พอที่จะใส่ในช่องปากลูกได้ และไม่ติดเข้าไปในทางเดินหายใจ
4. ถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด เช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย และ
5. รีบนำลูกส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายหาสาเหตุของอาการชักและไข้ต่อไป

การป้องกัน ทำได้โดย หากพบว่าลูกมีไข้สูงควรให้ยาลดไข้พาราเซตามอลและเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี โดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำให้ชุ่ม เช็ดบริเวณหน้าผาก ซอกคอ รักแร้ หน้าอก หลังและขาหนีบ ประมาณ 15-20 นาที ถ้าไข้ยังไม่ลงให้เช็ดตัวซ้ำอีก

โดยทั่วไปแล้วภาวะนี้ไม่จำเป็นต้องรับประทานยากันชัก ยกเว้นในบางรายที่แพทย์แนะนำให้รับประทาน ซึ่งควรให้แพทย์ตรวจร่างกายและประเมินความจำเป็นในการใช้ยาก่อน อย่างไรก็ตาม หากลูกมีไข้สูง ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของไข้ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งถ้าลูกเคยมีประวัติชักจากไข้สูงมาก่อน.

ที่มา : เดลินิวส์ 17 สิงหาคม 2557

Advertisements

ความฉลาดมีหลายด้าน

dailynews140727_03เด็กแต่ละคนมีความถนัดต่างกัน พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้หลาย ๆ ด้าน และส่งเสริมให้เกิดเป็นความสามารถติดตัว ไม่ควรเน้นเรื่องผลสำเร็จมากกว่าความสุขและทักษะในการเรียนรู้ที่มากขึ้น

เด็กแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกันไป โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีพหุปัญญา บอกว่า เชาวน์ปัญญาหรือความฉลาดของคนมีหลายด้าน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความฉลาดแคบ ๆ อย่างที่คิดและเชื่อกันมา 2 ด้าน คือ ความฉลาดทางด้านภาษา และความฉลาดทางด้านคณิตศาสตร์

ในปี ค.ศ.1983 เขาได้เขียนหนังสือชื่อ “Frames of Mind: The Theory of Multiple Intelligences” หรือทฤษฎีพหุปัญญา นำเสนอความคิดว่า แต่ละคนมีเชาวน์ปัญญา 8 ด้านติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด มาก-น้อยไม่เท่ากัน แต่ถ้าได้รับการเลี้ยงดูส่งเสริมอย่างถูกต้องและหลากหลายก็จะสามารถพัฒนาความฉลาดในแต่ละด้านได้ ทั้ง 8 ด้านประกอบด้วย

1.    เชาวน์ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) มีความสามารถในการใช้ภาษา ทั้งการอ่าน การเขียน การพูด

2.    เชาวน์ปัญญาด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (Logical Mathematical Intelligence) มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ การคิด วิเคราะห์ เป็นเหตุเป็นผล

3.    สติปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) มีความสามารถด้านศิลปะ การคิดเป็นภาพ การเห็นรายละเอียด การใช้สี การสร้างสรรค์งานต่าง ๆ

4.    เชาวน์ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) จะมีความสามารถด้านดนตรี เสียง จังหวะ การร้องเพลง

5.    เชาวน์ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ (Bodily-Kinesthetic Intelligence) มีความสามารถด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย การกีฬา การแสดง การเต้นรำ

6.    เชาวน์ปัญญาด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal Intelligence) มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีศิลปะในการจัดการปัญหาและเข้าใจผู้อื่น

7.    เชาวน์ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) เข้าใจความรู้สึกและพฤติกรรมตนเอง

8.    เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) มีความสามารถด้านธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อมรอบตัว สนใจสัตว์ และชอบเลี้ยงสัตว์

แนวคิดของการ์ดเนอร์ช่วยเปิดให้เราเห็นและเข้าใจอัจฉริยภาพของมนุษย์ในมุมมองที่กว้างขวางมากขึ้นจากเดิม เด็กที่มีแววความถนัดด้านดนตรี ศิลปะ ธรรมชาติ กีฬา รู้จักและเข้าใจตนเอง และการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีก็เป็นความฉลาดที่ทัดเทียมกัน การจัดการศึกษาสำหรับเด็ก จึงควรให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาให้ทำงานสมดุล ช่วยในการพัฒนาเชาวน์ปัญญาของเด็กอย่างรอบด้าน ส่งเสริมความสามารถเฉพาะตัวเด็ก จึงจะพัฒนาตนเองได้อย่างฉลาด มีความสุข มีความภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตนเอง

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ

–     พ่อแม่ควรยอมรับว่าเด็กแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน บางคนถนัดบางด้าน บางคนถนัดหลายด้าน บางคนไม่ถนัดอะไรเลยแต่ก็ยังเป็นเด็กดี ช่วยเหลือทำประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ พ่อแม่ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ช่วยส่งเสริมความถนัดในเด็ก หรือการเรียนรู้ที่หลากหลายที่ช่วยส่งเสริมเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเด็กจะช่วยให้เด็กรู้สึกดีต่อตัวเองและมีความสุขในการเรียน

–    ความเก่งมีหลายด้าน เช่น การเรียน กีฬา สังคม ดนตรี ศิลปะ การเดินทาง การใช้ภาษา การแก้ปัญหา การดูแลต้นไม้ การเลี้ยงสัตว์ การทำอาหาร/ขนม การเย็บปักถักร้อย การใช้ความคิด ฯลฯ พ่อแม่ที่สายตากว้างไกล จึงไม่ควรส่งเสริมความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว

–    เมื่อมีคนได้ที่ 1 ก็ต้องมีคนได้ที่โหล่เช่นกัน เป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะสอบได้อันดับดี ๆ ทุกครั้ง ควรฝึกเด็กให้เรียนรู้การทำใจกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และสามารถหาแนวทางในการพัฒนาตนเอง เพื่อป้องกันมิให้พบกับความผิดหวังแบบเดิม

–    เมื่อเผชิญกับความผิดหวัง ระยะแรกเด็กต้องการความรัก ความเข้าใจ คนช่วยเกื้อหนุน คนร่วมคิดเพื่อแก้ไขปัญหาและหาทางออก ฝึกฝนในลักษณะนี้บ่อย ๆ สุดท้ายเด็กก็สามารถเผชิญกับความผิดหวังและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง

–    การฝึกให้เด็กหัดคิดแนวทางการแก้ปัญหาหลาย ๆ แนวทาง หลาย ๆ รูปแบบ ฝึกหัดทำงานหลาย ๆ ประเภท จะช่วยให้เด็กสามารถเผชิญกับปัญหาในชีวิตได้ โดยใช้ทางออกที่เหมาะสม

–    การพูดคุยเพื่อถามความต้องการที่แท้จริงในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น เวลาเสียใจ ผิดหวัง สอบตก ทำผิด ทำแก้วแตก ลืมทำงานที่พ่อแม่สั่ง เวลาที่ทำผิดกติกา เป็นต้น จะช่วยทำให้พ่อแม่เข้าใจความต้องการและตอบสนองได้ตรงและเหมาะสม

*    หัวใจการเลี้ยงดู-เด็กแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน

พ่อแม่จึงควรส่งเสริมให้ลูกได้พัฒนาความถนัดของตน *

(คัดย่อข้อมูลมาจากหนังสือคู่มือการใช้สื่อเสียง ชุด “พ่อแม่เลี้ยงบวก” เนื้อหาวิชาการโดย ศ.คลินิก(พิเศษ) พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ และ ผศ.นพ.พนม เกตุมาน ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข).

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา  : เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2557

เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้กลายเป็นเด็กขี้อิจฉา

dailynews140111_002คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่า ถ้าเรามีลูก 2 คนหรือมากกว่านี้ เราควรทุ่มเทเวลาให้ลูกคนไหนกันแน่? ยิ่งโดยเฉพาะบ้านที่มีลูกคนโตและน้องคนเล็กอายุห่างกันมาก ๆ ด้วยแล้ว เรื่องนี้ดูจะเป็นปัญหาสำคัญทีเดียวค่ะ

คุณพ่อคุณแม่มักจะคิดว่า ควรจะทุ่มเทเวลาดูแลน้องหรือให้พี่ที่อายุมากกว่าเป็นคนดูแลน้องน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสม แต่แท้จริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับว่า เด็กแต่ละช่วงอายุจะมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ แตกต่างกันไป เช่น เด็กอายุ 3 ขวบ จะเริ่มรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน ส่วนเด็กอายุ 4 ขวบจะเริ่มแสดงอารมณ์อิจฉาโดยไม่รู้ตัว เด็กอายุ 5 ขวบ เริ่มพัฒนาความคิดเกี่ยวกับพวกฉันพวกเธอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความเข้าใจ แล้วจึงแสดงออกมาทางพฤติกรรมค่ะ ดังนั้น การที่จะสรุปไปว่า คำว่า “พี่” คือต้องดูแลน้อง เป็นผู้เสียสละให้น้องตลอดเวลา หรือว่าเป็นคุณพ่อคุณแม่คนที่ 2 ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะพี่อาจจะมีความสนใจในเรื่องอื่น ๆ ตามช่วงอายุวัยของเขา เพียงแต่พี่อาจจะช่วยดูแลน้องได้เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมของช่วงเวลาเท่านั้นค่ะ

สิ่งที่เป็นหัวใจของการดูแลลูกที่มีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปคือ เรื่องของการสร้างความรักและความเอื้ออาทรในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง รวมถึงไม่สามารถเกิดขึ้นเพราะคำสั่งของคุณพ่อคุณแม่ แต่จะเกิดจากพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่เองที่เป็นแบบอย่างที่ดีที่สามารถสอนทั้งพี่และน้องได้ว่า คำว่า “รัก” สำหรับพี่น้องคืออะไร และควรเป็นอย่างไร วิธีการหนึ่งที่สำคัญคือการให้พี่น้องได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ทั้งพี่และน้องรู้สึกถึงการถ้อยทีถ้อยอาศัยแล้ว ยังช่วยให้พี่รู้สึกว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญอีกด้วยค่ะ

เรื่องการรู้สึกว่าอยากให้ตัวเองเป็นบุคคลสำคัญนั้น เชื่อได้ว่าเกิดขึ้นได้ในทุกครอบครัว สำหรับครอบครัวลูกคนเดียวอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ด้วยเพราะทุกคนเห็นว่าลูกเป็นศูนย์รวมความรักอยู่แล้ว แต่สำหรับบ้านที่มีลูกหลายคน คำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักได้ยินจากลูกคนใดคนหนึ่งเสมอคือ “พ่อหรือแม่รักใครมากกว่ากัน?” ซึ่งถึงแม้ว่า คุณพ่อคุณแม่จะแสดงความรักที่เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตามในสายตาของลูกแล้วมันก็ไม่เท่าเทียมกันอยู่ดี

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า แล้วเมื่อลูกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “แม่บอกมาเลยว่ารักใครมากกว่ากัน?” การตอบแค่ว่าเท่ากันนั้น ก็จะเหมือนยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของลูกคนที่ถามว่า แม่เขารักลูกอีกคนหนึ่งมากกว่า นักประสาทจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์-เออบาน่าแชมเปญได้กล่าวไว้ว่า คำตอบของคำถามเหล่านี้คือ การแนะนำให้เปรียบเทียบกับแสงอาทิตย์ เช่น บอกว่า “ลูกลองคิดว่า ถ้าลูกกับพี่ออกไปยืนกลางแดด ลูกคิดว่าใครจะได้รับแสงแดดมากกว่ากัน การยืนกลางแดดไม่ได้แปลว่า ลูกได้รับแสงแดดน้อยกว่าพี่ หรือพี่ได้รับแสงแดดมากกว่าลูกเลย ความรักของพ่อกับแม่ก็เหมือนกัน พ่อกับแม่มีความรักให้ลูกกับพี่เท่า ๆ กันนะครับ” หรือว่า “แม่มีลูกคนโตอยู่คนเดียว คนนั้นก็คือคนที่พิเศษ คนที่ยืนอยู่ตรงนี้แหละครับ”

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการเปรียบเทียบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เกิดขึ้นแทบจะทุกส่วนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเปรียบเทียบน้องกับพี่ เปรียบเทียบลูกกับลูกเพื่อน หรือแม้แต่ยกตัวอย่างในสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น เช่น “ถ้าแม่เป็นลูกนะ แม่ทำข้อสอบได้เต็มร้อยอยู่แล้ว” เพราะคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมว่า ลูกแต่ละคนเกิดมาพร้อมกับความพิเศษในตัวเองและไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถกะเกณฑ์ว่าพี่คนโตเก่งคำนวณแล้วน้องคนเล็กจะต้องเก่งเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่พี่คนโตเรียบร้อย ก็ไม่ได้หมายความว่า น้องคนเล็กจะต้องเรียบร้อยด้วย

ดังนั้นการเปรียบเทียบจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในการทำร้ายจิตใจเด็กคนหนึ่งเป็นอย่างมาก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำไม่ใช่การเปรียบเทียบ แต่เป็นการค้นหาศักยภาพในตัวลูกแต่ละคน และเปิดโอกาสให้ศักยภาพเหล่านั้นได้แสดงออกต่างหาก เรื่องนี้จิตแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้กล่าวไว้ว่า หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่การผลักดันให้ลูกเป็นอย่างใจตัว แต่ต้องพยายามช่วยลูกให้ค้นพบความสามารถพิเศษด้านต่าง ๆ เพราะมันยุติธรรมแล้วหรือที่จะกดความสามารถด้านอื่นๆ ของลูกเรา เพียงเพราะความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะให้ลูกเหมือนคนอื่นแค่นั้น

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง และนักพฤติกรรมศาสตร์มักให้ความสำคัญเพราะเกี่ยวเนื่องถึงอารมณ์อิจฉา ปมเด่น ปมด้อย รวมถึงความเชื่อมั่นในตัวเองโดยตรง นั่นก็คือ การเอาพฤติกรรมของพี่หรือน้องมาเล่าเป็นเรื่องตลกขบขันในครอบครัว อย่าลืมว่า ในการทำอะไรเป็นกลุ่มนั้นไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือหุ้นส่วนในธุรกิจ จะประสบผลสำเร็จด้วยดีได้ ก็เพราะทุกคนมีโอกาสที่จะเติบโต มีโอกาสในการแสดงออก รวมถึงการไม่เป็นเหยื่อของคนในกลุ่มโดยเฉพาะคำพูดที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยหรือโดนดูถูก การที่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ เอาเรื่องที่ตัวเองคิดว่าตลกของลูก ๆ ไปพูดให้คนอื่นฟัง เท่ากับเปิดโอกาสให้ลูกตัวเองถูกตำหนิจากลักษณะท่าทางและคำพูดที่โดนล้อเลียนและขบขัน

ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียได้กล่าวไว้ว่า คำพูดไม่กี่คำของคุณพ่อคุณแม่โดยเฉพาะคำพูดประเภทที่ว่า “ลูกทำตัวแย่มาก” “แม่ไม่รักลูกแล้วนะ” “ลูกบ้านโน้นเก่งจัง เก่งกว่าลูกอีก” สามารถสร้างปมด้อยในใจของลูกได้อย่างไม่มีวันลบเลือน ยิ่งโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีลูกหลายคน การที่ลูกคนใดคนหนึ่งทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม แล้วลูกคนอื่น ๆ กลับไปว่าทับถมหรือล้อเลียน จะยิ่งทำให้ลูกคนที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมยิ่งเกิดอาการต่อต้าน บั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวเอง รวมไปถึง การรู้สึกเก็บกดและแปลกแยกได้อีกด้วย

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะถือโอกาสที่ลูกคนหนึ่งทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้น สอนลูกคนอื่น ๆ ถึงเรื่องของความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ และการให้อภัยผู้อื่น เช่น เมื่อเห็นว่าน้องกำลังขว้างปาข้าวของ และเห็นว่าพี่กำลังจะเดินไปต่อว่า คุณแม่อาจบอกว่า “น้องหนูกำลังโกรธ ซึ่งแม่ก็เข้าใจว่าน้องโกรธ น้องโกรธแล้วน้องปาของอย่างนี้ไม่น่ารักใช่ไหมคะ เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับน้องว่าน้องโกรธเรื่องอะไร หนูอย่าโกรธน้องนะคะลูก” หรือในกรณีที่ลูกคนโตได้รับข่าวร้ายจากที่โรงเรียน คุณแม่ก็ควรถือโอกาสนี้คุยกับน้องว่า “พี่เค้ากำลังเศร้าเพราะว่าไปคัดตัวนักกีฬาไม่ผ่าน ถ้าหนูไปล้อพี่เรื่องนี้ เค้าก็ต้องยิ่งเสียใจมากขึ้นไปอีก แล้วเราจะช่วยให้พี่เค้ารู้สึกดีขึ้นได้ยังไงคะ” ซึ่งการร่วมมือกันของคนในครอบครัวจะช่วยให้ลูกคนที่กำลังประสบปัญหาก้าวข้ามผ่านความรู้สึกดีไปได้อย่างเข้าใจ

เนื่องในวันเด็กปีนี้ ทางทีมงานหมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพก็ขอให้น้อง ๆ เป็นเด็กที่มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี เพื่อที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในอนาคต ดังคำขวัญวันเด็กปีนี้ที่ว่า กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทยให้มั่นคง.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มกราคม 2557

พัฒนา 3 ทักษะ สร้าง ‘ไอคิว-อีคิว’ เด็กไทย

dailynews140111_001ในปัจจุบันระดับสติปัญญา (ไอคิว) และความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ของเด็กไทย ยังเป็นเรื่องน่าห่วงอยู่ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ตลอดจนทุกภาคส่วนของสังคมต้องให้ความสนใจกับปัญหานี้

นพ.เจษฎา  โชคดำรงสุข  อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  บอกว่า จากผลการสำรวจระดับไอคิวเด็กไทยในปี พ.ศ. 2554  พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 98.59 โดยค่าเฉลี่ยปกติอยู่ระหว่าง 90-109 ถือว่าเป็นค่าระดับสติปัญญาที่อยู่ในเกณฑ์ปกติแต่ค่อนไปทางต่ำ สอดคล้องกับคะแนนการสอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ในปี 2555 ที่พบว่า เด็กไทยมีทักษะทางด้านการคิดและการใช้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  เห็นได้จากผลสัมฤทธิ์การเรียนคณิตศาสตร์ การอ่านและวิทยาศาสตร์มีคะแนนรวมอยู่ในอันดับที่ 50 จาก 65 ประเทศสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ขณะที่ คะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) เฉลี่ยในระดับประเทศก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ คือ มีค่าคะแนนอยู่ที่ 45.12 จากค่าคะแนนปกติ 50-100

คนเราจะเกิดมามีความสามารถฉลาดหลักแหลมหรือเป็นคนที่ขาดความสามารถนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดยังคงเป็น “สมอง” ซึ่งพัฒนาการทางสมองเริ่มต้นมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงจำเป็นต้องพัฒนาสมองของเด็กสร้างเสริมความรู้ประสบการณ์ให้เหมาะสมกับวัยเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสมอง พ่อแม่ ครู  ผู้ปกครอง จึงจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจในการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการคิด การใช้ภาษา และอารมณ์ให้ถูกต้องตามจังหวะและเวลาที่เหมาะสม

อีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ “ความรุนแรง” ในเด็กไทย  ปัจจุบันปรากฏตามสื่อออนไลน์เยอะมาก เกรงว่าจะเป็นแบบอย่างให้กับเด็กหลาย ๆ คน ดังนั้นหากมีโครงการจิตอาสาให้เด็กเข้าไปร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ น่าจะมีส่วนช่วยลดความรุนแรงได้บ้าง

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต  กล่าวว่า ในการส่งเสริมและพัฒนาไอคิวและอีคิวเด็กไทย จำเป็นต้องพัฒนาทักษะ 3 ด้าน ดังต่อไปนี้

ทักษะด้านการคิด เป็นการใช้คณิตศาสตร์เข้ามาเสริม  เช่น ความเข้าใจเรื่องจำนวน ความสามารถในการแยกสิ่งที่เหมือนกัน ต่างกัน  ความสามารถแก้โจทย์ที่เป็นตัวตั้งต้นนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ทั้งหมดนี้ควรจะผ่านเกม หรือกิจวัตรประจำวัน ลองนึกภาพพ่อแม่กับลูกซักผ้าด้วยกันแล้วนับจำนวน แยกสี แยกกลุ่มได้ว่าอันไหนเป็นเสื้อ เป็นกางเกง ตรงนี้จะส่งผลต่อการคิดของเด็ก เพราะเขาจะเข้าใจตรรกะ เข้าใจเรื่องเหตุและผล

ทักษะการใช้ภาษา สามารถฝึกได้โดย ผ่านกระบวนการพูดคุย การอ่านหรือใช้เรื่องเล่าต่าง ๆ ว่าแต่ละสถานการณ์เด็กควรทำอย่างไร   ภาษาเป็นช่องทางนำไปสู่ความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องของตัวเด็กเองให้คนอื่นเข้าใจ  หรือเขาสามารถคุยกับคนอื่น ไม่ว่าเพื่อนวัยเดียวกันหรือคนรอบข้าง

ทักษะด้านอารมณ์  พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ผู้ดูแลเด็กในศูนย์เด็กเล็กควรสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเด็ก รวมทั้งส่งเสริมให้เด็กมีจิตอาสา ทำสาธารณประโยชน์ ตลอดจนสังเกตทักษะด้านอารมณ์ของเด็ก   เพราะปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาเรื่องความกระตือรือร้น ดังนั้นการ “มีจิตอาสา” ใช้ได้ทั้งแก้ไขปัญหา และในเชิงการส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องอารมณ์ เราพบว่าในช่วงวัยของเด็กที่เขาอยากจะเรียนรู้ และเข้าใจคนอื่น วิธีที่ง่ายที่สุดคือการที่รู้จักทำอะไรให้กับคนอื่น  ซึ่งตรงนี้ต้องออกแบบให้เด็กรู้สึกสนุกที่อยากทำอย่างนั้น  เวลาเห็นคนอื่นมีความสุขจะทำให้เด็กอยากทำ  ในวัยเด็กไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่โตมากมาย ควรเริ่มตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่สามารถทำได้เลย เช่นให้เด็กช่วยทำงานบ้าน

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าวว่า  เด็กไทยมีปัญหาเรื่องการแสดงออกมานานแล้ว  ส่วนหนึ่งไม่กล้าแสดงออก แต่อีกส่วนแสดงออกในทางที่ไม่เหมาะสม ก้าวร้าว  พฤติกรรมดังกล่าวสัมพันธ์กับความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าหรือไม่  เด็กที่รู้สึกว่ามีคุณค่าพร้อมจะแสดงออก และแสดงออกได้ดี แต่ในทางกลับกันถ้าเด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เขาก็ฝ่อ ไม่กล้าแสดงออก ถ้าสุดโต่งก็อาจจะเรียกร้องแสวงหา แสดงออกในลักษณะก้าวร้าว

ถ้าเด็กเติบโตอย่างไม่มีคุณค่า เขาก็ไม่มีความสุข  พอไปดูสิ่งแวดล้อม จะเห็นว่าเด็กส่วนหนึ่งถูกละเลย ไม่ได้รับการใส่ใจ แต่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งได้รับการใส่ใจเยอะ มีทั้งได้รับการใส่ใจและกดดัน และใส่ใจแล้วตามใจเด็กมาก  ซึ่งการตามใจมาก ๆ จะทำให้เด็กไม่รู้จักพอ  อยากอยู่เสมอ ตอบสนองเฉพาะตัวเอง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มกราคม 2557

รู้ทัน ‘พีโดฟีเลีย’

dailynews131221_002พฤติกรรมของคนที่ชอบมีเซ็กซ์กับเด็ก เรียกว่า “พีโดฟีเลีย” เป็นกามวิตถาร (พาราฟีเลีย) ชนิดหนึ่ง

ข่าวสะเทือนขวัญ นายหนุ่ย วัย 36 ปีล่อลวงเด็กหลายคนไปข่มขืนและฆ่า คงเป็นอุทาหรณ์ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองหันมาใส่ใจดูแลบุตรหลานมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมอีก ส่วนพฤติกรรมของคนที่ชอบมีเซ็กซ์กับเด็กเรียกว่าอะไร และจะป้องกันได้อย่างไร ไปฟังคำตอบกัน

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันกัลยาราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า พฤติกรรมของคนที่ชอบมีเซ็กซ์กับเด็ก เรียกว่า “พีโดฟีเลีย” เป็นกามวิตถาร (พาราฟีเลีย) ชนิดหนึ่ง

กลุ่มใหญ่กว่ากามวิตถาร คือ กลุ่มที่มีความปกติทางเพศ หรือ “เซ็กชวล ดิสออเดอร์” เช่น นกเขาไม่ขัน หลั่งเร็ว ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาของคนปกติ อีกกลุ่ม คือ กามวิตถาร เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมทางเพศผิดปกติ  ขโมยกางเกงใน ร่วมเพศกับสัตว์ ร่วมเพศกับศพ

คงไม่สามารถบอกได้ว่าในสังคมไทยมีคนประเภทนี้อยู่มากน้อยแค่ไหน เพราะเขาไม่ได้มาพบจิตแพทย์ ไม่ได้มาบำบัด เขาอาจคิดว่าเป็นความพึงพอใจทางเพศอย่างหนึ่ง ทำแล้วมีความสุข ไม่รู้สึกผิด เราเจอทีก็คือกรณีที่เป็นข่าว ซึ่งเพียงแค่ 1 รายก็เป็นความลำบากของสังคม เพราะมีการก่อเหตุกับเด็กหลายคน

ส่วนตัวไปเที่ยวพักผ่อน เคยเจอชาวต่างชาติผิวขาวเล่นน้ำกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเด็กอยู่ ดูยังไงก็ไม่ใช่พ่อลูกกัน กรณีเช่นนี้บ้านเราอาจคิดว่าผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก ไม่ได้คิดเรื่องทางเพศ หากมีลักษณะเช่นนี้สังคมต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะอาจเป็นชาวต่างชาติกับบุตรบุญธรรม  หรือเป็นในทางตรงกันข้ามก็ได้

“พีโดฟีเลีย” เป็นโรคอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่โรคจิต เพราะคนที่เป็นโรคจิตจะมีปัญหาจากสารเคมีในสมองผิดปกติ จนเกิดอาการหูแว่ว ประสาทหลอน สั่งให้ไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ กรณีโรคจิตจะไม่รู้ผิดชอบชั่วดี หรือรู้ผิดชอบชั่วดีบางส่วน ดังนั้นกรณีเช่นนี้ยังคงต้องรับผิดทางกฎหมายอยู่ เพราะ “พีโดฟีเลีย” เป็นความตั้งใจ มีแรงจูงใจ มีแรงผลักดันทางเพศ มีการวางแผน ไม่ใช่เกิดจากการหูแว่วประสาทหลอน

ส่วนที่ผู้ต้องหามีเซ็กซ์กับเด็กและฆ่าเด็กด้วยนั้น อาจมีมูลเหตุจูงใจจากผู้ต้องหากระทำความผิด คงมีกระบวนการเรียนรู้ว่า ถ้าเด็กร้องแล้วฆ่าเรื่องก็จบไป ไม่มีใครจับได้ เพราะเด็กหายไปเลย กระบวนการที่ฆ่าเด็กคงเกิดจากการเรียนรู้ในอดีตเพื่อหนีความผิด ไม่ให้ตัวเองต้องรับผิดทางกฎหมาย

การรักษา “พีโดฟีเลีย” สำหรับคนที่รู้ว่าตัวเองชอบที่จะมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก ต้องรู้ก่อนว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และทำไม่ได้ ควรไปพบและปรึกษาจิตแพทย์

การป้องกันมีดังนี้

1. พ่อแม่ต้องใกล้ชิดลูกตลอดเวลา อย่าปล่อยให้ลูกคลาดสายตา มีหลายเหตุการณ์ที่เราต้องเรียนรู้ เช่น การปล่อยให้ลูกนอนหลับอยู่ในรถเพียงลำพัง ไม่อยากปลุก ในขณะที่ตัวเองอยู่ที่อื่น ไม่ควรทำ

2. พ่อแม่ต้องสังเกตว่าควรจะฝากลูกไว้กับใครจึงปลอดภัย เพราะหลายคนแฝงตัวมา ทำเหมือนรักและเอ็นดูเด็ก เข้ามาใกล้ชิดกับเด็กเกินไป เช่น กอดหอม ถูกเนื้อต้องตัวเด็ก ต้องสังเกต โดยเฉพาะคนที่ไม่ใช่ญาติแล้วมากอดมาหอมมากจนเกินไป

3. กลุ่มเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยประถมหรือมัธยมต้น สิ่งที่ต้องรับรู้คือ อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า โดยเฉพาะคนแปลกหน้าเอาขนม เอาสิ่งของ หรือของเล่นมาให้ หากเด็กอยากได้อยากมีอาจตกเป็นเหยื่อได้  ดังนั้นถ้าคนแปลกหน้ามาถูกเนื้อต้องตัว ต้องสอนเด็กว่าควรรู้จักปกป้องตัวอย่าง อย่ารับสิ่งของจากคนแปลกหน้า.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 21 ธันวาคม 2556

.

Related Article :

“เสน่ห์ปลายจวัก” แก้เด็กเกลียดผัก

Credit: dailydelights.sheknows.com

Credit: dailydelights.sheknows.com

นักวิจัยองค์การวิจัยเพื่อวิทยาศาสตร์และการอุตสาหกรรมออสเตรเลีย พบว่า อาจจะทำให้เด็กเล็กวัย 5-6 ขวบ ชอบกินผักขึ้นมาได้ หากว่าหุงต้มให้นานพอดี ไม่เร็วหรือนานเกินไป

พวกเขาได้ทดลองกับเด็กหญิงชาย 82 คน ให้ลองกินผักบร็อคโคลีและกะหล่ำปลี  ที่ปรุงสุกด้วยเวลานานปานกลางระหว่าง 6-8 นาที แทนที่ใช้เวลาเพียงแค่ 2-3 นาที หรือนานจนถึง 10-14 นาที พบว่าเด็กเหล่านั้นจะชอบกินบร็อคโคลี ที่ปรุงสุกด้วยเวลานานปานกลาง มากกว่า เพราะบร็อคโคลีที่นึ่งนานไป จะทำให้มีรสขม ที่อาจเป็นสาเหตุอันหนึ่งทำให้เด็กเกลียดการกินผัก แต่สำหรับกะหล่ำปลี เด็กทั้งหลายไม่มีความชอบเป็นพิเศษอย่างอื่น

พวกนักวิจัยยังได้รู้ว่า ข้อสำคัญที่เด็กๆจะชอบกินผักอย่างไหนนั้น ยังขึ้นอยู่กับรสชาติและเนื้อของผักแต่ละชนิดด้วย ดูเหมือนว่าจะถูกใจกับพวกผักที่เนื้อแน่นขนาดปานกลาง ซึ่งจะเกิดจากการหุงต้มด้วยเวลานานปานกลาง

พวกเขาได้แนะนำว่า ผักนึ่งจะคงรักษาสารอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ได้ดีกว่าวิธีอื่น และดู เหมือนว่าความชอบของเด็กยังอยู่ที่รสชาติของมันด้วย ดังนั้น จึงควรนึ่งผักให้เด็กกิน ดีกว่าไปต้มสุก.

ที่มา : ไทยรัฐ 1 มีนาคม 2556

.

Related Article:

.

mnn130214_001

Kids will eat their veggies if they’re cooked just right

Children like their broccoli steamed and cauliflower cooked for 6-8 minutes.

By Rachael Rettner, MyHealthNewsDaily Thu, Feb 14 2013

Young children may be more willing to eat their vegetables when the foods are cooked for just the right amount of time – not too quickly and not too slowly, a new study from Australia suggests.

In the study, which involved 82 girls and boys ages 5 and 6, children said they liked the taste of broccoli and cauliflower more when the vegetables were cooked for a medium amount of time (6 to 8 minutes) than when they were cooked a shorter (2 to 3 minutes) or longer time (10 to 14 minutes).

These findings were true regardless of whether or not the youngsters typically consumed a lot of vegetables. [See 4 Tips for Sneaking ‘Health’ into Your Kids’ Food.]

The children also preferred broccoli that was steamed rather than boiled; they didn’t have a favorite cooking method for cauliflower, the researchers said. Broccoli steamed for a longer period of time is more bitter, which may explain why the children didn’t like it. By contrast, the bitterness of cauliflower didn’t change much when it was cooked for a longer period.

A child’s overall degree of preference forvegetables is likely influenced by both flavor and texture, the researchers said. Based on the study results, children seem to prefer a medium-firm texture, which is achieved with the middle cooking time, the researchers said.

Because steamed veggies retain more nutrients than their boiled counterparts, and kids seem to like the way they taste, there may be an advantage to steaming vegetables rather than boiling them, the researchers said.

However, because the study was conducted in a laboratory, it’s not clear if the findings would hold in a real world setting, or apply to especially picky eaters, the researchers said. Future research is also needed to determine if the results would be comparable when vegetables were served as part of a meal, rather than a la carte.

The study, conducted by researchers at the Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation, is to be published in an upcoming issue of the journal Food Quality and Preference.

SOURCE : www.mnn.com

กินฟาสต์ฟู้ดเสี่ยงที่จะเป็นโรคสะเก็ดเงิน เพราะไขมันเข้าไปกดภูมิคุ้มกันโรคไว้

thairath130123_001นักวิจัยที่กำลังศึกษาแผนแบบโรคภัยของโลกกับอาหารการกิน พบว่า เด็กที่ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ดมากถึงอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อ อาจจะป่วยเป็นหืด และเป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงินได้ เพราะไขมันจะไปกดภูมิคุ้มกันโรค

การศึกษานิสัยการกินของเด็กตามชาติต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 50 ชาติ จำนวนไม่ต่ำกว่า 500,000 คน ได้เค้าว่าการกินอาหารเลว ทำให้เจ็บป่วยด้วยโรค ที่มาจากอาการแพ้ต่างๆเหล่านี้สูงขึ้น เด็กที่กินอาหารสำเร็จรูป เช่น พวกแฮมเบอร์เกอร์ ซื้อเอาไปกินที่บ้าน จะอยู่ใต้อันตรายของการเป็นโรคหืด โรคสะเก็ดเงิน และคันเรื้อรัง ซึ่งควรหันมากินผลไม้มาก ๆ จึงจะป้องกันได้

พวกอาหารสำเร็จเหล่านี้ มักเต็มไปด้วยไขมันและกรดไขมันสูง ซึ่งกระเทือนกับภูมิคุ้มกันโรค ต่างกับผลไม้ที่อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระและพวกสารประกอบที่ให้คุณ

พวกเขาได้พบในการศึกษาว่า เด็กวัยรุ่นต้น ๆ ที่กินอาหารเหล่านี้อาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 มื้อเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดรุนแรง สูงถึงร้อยละ 39 ในขณะที่เด็กวัย 6-7 ขวบ ก็จะเฉียดใกล้โรคมากขึ้นไปอีกร้อยละ 27 แต่ถ้าเปลี่ยนมากินผลไม้กันให้มากขึ้น อีกอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 3 หน อาจช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยลงได้ ระหว่างร้อยละ 11-14.

ที่มา :  ไทยรัฐ 23 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Fast Food Diet Linked to Asthma and Eczema Severity in Kids, Large Study Finds

Jan. 16, 2013 — Eating three or more weekly servings of fast food is linked to the severity of allergic asthma, eczema, and rhinitis among children in the developed world, indicates a large international study published online in the respiratory journal Thorax.

The findings prompt the authors to suggest that a fast food diet may be contributing to the rise in these conditions, and if proved causal, could have huge implications for public health, given the popularity of these foodstuffs.

The authors base their findings on data from more than 319,000 13-14 year olds from 107 centres in 51 countries, and more than181,000 six to seven year olds from 64 centres in 31 countries.

All the participants were involved in the International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC), which is a collaborative research project involving more than 100 countries and nearly two million children, making it the largest study of its kind.

The teens and the children’s parents were formally quizzed on whether they had symptoms of asthma (wheeze); rhinoconjunctivitis (which produces a runny or blocked nose accompanied by itchy and watery eyes); and eczema; and their weekly diet.

Questions focused particularly on the severity of symptoms over the preceding 12 months — including frequency and interference with daily life and/or sleep patterns — and certain types of food already linked to protective or damaging effects on health

These included meat, fish, fruits and vegetables, pulses, cereals, bread and pasta, rice, butter, margarine, nuts, potatoes, milk, eggs, and fast food/burgers. Consumption was categorised as never; occasionally; once or twice a week; and three or more times a week.

After taking account of factors likely to influence the results, the analysis showed that fast food was the only food type to show the same associations across both age groups, prompting the authors to suggest that “such consistency adds some weight to the possible causality of the relationship.”

It was associated with current and severe symptoms of all three conditions among the teens — across all centres in the participating countries, irrespective of gender or levels of affluence.

The pattern among children was less clear-cut, but a fast food diet was still associated with symptoms across all centres — except for current eczema — and poorer countries — except for current and severe asthma.

And this difference might have to do with the fact that children have fewer options about their food choices, suggest the authors.

Three or more weekly servings were linked to a 39% increased risk of severe asthma among teens and a 27% increased risk among children, as well as to the severity of rhinitis and eczema, overall.

On the other hand, fruit seemed to be protective in both age groups across all centres for all three conditions among children — both current and severe — and for current and severe wheeze and rhinitis among the teens.

Eating three or more weekly portions was linked to a reduction in symptom severity of between 11% and 14% among teens and children, respectively.

The authors suggest that there are plausible explanations for the findings: fast food contains high levels of saturated and trans fatty acids, which are known to affect immunity, while fruit is rich in antioxidants and other beneficial compounds.

The authors emphasise that their results do not prove cause and effect, but they do warrant further investigation.

“If the associations between fast foods and the symptom prevalence of asthma, rhinoconjunctivitis and eczema is causal, then the findings have major public health significance owing to the rising consumption of fast foods globally,” they conclude.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byBMJ-British Medical Journal.

Journal Reference:

  1. Philippa Ellwood, M Innes Asher, Luis García-Marcos, Hywel Williams, Ulrich Keil, Colin Robertson, Gabriele Nagel, the ISAAC Phase III Study Group. Do fast foods cause asthma, rhinoconjunctivitis and eczema? Global findings from the International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC) Phase ThreeThorax, 2013; DOI: 10.1136/thoraxjnl-2012-202285

SOURCE : sciencedaily.com

การลงทุนเรื่องเด็กของสังคมไทย

dailynews130112_001เมื่อพูดถึงเรื่องเด็ก คนส่วนใหญ่มักเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเด็กเป็นอนาคตของสังคมหรือประเทศทั่วโลก ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังจะเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างถาวร มักต้องลงทุนกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมหากเน้นการพัฒนาเฉพาะด้านเศรษฐกิจหรือสังคมในเชิงวัตถุหรือกายภาพแต่เด็กและเยาวชนไม่ได้รับการพัฒนา ในที่สุดโครงสร้างทางเศรษฐกิจก็จะไม่มีคนที่มีคุณภาพมาพัฒนาต่อยอด หรือไม่สามารถแม้แต่ดูแลให้คงสภาพที่ดีเช่นเดิมไว้ได้ แม้จะเป็นที่พิสูจน์แล้วในหลายประเทศว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ดีขึ้นได้ แต่อาจไม่ใช่กรณีของประเทศไทย

หากพิจารณาภาพรวมของประเทศไทย ต้องถือว่าเราได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ โครงสร้างพื้นฐานได้แก่ สาธารณูปโภคพื้นฐาน สุขอนามัย ความเป็นอยู่โดยรวมทั่วไป ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านเราค่อนข้างมาก แต่มักมีการกล่าวกันอย่างทีเล่นทีจริงอยู่เสมอว่า ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนจากการแข่งขันกับกลุ่มประเทศที่อยู่อันดับต้น ๆ ในภูมิภาค ไปแข่งกับกลุ่มอันดับท้าย ๆ แทน และอาจจะรั้งท้ายในที่สุด หากสถานการณ์การพัฒนาคนของเรายังเป็นอยู่เช่นนี้

แม้สังคมยุคปัจจุบันจะเน้นพัฒนาเด็กและเยาวชนภายใต้ระบบการศึกษาเป็นสำคัญ แต่การเรียนรู้เพื่อพัฒนาของมนุษย์ โดยเฉพาะในยุคที่คนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยง่ายการเรียนรู้จึงอาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการศึกษาในระบบเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (the National Science Foundation) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์แห่งการเรียนรู้ (Science of Learning Center) โดยใช้ชื่อว่าศูนย์เพื่อชีวิต (the LIFE Center) ศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นภายใต้หลักการที่ว่ามนุษย์เราทุกคนเกิดและใช้ชีวิตอยู่กับสังคมรอบตัวตลอดเวลา และมีการเรียนรู้เพื่อการดำรงชีวิตหรือเอาตัวรอดเกิดขึ้นควบคู่กันไปเสมอ ทางศูนย์เพื่อชีวิตได้นำเสนอกรอบการเรียนรู้ของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิตไว้ว่า มนุษย์หนึ่งคนเรียนรู้อย่างเป็นทางการหรือหมายถึงการอยู่ในระบบการศึกษา เป็นสัดส่วนมากที่สุดคือประมาณร้อยละ 19 ของเวลา เมื่ออยู่ในช่วงวัยที่กำลังศึกษาในโรงเรียน (ซึ่งเวลาดังกล่าวนี้คิดเฉลี่ยจากเวลาในหนึ่งวัน) การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการถึงร้อยละ 81 ของเวลาในแต่ละวัน และพบว่าเวลาที่ใช้เพื่อเรียนรู้ในระบบลดลงเหลือประมาณร้อยละ 8 และ 5 เมื่อศึกษาในระดับปริญญาตรีและสูงกว่าขณะที่การเรียนรู้เกือบทั้งหมดของเด็กปฐมวัย (ช่วงอายุประมาณ 6 ปีแรก) เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นทางการ

ถ้ากลับมาพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นกับการเรียนรู้ของคนในสังคมไทย จำนวนเวลาที่ใช้กับการเรียนรู้ในระบบจะสูงกว่าตัวเลขข้างต้นมาก จากข้อมูลการสำรวจระดับนานาชาติรายงานไว้ว่าเด็กไทยใช้เวลากับการเรียนรู้ในระบบการศึกษาสูงมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อันดับที่สูงเช่นนี้อาจจะไม่เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากนัก หากคุณภาพของเด็กและเยาวชนไทยเฉลี่ยโดยรวมทั้งประเทศอยู่ในระดับที่ดี ไม่ใช่เกาะกลุ่มท้ายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผู้กำหนดนโยบายของประเทศหลายยุคที่ผ่านมาเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยมาโดยตลอด นอกจากการดำเนินงานภายใต้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ยังมีนโยบายหลายเรื่องที่พยายามมุ่งพัฒนาด้วยการสร้างพื้นฐานตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ซึ่งรวมถึงการพัฒนาศักยภาพสมองของเด็ก ได้แก่ การแก้ปัญหาการขาดสารไอโอดีน การส่งเสริมให้ผู้ปกครองอ่านหนังสือและส่งเสริมพัฒนาการเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัยด้วยการแจกหนังสือนิทานให้เด็กต่อเนื่องกันหลายปี แต่ด้วยข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาคนในสังคมไทย ทำให้มาตรการเหล่านี้อาจยังไม่แสดงผลลัพธ์ให้เป็นที่ประจักษ์

ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟรายงานว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชากรมีอัตราการเข้าถึงเกลือเสริมไอโอดีนต่ำสุดหรือเกือบต่ำสุด ด้วยความสำคัญของสารไอโอดีนต่อการพัฒนาสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะสมองของเด็กที่มีการพัฒนาอย่างมากในช่วงปฐมวัย (รวมระยะในครรภ์มารดา) ร่วมกับหลักฐานงานวิจัยทั่วโลกที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้นำในทุกประเทศที่ต้องการพัฒนาคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ ต้องแก้ไขปัญหาการขาดสารไอโอดีนอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงประเทศไทย แต่ด้วยการดำเนินงานภายใต้ระบบที่ซับซ้อน และเป็นเรื่องที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องจำนวนมากทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้การแก้ปัญหาต้องใช้เวลามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ จนถึงปัจจุบันแม้จะมีความคืบหน้ามากพอสมควรแล้ว ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยได้บรรลุถึงเป้าหมายที่ควรจะเป็นตามมาตรฐานสากล

แม้ประเทศไทยจะไม่มีข้อมูลที่แสดงผลกระทบของการขาดสารไอโอดีนต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนโดยตรง แต่มีชุดข้อมูลที่เป็นการสำรวจภายใต้ระบบเฝ้าระวังของกรมอนามัยและกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่อาจจะตั้งเป็นข้อสังเกตโดยอ้อมได้ว่าศักยภาพของสมองเด็กและเยาวชนสูญเสียไปจากปัญหาการขาดสารไอโอดีนเท่าใด

จากการสำรวจระดับเชาวน์ปัญญา (หรือไอคิว) ของเด็กและวัยรุ่นไทยทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2552-2553 จำนวนทั้งหมด 72,780 คน อายุ 6-15 ปี ดังแสดงในรูปที่ 1 แสดงให้เห็นความแตกต่างของค่าไอคิวเฉลี่ยในแต่ละช่วงอายุ โดยพบว่าเด็กอายุ 12-15 ปี มีค่าไอคิวเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ปกติคือประมาณ100 ขณะที่เด็กตั้งแต่อายุ 11 ปีจนอายุ 7 ปี มีค่าไอคิวเฉลี่ยต่ำลงเรื่อย ๆ และเด็กกลุ่มนี้เกิดในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2541-2545 ขณะที่ข้อมูลการสำรวจพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ 4 ครั้งที่ผ่านมา ดังแสดงในรูปที่ 2 โดยผลการสำรวจในปี พ.ศ. 2547 พบว่าจำนวนเด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาและกล้ามเนื้อมัดเล็ก (เป็นสองด้านที่สัมพันธ์พอสมควรกับพัฒนาการด้านสติปัญญาในช่วงอายุถัดไป) สมวัยน้อยที่สุด ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2542-2546 โดยประมาณ และเมื่อพิจารณาผลการสำรวจระดับสารไอโอดีนด้วยการตรวจจากปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเริ่มมีข้อมูลในระบบปี พ.ศ. 2543 ระยะแรกเป็นการสุ่มสำรวจบางจังหวัดในแต่ละปี (บางปีไม่มีข้อมูล) และเปลี่ยนเป็นการสำรวจทุกจังหวัดในระยะหลัง พบว่าระดับสารไอโอดีนของหญิงมีครรภ์อยู่ในเกณฑ์ต่ำในช่วงปี พ.ศ. 2544-2552 สมองของเด็กในช่วงปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาและอายุ 3-5 ปีแรก ซึ่งเป็นระยะที่มีการพัฒนามากที่สุด จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด

แม้ชุดข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการสำรวจด้วยวิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถสรุปโดยตรงได้ว่าข้อมูลเหล่านี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แต่อาจพอบอกถึงแนวโน้มของผลกระทบของการขาดสารไอโอดีนต่อศักยภาพของเด็กและวัยรุ่นไทยได้ในระดับหนึ่ง และเป็นไปได้ว่าศักยภาพที่หายไปมีมากกว่าค่าความแตกต่างของตัวเลขที่สะท้อนด้วยระดับไอคิวที่เกิดจากสมองขาดไอโอดีนโดยตรงเท่านั้น เนื่องจากการช่วยให้เด็กจำนวนมากมีพัฒนาการดีขึ้นย่อมมีผลกระทบโดยอ้อมต่อกลุ่มเด็กด้วยกันเอง หรือแม้แต่กับผู้ใหญ่ เพราะทุกคนเป็นสภาพแวดล้อมของกันและกันในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ

หลากหลายปัญหาของสังคมไทยที่ผู้ใหญ่ในยุคปัจจุบันพยายามช่วยกันแก้ไข มีหลายเรื่องที่คงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืนและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง หากไม่มีเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพอย่างที่ควรเป็นมาช่วยคิดและทำต่อ ดังนั้น การแก้ปัญหาพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเด็กและเยาวชน จึงเป็นประเด็นสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ต้องมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจริงจัง เช่นเดียวกับการลงทุนระยะยาวเรื่องอื่น ๆ ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพเป็นหลักมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังควรต้องเป็นความรับผิดชอบของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมร่วมกัน เพราะมีบทเรียนมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้วว่าภาครัฐอาจไม่สามารถจัดการปัญหาที่ท้าทายเรื่องเด็กได้โดยลำพัง ปัจจุบันภาคเอกชนไทยมีความเข้มแข็ง ตลอดจนมีประสบการณ์การลงทุนระยะยาว และตระหนักว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า จึงน่าจะเข้ามามีบทบาทช่วยแก้ปัญหาที่ท้าทายเรื่องเด็กและเยาวชนไทยอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อเจมส์ เฮ็คแมน (James Heckman) เคยศึกษาและสรุปไว้ว่า การลงทุนเรื่องเด็กและเยาวชนสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนให้ในระยะยาว เมื่อคิดเป็นจำนวนเงินได้หลายเท่าตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของเด็กที่เราลงทุน ยิ่งอายุน้อยยิ่งสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้มาก ดังนั้น การร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ยกให้เป็นภาระหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือภาคส่วนใดโดยลำพัง น่าจะทำให้การบรรลุถึงเป้าหมายสุดท้าย ซึ่งคืออนาคตที่สดใสของเด็กและเยาวชนไทยโดยรวม ที่เกิดขึ้นได้จริง.

รศ.พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย คณะแพทยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 12 มกราคม 2556

ให้เด็กอ่านหนังสือดังๆ ให้น้องหมาฟังช่วยให้เรียนเก่งสอบได้คะแนนดีตามกัน

Credit : examiner.com

Credit : examiner.com

เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ที่ถูกสั่งให้ไปอ่านหนังสือให้น้องหมาฟัง เมื่อตอนช่วงเวลาปิดเทอม ต่างพากันสอบการอ่านทำคะแนนได้ดีขึ้นไปตามๆกัน

นักวิจัยด้านสัตวแพทย์มหาวิทยาลัยทัฟส์ของสหรัฐฯ เป็นคนริเริ่มโครงการนี้ขึ้น ด้วยการแนะนำให้นักเรียนชั้นประถม ฝึกอ่านหนังสือให้น้องหมา หรือคนฟังดังๆ ตอนช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เป็นเวลาอาทิตย์ละครึ่งชั่วโมง

หลังจากที่โครงการครบกำหนดลง ผลปรากฏว่า บรรดานักเรียนในโครงการต่างพากันอ่านหนังสือเก่งขึ้น และทำคะแนนในการสอบดีขึ้นไปตามๆกัน  ทั้งยังเกิดความรักการอ่านมากขึ้นด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ  27 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

MA study says dogs help young readers

Published : Sunday, 21 Aug 2011, 5:14 AM EDT

CRAIG S. SEMON, AP Member

GRAFTON, Mass. (AP) – Not only are dogs man’s best friend, they might possibly help your child’s reading skills to boot.

According to a pilot study published by the Cummings School of Veterinary Medicine at Tufts University, a group of second-graders who read aloud to a dog experienced a slight gain in their reading ability and attitude toward reading, while another group of second-graders who were paired up with veterinary school volunteers (all adults) experienced a decrease on both measures.

Dr. Lisa M. Freeman, one of the study’s authors and the research mentor for lead author Dawn Lenihan, a third-year veterinary student, said what is statistically significant about the study is no second-grade readers who were paired up with canine-counterparts left the group, while one third of those readers paired up with humans, failed to complete the study.

“For those of us who participated in this reading program, it is very easy to see how beneficial it is for the children who participate, both in their excitement about the reading and their improvement in reading skills over a very short time period,” said Dr. Freeman, professor of Clinical Sciences in Nutrition at the school.

The study was conducted for five weeks last summer at the Grafton Public Library. Children read for a half-hour to an attentive two-legged or four-legged friend. The participating dogs are enrolled in the Reading Education Assistance Dogs Program, a nonprofit organization that encourages children to read through the use of therapy animals.

All of the study’s investigators (including Grafton Public Library’s children and youth services librarian Amanda Diurba and Cummings School Shelter Medicine Director Emily McCobb) are also active in Tufts Paws for People, an animal visitation group at Tufts.

Ms. Diurba owner of Jack, a 5-year-old English pointer-Labrador retriever mix, who was on standby for the study said the enrichment program for beginner or “hesitant” readers started in 2005 at the library. While the study was small, she said it received positive results that children who read with the dogs get higher scores in word recognition and in reading motivation than the children who read to an adult.

“I can see how children are progressing by the degree of difficulty of the book titles they are choosing,” Ms. Diurba said. “At three weeks, something happens in the brain, the comfort level, whatever, and whatever little issues those children are having individually seemed to lessen mightily, go away. It actually ends up going away.”

Dr. Freeman and Ms. Diurba both agree reading to a dog is a great way to build confidence and reading skills in a child. The study found the lowest level of stress for a child was when he was reading to a dog, while the highest level was when reading to one of his peers.

“One of the wonderful things about dogs is that they are wonderful listeners,” Dr. Freeman said. “They have unconditional love. They don’t judge us any way. I think they are really wonderful sources to partner with children to help them learn to read.”

“The children are not reading at home. They are not reading at school. They are reading on a dog bed with a dog that acts silly,” Ms. Diurba said. “The dog talks to them. The dog gives them kisses. The dog uses their paws to keep the child’s place. The dog watches them as the child reads. You have that eye-to-eye interaction and it’s just magic.”

In addition, Dr. Freeman and Ms. Diurba said the dogs really seem to enjoy being read to by the children.

“When we come in as a group and the dogs are there waiting with their handlers, dogs’ ears are up and forward, dogs’ tails are wagging. Dogs are smiling,” Ms. Diurba said. “When it’s over, the children leave. Ears are back. Tails are down. Nobody’s smiling. The dogs love it as much as kids do. You can see the difference.”

“My dog (Hazel, a 12-year-old Jack Russell terrier) participated in the program and she recognized the building as we were driving up and she would get very, very excited to get there and get started.”

While the participating children read only in English, Dr. Freeman said one doesn’t have to read Spanish to a Chihuahua, German to a dachshund or French to a toy poodle. And, although most of the books read had dog-related stories, she said readers stayed away from anything too heavy (nothing like “Old Yeller,” “The Call of the Wild” “The Hound of the Baskervilles” or “Cujo”), as well as newspapers, which dogs sometimes know for another use.

“There’s a lot of feeling out there that you are just wasting time reading to a dumb animal,” Ms. Diurba said. “But, whatever it is, it works. And it’s a very gentle way for children to feel acceptance, increase their self-esteem and give them that confidence, that little extra boost that they need.”

The program is ongoing at the Grafton Public Library and there are plans to start a new program at the Westboro Public Library in the fall. Dr. Freeman said she hopes to get some additional

SOURCE : wwlp.com

ควรให้เด็กกินนมมากวันละเท่าไหร่วิจัยคำตอบได้แล้ว ต้องวันละ 2 ถ้วย

Credit : diseaseproof.com

Credit : diseaseproof.com

นักวิจัยสามารถหาคำตอบให้กับคำถามที่หมอถูกถามบ่อยที่สุดแล้ว นั่นคือ ควรจะให้เด็กเล็กกินนมวันละมากสักเท่าใด จึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด

คำตอบก็คือวันละ 2 แก้ว

ดร.โจนาธาน  แมกไกวร์  สูติแพทย์โรงพยาบาลเซนต์ไมเคิล หัวหน้านักวิจัย ได้เริ่มศึกษาว่า ร่างกายของเด็กวัยระหว่าง 2-5 ขวบ เก็บตุนธาตุเหล็กและวิตามินดี อันเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดของนมวัวได้อย่างไร พบว่าเด็กคนที่ดื่มมาก จะมีระดับของวิตามินดีสูง แต่ธาตุเหล็กต่ำ

เราได้พบว่า  การให้ดื่มแค่วันละ 2 แก้ว จะทำให้เด็กส่วนใหญ่รักษาระดับวิตามินดี และแร่เหล็กได้มากที่สุดไปด้วยพร้อมกัน.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 20 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Two cups of milk daily enough for most kids: study

By Andrew M. Seaman
NEW YORK | Wed Dec 19, 2012

(Reuters Health) – Two cups of cow’s milk per day may be enough for most kids to have the recommended amount of vitamin D in their blood while maintaining a healthy iron level, suggests a new study.

“One of the common questions I get from parents when their kids become toddlers is, ‘how much milk should they be drinking?’ But we didn’t have a good answer,” said Dr. Jonathon Maguire, the study’s lead author from Toronto’s TARGet Kids! Collaboration.

One reason for the confusion, according to the researchers, is the American Academy of Pediatrics (AAP) recommends children between 2 and 8 years old drink two cups of milk per day, but in another guideline, the organization also says children need supplemental vitamin D if they drink less than four cups per day.

The researchers write in the journal Pediatrics that previous studies showed cow’s milk increases the amount of vitamin D in a child’s blood while also reducing iron levels. Iron, which the body can get from meats and beans, is important for developing brains and protecting against anemia.

Vitamin D, which is naturally produced in the body during sun exposure, helps the body absorb calcium and prevents the bone-softening disease rickets. People also get the vitamin by eating fortified foods, such as milk and fatty fish.

Maguire, a pediatrician at Toronto’s St. Michael’s Hospital, and his colleagues surveyed the parents of 1,311 children, who were between 2 and 5 years old and at pediatricians’ offices in the Toronto area between December 2008 and December 2010. They also took blood samples from the children.

The researchers found one cup (250 milliliters) of milk was tied to a 5 nanomoles per liter (nmol/L) increase of vitamin D in the children’s blood, and a small decrease in iron levels.

The Canadian Pediatric Society suggests children maintain a vitamin D level in their blood of at least 75 nmol/L. On average, the children were drinking just under two cups of milk per day, and were exceeding their recommended vitamin D level.

The researchers concluded that two glasses of cow’s milk per day is enough to keep most kids at the suggested vitamin D levels while also maintaining a healthy amount of iron.

SUPPLEMENTS AND OTHER SOURCES

That’s not a blanket suggestion for all children, however.

Maguire and his colleagues say darker skinned children may need 3 to 4 cups of milk per day during the winter, when their bodies produce less vitamin D naturally from sun exposure.

Maguire told Reuters Health that the findings seem consistent with previous recommendations.

“I don’t think there is too much cause for concern. I think this is probably old news for some parents,” he said.

Patsy Brannon, a professor of nutritional sciences at Cornell University in Ithaca, New York, said the finding of 2 cups of milk is consistent with the U.S. Department of Agriculture’s recommendation for two and three year olds, but said older children need 2.5 cups.

Also, she points out, the U.S. Institutes of Medicine and AAP recommend a vitamin D level in children of at least 50 nmol/L, which is lower than the Canadian society’s suggestion.

Currently, the AAP recommends infants, children and teens get 400 international units (IU) of vitamin D per day. The average cup of milk has about 100 IU of vitamin D.

Brannon recommends taking a daily vitamin D supplement to reach that recommendation, but adds that people can also get the vitamin from fortified cereals, grains and other foods.

“There are other sources of vitamin D in the diet besides what comes from milk. We have to be concerned about excessive milk consumption in this age group,” she said.

SOURCE: reuters.com