รู้ทัน เล่ห์กลลวง งานผ่านเน็ต

dailynews140715_01ในโลกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย เชื่อว่าหลายท่านต้องเคยผ่านตากับโฆษณาชวนทำงานผ่านเน็ตรายได้ดีมาบ้างแล้ว ส่วนมากจะมีข้อความซ้ำ ๆ กัน อาทิ เพียงทำงานแค่ 2-4 ชั่วโมง ก็มีรายได้ 20,000 – 100,000บาทต่อเดือน ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขอย่างหลังคงทำให้หลายคนหลงสนใจกันไม่น้อย แต่ทว่าความจริงของการทำงานผ่านเน็ตประเภทนี้ มักจะมีเบื้องหลังแอบแฝงอยู่มากมายเกินกว่าที่เราจะคาดคิด

แต่เมื่อไม่นานมานี้มีพลเมืองดีท่านหนึ่งใช้ชื่อว่า “Greentan” ผู้ซึ่งเคยหลงทางเข้าสู่วงการทำงานผ่านเน็ต ได้ออกมาโพสต์ในเว็บบอร์ดชื่อดัง แฉถึงรูปแบบการทำงานผ่านเน็ตว่าไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตัวเองและหลายคนเข้าใจ พร้อมระบุว่า “ตัวเองได้ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ในคราวนี้และสูญเสียทรัพย์ที่ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้” วันนี้ ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ จะนำคำกล่าวขอเหยื่อมาตีแผ่ความจริงให้ผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กได้รับรู้โดยทั่วกันคุณ “Greentan” เปิดเผยว่า ขั้นตอนแรกคุณจะต้องลงทะเบียนสมัครผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นพนักงานของบริษัทดังกล่าวจะโทรศัพท์กลับมาหาเราอีกครั้ง ในจุดนี้บริษัทจะเริ่มใช้กลยุทธ์สร้างความน่าเชื่อถือโดยการทิ้งระยะเวลาในการติดต่อกลับเพื่อให้ผู้ที่สนใจเกิดความรู้สึกว่า “งานแบบนี้ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ” เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน บางคนอาจจะเริ่มรู้สึกถอดใจ แต่เมื่อจำความได้อีกครั้งก็หลงกลรับโทรศัพท์พร้อมตอบรับงานไปในทันที

หลังจากที่คุณตอบรับไปแล้ว แน่นอนว่าคุณและใครหลาย ๆ คนจะต้องการทราบถึงรายละเอียดการทำงาน แต่คุณจะยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากพนักงานทางโทรศัพท์ เขาจะย้ำแต่เพียงว่า “เป็นงานโปรโมทโฆษณาบนเว็บไซต์ให้กับกลุ่มบริษัทที่ว่าจ้าง” และเมื่อเรายืนยันที่จะเข้าร่วมด้วยความ “เต็มใจ” พนักงานจะแจ้งวันเวลาที่เราจะต้องเข้าไปรับการอบรมวิธีการทำงาน โดยให้เหตุผลว่า “เพื่ออธิบายคุณลักษณะของการโปรโมทโฆษณา” แต่เมื่อคุณไปถึงสถานที่อบรมสิ่งแรกที่คุณจะต้องทำคือ “กรองใบสมัครพร้อมชำระค่าสมัครประมาณ 300 บาท”

คุณ “Greentan” เล่าต่อไปว่า การอบรมในวันแรกจะมีพนักงานคอยสอนวิธีการโพสต์บนเว็บไซต์ ว่าคุณต้องโพสต์ที่ไหนบ้าง? โพสต์อย่างไร? แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 2 ของการอบรม เนื้อหากลับเปลี่ยนไปไม่ใช่การโปรโมทโฆษณาเพียงอย่างเดียวตามที่เคยเข้าใจกัน แต่กลายเป็นธุรกิจขายตรงแบรนด์หนึ่งที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงในประเทศไทย

ทางบริษัทจะให้เราเลือก 2 ทางคือ 1 เราต้องหาเงินมาซื้อสินค้าออกไปจำหน่ายเอง แต่ก่อนที่เราจะขายสินค้าจะต้องมีการจ่ายเงินค่าเริ่มต้นเพื่อซื้อตำแหน่งงาน ซึ่งตำแหน่งงานดังกล่าวจะแบ่งเป็นลำดับขั้น โดยขั้นแรกจะต้องใช้เงินประมาณ 6,000 บาท หรือหาใครต้องการตำแหน่งขั้นสูงสุดต้องใช้เงินกว่า 30,000 บาท แลกกับค่าคอมมิชชั่นที่สูงขึ้น

หรือทางที่ 2 คือ หลังจากคุณจ่ายเงินซื้อตำแหน่งมาแล้ว คุณจะได้รับการสอนงานแบบ “ลูกโซ่” โดยจะต้องหาลูกค้าเพิ่มด้วยวิธีการโพสต์ข้อความเชิญชวนทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต และจะมีการโอนเงินเข้าบัญชีก็ต่อเมื่อคุณสามารถหาลูกค้าเข้ามาสมัครใหม่ขั้นต่ำ 2 คนขึ้นไป ซึ่งแน่นอนอย่างที่เรารู้ ๆ กัน “รายได้ที่มาจ่ายเรานั้นก็มาจากการเก็บเงินค่าสมัคร , ค่าตำแหน่งงานเป็นทอดๆ”

อีกกลยุทธ์หลอกลวงที่บริษัทนำมาใช้คือ หากบริษัทเห็นว่ากลุ่มผู้สมัครใหม่หรือกลุ่มตำแหน่งงานตำแหน่งน้อย ๆ เกิดอาการท้อแท้ จะใช้วิธีเรียกเข้าประชุม จัดแสดงคอนเสิร์ตเพื่อคลายความเครียด ใช้สิ่งของมาหลอกล่อให้คุณเกิดความรู้สึกอยากทำต่อ เชิญคนที่พูดเก่งมาเล่าถึงการประสบความสำเร็จในงานนี้ เช่น คุณทำงานตรงนี้ได้เงินดีกว่างานประจำ , ถ้าขยันทำงานจะมีรถราคาแพงขับ มีบ้านหลังโตให้อยู่ เพื่อให้คุณเกิดความรู้สึกมุ่งมั่น มีกำลังใจในการทำงาน ซึ่งคุณ “Greentan” เข้าใจถึงรูปแบบการทำงานเช่นนี้ว่า มันคือการหลอกตัวเองและหลอกคนอื่น

ทั้งนี้ แต่ละบริษัทอาจจะมีธรรมเนียม กฎเกณฑ์ และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันไปบ้างแต่โดยส่วนใหญ่จะมีแนวทางการได้มาของเงินไม่ต่างกัน บางแห่งไม่ได้กำหนดอายุของผู้สมัครทำให้พบว่ามีกลุ่มเยาวชนอายุตั้งแต่ 14-18 ปี เข้าร่วมทำงานนี้เป็นจำนวนมาก หากใครพบการโฆษณาชวนทำงานในลักษณะแบบนี้หรือเข้าข่าย ควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นงานประเภทเดียวกัน เพื่อที่คุณจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของวงจรอุบาทว์รายต่อไป

ที่มา: เดลินิวส์ 15 กรกฎาคม 2557

Advertisements

7 ระวังภัยสำหรับผู้หญิง

images009เห็นประกาศแนะนำ วิธีป้องกันภัยสำหรับผู้หญิง ที่คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านโดยเฉพาะผู้หญิง จึงนำมาฝากค่ะ

แน่นอน การป้องกันอันตรายก่อนที่จะเกิดเหตุ เป็นวิธีที่ดีที่สุด

ต่อไปนี้เป็นข้อระวังที่ผู้หญิงต้องตระหนัก อย่านำพาตัวเองเข้าไป และอย่าประมาทด้วยการรอให้เหตุเกิด โดยไม่เตรียมการป้องกันตัวไว้ล่วงหน้า

1) อย่าไปไหนคนเดียวยามค่ำคืนในที่เปลี่ยว ที่มืด ที่ลับตาคน หากจำเป็นควรหาเพื่อนร่วมทางไปด้วย ถ้าหาใครไปด้วยไม่ได้ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

2) ไม่อยู่กับผู้ชายตามลำพังสองต่อสอง โดยเฉพาะในที่ลับตา ในรถยนต์ หรือในบ้านพัก ข้อควรระวังนี้ไม่เว้นแม้แต่ครู พระ ญาติผู้ใหญ่ หรือคนที่รู้จักคุ้นเคยกัน

3) หลีกห่างคนเมา คนติดยาเสพติด หรือดื่มสุราจนเมาเสียเอง เพราะว่าคนเมามักจะขาดสติ ขาดความรับผิดชอบ อาจจะทำอะไรที่คนปกติไม่ทำ

4) แต่งกายมิดชิด ไม่ควรแต่งโป๊ ใส่เสื้อผ้าที่คอกว้าง ลึก รัดรูป เอวลอย หรือนุ่งกระโปรงสั้นจนเกินไป

5) ไม่รับของฟรีจากคนแปลกหน้าเด็ดขาด ของที่อาจมีคนเอายานอนหลับ หรือยาเสพติดเข้ามาในอาหาร เครื่องดื่ม หรือลูกอม แต่หากเกรงจะเสียมารยาท อาจรับไว้โดยไม่รับประทาน

6) สถานที่ที่ควรระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในยามค่ำคืน ในลิฟท์ ห้องน้ำสาธารณะ ตู้โทรศัพท์ริมถนน ลานจอดรถ หรือบริเวณหน้าบ้าน เพราะอาจจะมีคนร้ายแฝงตัวอยู่ และหลีกเลี่ยงที่นั่งท้ายรถเมล์

7) ปิดประตูบ้าน ประตูห้องน้ำให้แน่นหนา หากพักอาศัยอยู่ในหอพัก หรือคอนโดมิเนียม ควรติดกระจกตาแมว (เลนส์ขยาย) ไว้ที่ประตูห้อง เพื่อจะได้มองออกมาด้านนอกได้

ขอบคุณ ข้อมูลจากคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา

ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กุมภาพันธ์ 2557

19 ข้อ!! ป้องกันภัย ไม่พลาดท่าโดน ‘ข่มขืน’

thairath140406_001‘ข่มขืน’ เมื่อได้ยินคำนี้ทีไร ก็ต้องทำให้จิตใจหดหู่ขึ้นมาทันที ยิ่งในสังคมปัจจุบันด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงเลย เรียกได้ว่ามีคดีข่มขืนรายวันเลยทีเดียว ล่าสุดที่เป็นข่าวครึกโครม ในกรณี ดาราสาว ‘พรีม กัญณภัทร วรบวรภัทร์’ นางเอกละครจากค่ายเอ็กแซ็กท์ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล จากการต่อสู้กับโจรบุกปล้นบ้าน และหวังข่มขืน ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่รอดมาได้

‘ไทยรัฐออนไลน์’ เห็นอย่างนี้แล้ว จึงสอบถามผู้มีความรู้ พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง เพื่อเป็นการป้องกันภัย เมื่ออยู่ในสถานการณ์นั้นผู้หญิงควรทำอย่างไร…

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ บอกว่า ปรัชญาแห่งความปลอดภัยคือ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ การป้องกันภัยสำหรับผู้หญิงคือ อย่าพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง 3 สถานการณ์ ได้แก่ 1.สถานที่เสี่ยง 2 เวลาเสี่ยง 3. บุคคลเสี่ยง ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ปลอดภัยไปแล้ว 95% แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้ว โอกาสปลอดภัยเหลือเพียง 5% ก็ต้องมีสติ, เตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัว และใช้วิชาการต่อสู้ป้องกันตัวเท่าที่เคยฝึกมา`

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง

ดังนั้นคำถามข้อแรกถือว่าตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงแล้ว โอกาสรอดปลอดภัยเหลือเพียง 5%  ก็ต้องทำดังนี้

1.ตั้งสติให้ดี สูดหายใจลึกๆ เพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองให้ตื่นตัว

2.หากยังไม่ถูกจู่โจมประชิดตัว ให้หาทางหลบหนีให้เร็ว

3.ประเมินสถานที่ เป็นที่โล่ง เช่น ทุ่งนา ป่ากล้วย หรือห้องแคบๆ ถ้าเป็นห้องแคบๆ โอกาสรอดน้อยมาก

4.ถ้าเป็นเวลากลางคืนให้วิ่งไปทางที่มีแสงสว่าง หากระยะทางไกลไม่ควรตะโกนร้องให้ใครช่วยเพราะจะเหนื่อยเปล่า และคนร้ายจะติดตามเราได้จากทิศทางเสียงที่เราตะโกน

5.ถ้าประเมินแล้วว่าวิ่งหนีไม่ทันแน่ ให้มองหาที่หลบซ่อน ที่คนร้ายไม่สามารถดีงตัวเราออกมาได้ เช่น มุดใต้ท้องรถยนต์ กอไผ่ หรือมองหาสิ่งที่พอทำเป็นอาวุธได้ เช่น ท่อนไม้ยาวๆ หรือปากกา ลูกกุญแจ ก้อนหิน กิ่งไม้เก็บซ่อนไว้กับตัว

6.ถ้าเป็นห้องแคบๆ ให้ร้องตะโกนให้คนช่วย เช่น ไฟไหม้ๆ

7.ถ้าหนีไม่ทันและถูกคนร้ายจับตัวได้แล้วโอกาสรอดเหลือ 1% อย่ายอมให้คนร้ายทำให้เราหมดสติ เพราะถ้าหมดสติไปแล้วโอกาสรอดเหลือ 0% และอาจถูกฆ่าตายได้

8.การไม่ยอมให้คนร้ายทำให้เราหมดสติคือ หากถูกล็อกคอหายใจไม่ออกแล้วเป็นนาทีชีวิต คนร้ายจะพยายามทำให้เราหยุดดิ้นหรือหยุดร้อง ซี่งเขาอาจบีบคอเราจนตายหรือทำร้ายเราจนหมดสติ ต้องหยุดดิ้น แล้วบอกว่ายอมแล้วๆ อย่าฆ่าฉัน ฉันมีลูกเล็ก มีแม่แก่ๆ ที่ต้องเลี้ยงดู เผื่อคนร้ายจะปล่อยมือ

9.หากคนร้ายมีอาวุธร้ายแรง เช่น มีดหรือปืน ไม่ควรต่อสู้ ควรบอกว่ายอมแล้ว เพื่อหน่วงเวลาไว้

10.หากคนร้ายปล่อยมือให้รีบสูดหายใจเอาแรงกลับมา แล้วพยายามเจรจาต่อรองเช่นทำทีเป็นยอม บอกให้คนร้ายใจเย็นๆ

11.ต่อรองกับคนร้ายว่าอย่าข่มขืนเลย ถ้ามีทรัพย์สิน เช่น สร้อย แหวนให้ปลดออกมาแล้วบอกว่าให้ไปเลย ปล่อยฉันไป จะไม่ไปแจ้งตำรวจ เผื่อคนร้ายเปลี่ยนใจ

12.หากต่อรองไม่สำเร็จให้ทำทีเป็นยอม แล้วบอกว่าสถานที่ไม่อำนวยควรหาสถานที่ดีกว่านี้ เพื่อหน่วงเวลา

13.ระหว่างเจรจาควรบอกว่าเราเป็นกามโรค หรือมีประจำเดือน แล้วบอกว่าจะให้ทรัพย์สินแทน โดยเอาบัตร ATM ให้ไป และบอกรหัสลวงไป เผื่อคนร้ายจะไม่ข่มขืน

14.หากคนร้ายพยายามข่มขืนอีก ให้ทำทียอมจูบปาก และรอจังหวะกัดลิ้นคนร้ายให้เร็วและแรงที่สุดแล้วรีบดิ้นหลุดออกมา มิฉะนั้นอาจถูกทำร้ายเสียชีวิต

15.หากคนร้ายให้ช่วยสำเร็จความใคร่ ให้ฉวยโอกาสขณะคนร้ายถอดกางเกง แล้วเตะผ่าหมากคนร้ายให้เร็วและแรง แล้วรีบวิ่งหนี

16.หากถูกคนร้ายกดทับตัวอยู่ หากเป็นบริเวณป่า หรือพื้นดินให้เอากิ่งไม้ หรือปากกา ทีซ่อนไว้ทิ่มตาคนร้าย แล้วรีบวิ่งหนี หรือถ้าเป็นพื้นทรายให้กำทรายขว้างใส่ดวงตาคนร้ายระยะประชิดให้เข้าตาคนร้าย แล้วรีบวิ่งหนี

17.หากทำทุกอย่างแล้วยังถูกข่มขืนก็ขอให้รักษาชีวิตเอาไว้ เพื่อไปแจ้งความให้ตำรวจตามจับกุมคนร้ายมารับโทษภายหลัง

18.หากที่เกิดเหตุเป็นห้องพักเรา เราควรซ่อนอาวุธไว้ในจุดใกล้ตัวมือเอื้อมถึงสามารถหยิบมาใช้ได้ และใช้การเจรจาต่อรองหน่วงเวลาเพื่อให้คนร้ายตายใจ เช่น บอกว่าควรใส่ถุงยางอนามัยก่อน เดี๋ยวจะไปหยิบให้ แล้วหากมีโอกาสให้รีบวิ่งเข้าห้องน้ำล็อกประตูขังตัวเองไว้ แล้วตะโกนว่าไฟไหม้ๆ

19.อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์เลยครับ หากมีเวลาควรไปเข้าคอร์สเรียนการต่อสู้ป้องกันตัวเอาไว้บ้างเพื่อเอาตัวรอดยามคับขัน ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

“ไทยรัฐออนไลน์” เชื่อว่าข้อมูลเหล่าเป็นประโยชน์สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในสถานการณ์นั้นได้ไม่มากก็น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าพาตัวเองให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงจะดีที่สุด

ที่มา: ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2557

หลักป้องกันภัยจากเหตุร้าย โจรบุกบ้าน จี้ ข่มขืน

dailynews140227_001จากกรณีคนร้ายบุกเข้าบ้านพักของนักแสดงสาว พรีม-กัญณภัทร ไกรพีรพรรณ หมายชิงทรัพย์และข่มขืน แต่นักแสดงสาวก็ต่อสู้ดิ้นรน เอาตัวรอดมาได้อย่างสะบักสะบอม โดยเรื่องนี้เพิ่งปรากฏเป็นข่าวไปสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีตัวอย่างเตือนภัย โดยเฉพาะผู้หญิงที่พักอาศัยอยู่เพียงคนเดียว ต้องระวังให้ดี

“เดลินิวส์ออนไลน์” ได้สอบถามผู้รู้เรื่องภัยหญิงอย่าง “หมอแอร์” พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ทราบถึงวิธีการป้องกันภัยจากสถานการณ์ดังกล่าว

หมอแอร์ กล่าวถึงวิธีการป้องกันจากเหตุร้ายขั้นต้นว่า ต้องเริ่มต้นจากการทำตัวเองให้ปลอดภัย ตั้งแต่การเลือกที่อยู่อาศัย ควรอยู่ในละแวกปลอดภัย ไม่อยู่ในซอยเปลี่ยว ควรมีระบบรักษาความปลอดภัย สำหรับผู้ที่อยู่หอพัก ควรเลือกหอพักที่มีระบบคีย์การ์ด มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราคนเข้า-ออก หรือถ้าอาศัยอยู่บ้าน ควรติดกล้องวงจรปิด หรือสัญญาณกันขโมย ตัวบ้านควรมีรั้วรอบขอบชิด หมั่นตรวจรอบบ้านอย่าให้มีต้นไม้รกทึบ ในแต่ละวัน ก่อนจะเข้านอน ควรตรวจสอบว่าล็อคประตูหน้าต่างเรียบร้อยแล้วหรือไม่

หมอแอร์ กล่าวอีกว่า ส่วนหนึ่งที่สำคัญ แต่ผู้เสียหายส่วนใหญ่มักมองข้าม คือเรื่องไฟฟ้า ควรเปิดไฟหน้าบ้าน รั้วบ้าน หรือในบ้านทิ้งไว้สักหนึ่งดวงตลอดช่วงกลางคืน แม้จะมีไฟส่องสว่างจากเสาไฟฟ้าหน้าบ้านก็ตาม เพราะจากสถิติการก่อเหตุ คนร้ายมักเลือกก่อเหตุกับบ้านหลังที่ปิดไฟมืดทึบ นอกจากนี้เพื่อนบ้าน หรือผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเองก็เป็นส่วนสำคัญที่สามารถช่วยสอดส่องดูแลกันและกัน ดังนั้นควรทำความรู้จักหรือมีสัมพันธไมตรีต่อกันไว้

นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันตรายได้ คือการสังเกตความผิดปกติ โดยหมอแอร์ได้กล่าวถึงวิธีการสังเกตความผิดปกติเพื่อป้องกันตัวว่า เหตุผิดปกติมักจะเริ่มต้นจากเสียง เช่น เสียงสุนัขเห่า เสียงทุบ เสียงงัด เสียงสัญญาณกันขโมยดัง ล้วนแต่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องเริ่มสงสัยเพื่อนำไปสู่การสังเกตว่าเกิดความผิดปกติขึ้นหรือไม่

เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น การเอาตัวรอดจากภัยที่เข้ามาประชิดตัว หมอแอร์กล่าวถึงกรณีที่อยู่คนเดียว และผู้บุกรุกยังไม่พบเห็นตัวเรา อันดับแรกต้องตั้งสติให้ดี อยู่เงียบ ๆ และค่อย ๆ หลบหนีออกจากสถานที่นั้น ๆ ไม่ต้องห่วงทรัพย์สิน ต้องคำนึงถึงชีวิตมาเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อออกมาในระยะที่ปลอดภัยแล้ว ให้ส่งเสียงตะโกน ร้องขอให้คนช่วย หรือรีบแจ้ง 191 สายเหตุด่วนเหตุร้าย แต่ในกรณีที่หลับอยู่แล้วคนร้ายเข้าประชิดตัวหวังลวนลามหรือจี้นั้น ให้ใช้วิธีเจราจาต่อรอง เสนอทรัพย์สิน ถ้าไม่ได้ผล ให้ทำทียินยอม รอจังหวะคนร้ายเผลอตัวแล้วเตะผ่าหมาก หรือมองหาวัตถุที่ใช้ป้องกันตัวได้ จากนั้นให้รีบหนีออกมา

สุดท้าย หมอแอร์ ฝากข้อควรระวังสำหรับผู้หญิงที่พักอาศัยคนเดียวหรือเดินทางคนเดียวว่า การระมัดระวังตัวเป็นสิ่งสำคัญ จากสถิติการก่อเหตุอาชญากรรม ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่มักจะสังเกตพฤติกรรมของเหยื่อก่อนลงมือ เช่น เดินทางคนเดียวเป็นประจำ ใช้เส้นทางเดิม ๆ อยู่ในที่เปลี่ยว หรือมีพฤติกรรม แต่งกายนุ่งสั้น ผมยาว หรือแม้แต่การเดินก้มหน้ากดเล่นโทรศัพท์ตลอดเวลา มักตกเป็นเป้าหมายที่ถูกคนร้ายจู่โจมได้ง่าย เนื่องจากไม่ทันระวังตัว

จากคำแนะนำของหมอแอร์ จะเห็นว่า การมีสติตั้งมั่นเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้หญิงผ่านสถานการณ์เลวร้ายไปได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา: เดลินิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2557

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์

thairath140131_001โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ในที่นี้ไม่ใช่ “ไวรัสคอมพิวเตอร์” หรือ “โปรแกรมตัวหนอน” ซึ่งเป็นบ่อนทำลายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเกือบทุกอย่าง รวมทั้งใช้เพื่อความเพลิดเพลิน การศึกษาและการติดต่อสื่อสารต่างๆ ในอนาคตคอมพิวเตอร์จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันจนแทบขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่มีประโยชน์มากก็อาจมีโทษมหันต์ ในแง่สุขภาพของเราการใช้คอมพิวเตอร์อาจมีพิษภัยต่อสุขภาพได้ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งความเจ็บป่วยที่ว่าอาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นานเกินไป โดยเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดโรคได้

ตา ในขณะที่จ้องดูจอคอมพิวเตอร์จะมีส่วนของนัยน์ตาอย่างน้อย 2 ส่วนที่ต้องทำงานส่วนแรกคือ กล้ามเนื้อตาที่จะต้องคอยหดเกร็งตัวเพื่อปรับเลนส์ตาให้มีความหนาเหมาะสมให้แสงจากจอไปตกบนฉากรับภาพด้านหลังตาหรือที่เรียกว่า เรตินา (retina) เพื่อให้ได้ภาพคมชัด ดังนั้น ถ้าดูจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันนานๆ กล้ามเนื้อตาจะต้องทำงานหนักจนกล้ามเนื้ออาจเกิดอาการล้าได้นานวันก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายตา เช่น สายตาสั้นหรือสายตายาว อีกส่วนที่ต้องทำงานหนักคือ จอรับภาพด้านหลังตาหรือเรตินา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นแท่ง ทำหน้าที่รับแสงไม่สว่างมากเช่น ภาพดำขาว อีกชนิดหนึ่งเป็นรูปโคนรับแสงที่สว่าง เช่น ภาพสีต่างๆ แล้วส่งสัญญาณไปยังสมอง สองส่วนนี้ หากใช้งานหนักหรือจ้องจอนานเกิน 2 ชั่วโมงบ่อยๆ อาจทำให้การทำงานของเรตินาเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องจึงไม่ควรใช้สายตาดูหน้าจอนานเกินไป และควรมีการพักสายตา โดยการเปลี่ยนไปมองระยะไกลๆ บ้างสัก 10-15 นาที จึงค่อยกลับมาใช้คอมพิวเตอร์ใหม่

สมอง ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ อาจเกิดอาการมึนหรือปวดศีรษะได้ แต่บางครั้งอาจไม่รู้ตัวเนื่องจากทำงานเพลิน ทำให้อาการเตือนของสมองไม่ว่าจะเป็นอาการมึนหรือปวดศีรษะไม่ได้รับการรับรู้และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสมองในภายหลัง ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น จึงไม่ควรใช้สมองทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป

คอ การใช้งานคอมพิวเตอร์โดยการนั่งมองจอต่อเนื่องกันนานๆ ศีรษะจะอยู่ในตำแหน่งและมุมเดิมเป็นเวลานาน คอซึ่งเป็นอวัยวะที่ตั้งของศีรษะก็จะอยู่นิ่งๆ กล้ามเนื้อของคอต้องเกร็งตัวเพื่อรักษาท่าและตำแหน่งของศีรษะเป็นเวลานานโดยที่เราไม่รู้ตัว และจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการปวดเมื่อยคอ คอตึงจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอ หากมีการใช้งานลักษณะนี้หลายปีโดยไม่มีการบริหารคอที่เหมาะสม อาจทำให้กระดูกคอเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น จึงควรขยับศีรษะและคอไปมา ขยับกล้ามเนื้อคอหรือหมุนศีรษะไปมาขณะทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะช่วยให้อาการปวดเมื่อยคอหรือโอกาสเกิดกระดูกคอเสื่อมน้อยลง

ปวดไหล่ สำหรับท่านที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา โดยส่วนมากจะใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ในกระเป๋าที่สามารถถือหรือสะพายไหล่ได้ ซึ่งแต่ละเครื่องก็มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน ตั้งแต่เครื่องเล็กน้ำหนักเบาประมาณ 1 กิโลกรัม จนถึงเครื่องค่อนข้างใหญ่น้ำหนักมากถึง 4 กิโลกรัม ซึ่งถ้าพกพาโดยการสะพายไหล่เป็นเวลานานอาจทำให้ปวดไหล่เพราะกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นบริเวณไหล่อักเสบ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาด้วย วิธีที่ช่วยได้คือการเปลี่ยนมาเป็นใส่ในกระเป๋าที่มีล้อลากหรือพยายามลดให้น้ำหนักเบาลงด้วยใช้เครื่องที่มีน้ำหนักเบาหรือนำของไปด้วยเท่าที่จำเป็นก็อาจช่วยหลีกเลี่ยงการอักเสบของไหล่ได้ระดับหนึ่ง

ปวดหลัง หลายท่านที่นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ จะรู้สึกปวดหลัง ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทั้งนี้ เนื่องจากการนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับเปลี่ยนท่า กล้ามเนื้อหลังตั้งแต่บ่า สะบักและกล้ามเนื้อ 2 ข้างของกระดูกสันหลังจะมีการหดเกร็งตัวเพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ท่าเดิมตลอดเวลา โดยปกติเวลาเรานั่งท่าเดิมระยะหนึ่งจะรู้สึกปวดเมื่อย แล้วเราก็มักจะขยับเปลี่ยนท่าเอง แต่ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์ เรามักจะให้ความสนใจหรือมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ในจอจนละเลยความรู้สึกปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังจนลืมเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกาย กว่าจะรู้ตัว กล้ามเนื้อหลังซึ่งมีการเกร็งตัวเป็นเวลานานจะรู้สึกปวดมาก การแก้ไขคือพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ในระหว่างการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าแม้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สมัยใหม่ที่ประกอบไปด้วยหน้าจอจะมีประโยชน์มากและกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่โทษของการใช้งานมากเกินไปโดยไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดโทษมหันต์ในสัปดาห์หน้าเราจะกลับมาว่ากันต่อว่ามีอวัยวะส่วนใดอีกที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์สารพัดประโยชน์นี้นานๆ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 31 มกราคม 2557

thairath140207_001a

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์ (2) 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้พูดถึงโรคที่มากับการใช้งานคอมพิวเตอร์กันไปแล้ว สัปดาห์นี้ เราจะมาว่ากันต่อเรื่องโทษของการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ว่าจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนไหนบ้าง โดยในวันนี้ จะลงลึกไปที่โรคต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการใช้งานหน้าจอหนักๆ

แต่ก่อนอื่นเรามาดูผลกระทบที่อาจเกิดกับมือของเราบ้าง หากใช้งานคอมพิวเตอร์นานๆ อย่างแรกคืออาการเมื่อยนิ้วเมื่อยมือจากการใช้พิมพ์งานมากเกินไป อีกลักษณะคือ การใช้ mouse มาก หรือใช้ติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งต้องขยับข้อมือมากจนอาจเกิดการอักเสบของพังผืดบริเวณข้อมือ ทําให้มีการบวมไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่านใต้พังผืดบริเวณข้อจนเกิดอาการชานิ้วหรือฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome) การรักษาภาวะนี้ เริ่มต้นด้วยการลดการใช้งานข้อมือลงเพื่อลดการอักเสบและยุบบวม หากไม่ดีขึ้นอาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาหรือผ่าตัด นอกจากนี้ อาจมีอาการอีกอย่างจากการใช้งาน mouse มากเกินไป ได้แก่ การอักเสบของเส้นเอ็นนิ้วชี้ที่ใช้คลิก mouse การรักษาคือต้องพักหรือลดการใช้งาน ซึ่งอาการนี้อาจเกิดได้กับคนที่ใช้ Joystick สําหรับเล่นเกมด้วย

thairath140207_001b

โรคกระเพาะอาหาร ในปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย เพื่อรับข้อมูลข่าวสารและติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็วเสมือนกับการย่อโลกลงมาและประโยชน์ข้อนี้ก็อาจทําให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินกับหน้าจอจนเลยเวลารับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งอาจทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารได้

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับผู้นั่งทํางานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายชั่วโมงจนไม่ได้ไปปัสสาวะหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานเกินไป โดยเฉพาะผู้หญิง การกลั้นปัสสาวะไว้นานอาจทําให้มีโอกาสที่เชื้อโรคบริเวณปากช่องคลอดจะเข้าไปในท่อปัสสาวะทําให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะทําให้ปัสสาวะบ่อย หรือเวลาปัสสาวะจะมีอาการแสบขัด บางรายถึงกับลุกลามเป็นกรวยไตอักเสบ มีอาการมีไข้หรือปวดหลังได้ ดังนั้น ในระหว่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ ถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะควรไปห้องน้ําทันที ไม่ควรรอ

thairath140207_001c

โรคขาดอาหาร การเล่นเครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงกับทําให้เกิดภาวะขาดอาหารได้ เนื่องจากไม่สนใจรับประทานอาหาร หรือทานอาหารที่หาง่ายทําง่าย เช่น บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทําให้ร่างกายขาดสารอาหารจําเป็น ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายได้

การอดนอน การเพลิดเพลินกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตหรือการเล่นเกมทําให้นอนดึก อดนอน ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทําให้สมองไม่แจ่มใส หากทําติดต่อกันหลายวันอาจส่งผลให้การเรียนหรือการทํางานขาดประสิทธิภาพ เสียการเรียนหรือเสียการเสียงานได้

การขาดการออกกําลังกาย การติดการใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้เวลาแต่ละวันนั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงจนบางครั้งไม่มีเวลา หรือไม่มีความคิดจะออกกําลังกาย ทําให้ร่างกายไม่แข็งแรงกล้ามเนื้อในร่างกายขาดการฝึกฝนใช้งาน ทําให้กล้ามเนื้อหดลีบขาดความคล่องตัว ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอลงทําให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย เป็นหวัด เจ็บคอบ่อยๆ จากการติดเชื้อทางเดินหายใจ เพราะนั่งใช้คอมพิวเตอร์อยู่แต่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเกือบตลอดเวลาไม่ค่อยออกไปสัมผัสกับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์

ที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงตัวอย่างของโรคหรืออันตรายที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามกระแสหรือความเจริญทางเทคโนโลยีที่ทําให้เราใช้เวลากับธุรกรรมต่างๆ หน้าจอมากขึ้น แต่เราทุกคนสามารถป้องกัน หลีกเลี่ยง หรือบรรเทาให้เบาลงได้เมื่อทราบวิธีและปฏิบัติตามอย่างสม่ําเสมอ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กุมภาพันธ์ 2557

ระวังภัย ครีมทาผิวกับสารสเตอรอยด์

dailynews140122_001ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง มีอุณหภูมิหนาวเย็น หลายคนต้องใช้ครีมทาผิวเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวไม่แตกลอก ดังนั้นผู้บริโภคต้องใส่ใจเลือกซื้อ “ครีมทาผิว” อย่างระมัดระวัง หลังจากมีการตรวจพบครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของสารโคเบตาซอลโพรพิโอเนต (สเตอรอยด์) ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ผิวหนังเกิดอาการไหม้ แตกลายสีขาว เกิดรอยแดงรักษาไม่หาย และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง สำหรับส่วนผสมสารสเตอรอยด์ที่ก่อความรุนแรงสูงสุดมักพบใน “ครีมแบ่งขาย”

ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย มีความห่วงใยผู้บริโภคโดยเฉพาะ “กลุ่มวัยรุ่น” จากสภาวะอากาศที่หนาวเย็นทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำในร่างกาย จะทำให้เกิดปัญหาผิวแห้งจนเกิดอาการอักเสบ แดง คันตามมา หรือบางคนที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้หรือโรคสะเก็ดเงินอาจจะเห่อมากขึ้นเมื่ออากาศหนาวเย็น ดังนั้นในช่วงนี้เราควรดูแลผิวเป็นพิเศษ ได้แก่ เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังด้วยสารเพิ่มความชุ่มชื้นซึ่งมีหลายผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้บริโภค เช่น โลชั่น ครีม และออยล์

ผศ.พญ.สุริวากร กล่าวเกี่ยวกับสารสเตอรอยด์ว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจพบ ครีมทาผิวแบบแบ่งขายเองที่ไม่มี อย. มีส่วนผสมของสารโคเบตาซอลโพรพิโอเนต (สเตอรอยด์) ซึ่งเป็นยารักษาโรคผิวหนัง ไม่สามารถใช้เป็นครีมบำรุงผิวได้ ส่งให้เกิดอันตรายต่อร่างกายโดยเฉพาะผิวหนังบางลง ซึ่งประชาชนทั่วไปควรระมัดระวังในการเลือกใช้ครีมผิวขาวเหล่านี้

ผศ.พญ.สุริวากร อธิบายว่า สารโคเบตาซอล คือ สเตอรอยด์ชนิดที่แรงที่สุด แพทย์จะใช้เพื่อรักษาโรคผิวหนังอักเสบที่เป็นเรื้อรัง หรือผื่นหนา โดยมีข้อบ่งชี้ว่า “ห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์” สารนี้จัดเป็นยาและไม่สามารถอยู่ในเครื่องสำอางค์ได้ เพราะสเตอรอยด์ออกฤทธิ์ที่ผิวหนังถึงชั้นแท้จนอาจเป็นผลถาวร นอกจากเข้าไปยับยั้งเม็ดสีแล้วยังไปรบกวนเรื่องการสร้างอิลาสตินคอลเจนของผิวหนังและทำให้ผิวเกิดการแตกลายงาแล้ว ยังทำให้ผิวบางและเส้นเลือดขยาย หากทาบริเวณหน้าจะทำให้เกิดสิวที่รักษายากกว่าสิวทั่วไป และเมื่อผิวบางโดนอะไรจะแพ้ง่ายและมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ด้วย”

ด้าน นพ.ชูชัย ตั้งเลิศสัมพันธ์ อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลข้างเคียงจากการใช้ครีมสเตอรอยด์ ดังนี้

ประเภทเฉียบพลัน คือ การเกิดสิว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและหน้าอก ลักษณะเป็นตุ่มแดง ไม่มีหัว หนองหรือไขมันอุดตัน, รอยโรคเดิมเป็นมากขึ้น เกิดจากการใช้ยาผิดโรค เช่น โรคกลากเกลื้อน, เกิดผื่นแพ้สัมผัส เกิดจากการแพ้สารกันบูดหรือน้ำหอมที่ใส่ในครีม

ประเภทเรื้อรัง คือ ทำให้ผิวหน้าบางลง ออกแดดไม่ได้จะแสบร้อน หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะแตกง่าย ขนยาวขึ้นบริเวณทายา เกิดสิวและผื่นอักเสบรอบปาก เกิดภาวะ “ติดยา” เป็นประเด็นปัญหาที่พบบ่อยในเมืองไทยและรักษายาก ภาวะนี้เกิดจากใช้ครีมสเตอรอยด์เป็นเวลานาน เวลาหยุดยาแล้วจะแดง หรือโรคผิวหนังอักเสบเดิมจะเป็นมากขึ้น ทำให้หยุดใช้ยาไม่ได้ นอกจากนี้จะไปกดการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมักเกิดจากการใช้ครีมสเตอรอยด์ชนิดแรงเป็นเวลานานโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ

นพ.ชูชัย ให้คำแนะนำวิธีการดูแลผิวหน้าหนาวที่ถูกต้อง คือ

1.รักษาความสะอาดผิว โดยสบู่อ่อนๆ อย่าอาบน้ำร้อนจัด
2.หลังอาบน้ำทุกครั้งให้ทาสารให้ความชุ่มชื้น โดยทาหลังอาบน้ำทันที
3.ใช้ครีมกันแดดทุกวัน เนื่องจากในหน้าหนาวแสง UV จะมีมากกว่า แต่เมื่อเราไม่รู้สึกร้อนก็จะอยู่กลางแดดนานขึ้น
4.ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วต่อวัน
ถ้ามีผื่นคัน ผิวแตก แห้ง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

ผู้บริโภคควรตระหนักในการเลือกใช้เครื่องสำอางค์และครีมต่างๆที่ได้รับรองจาก อย.เท่านั้น หรือ กรณีไม่มั่นใจก็สามารถตรวจสอบไปที่ อย.หรือ สายด่วนอย. หมายเลขโทรศัพท์ 1556.

 

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  22 มกราคม 2557

เตือน 3 สารอันตรายจาก ‘ควันธูป’ สูดดมเสี่ยงมะเร็ง

thairath140121_001กรมอนามัย เตือนอันตรายจากการสูดดมควันธูปสะสมนานๆ อาจเสี่ยงได้รับ 3 สารก่อมะเร็ง แนะนำให้จุดธูปในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และดับให้สนิทเพื่อป้องกันไฟไหม้ พร้อมย้ำเด็กเล็กป่วยโรคภูมิแพ้ เลี่ยงสูดดม…

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 57 ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การจุดธูปจำนวนมากๆ แต่ละครั้ง ธูปที่เผาไหม้จะปล่อยฝุ่นละอองและสารมลพิษออกมามากมาย ซึ่งมีสารบางชนิดที่อาจเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะสารเบนซีน, 1, 3 บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน เป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการเผาไหม้ของกาว ขี้เลื่อยและน้ำหอมในธูป สารดังกล่าวสามารถก่อมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ในควันธูปยังมีสารมลพิษอีกหลายชนิด ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาและระบบทางเดินหายใจ เช่น ตาแห้ง แสบตา น้ำตาไหล ระคายเคืองจมูก จาม ไอ ระคายคอ หายใจลำบาก และยังทำให้ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า ง่วงนอน และหมดสติได้หากสูดดมระยะเวลายาวนาน

“การป้องกันตนเองและบุคคลรอบข้างเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ จึงควรหลีกเลี่ยงการจุดธูปในบริเวณที่อากาศไม่ถ่ายเทหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้องแอร์ ห้องที่ไม่มีประตูหน้าต่าง ใช้ธูปขนาดสั้นแทนธูปขนาดยาว เพื่อให้เกิดควันในระยะเวลาที่สั้นกว่า สำหรับศาลเจ้า ควรตั้งกระถางธูปไว้นอกอาคารหรือในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก และเมื่อเสร็จพิธีการควรดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายและเสี่ยงเกิดไฟไหม้ ที่มีสาเหตุจากความประมาทได้ ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในศาสนสถาน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันธูปเป็นระยะเวลานานและต่อเนื่อง และหลังการสัมผัสควันธูปควรล้างมือ ล้างหน้าล้างตาให้บ่อยขึ้น” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ทั้งนี้ ดร.นพ.พรเทพ ยังกล่าวอีกว่า กลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมปอด นับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก เนื่องจากโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อับทึบ ชื้น มีเชื้อรา หรือฝุ่นละออง ซึ่งเป็นสารกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการแพ้ จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือสูดดมควันธูป หากไม่สามารถเลี่ยงได้ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัย ปิดปากและจมูก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการพักผ่อนหรือนอนหลับบริเวณที่มีการจุดธูป และหมั่นทำความสะอาดบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองจากควันธูปที่อาจตกค้างได้

ที่มา: ไทยรัฐ 21 มกราคม 2557

ระวัง “นมแพะ” อ้างสรรพคุณเกินจริง

manager140115_002อย.ฟันผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย 122 ราย ใน 1 เดือน พบโฆษณาเกินจริงเช่นเดิม เผยนมแพะอ้างสรรพคุณเพียบ คล้ายนมคนลดภูมิแพ้ สร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันทารกพิการ มีโฟเลตสูง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอ้างรักษาสารพัดโรค

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และโฆษก อย.กล่าวว่า จากการตรวจสอบเฝ้าระวังการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อต่างๆ พบการโฆษณาที่ไม่ได้ขออนุญาตหรือมีการโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง หลอกลวงผู้บริโภค โดยช่วง ธ.ค. 2556 ได้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ 122 คดี มูลค่า 1,728,500 บาท พบเป็นการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตในผลิตภัณฑ์อาหารมากถึง 51 คดี รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์ยา 22 คดี ผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ 1 คดี เครื่องสำอาง 2 คดี และคดีอื่นๆ อีก 46 คดี ส่วนมากพบการโฆษณาทางนิตยสาร โทรทัศน์ดาวเทียม และเว็บไซต์ โดยพบโฆษณาในลักษณะโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง และไม่ได้ขออนุญาตโฆษณา

ภก.ประพนธ์ กล่าวอีกว่า อย่างผลิตภัณฑ์นม จะแสดงประโยชน์ลักษณะน้ำนมแพะคล้ายกับนมคน มีโปรตีนที่มีโครงสร้างใกล้เคียงนมคน ย่อยง่าย ช่วยลดปฏิกิริยาการเกิดภูมิแพ้ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ทำให้ท้องผูก แสดงประโยชน์ในลักษณะมีโฟเลตสูง ช่วยป้องกันความพิการของลูกในครรภ์ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ระบุข้อความคุณแน่ใจหรือ? แค่แคลเซียม จะเพียงพอต่อกระดูกคุณ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้มากกว่าแคลเซียม เป็นต้น พร้อมอ้างช่วยคุมน้ำหนัก เผาผลาญไขมัน ทำให้ผิวพรรณสวยเปล่งปลั่งกระจ่างใส ช่วยลดอาการปวดข้อ ปวดกระดูก เสริมสร้างส่วนที่สึกหรอของร่างกาย บำรุงตับ บำรุงประสาทและสมอง เสริมสร้างความจำและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น

“ข้อความโฆษณาเหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตและเข้าข่ายหลอกลวงโอ้อวด เพราะผลิตภัณฑ์อาหารไม่ใช่ยา ไม่สามารถอวดอ้างรักษาโรคได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ยา พบการโฆษณาขายยาโดยแสดงสรรพคุณอันเป็นเท็จ โฆษณาขายยาโดยมีการรับรองหรือยกย่องสรรพคุณโดยบุคคลอื่น และโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ระบุมีสรรพคุณบำรุงร่างกายสำหรับผู้หญิง รักษาอาการปวดท้องปวดประจำเดือน เลือดออกเป็นลิ่ม อ้างช่วยเสริมสร้างกำลังให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยบำรุงปอดและหัวใจ มีส่วนในการบำรุงสมอง ช่วยปรับระบบประสาทให้สมดุล อ้างรักษาโรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน อัมพฤกต์ อัมพาต” รองเลขาธิการ อย.กล่าว

ภก.ประพนธ์ กล่าวด้วยว่า ขอเตือนประชาชนอย่าซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้ขออนุญาตจาก อย.และอย่าหลงเชื่อการโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่ได้ผลตามที่โฆษณาอวดอ้าง และอาจได้รับอันตรายจากผลิตภัณฑ์นั้น หรือเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง

ที่มา:  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

นมแพะควรดื่มหรือไม่

“นมแพะ” สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกได้จริงหรือ?

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สายด่วนผู้บริโภคกับ อย. โทร 1556

เตือนภัย ‘โรคปอดบวม’ ช่วงหน้าหนาว ไข้เกิน 3 วัน ต้องพบแพทย์


thairath131223_001ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เตือนภัยโรคปอดบวมช่วงหน้าหนาว เผยรอบ 11 เดือนปีนี้ ทั่วประเทศพบผู้ป่วยแล้ว 175,221 ราย เสียชีวิต 991 ราย พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มักเกิดตามมาหลังป่วยเป็นไข้หวัด ย้ำเตือนหากประชาชนป่วยมีไข้สูงเกิน 3 วัน ไอมาก หายใจหอบ น้ำมูกเปลี่ยนสี ขอให้รีบพบแพทย์…

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 56 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้อากาศหนาวเย็น ประชาชนอาจป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจมากขึ้น โดยเฉพาะไข้หวัดและปอดบวม ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่อากาศหนาวเย็น จากรายงานของสำนักระบาดวิทยา ในปี 2556 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 ธันวาคม พบผู้ป่วยโรคปอดบวมแล้ว 175,221 ราย กลุ่มที่พบว่าป่วยสูงที่สุด คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 69,731 ราย คิดเป็นร้อยละ 40 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาพบในกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป จำนวน 49,330 ราย โดยมีผู้เสียชีวิต 991 ราย พบในจังหวัดภาคกลางมากที่สุด 648 ราย รองลงมา คือ ภาคใต้ 241 ราย ภาคเหนือ 102 ราย

นายแพทย์ณรงค์ กล่าวต่อไปว่า โรคปอดบวมที่พบขณะนี้ มักเกิดตามมาหลังจากป่วยเป็นไข้หวัด จากการติดตามสถานการณ์โรคทางเดินหายใจในช่วงหน้าหนาวในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น ที่ รพ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ ร้อยละ 15 และพบโรคปอดบวมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จึงขอแนะนำประชาชน หากป่วยเป็นไข้หวัดขอให้นอนพักผ่อนให้มากๆ และอาจกินยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล อาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่หากไข้สูงเกิน 3 วัน ไอมากและเจ็บหน้าอก น้ำมูกเปลี่ยนสีจากสีเหลืองอ่อนๆ เป็นสีเขียว ขอให้สงสัยว่า อาจมีโรคแทรกซ้อนที่ปอด ต้องรีบพบแพทย์ ส่วนในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หากป่วยเป็นไข้หวัด พ่อแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ให้เด็กดื่มน้ำหรือนมบ่อยๆ นอนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดา และให้กินยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น ไข้ลดลง และหายป่วยประมาณ 1 สัปดาห์ แต่หากยังไม่ดีขึ้นใน 3 วัน หรือเด็กมีอาการซึมลง ไม่กินน้ำ ไม่กินนม หรือมีไข้สูง ไอ หายใจหอบเร็ว หรือหายใจมีเสียงฮืด หรือเสียงหวีด หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคปอดบวม ให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก อันตรายต่างๆ จะน้อยลง

ในการป้องกันโรคปอดบวมในช่วงฤดูหนาว ขอให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ให้กินร้อน ใช้ช้อนกลาง และชำระล้างมือบ่อยๆ เพื่อขจัดเชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับมือ ผู้สูงอายุขอให้ใส่เสื้อกันหนาว หรือใส่เสื้อผ้าหลายๆ ชั้น ส่วนในเด็กเล็ก ขอให้ผู้ปกครองดูแลความอบอุ่น สวมเสื้อผ้าหนาๆ หรือเสื้อกันหนาว หลีกเลี่ยงพาเด็กเล็กเข้าไปในบริเวณที่มีคนแออัด หรือมีควันไฟในบ้าน ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ซึ่งทำให้มีโอกาสเป็นหวัดได้ง่าย ส่วนหญิงหลังคลอดขอแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ภูมิต้านทานจากแม่จะส่งผ่านไปให้ลูกทางน้ำนม เด็กจะไม่เจ็บป่วยง่าย เป็นการเพิ่มภูมิต้านทานโรคตามธรรมชาติให้เด็ก

ทั้งนี้ โดยทั่วไปโรคไข้หวัดเป็นโรคติดต่อที่ไม่อันตราย ติดต่อกันจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยเชื้อจะแพร่กระจายมาจากน้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วยโดยตรง หรือติดมากับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย เริ่มแรกมักมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำๆ คัดจมูก ไอจาม ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย อาการมักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ โดยหลังจากวันที่ 3 อาการควรจะเริ่มดีขึ้น ไข้ลดลง แต่อาจไอต่อไปได้อีก 1-2 สัปดาห์

ที่มา: ไทยรัฐ 23 ธันวาคม 2556

.

Related Article:

รู้ทัน ‘พีโดฟีเลีย’

dailynews131221_002พฤติกรรมของคนที่ชอบมีเซ็กซ์กับเด็ก เรียกว่า “พีโดฟีเลีย” เป็นกามวิตถาร (พาราฟีเลีย) ชนิดหนึ่ง

ข่าวสะเทือนขวัญ นายหนุ่ย วัย 36 ปีล่อลวงเด็กหลายคนไปข่มขืนและฆ่า คงเป็นอุทาหรณ์ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองหันมาใส่ใจดูแลบุตรหลานมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมอีก ส่วนพฤติกรรมของคนที่ชอบมีเซ็กซ์กับเด็กเรียกว่าอะไร และจะป้องกันได้อย่างไร ไปฟังคำตอบกัน

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันกัลยาราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า พฤติกรรมของคนที่ชอบมีเซ็กซ์กับเด็ก เรียกว่า “พีโดฟีเลีย” เป็นกามวิตถาร (พาราฟีเลีย) ชนิดหนึ่ง

กลุ่มใหญ่กว่ากามวิตถาร คือ กลุ่มที่มีความปกติทางเพศ หรือ “เซ็กชวล ดิสออเดอร์” เช่น นกเขาไม่ขัน หลั่งเร็ว ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาของคนปกติ อีกกลุ่ม คือ กามวิตถาร เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมทางเพศผิดปกติ  ขโมยกางเกงใน ร่วมเพศกับสัตว์ ร่วมเพศกับศพ

คงไม่สามารถบอกได้ว่าในสังคมไทยมีคนประเภทนี้อยู่มากน้อยแค่ไหน เพราะเขาไม่ได้มาพบจิตแพทย์ ไม่ได้มาบำบัด เขาอาจคิดว่าเป็นความพึงพอใจทางเพศอย่างหนึ่ง ทำแล้วมีความสุข ไม่รู้สึกผิด เราเจอทีก็คือกรณีที่เป็นข่าว ซึ่งเพียงแค่ 1 รายก็เป็นความลำบากของสังคม เพราะมีการก่อเหตุกับเด็กหลายคน

ส่วนตัวไปเที่ยวพักผ่อน เคยเจอชาวต่างชาติผิวขาวเล่นน้ำกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเด็กอยู่ ดูยังไงก็ไม่ใช่พ่อลูกกัน กรณีเช่นนี้บ้านเราอาจคิดว่าผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก ไม่ได้คิดเรื่องทางเพศ หากมีลักษณะเช่นนี้สังคมต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะอาจเป็นชาวต่างชาติกับบุตรบุญธรรม  หรือเป็นในทางตรงกันข้ามก็ได้

“พีโดฟีเลีย” เป็นโรคอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่โรคจิต เพราะคนที่เป็นโรคจิตจะมีปัญหาจากสารเคมีในสมองผิดปกติ จนเกิดอาการหูแว่ว ประสาทหลอน สั่งให้ไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ กรณีโรคจิตจะไม่รู้ผิดชอบชั่วดี หรือรู้ผิดชอบชั่วดีบางส่วน ดังนั้นกรณีเช่นนี้ยังคงต้องรับผิดทางกฎหมายอยู่ เพราะ “พีโดฟีเลีย” เป็นความตั้งใจ มีแรงจูงใจ มีแรงผลักดันทางเพศ มีการวางแผน ไม่ใช่เกิดจากการหูแว่วประสาทหลอน

ส่วนที่ผู้ต้องหามีเซ็กซ์กับเด็กและฆ่าเด็กด้วยนั้น อาจมีมูลเหตุจูงใจจากผู้ต้องหากระทำความผิด คงมีกระบวนการเรียนรู้ว่า ถ้าเด็กร้องแล้วฆ่าเรื่องก็จบไป ไม่มีใครจับได้ เพราะเด็กหายไปเลย กระบวนการที่ฆ่าเด็กคงเกิดจากการเรียนรู้ในอดีตเพื่อหนีความผิด ไม่ให้ตัวเองต้องรับผิดทางกฎหมาย

การรักษา “พีโดฟีเลีย” สำหรับคนที่รู้ว่าตัวเองชอบที่จะมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก ต้องรู้ก่อนว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และทำไม่ได้ ควรไปพบและปรึกษาจิตแพทย์

การป้องกันมีดังนี้

1. พ่อแม่ต้องใกล้ชิดลูกตลอดเวลา อย่าปล่อยให้ลูกคลาดสายตา มีหลายเหตุการณ์ที่เราต้องเรียนรู้ เช่น การปล่อยให้ลูกนอนหลับอยู่ในรถเพียงลำพัง ไม่อยากปลุก ในขณะที่ตัวเองอยู่ที่อื่น ไม่ควรทำ

2. พ่อแม่ต้องสังเกตว่าควรจะฝากลูกไว้กับใครจึงปลอดภัย เพราะหลายคนแฝงตัวมา ทำเหมือนรักและเอ็นดูเด็ก เข้ามาใกล้ชิดกับเด็กเกินไป เช่น กอดหอม ถูกเนื้อต้องตัวเด็ก ต้องสังเกต โดยเฉพาะคนที่ไม่ใช่ญาติแล้วมากอดมาหอมมากจนเกินไป

3. กลุ่มเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยประถมหรือมัธยมต้น สิ่งที่ต้องรับรู้คือ อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า โดยเฉพาะคนแปลกหน้าเอาขนม เอาสิ่งของ หรือของเล่นมาให้ หากเด็กอยากได้อยากมีอาจตกเป็นเหยื่อได้  ดังนั้นถ้าคนแปลกหน้ามาถูกเนื้อต้องตัว ต้องสอนเด็กว่าควรรู้จักปกป้องตัวอย่าง อย่ารับสิ่งของจากคนแปลกหน้า.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 21 ธันวาคม 2556

.

Related Article :