ล้วงกลเม็ด’กินเจ’ สบายกระเป๋า เช็กราคาผักก่อนเปิบ!

thairath140923_01“เทศกาลกินเจ”...ในปีนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบ 132 ปีที่พิเศษกว่าปีไหนๆ เพราะเดิมทีแล้ว การกินเจจะเริ่มตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ยาวต่อเนื่องไปถึง 9 วัน 9 คืน แต่ในปีนี้ตามปฏิทินจีนปรากฏว่า มีเดือน 9 ถึง 2 ครั้ง ฉะนั้น เท่ากับว่า กินเจถึงสองรอบ! 

ในช่วงเทศกาลกินเจนั้น หลายคนมักเลือกฝากท้องไว้กับร้านอาหารเจนอกบ้าน หรืออาหารเจสำเร็จรูป ดังนั้น จึงหนีไม่พ้นต้องพบเจอกับอาหารที่เน้นหนักไปที่ของมันๆ ทอดๆ แป้งและไขมันสูง และเมื่อทันที่ออกเจ แทนที่จะกินเจแล้วได้ประโยชน์ทางสุขภาพ แต่กลับทำให้สุขภาพแย่ลง มีไขมันในเลือดสูงขึ้นเป็นการทดแทน

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่กินเจอาจจะทำให้คุณกระเป๋ารั่ว เงินไหลออกมากกว่าปกติ เพราะด้วยวิถีชีวิตของการรับประทานอาหารที่แตกต่างออกไปจากทุกวัน แต่เดิมที่สามารถทำกินได้ที่บ้าน ก็จะต้องออกไปหาซื้อมารับประทาน หรือแม้กระทั่งซื้อหามารับประทานจำนวนมากกว่าปกติ เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ช่วงเทศกาลกินเจ รายรับของคุณจะเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายพุ่งปรี๊ด จนคุณต้องกุมขมับ!

แนะกลเม็ด เปิดเคล็ดลับ…กินเจอย่างไรให้ให้เซฟมันนี่ ?
อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ (TIFTEC) แนะนำเทคนิคดีๆ ทำง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้ให้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ฟังเกี่ยวกับเคล็ด(ไม่)ลับกินเจอิ่มบุญ พร้อมๆ กันกับเซฟเงินในกระเป๋าให้คุณไปในตัวอีกด้วย

อ.ยิ่งศักดิ์ ชี้ชัดปัญหา 2 ประการสำคัญที่คนกินเจต้องเจอ มีดังต่อไปนี้ 1. อาหารมัน – หากเพราะอาหารเจมักจะเป็นของทอด แทนที่จะกินแล้วได้สุขภาพแต่กลับได้ไขมันเพิ่มขึ้นมาซะอย่างนั้น 2. ข้าวของแพง – ไม่ว่าจะเป็นพืชผักประเภทต่างๆ ก็ขยับขึ้นราคาขานรับเทศกาลกินเจกันอย่างไม่แคร์สื่อ…ดังนั้น เราต้องมีวิธีรับมือแบบรวยบุญ รวยเงินกันเสียก่อน!

ทว่า กลเม็ดเคล็ดลับกินเจ อิ่มบุญที่สามารถปกป้องเงินในกระเป๋าให้รั่วไหลออกไปให้น้อยที่สุด นั่นก็คือ อาหารเจไทย…อาทิ ผักไทยประเภทต่างๆ เช่น บวบผัด น้ำเต้าผัด ผักกระเฉดผัด หรือแม้กระทั่งนำกฐินริมรั้ว มะเขือหั่นหยาบๆ ไปย่าง เพื่อนำมารับประทานคู่กับน้ำพริกเจก็ยังได้ หรือแม้แต่นำบรรดาเห็ดไทยๆ มาย่าง ลวก ต้ม ก็อร่อยไปอีกแบบเช่นกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะถูกจะแพงก็ขึ้นอยู่กับวิธีการปรุง เช่นกัน หากเพราะอาหารเจไทยนั้น เป็นอาหารจำพวกที่ใช้น้ำมันเพียงน้อยนิดเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ผู้ที่ต้องการกินเจควรเลือกรับประทานเป็นอาหารจานเดียวได้จะยิ่งประหยัด หากเพราะการกินเจนั้น 1 ปีจะรับประทานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ฉะนั้น เราอาจจะเกิดความรู้สึกที่ว่า เอ๊ะ! ต้มเปื่อยอันนี้น่ากิน ทอดอันนู้นน่ากิน แต่ผัดก็ยังน่ากินอีก…จากเดิมที่เคยรับประทานกับข้าวมื้อละ 3 อย่าง ก็กลายเป็น 5 อย่างในช่วงเทศกาลกินเจไปซะอย่างนั้น

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยประหยัดสตางค์ในกระเป๋าของคุณได้อีกหนึ่งวิธี คือ ก่อนกินเจ 1 สัปดาห์จะต้องเคลียร์ของในตู้เย็น งดซื้อเนื้อสัตว์เข้าบ้าน ไม่ทิ้งเครื่องปรุงหรือวัตถุดิบที่ไม่เจ แต่จะใช้วิธีเก็บรักษาเป็นสัดส่วน แยกของเจและไม่เจไว้ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เผลอหยิบไปใช้ประกอบอาหาร

สิ่งสำคัญของการกินเจอีกประการ นั่นก็คือ ผู้กินเจจะต้องมีร่างกายที่พร้อมและแข็งแรง ในขณะเดียวกันก็มีบางคนที่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย แต่อยากจะรับประทานเจ สุดท้ายร่างกายกลับทรุดหนักลงกว่าเดิม และอีกหนึ่งประการที่จะหลงลืมไปเสียไม่ได้ คือ ผู้ที่รับประทานเจจะต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการกินเจด้วย

กินเจ! เงินสะพัดมากสุดในรอบ 7 ปี หนุนจีดีพีโตตามคาด
ขณะที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาประเมินถึงวงเงินสะพัดตลอดเทศกาลกินเจในปี 57 นี้ว่า เทศกาลกินเจปีนี้ ถือว่าทำเงินสูงที่สุดในรอบ 7 ปี เพราะมีการกินเจถึง 2 รอบ ซึ่งในการกินเจรอบแรก วงเงินค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ จะสะพัดมากกว่า 3,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15.6% หรือเฉลี่ยแล้วจะมีค่าใช้จ่ายตกวันละ 240 บาทต่อคน จากปีที่แล้วที่ 200 บาทต่อคน

กระนั้น เทศกาลกินเจในครั้งนี้ นับว่ากลายเป็นเรื่องที่ดีของเศรษฐกิจไทยไปโดยปริยาย เพราะได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญอีกแรงหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ที่ 2% ตามที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้

ส่องตลาด เช็กราคาผัก แสนแพงตามข่าวลือหรือไร?
ในช่วงเทศกาลกินเจ ราคาพืชผักที่ใช้ในการปรุงอาหารเจ มักปรับราคาขึ้นสูงกว่าปกติ ฉะนั้น ในวันที่ 22 ก.ย.57 “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ได้ทำการสำรวจตลาดไท ตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งประเทศไทย พบว่า ราคาผักมีทั้งปรับตัวขึ้น ลดลง และคงที่อยู่หลายชนิด โดยเรารวบรวมราคาพืชผักที่ได้รับความนิยมในการนำมารับประทานอาหารเจไว้ ดังนี้

– ผักบุ้งจีน ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 16 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 2 บาท)
– มะเขือเปราะ ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ท่ี 16 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 4 บาท)
– กะหล่ำดอก ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาคงที่)
– แตงกวากลาง ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ท 12 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 4 บาท)
– บวบงู ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาคงที่)
– คะน้าต้น ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 6 บาท)
– ผักกาดขาว (ลุ้ย แต่งผล) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 25 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 1 บาท)
– กวางตุ้งดอก ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 20-24 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 8 บาท)
– พริกชี้ฟ้าแดง (สดแดง) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 35-40 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 1.5 บาท)
– หัวไชเท้า ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 3 บาท)
– เห็ดนางฟ้า ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 50-60 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 5 บาท)
– เห็ดหูหนู ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 15 บาท)
– เห็ดนางรมหลวง (เห็ดเออริจิ) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 70-110 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาคงที่)
– มะนาว (ราคาไร่ – สวน) เบอร์ 400 ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 200-300 บาทต่อร้อยละ(ลูก) (ราคาคงที่)
– แครอทไทย ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 3.5 บาท)

ผักแสนแพง ราคาอาหารพุ่งปรี๊ด วัตถุดิบพาเหรดขึ้นราคา…นี่คือโจทย์เล็กๆ แต่มีความสำคัญของผู้ที่จะก้าวเข้าสู่เทศกาลกินเจทั้งหลาย…หากคุณบริหารจัดการเงินในกระเป๋าได้โดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจ คุณย่อมกินเจอิ่มบุญ บรรลุทุกวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง!.

ที่มา : ไทยรัฐ 23 กันยายน 2557

Advertisements

ไขปริศนา ระวัง ‘เจแตก’

thairath131005_002_1เนื่องในเทศกาลกินเจ 2556 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 5 – 13 ตุลาคมนี้ คู่มือคนเมืองไทยรัฐออนไลน์นำเรื่องราวดี ๆ มาฝาก พร้อมกับไขข้อสงสัยที่หลายคนข้องใจว่า เมนูอาหารเจไทย ๆ และที่ผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่ปล่อยอาหารเจออกมาอย่างมากมาย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่นี้กินได้หรือไม่ ถูกต้องตามประเพณีนี้ไหม กินแล้วเจจะแตกไหม

ด้านล่างนี้มีคำตอบ!

thairath131005_002_2

ประวัติ หลากตำนานการถือศีลกินเจ..!

เทศกาลกินเจ หรือบางแห่งเรียกว่า ประเพณีถือศีลกินผัก เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋ารวม 9 วัน กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน เช่น

thairath131005_002_3

ตำนานที่ 1 กล่าวกันว่า การกินเจเริ่มขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักรบ “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งเป็นทหารชาวบ้านของจีนที่ต่อสู้ต้านทานกองทัพแมนจูอย่างกล้าหาญ ฝ่ายแมนจูมีปืนไฟของ ชาวตะวันตกที่ฝ่ายจีนไม่มี นักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้จะประกอบพิธีกรรมนุ่งขาวห่มขาว ไม่กินเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นฉุน และท่องบริกรรมคาถาตามความเชื่อของจีน เชื่อกันว่าจะสามารถป้องกันปืนไฟได้ แต่ก็ไม่ประสบผล ครั้นจีนพ่ายแพ้แมนจู ชายชาวจีนถูกบังคับให้ไว้ผมอย่างชาวแมนจู ซึ่งสร้างความคับแค้นให้แก่ชาวจีนอย่างมาก ชาวจีนจึงรำลึกถึงนักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้ด้วยสำนึกในบุญคุณ

thairath131005_002_4

ตำนานที่ 2 เพื่อเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9 ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ในพิธีกรรมบูชานี้สาธุชนในพระพุทธศาสนาสละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีลงดเว้นเนื้อสัตว์และแต่งกายด้วยชุดขาว

thairath131005_002_6

ตำนานที่ 3 ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์ (หรือ “เก้าอ๊อง”) ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ

thairath131005_002_7

ปัจจุบัน เทศกาลกินเจจัดขึ้นในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ตลอดจนหมู่เกาะรีออในอินโดนีเซียและอาจมีในบางประเทศเอเชีย เช่น ภูฏาน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง การกินเจในเดือน 9 นี้ เชื่อกันว่าน่าจะเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2170 ตรงกับสมัยอาณาจักรอยุธยา

thairath131005_002_5

ข้อห้ามในการกินเจ…??

ช่วงเทศกาลกินเจนั้นก็มีข้อห้ามที่ยึดถือปฏิบัติกันมานานอยู่หลาย ข้อ เชื่อกันว่าถ้าปฏิบัติได้ครบทุกข้อจึงจะเข้าถึงการกินเจที่ถูกต้องและได้บุญอย่างแท้จริง

ข้อ 1 การงดกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรงด้วยพืชผัก 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม (หัวกระเทียม, ต้นกระเทียม) หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง, หอมขาว, หอมหัวใหญ่) หลักเกียว (ลักษณะคล้าย หัวกระเทียม แต่เล็กกว่า) กุ้ยช่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า) ใบยาสูบ (บุหรี่, ยาเส้น, ของเสพติดมึนเมา) ผักเหล่านี้เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นรุนแรง เพราะเชื่อกันว่าจะทำลายพลังธาตุในร่างกายภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ ผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไม่ควรรับประทาน เพราะผักดังกล่าวมีฤทธิ์ กระตุ้นจิตใจและอารมณ์ให้เร่าร้อน ใจคอหงุดหงิด โกรธง่าย

2. งดกินเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว หมู ปลา หรือสัตว์มีชีวิตที่ใช้เป็นอาหารได้ เพราะเชื่อว่าอาจจะทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย ข้อนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คนจีนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่มาถึงปัจจุบัน

3. ไม่ควรกินอาหารรสจัด ซึ่งไม่ใช่แค่เผ็ดอย่างเดียว รวมไปถึงรสเค็มมาก หวานมาก หรือ เปรี้ยวมาก ด้วยเพราะเชื่อว่าจะเข้าไปทำลายสุขภาพ อย่างกินเผ็ดจัดก็จะไปทำลายกระเพาะ กินเค็มมากจะไปทำลายไตได้ (น้ำปลาก็ทำมาจากสัตว์)

4. ต้องกินอาหารที่คนกินเจด้วยกันปรุง ข้อนี้ถ้าปฏิบัติได้จะถือว่าบริสุทธิ์จริง ๆ

5. ถ้วยชามจะต้องไม่ปนกัน

6. ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

7. แต่งกายด้วยชุดขาว นอกจากงดอาหารต่าง ๆ ให้ร่างกายสะอาดแล้ว ภายนอกแม้จะเป็นเครื่องแต่งกายก็ต้องสะอาดด้วย

8. พูดจาไพเราะ คนที่ถือศีลกินเจไม่ใช่เพียงแต่กินของสะอาดเท่านั้น สิ่งไม่ดีทั้งหลายไมควรพูดหรือที่เรียกว่า “ปากเจ” ซึ่งประกอบไปด้วย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดยุแหย่ ไม่เพ้อเจ้อ ถ้าปฏิบัติได้ก็ถือว่าสะอาดทั้งหมด

9. งดดื่มสุราและของมึนเมา

10. ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง คนที่จะไปกินเจมักจะไปชุมนุมกันที่แจตั๊วหรือสถานที่กินเจ ณ ที่นั้น เขาจะประดับดอกไม้ตั้ง โต๊ะบูชา วางกระถางธูปและตั้งเครื่องเจ ต่าง ๆ นอกจากนี้ ก็จุดโคม 9 ดวงเพื่อสมมติเป็น “เก๊าฮ้วงฮุดโจ้ว” นั่นเอง ซึ่งจะต้องจุดไว้ทั้งกลางวัน และ กลางคืนจนตลอดงานทีเดียว ถ้าดับโคมไฟดวงใดดวงหนึ่ง ก็จะถือว่าไม่เป็นสิริมงคลและไม่ครบถ้วนพิธีการกินเจ

ทั้งหมดนี้เป็นข้อปฏิบัติมาตั้งแต่โบราณของเทศกาลการกินเจ ประเด็นก็คือ ปัจจุบันเทศกาลกินเจเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะอาหารเจที่ปรุงแต่งซึ่งกำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย เช่น กะเพรา ส้มตำเจ ปลาดุฟูเจ แกงส้มเจ เขียวหวานเจ ส้มตำเจ ลาบเจ ซึ่งรสชาติต่าง ๆ ก็ถูกปรุงขึ้นมาเพื่อให้มีรสชาติถูกปากคนไทย สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ หากยึดโยงกับข้อปฏิบัติในการกินเจทั้ง 10 ข้อข้างต้น อาหารดัดแปลงเหล่านี้ทำให้ ‘เจแตก’ หรือไม่… ?

thairath131005_002_8

เมนูเจไทยประยุกต์ ทำเจขาดหรือไม่ …?

เรื่องนี้ พระอธิการเย็นจุง เจ้าอาวาส วัดจีนประชาสโมสร กล่าวถึงการ กินเจมีอยู่ 2 ระดับ 1. กินเจแบบเคร่งครัดถือศีล เอาบุญ และ 2. กินเจแบบรักษาสุขภาพ

กลุ่มที่กินเจกลุ่มแรกนั้นเคร่งกว่าเยอะ เพราะต้องสวดมนต์ ทำวัดเช้าทำวัดเย็น รับศีล ถือศีล สวดมนต์ไหว้พระ แต่งกาย นุ่งขาว ห่มขาว งดเว้นอาหารปรุงแต่งทั้งหมดอย่างเคร่งครัดผักที่มีกลิ่นฉุนทั้ง 5 ชนิด อันประกอบไปด้วย กระเทียม (หัวกระเทียม, ต้นกระเทียม) หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง, หอมขาว, หอมหัวใหญ่) หลักเกียว (คล้าย ๆ หัวกระเทียมแต่เล็กกว่า) กุ้ยช่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า) ใบยาสูบ (บุหรี่, ยาเส้น, ของเสพติดมึนเมาต่างๆ) นอกจากนี้ยังให้โทษทำลายพลังธาตุในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทำงานไม่ปกติ ยิ่งผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไม่ควรรับประทาน เพราะผักดังกล่าวมีฤทธิ์ กระตุ้นจิตใจและอารมณ์ให้เร่าร้อน ใจคอหงุดหงิด และยังมีผลทำให้พลังธาตุในร่าง กายรวมตัวไม่ติด จิตใจจะไม่บริสุทธิ์ ปฏิบัติตลอดระยะช่วงเวลาเทศกาลถือศีลกินเจเคร่งครัดเหมือนการปฏิบัติถือศีล 8 อาหารก็ต้องไม่ปรุงแต่ง”

เจ้าอาวาส วัดจีนประชาสโมสร กล่าวต่อว่า กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่กินเจเพื่อสุขภาพ ซึ่งก็ไม่ได้เคร่งครัดขนาดกลุ่มแรก กลุ่มนี้จะกินเพื่อสุขภาพ งดเว้นซึ่งเนื้อสัตว์ เพื่อลดภาระอวัยวะภายในในการย่อยสลายเนื้อสัตว์ แป้ง และสิ่งหนัก ๆ เป็นต้น

“หากมองแบบเข้าใจโลกอาหารเจที่เราประยุกต์ขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยทำขึ้นมาเพื่อให้อื้อให้กับคนที่ปฏิบัติไม่ถึง ได้รักษาสุขภาพด้วยการงดเว้นซึ่งเนื้อสัตว์ พร้อมกับทำจิตใจให้สงบ ซึ่งอาหารเจประยุกต์ต่างๆ กลุ่มแรกที่เคร่งครัดกินเอาบุญห้ามกิน ที่สุดแล้วจึงอยู่ที่ว่าคุณเป็นคนกินเจเพื่ออะไร” เจ้าอาวาสชื่อดังระบุ

thairath131005_002_9

กินเจเพื่อสวย ไม่ใช่เพื่อศีล…!

ด้าน จิตรา ก่อนันทเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมจีน กล่าวว่า ตำนานการกินเจมีหลายตำนาน คนที่คิดสูตล้างท้องล้างพิษ กินเพื่อสุขภาพเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ อย่าง ‘นักพฤตเต๋า’ อยากเป็นเซียน เป็นอมตะ พวกนี้เขาจะถือศีล 6 คือทวารทั้ง 6 ต้องบริสุทธิ์ เรื่องการกินก็ต้องเคร่งครัด ห้ามกินอาหารมีรสจัด แต่ทั้งนี้ต้องถามว่าคุณอยากกินเจแบบไหน จะกินเอาสวย หรือ กินเอาศีล ซึ่งการแพทย์ฝั่งตะวันตกระบุชัดว่าการกินผักไปลดอาการอักเสบของร่างกาย ขณะที่กินเนื้อสัตว์ กินแป้ง มันจะมีอาการบอดี้ฮีต เหมือนกับการอักเสบอย่างหนึ่ง

“ปัจจุบันต้องยอมรับว่า วิวัฒนาการของอาหารเจในประเทศไทยมันเกิดขึ้นมา ซึ่งในความคิดของเรา มีอยู่ 3 ตัวที่ต้องคำถามว่าใช้หรือไม่ 1. ส้มตำ ยำ เจ พูดง่าย ๆ อาหารเจประยุกต์สไตล์เมนูไทย เช่น ส้มตำ ผัดกะเพรา แกงส้ม น้ำตก แกงเขียวหวาน เป็นต้น 2. กลุ่มของโปรตีนเกษตร กับ หมี่กึง และ 3.กาแฟเจ ทั้ง 3 หมวดที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ในอดีตไม่มี แต่อย่างไรก็ดี คุณต้องตั้งโจทย์สำหรับตัวเองก่อนว่า จะกินเอาสวยหรือว่าเอาศีล ถ้ากินเอาศีล สิ่งเหล่าก็ควรตั้งคำถาม แต่ส่วนตัวกินเอาสวย พยายามกินให้ได้อาทิตย์ละ 2 วัน กินผักให้มาก ๆ เพราะร่างกายเราออกแบบมาให้ผัก ไม่ใช่กินเนื้อสัตว์ กินแป้ง และสิ่งเลือกตามที่ตัวเองสะดวกที่สุดและเลือกกินอะไรที่ไม่เป็นภาระของร่างกายดีที่สุด” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมจีน กล่าวสรุป.

และทั้งหมดนี้ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ไม่ว่าคุณจะเลือกกินเจ ‘เอาสวย’ หรือ กินเจ ‘เอาศีล’ ขอให้เลือกบริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะกับร่างกายละกัน…!

ที่มา: ไทยรัฐ 5 ตุลาคม 2556

thairath131005_002_10

‘เจ’อิ่มบุญ ‘ล้างพิษ’ กินเห็ด..สร้างภูมิคุ้มกัน

อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาล “กินเจ” ซึ่งตามปฏิทินจีนกำหนดไว้ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนได้มีโอกาส “ถือศีล กินเจ” งดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ ตลอดจนทำจิตใจให้สงบ ในช่วงระยะเวลา 9 วัน ซึ่งนอกจากจะได้บุญตามความเชื่อของแต่ละบุคคลแล้ว  ในทางวิทยาศาสตร์ มีรายงานยืนยันว่า การงดเว้นการกินเนื้อสัตว์แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 9 วัน แต่ก็มีส่วนทำให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น เพราะมีการขับพิษและของเสียต่างๆออกจากร่างกายเพื่อปรับความสมดุล

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช  นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา บอกว่า ตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณ การกินเจ นอกจากจะต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากสัตว์ เช่น ไข่ นม น้ำผึ้ง แล้ว ยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว หรือกระเทียมโทนจีน กุยช่าย ใบยาสูบ เพราะเชื่อว่า ผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายคือ ธาตุน้ำ ไฟ ดิน ไม้ และโลหะ ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ  ส่วนการงดเนื้อสัตว์จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่

“เห็ดและถั่วเป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป เป็นอีกช่วงเวลาที่คนที่กินเจได้รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามินนำไปช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทาน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆด้วย”

เห็ดเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์ แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วนเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น นอกจากนี้เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารจากพืชเป็นหลัก ขณะที่ สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารให้สมดุลโดยเน้นอาหารประเภทผักผลไม้และธัญพืช

อย่างไรก็ตาม อ.ศัลยา บอกว่า เห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีมากถึง 38,000 สายพันธุ์ แต่มีเห็ดเพียงไม่กี่ชนิดที่รับประทานได้และมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและบางชนิดไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วย ที่เรียกว่า Medicinal Mushrooms โดยสามารถนำไปใช้ เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ป้องกันไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ลดการอักเสบ ต้านการแพ้ ควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาล ส่งเสริมระบบการขับพิษจากร่างกาย

เห็ดทางการแพทย์ ที่มีการนำมาใช้เพิ่มภูมิคุ้มกัน มีหลายชนิด ชื่ออาจจะดูแปลกๆไม่คุ้นหู เช่น เห็ดปุยฝ้าย หรือ เห็ดยามาบูชิตาเกะ ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ของประเทศญี่ปุ่น พบว่าให้ผลต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และผิวหนัง เห็ดหลินจือ อันนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นเห็ดสมุนไพรที่ใช้เป็นยาทั้งในประเทศจีนและญี่ปุ่น สารสำคัญที่พบคือ Triterpenoids และโพลีแซ็กคาไรด์ สารเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับคอเลสเทอรอล ไปจนถึงการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกที่ผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีหญ้าหนอน หรือ ถั่งเฉ้า ที่มีการนำมาใช้เป็นยาอย่างแพร่หลาย โดยเชื่อว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้มากมาย เช่น เสริมภูมิต้านทาน ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง รักษาภูมิแพ้ แก้เครียด ชาวจีนจึงขนานนามว่า “เห็ดอายุวัฒนะ

เห็ดไมตาเกะ ในญี่ปุ่นมีการใช้เห็ดชนิดนี้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด และมีหลายการศึกษาบ่งชี้ว่าสารสกัดเห็ดไมตาเกะช่วยให้การได้รับเคมีบำบัดขนาดน้อยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ปกป้องเซลล์ที่แข็งแรงไม่ให้ถูกทำลาย เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร บำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัด
มีคำถามว่า การกินเจให้ผลดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ และจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่นั้น อ.ศัลยา  บอกว่า จริง ๆ แล้วอาหารเจเต็มไปด้วยผักผลไม้และธัญพืช มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี และใยอาหาร ฯลฯ อย่างผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ใยอาหารที่ละลายน้ำ จะช่วยลดคอเลสเทอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ขณะที่ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก

ผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งใยอาหารทั้ง  2 ชนิด โดยเฉพาะใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ใยอาหารที่ละลายน้ำก็มีมาก เช่น พรุน ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล มะเขือยาว ฝักกระเจี๊ยบ ที่ผู้บริโภคต้องรู้จักเลือก และผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล

เทศกาลกินเจปีนี้ เตรียมตัวให้พร้อมกับการปฏิวัติชีวิต บอกลาเนื้อสัตว์ 9 วัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อีกด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 6 ตุลาคม 2555