เนื้อแดงอันตราย เสี่ยงมะเร็งเต้านม

posttoday140628_02คงต้องฝากเตือนถึงผู้รักเนื้อแดง โดยเฉพาะสาวๆ สักเล็กน้อยว่าอาจตกเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อ “มะเร็งเต้านม” ในอนาคตได้หากสวาปามเนื้อแดงมากเกินไป

เพราะแม้ปัจจุบันจะยังไม่มีผลวิจัยยืนยันชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เนื้อแดงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการกลายเป็นมะเร็งเต้านม แต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในสหรัฐ ได้แนะนำให้สาวๆ หันมารับประทานถั่ว เนื้อสัตว์ปีก

ทั้งนี้ ศ.ทิม คีย์ นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด อังกฤษ ระบุว่า ถึงจะพบความเชื่อมโยงระหว่างการรับประทานเนื้อแดงกับการเกิดโรคมะเร็งเต้านมที่น้อยมาก แต่ผู้หญิงก็ควรลดความเสี่ยงด้วยการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ด้าน ศ.วาเลอรี บีเลอ ผู้อำนวยการด้านการระบาดของโรคมะเร็งจากออกซฟอร์ด เผยอีกว่า ผลวิจัยจำนวนมากพบคนที่มักป่วยเป็นมะเร็งเต้านมจะเกิดขึ้นกับคนที่ชอบอดอาหารบ่อยๆ

ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยง สาวๆ ทั้งหลายอย่าลืมดูแลสุขภาพและรับประทานของที่มีประโยชน์

ที่มา : โพสต์ทูเดย์  28 มิถุนายน 2557

 

“ผ่าตัดอนุรักษ์เต้า” รักษามะเร็ง! เติมความสวยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้หญิง

dailynews130707_004fมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย  โดยพบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโรคมะเร็งที่พบในผู้หญิง แต่ถึงกระนั้นหากตรวจพบก่อนสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่ต้องตัดเต้านมทิ้ง เพราะปัจจุบันมีเทคนิคการรักษามากมายที่สามารถอนุรักษ์เต้าเอาไว้ได้ และยังเพิ่มความสวยงามให้เต้านมกระชับมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้หญิง

dailynews130707_004a

ทั้งนี้นายแพทย์วรเทพ กิจทวี ศัลยศาสตร์เต้านมและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ได้กล่าวให้ความรู้เรื่องนี้ว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเต้านมพบได้มากขึ้นในผู้หญิง เนื่องจากความตื่นตัวของผู้หญิงที่เพิ่มการตรวจคัดกรองถี่ขึ้นร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัยมากขึ้น จึงทำให้ตรวจพบว่าเยอะขึ้น สำหรับสถิติในกรุงเทพฯ พบประมาณ 30 คนต่อ 100,000 ประชากร ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อ 4-5 ปีซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 24-25 คน ต่อ 100,000 ประชากร

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคนี้ ประกอบไปด้วย อายุที่เพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้ามากกว่า 40 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงมากขึ้น ประการต่อมาคือการใช้ชีวิตที่สัมผัสต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นระยะเวลานาน เช่น เป็นประจำเดือนมาเร็ว ประจำเดือนหมดช้า การตั้งครรภ์ช้าหรือเป็นหญิงโสด โดยในช่วงที่ตั้งครรภ์และให้นมลูกฮอร์โมนเอสโตรเจนจะไม่มี ทำให้เราพักฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ประมาณปีครึ่งต่อครั้งที่ตั้งครรภ์ ฉะนั้นยิ่งตั้งครรภ์ช้าเท่าไหร่ช่วงที่เราใช้ชีวิตตอนที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนแรงๆ ในสมัยสาวๆ ก็จะนานกว่าคนอื่น อีกปัจจัยคือ การใช้ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนเพศหญิงต่างๆ เป็นระยะเวลานานๆ ปัจจัยสุดท้ายคือ พันธุกรรม ที่แองเจลิน่า โจลี่ ดาราดังเป็นจนต้องตัดเต้าทิ้ง ซึ่งตัวที่เป็นยีนที่เราเรียกว่ายีน BRCA1 กับ BRCA 2 ซึ่ง 2 ตัวนี้จะสัมพันธ์กับภาวะที่เกิดมะเร็งรังไข่ร่วมด้วย แต่ยีนตัวนี้พบแค่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมถือว่าน้อยมาก ส่วนอีก 95 เปอร์เซ็นต์เกิดโดยธรรมชาติ

dailynews130707_004b

อาการที่พบบ่อย คือ การคลำได้ก้อน อาจจะมีเรื่องของการเจ็บผิดปกติ มีน้ำหนอง เลือดออกจากหัวนม มีแผลที่หัวนมหรือเต้านม เป็นอาการที่บ่งบอกว่าผิดปกติอาจจะเป็นมะเร็งเต้านมได้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจ ซึ่งการตรวจหลักๆ เพื่อคัดกรองยังคงเป็นการตรวจร่างกายด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้งในผู้หญิงทุกคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ไม่ใช่รอให้อายุมากหรือเป็นก่อน ส่วนในผู้หญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไปควรพบแพทย์และทำเมมโมแกรมหรืออัลตราซาวน์ปีละ 1 ครั้ง หรือในกลุ่มคนที่ญาติสายตรงที่เป็นมะเร็งเต้านมต้องลบ 5 ปี เช่น คุณแม่เริ่มเป็นตอนอายุ 40 ปี เราต้องมาตรวจตอนอายุ 35 ปี

dailynews130707_004d

เมื่อตรวจเจอต้องเจาะเอาก้อนขนาดความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ประมาณ 4-5 ชิ้นสุ่มออกมาตรวจเพื่อนำมาวางแผนการรักษา การเจาะจะอยู่ภายใต้การนำด้วยภาพทางรังสี อาจจะนำด้วยอัลตราซาวน์หรือเครื่องเมมโมแกรม ถือเป็นเทคนิคที่ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ ถ้าเจาะมาตรวจแล้วผลเป็นเซลล์มะเร็งจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วยว่าจะเลือกรับการผ่าตัดแบบใด ซึ่งการรักษามะเร็งเต้านมมีหลายขั้นตอนและหลายวิธีการ คือ ต้องมีการผ่าตัดเอาก้อนออก หลังผ่าตัดแล้วอาจจะให้ยาเคมีบำบัด อาจจะฉายแสง และอาจจะมียากินต่อ

dailynews130707_004c

การผ่าตัดแบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ ผ่าตัดอนุรักษ์เต้าและผ่าตัดเอาเต้านมออกร่วมกับการเสริมทันทีหลังผ่าตัด วิธีที่ 2 นี้เรามองว่าต้องการรักษาภาพลักษณ์ให้ผู้หญิงทุกคน ซึ่ง ณ ตอนที่ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งจะคิดอย่างเดียวว่าต้องตัดเต้าออกไป แต่เมื่อผ่านไป 2-3 ปีจึงเริ่มรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป ทำให้ต้องมาแก้ภายหลังเป็นอะไรที่ยากกว่าและความสวยงามจะได้ไม่เท่ากับการวางแผนตั้งแต่แรก ฉะนั้นแพทย์ต้องแนะนำตั้งแต่แรกว่าคนไข้ควรเลือกผ่าตัดอนุรักษ์เต้าก่อน แต่ถ้ากรณีที่ทำไม่ได้ต้องตัดทิ้งเราก็มีทางเลือกให้คือจะเสริมให้ทันทีหลังตัดเต้าทิ้ง ด้วยวิธีการใช้เนื้อเยื่อของตัวเอง ได้แก่ ไขมันหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง ไขมันและกล้ามเนื้อต้นขา หรือในกลุ่มที่ไม่อยากใช้เนื้อเยื่อของตัวเองก็ใช้สิลิโคลนในการเสริมเต้า

dailynews130707_004e

ส่วนการผ่าตัดอนุรักษ์เต้า คือการที่ผ่าตัดเอาเฉพาะเซลล์หรือก้อนมะเร็งนั้นๆ ออก ร่วมกับการตกแต่งเนื้อเยื่อส่วนหน้าอกที่เหลืออยู่ให้สมดุลระหว่าง 2 ข้าง โดยใช้เทคนิคของศัลยกรรมตกแต่งเข้ามาช่วย เพื่อลดปัญหาต่างๆ เช่น หน้าอกบุ๋ม หน้าอกเอียง ร่วมกับบางครั้งแก้ไขอีกข้างหนึ่ง เช่น ในผู้สูอายุเต้านมหย่อนคล้อยจะผ่าตัดกระชับให้เป็นเทคนิคทางศัลยกรรมตกแต่งเพื่อให้ 2 ข้างบาลานซ์กัน ทำให้ได้ทั้งความสวยงามและรักษาโรค เราจึงเรียกว่าเทคนิคนี้ว่า การผ่าตัดอนุรักษ์เต้า แต่หลังผ่าตัดแล้วต้องฉายแสงในขณะที่วิธีผ่าตัดเต้านมทิ้งแล้วจะไม่ต้องฉายแสงหลังผ่าตัด ซึ่งทฤษฎีระบุว่าถ้าไม่ฉายแสงจะมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูงมาก แต่ถ้าฉายแสงแล้วจะลดโอกาสกลับเป็นซ้ำลงมาให้เทียบเท่ากันกับการตัดนมทิ้ง

ข้อห้ามของการผ่าตัดอนุรักษ์เต้า คือ ก้อนมีขนาดใหญ่เกินไปกว่าขนาดหน้าอก หลังจากให้ยาแล้วก็ไม่เล็กลง ต่อมาคือ เป็นหินปูนไม่ดี ซึ่งกระจายทั่วๆ หน้าอก อายุน้อยเกินไป เพราะชีวิตที่เหลือของคนไข้ยังอยู่อีกนานโอกาสที่จะกลับเป็นซ้ำขึ้นมาใหม่สูงกว่าคนที่เป็นตอนอายุ 40 ปี แพทย์จะแนะนำให้ตัดทิ้งร่วมกับการเสริมทันที นอกจากนี้ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด คือการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออกทั้งหมด ส่งผลให้ในอนาคตน้ำเหลืองไม่สามารถเดินกลับได้ดี จึงทำให้แขนบวม โดยจะเกิดประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่ผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลือง จึงมีภาวะทนทุกข์ทรมานในการใช้ชีวิตในอนาคตและไม่สามารถรักษาได้

แต่ปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบการรักษาไปแล้ว คือสุ่มเอาต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ต่อมแรกที่รับเซลล์มะเร็งจากหน้าเต้านมมาตรวจว่ามีการกระจายไปหรือไม่ ถ้าต่อมน้ำเหลืองต่อมแรกไม่มีการกระจาย เชื่อว่าต่อมอื่นก็ไม่กระจาย เพราะต่อมน้ำเหลืองจะวิ่งเป็นเส้นตรงไป ในเมื่อประตูแรกยังไม่กระจายมา ประตูต่อไปก็คงกระจายไปไม่ถึง ทำให้ลดโอกาสที่จะเกิดแขนบวมลงได้ วิธีนี้เราเรียกว่า Sentinel Lymph Node Biopsy ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

dailynews130707_004g

สุดท้ายนอกจากเทคโนโลยีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วการดูแลตัวเองก็สำคัญ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมแล้วควรพักผ่อนทำจิตใจให้แจ่มใสไม่ต้องเครียดกับโรค หลีกเลี่ยงบุหรี่ ชา กาแฟ เนื้อสัตว์เนื้อแดง และอาหารในกลุ่มคลอเรสตรอรอลสูง เพราะจะไปเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเพศกระตุ้นฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้นมาอีก และมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ส่วนผู้ที่ยังไม่เป็นแต่หากมีอายุ 35 ปีขึ้นไปแนะนำให้พบแพทย์ และทำเมมโมแกรมหรืออัลตร้าซาวน์โดยจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์  เพราะมะเร็งเต้านมพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกสามารถรักษาให้หายขาดได้ ไม่จำเป็นต้องตัดเต้าทิ้งเสมอไป การตรวจร่างกายด้วยตนเองและหมั่นพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอถือเป็นการเฝ้าระวังและคัดกรองโรคร้ายในระดับหนึ่งเพื่อให้ผู้หญิงสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้โดยมีความภูมิใจในความเป็นผู้หญิง

 

ที่มา : เดลินิวส์ 7 กรกฎาคม 2556

อยากแข็งแรงตอนแก่ จงเลี่ยงอาหารฝรั่ง

People who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread, butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age

People who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread, butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age

วารสารทางวิชาการ “แพทยสมาคมอเมริกัน” กล่าวว่า ถ้าหากอยากอายุยืน ควรจะหลีกเลี่ยงการกินอาหารแบบฝรั่ง ที่ล้วนแต่มัน ๆ

รายงานผลการศึกษาระยะยาว จากชายหญิงอังกฤษ 5,350 คน การกินอาหารทอดๆ และหวาน เช่น อาหารเนื้อแดงสำเร็จ ข้าวขัดขาว ของเนยนมไขมันสูง จะทำให้ความหวังที่จะอยู่ถึงแก่เฒ่าอย่างมีสุขภาพดี ต้องลดน้อยถอยลง

หัวหน้าคณะผู้ศึกษากล่าวแจ้งว่า “การละเว้นอาหารแบบตะวันตก จะช่วยให้บรรลุความแก่แต่แข็งแรง ปราศจากโรคเรื้อรังและยังคงช่วยเหลือตัวเองได้”.

ที่มา :  ไทยรัฐ 23 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

The research adds to evidence that Western style food is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK - more than any other illness

The research adds to evidence that Western style food is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK – more than any other illness

The Western diet really IS a killer: People who eat white bread, butter and red meat are most likely to die young 

  • Those who ate fried and unhealthy food had doubled risk of early death
  • Key culprits include red meat, white bread, butter, cream and sweet foods
  • Findings ‘help explain’ why heart disease is still the UK’s biggest killer

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 18:20 GMT, 16 April 2013

The typical Western diet, high in fat and sugar, really does lead to an early grave, new research suggests.

A study of more than 5,000 civil servants found those who ate the most fried and sweet food, processed and red meat, white bread and butter and cream doubled their risk of premature death or ill health in old age.

It adds to evidence that ‘Western style food’ is the reason why heart disease claims about 94,000 lives a year in the UK – more than any other illness.

The findings published in The American Journal of Medicine are based on a survey of British adults and suggest adherence to the diet increases the risk of premature death and disability later in life.

Lead researcher, Dr Tasnime Akbaraly, of the National Institute of Health and Medical Research in France, said: ‘The impact of diet on specific age-related diseases has been studied extensively, but few investigations have adopted a more holistic approach to determine the association of diet with overall health at older ages.’

She examined whether  diet, assessed in midlife, using dietary patterns and adherence to the Alternative Healthy Eating Index (AHEI), is associated with physical ageing 16 years later.

The AHEI is an index of diet quality, originally designed to provide dietary guidelines with the specific intention to combat major chronic conditions such as heart disease and diabetes.

Dr Akbaraly added: ‘We showed that following specific dietary recommendations such as the one provided by the AHEI may be useful in reducing the risk of unhealthy ageing, while avoidance of the “Western-type foods” might actually improve the possibility of achieving older ages free of chronic diseases.’

The researchers analysed data from the British Whitehall II cohort study and found following the AHEI can double the odds of reversing metabolic syndrome, a range of disorders known to cause heart disease and mortality.

They followed 3,775 men and 1,575 women from 1985-2009 with a mean age of 51 years.

Using a combination of hospital data, results of screenings conducted every five years, and registry data, investigators identified death rates and chronic diseases among participants.

At the follow up stage, just four per cent had achieved ‘ideal ageing’ – classed as being free of chronic conditions and having high performance in physical, mental and mental agility tests.

About 12 per cent had suffered a non-fatal cardiovascular event such as a stroke or heart attack, while almost three per cent had died from cardiovascular disease.

About three quarters were categorised as going through ‘normal ageing’.

The researchers said participants who hadn’t really stuck to the AHEI increased their risk of death, either from heart disease or another cause.

Those who followed a ‘Western-type diet’ consisting of fried and sweet food, processed food and red meat, refined grains, and high-fat dairy products, lowered their chances for ideal ageing.

SOURCE: dailymail.co.uk

เนื้อแดงอันตราย ทำลายหัวใจ

thairath130412_001การกินเนื้อวัวหรือเนื้อลูกแกะที่มีสีคล้ำ ถูกพบว่าอาจเป็นอันตรายกับหัวใจได้ เพราะว่ามีสารประกอบที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบตันอยู่อย่างอุดม

วารสาร “การแพทย์ธรรมชาติ” ออนไลน์ของสหรัฐฯ รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า เมื่อกินเนื้อแดงเข้าไปสารประกอบคาร์นิตีนในเนื้อจะถูกแบคทีเรียที่มีอยู่ในลำไส้ย่อยสลาย ทำให้เกิดผลที่ตามมา เกิดไขมันในเลือดสูง จึงเฉียดกรายกับโรคหัวใจสูงขึ้น นักโภชนาการเคยเตือนให้รู้อยู่แล้วว่าการได้สารคาร์นิตีนเป็นอันตราย ทั้งยังมีผลการศึกษาอยู่เป็นกอง เตือนว่าการกินเนื้อแดงประจำจะเป็นภัยแก่สุขภาพ

สารคาร์นิตีนเมื่อถูกย่อยจะกลายเป็นก๊าซ และโดนถูกตับเปลี่ยนให้เป็นสารเคมี ซึ่งถูกพบว่า เกี่ยวพันกับไขมันที่สะสมอยู่ตามหลอดเลือด ที่เป็นเหตุของโรคหัวใจและการเสียชีวิต ดร.สแตนลีย์  ฮาเซน หัวหน้านักวิจัยของคลินิกคลีฟแลนด์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า “ผลการค้นพบยืนยันความเห็นที่ว่ายิ่งกินเนื้อแดงน้อยเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น”.

ที่มา : ไทยรัฐ  12 เมษายน  2556

.

Related Article :

.

In a study, meat eaters who ate steak showed a burst of a chemical that increases risk.

In a study, meat eaters who ate steak showed a burst of a chemical that increases risk.

Culprit in Heart Disease Goes Beyond Meat’s Fat

By GINA KOLATA
Published: April 7, 2013

It was breakfast time and the people participating in a study of red meat and its consequences had hot, sizzling sirloin steaks plopped down in front of them. The researcher himself bought a George Foreman grill for the occasion, and the nurse assisting him did the cooking.

For the sake of science, these six men and women ate every last juicy bite of the 8-ounce steaks. Then they waited to have their blood drawn.

Dr. Stanley Hazen of the Cleveland Clinic, who led the study, and his colleagues had accumulated evidence for a surprising new explanation of why red meat may contribute to heart disease. And they were testing it with this early morning experiment.

The researchers had come to believe that what damaged hearts was not just the thick edge of fat on steaks, or the delectable marbling of their tender interiors. In fact, these scientists suspected that saturated fat and cholesterol made only a minor contribution to the increased amount of heart disease seen in red-meat eaters. The real culprit, they proposed, was a little-studied chemical that is burped out by bacteria in the intestines after people eat red meat. It is quickly converted by the liver into yet another little-studied chemical called TMAO that gets into the blood and increases the risk of heart disease.

That, at least, was the theory. So the question that morning was: Would a burst of TMAO show up in people’s blood after they ate steak? And would the same thing happen to a vegan who had not eaten meat for at least a year and who consumed the same meal?

The answers were: yes, there was a TMAO burst in the five meat eaters; and no, the vegan did not have it. And TMAO levels turned out to predict heart attack risk in humans, the researchers found. The researchers also found that TMAO actually caused heart disease in mice. Additional studies with 23 vegetarians and vegans and 51 meat eaters showed that meat eaters normally had more TMAO in their blood and that they, unlike those who spurned meat, readily made TMAO after swallowing pills with carnitine.

“It’s really a beautiful combination of mouse studies and human studies to tell a story I find quite plausible,” said Dr. Daniel J. Rader, a heart disease researcher at the University of Pennsylvania School of Medicine, who was not involved in the research.

Researchers say the work could lead to new treatments for heart disease — perhaps even an antibiotic to specifically wipe out the bacterial culprit — and also to a new way to assess heart disease risk by looking for TMAO in the blood.

Of course, critical questions remain. Would people reduce their heart attack risk if they lowered their blood TMAO levels? An association between TMAO levels in the blood and heart disease risk does not necessarily mean that one causes the other. And which gut bacteria in particular are the culprits?

There also are questions about the safety of supplements, like energy drinks and those used in body building. Such supplements often contain carnitine, a substance found mostly in red meat.

But the investigators’ extensive experiments in both humans and animals, published Sunday in Nature Medicine, have persuaded scientists not connected with the study to seriously consider this new theory of why red meat eaten too often might be bad for people.

Dr. Frank Sacks, a professor of cardiovascular disease prevention at the Harvard School of Public Health, called the findings impressive. “I don’t have any reason to doubt it,” he said, “but it is kind of amazing.”

Lora Hooper, an associate professor of immunology and microbiology at the University of Texas Southwestern Medical Center, who follows the Paleo diet, heavy on meat, exclaimed, “Yikes!”

The study does not mean that red meat is entirely bad or that it is best to avoid it entirely, said Dr. Hazen, the lead researcher. Dr. Hazen is the chairman of the department of cellular and molecular medicine at the Lerner Research Institute of the Cleveland Clinic, a nonprofit academic medical center. Meat contains protein, for example, and B vitamins, which are both essential for health. But the study’s findings indicated that the often-noticed association between red meat consumption and heart disease risk might be related to more than just the saturated fat and cholesterol in red meats like beef and pork.

Dr. Hazen began his research five years ago with a scientific fishing expedition. He directs a study of patients who come to the Cleveland Clinic for evaluations. Over the years, there have been 10,000. All were at risk for heart disease and agreed to provide blood samples and to be followed so the researchers would know if any patient had a heart attack or died of heart disease in the three years after the first visit. Those samples enabled him to look for small molecules in the blood to see whether any were associated with heart attacks or deaths.

That study and a series of additional experiments led to the discovery that a red meat substance no one had suspected — carnitine — seemed to be a culprit. Carnitine is found in red meat and gets its name from the Latin word carnis, the root of carnivore, Dr. Hazen said. It is also found in other foods, he noted, including fish and chicken and even dairy products, but in smaller amounts. Red meat, he said, is the major source, and for many people who eat a lot of red meat, it may be a concern.

The researchers found that carnitine was not dangerous by itself. Instead, the problem arose when it was metabolized by bacteria in the intestines and ended up as TMAO in the blood.

That led to the steak-eating study. It turned out that within a couple of hours of a regular meat-eater having a steak, TMAO levels in the blood soared.

But the outcome was quite different when a vegan ate a steak. Researchers had hypothesized that vegans would not have as many of the gut bacteria needed to make TMAO, and indeed virtually no TMAO appeared in the vegan’s blood after he consumed a steak.

“We did not expect to see such a dramatic difference,” Dr. Hazen said.

Then researchers gave meat eaters doses of antibiotics to wipe out almost all of their gut bacteria. After that, they no longer had TMAO in their blood either after consuming red meat or carnitine pills. That meant, he said, that the effect really was because of gut bacteria.

Researchers then tried to determine whether people with high blood carnitine or TMAO levels were at higher heart disease risk. They analyzed blood from more than 2,500 people, asking if carnitine or TMAO levels predicted heart attacks independently of traditional risk factors like smoking, high cholesterol and blood pressure. Both carnitine and TMAO did. But upon further analysis, they discovered that the effect was solely because of TMAO.

The researchers’ theory, based on their laboratory studies, is that TMAO enables cholesterol to get into artery walls and also prevents the body from excreting excess cholesterol.

But what is it about carnitine that bacteria like? The answer, Dr. Hazen said, is that bacteria use it as a fuel.

He said he worries about carnitine-containing energy drinks. Carnitine often is added to the drinks on the assumption that is will speed fat metabolism and increase a person’s energy level, Dr. Hazen said.

Dr. Robert H. Eckel, a professor of medicine at the University of Colorado and a past president of the American Heart Association, worried about how carnitine might be affecting body builders and athletes who often take it because they believe it builds muscle.

Those supplements, Dr. Hazen said, “are scary, especially for our kids.”

Dr. Hazen, though, has taken his findings to heart. He used to eat red meat several times a week, about 12 ounces at a time. Now, he said, he eats it once every two weeks and has no more than 4 to 6 ounces at a time.

“I am not a vegan,” Dr. Hazen said. “I like a good steak.”

SOURCE : nytimes.com

ทานอะไร..เข้าใกล้ “มะเร็ง”

Credit: healthmadeeasy.com

พูดถึงโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในลำดับต้นๆของคนทั่วโลก ลองนึกดูเล่นๆนะคะว่า คนรู้จักรอบๆตัวเรา มีใครเป็นมะเร็งกันบ้างไหม? มั่นใจว่าเกินครึ่งของผู้อ่านคอลัมน์ “มุมสุขภาพ” นี้น่าจะตอบว่ามี และหลายรายอาจถึงขั้นสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป

สาเหตุใหญ่ของมะเร็งที่คุณหมอ และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างระบุว่าเป็นต้นตอใหญ่ ๆ ของโรคนี้ ก็คืออาหารที่เรารับประทานกันเข้าไปนี่ล่ะค่ะ

ผู้เขียนเองมีคนรอบตัวที่ประสบเจ้าโรคร้ายนี้อยู่ด้วยกัน 5-6 คน พี่คนหนึ่งเธอทานปาท่องโก๋ที่ตลาดหน้าปากซอยบ้านเป็นประจำตั้งแต่สมัยเรียน ปัจจุบันเธอตรวจพบโรคมะเร็งลำไส้ ต้องรักษาด้วยเคมีบำบัดและยาอีกมากมาย คุณหมอแจ้งว่า น้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำนั่นแหละ ตัวอันตราย!!!

เห็นไหมคะว่า การเลือกรับประทาน เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรใส่ใจและไม่ควรมองข้าม ผู้เขียนจึงนำข้อมูลว่าด้วยอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมาฝากให้อ่านกัน

มาดูกันนะคะ ว่าอาหารกลุ่มเสี่ยงที่มักชวนมะเร็งมาลงหลักปักฐานในร่างกาย ประเภทแรกคือ อาหารพวกปิ้ง ย่าง รมควัน โดยเฉพาะอาหารปิ้ง-ย่างประเภทที่มีไขมัน เช่นหมูปิ้งหมูย่าง ไก่ปิ้ง เนื้อย่าง เวลาปิ้งหรือย่างจะมีไขมันตกลงไปในถ่านที่กำลังแดง ทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสารพิษที่เรียกว่า สารพีเอเอช หรือโพลีไซคลิก อะโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon : PAH) ทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด เต้านม และกระเพาะอาหาร


Credit: bcliving.ca

ประเภทถัดมาคืออาหารไขมันสูง มีข้อมูลการวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการกินอาหารที่มีไขมันสูงมากๆเป็นประจำ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันสูงบ่อย ๆ หรือเป็นประจำ นอกจากเสี่ยงต่อโรคมะเร็งแล้วยังทำให้อ้วนและเกิดโรคอื่น ๆ เช่น ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด

อีกทั้งอาหารประเภทที่ใส่วัตถุเจือปน มีการปรุงแต่งสี กลิ่น หรือสารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารล้วนเป็นสารก่อมะเร็งได้ ซึ่งสารเจือปนที่อนุญาตให้ใส่ในอาหารได้ ได้แก่ ดินประสิว (ไนเตรท, ไนไตรท์) สีผสมอาหารป็นต้น สำหรับวิธีการสังเกตอาหารที่เสี่ยงเจือปนดินประสิวด้วยตัวเองเบื้องต้นคือ แนะนำให้ดูที่สีสันของอาหาร อย่างพวกเนื้อเค็ม ปลาเค็ม กุนเชียง ไส้กรอก เบคอน และแหนม หากทิ้งไว้ข้ามวันแล้วสียังคงแดงสวย ถือว่าเข้าข่ายเจือปนดินประสิวอยู่ไม่น้อย

ขณะที่เรื่องการใช้สีผสมอาหาร หากเป็นผู้ผลิตอาหาร ก็ควรใช้สีที่ได้จากธรรมชาติซึ่งจะปลอดภัย ทั้งยังได้กลิ่นหอมจากพืชหรือสมุนไพรที่เรานำมาเป็นวัตถุดิบในการให้สีเพิ่มขึ้นด้วย แต่ถ้าผู้ผลิตขาดความรับผิดชอบ ใช้สีย้อมผ้าซึ่งให้สีเข้มและราคาถูกก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เพราะทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้นะคะ

สำหรับผัก ผลไม้ที่มียาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนอยู่ กินทุกวันๆ ร่างกายขับทิ้งไม่ทันก็เกิดการสะสม จนในที่สุดทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ เหมือนที่เตือนๆไปในบทความเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

อาหารจำพวกถั่วลิสง พริกแห้ง หอม กระเทียม ฯลฯ หากมีการปนเปื้อนของเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อราที่ชื่อ “แอสเปอจิลลัส เฟวัส” นั้นจะมีอันตรายสูง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ เพราะเชื้อราชนิดนี้จะสร้างสารพิษอะฟล่าท็อกซินซึ่งทนทานต่อความร้อนสูงได้มากถึง 260 องศาเซลเซียส ดังนั้นความร้อนในอุณหภูมิที่เราใช้หุงต้มคือจุดเดือด 100 องศาเซลเซียสจึงไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้


Credit: made-in-china.com

แม้แต่การกินอาหารดิบ ๆ สุก ๆ ก็ไม่ปลอดภัยค่ะ เพราะเสี่ยงต่อการได้รับพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพบมากในปลาน้ำจืดประเภทปลาเกล็ดขาว ปลาตะเพียน พยาธิชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายได้เมื่อเรากินปลาที่มีพยาธิและปรุงไม่สุก พยาธิจะทำให้ท่อน้ำดีและขั้วตับเกิดการอักเสบ ส่งผลให้เป็นมะเร็งที่ท่อน้ำดีในตับได้ นอกจากนี้ยังมีพยาธิใบไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งวิธีป้องกันคือกินอาหารที่ปรุงสุกทุกครั้ง

นอกจากนี้การกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไปก็ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ คือความเสี่ยงของมะเร็งจะเพิ่มขึ้นเมื่อกินเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเนื้อที่มีสีแดง ดังนั้นนักโภชนาการจึงแนะนำให้กินเนื้อสัตว์ที่มีสีขาว ซึ่งได้แก่เนื้อปลา มากกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อวัวนะคะ

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ และบุหรี่ ก็เป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งได้แก่มะเร็งตับ และมะเร็งปอด ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการดื่มหรือการสูบลงก็จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้คะ

เคยอ่านเจอคำพูดของ องค์ทะไลลามะท่านกล่าวว่า “มนุษย์เรานี้ ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา แล้วต้องยอมสูญเสียเงินตราเพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ”

พวกเรายอมทำงานหนัก ในสังคมที่เร่งรีบ ทำให้หลายคนมองข้ามเรื่องสุขภาพ กินอะไรที่ง่ายและรวดเร็ว ไม่คำนึงถึงคุณค่าทางอาหารและไม่มีประโยชน์ เมินเฉยต่อการนอนหลับให้พอ สุดท้ายก็เอาเงินที่ได้จากงานหนัก มาหาหมอที่ดี ๆ ยาดี ๆ โรงพยาบาลดี ๆ เพื่อการรักษา ทั้งที่จริง เราป้องกันมันได้ตั้งแต่แรก น่าคิดนะคะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา: เดลินิวส์ 28 กันยายน 2555

โดนเห็บกัดอาจเปลี่ยนคุณเป็นมังสวิรัติ เนื่องจากมันฉีด ‘พิษ’ ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้เนื้อสัตว์

สารประกอบคาร์โบไฮเดรตที่เข้าไปในกระแสเลือดโดยการกัด มีอยู่ในเนื้อสัตว์

มีผู้ที่ถูกเห็บกัดจำนวนหนึ่งที่ถูกกระตุ้นให้แพ้อาหาร และถามหาเมนูอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์

นักวิจัยกล่าวว่า คุณจะไม่รู้สึกอยากกินสเต็กอีกต่อไปภายหลังจากถูกเห็บกัด

จากการศึกษา เมื่อถูกแมลงคล้ายแมงมุมกัดจะกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้เนื้อสัตว์ได้

ในสหรัฐอเมริกา มีสามกรณีของการเกิดปฏิกิริยาแปลก ๆ ผู้ป่วยทรมาณอย่างรุนแรงเป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังจากกินเนื้อแดง

ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบการตอบสนองล่าช้าต่อการแพ้ จากเห็บกัด – โดยเฉพาะเห็บโลนสตาร์

สารประกอบคาร์โบไฮเดรตฉีดเข้าไปในกระแสเลือดโดยการกัด มีอยู่ในส่วนประกอบเนื้อสัตว์  กัดแรกจะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในจดจำและมีการตอบสนองครั้งต่อไปเมื่อเจอสารตัวนี้อีกครั้ง

ผลคือเมื่อเหยื่อผู้ที่ไม่สงสัยว่าถูกกัดพยายามกินสเต็ก ลมพิษก็ลุกลาม และแพ้แบบรุนแรงขนาดเสียชีวิต

ดร. ซูซาน วูลเวอร์ จาก มหาวิทยาลัย เวอร์จิเนีย คอมมอนเวล์ธ และเพื่อนร่วมวิจัยอธิบายไว้ในวารสารการแพทย์

ที่ไหนมีเห็บเฉพาะถิ่นเช่นในทางตะวันออกเฉียงใต้ ของสหรัฐ, แพทย์ควรตระหนักถึงโรคใหม่นี้แสดงถึงการแพ้แบบรุนแรง

คำแนะนำปัจจุบันคือการให้คำปรึกษาผู้ป่วยที่จะหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด เช่น เนื้อวัว, เนื้อหมู, เนื้อแกะและเนื้อกวาง

เห็บโลนสตาร์ (Lone Star) อาจจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ต่อต้านสารประกอบที่พบในเนื้อสัตว์

ขอแนะนำให้อาบน้ำทันทีที่กลับมาจากการสำรวจหรือทำงานนอกบ้านและให้ตรวจร่างกายหาเห็บอย่างละเอียด

ใช้แหนบคีบเห็บให้ใกล้ผิวหนังที่สุดและดึงออกไปทิ้งให้ไกล

เห็บยังสามารถแพร่กระจายการติดเชื้อแบคทีเรีย โรคอาการแรกที่พบมากที่สุดคือผื่นแดงเป็นวงกลมรอบ ๆ รอยกัด หากทิ้งไว้ไม่ทำการรักษา พัฒนาอาการขึ้นไปอีกเป็นปี คือมีอาการปวดกล้ามเนื้อ, บวมตามข้อต่อและใบหน้าอัมพาตชั่วคราว

สถาบันคุ้มครองสุขภาพ (HPA) ประมาณการณ์ว่าในแต่ละปี มีผู้ป่วยจากโรค Lyme  2,000 ถึง 3,000 ในอังกฤษและเวลส์

.

Related Link:

.

โรคทูลาริเมีย (Tularemia

โรคลัยม์ (Lyme Disease)

 

How a tick bite can turn you vegetarian: They inject a ‘venom’ that triggers meat allergy

  • A carbohydrate compound injected into the bloodstream by the bite is also present in meat

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 14:04 GMT, 25 July 2012 | UPDATED: 06:56 GMT, 26 July 2012

A carbohydrate compound injected into the bloodstream by the bite is also present in meat

Meat-free menu? A handful of tick-bite cases in the U.S have triggered food allergies

A steak may never seem as appetising again after a tick bite, warn researchers.

Being bitten by one of the spider-like bugs can trigger a severe allergy to meat, scientists have learned.
Three cases of the strange reaction were identified in the US. The patients suffered severe symptoms several hours after eating red meat.

Experts traced the delayed allergic response to bites from a tick – specifically the Lone Star tick.
A carbohydrate compound injected into the bloodstream by the bite is also present in meat. The initial bite is thought to prime the immune system to react next time it encounters the substance.
The result when the unsuspecting victim tries tucking into a steak can be an outbreak of hives, or even life-threatening anaphylactic shock.

Dr Susan Wolver, from Virginia Commonwealth University, and colleagues described the research in the Journal of Internal Medicine.

They wrote: ‘Where ticks are endemic, for example in the south-eastern United States, clinicians should be aware of this new syndrome when presented with a case of anaphylaxis.
‘Current guidance is to counsel patients to avoid all mammalian meat – beef, pork, lamb and venison.’

Lone star ticks may prime the immune system against a compound found in meat

It is recommended to shower as soon as returning inside after exploring or working outdoors and also to perform a full body inspection for any ticks.
Remove the tick with tweezers by gently gripping it as close to the skin as possible and pulling it away from the skin.

The insects can also spread the bacterial infection Lyme disease. The most common early symptom is a red circular rash that develops around the bite. If left untreated you can develop symptoms up to years later including muscle pain, swelling of the joints and temporary facial paralysis.
The Health Protection Agency (HPA) estimates that there are 2,000 to 3,000 cases of Lyme disease in England and Wales each year.

Data From: dailymail.co.uk

คนชอบกินเนื้อต้องระวัง มะเร็ง-หัวใจ คร่าชีวิต

แม้จะมีผลวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ระบุว่า การกินเนื้อสัตว์มากๆ มีผลเกี่ยวข้องกับการป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจ โดยล่าสุด ศ.ดร.แฟรงค์ บี ฮู จากมหาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ได้เผยผลวิจัยชิ้นแกะกล่อง สมทบผลงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

ผลวิจัยของ ศ.ดร.แฟรงค์ ศึกษาจากแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพและอาหารของผู้ตอบทั้งชาย-หญิง รวม 121,342 ราย ระหว่างปี ค.ศ. 1980-2006 กระทั่งได้โอกาสวิเคราะห์ข้อมูลจึงพบว่า ปัจจุบันผู้ตอบแบบสอบถามในจำนวนดังกล่าว เสียชีวิตไปแล้ว 23,926 ราย

โดยสองหมื่นกว่ารายที่เสียชีวิตไปนั้น ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 5,910 ราย และโรคมะเร็ง 9,464 ราย

ทั้งนี้ ศ.ดร.แฟรงค์ ระบุว่า ผู้ที่ชื่นชอบการกินเนื้อสัตว์มาก แต่ออกกำลังกายน้อยและไม่ได้มีกิจวัตรที่ต้องใช้พลังงานมากสักเท่าไหร่ ประกอบกับมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมยังรวมกับพฤติกรรมสูบบุหรี่ จะเพิ่มความเสี่ยงป่วยและตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ร้อยละ 16 และมีโอกาสเสี่ยงถูกโรคมะเร็งคร่าชีวิต เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 

ซ้ำร้าย ถ้าชอบกินเบค่อนด้วย จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงป่วยตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกร้อยละ 21 และเพิ่มเสี่ยงเป็นมะเร็งแล้วม่องเท่ง ร้อยละ 16

อย่างไรก็ตาม หากกินเนื้อสัตว์ลดลงครึ่งหนึ่ง ศ.ดร.แฟรงค์ ชี้ว่า สามารถลดความเสี่ยงจากการตายด้วยสองโรคข้างต้นได้ โดยผู้ชายจะมีความเสี่ยงลดลง ร้อยละ 9.3 ขณะที่ผู้หญิงลดลง ร้อยละ 7.6

เป็นอันว่า ถ้าไม่อยากป่วยตายเพราะโรคมะเร็งกับโรคหัวใจ กินอาหารทุกหมวดหมู่ให้ครบ เน้นผักผลไม้ ยิ่งปลอดสารยิ่งดีนักแล.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  20 มีนาคม 2555

Related link:

กินเนื้อแดงไม่มีมันบั่นทอนอายุให้สั้น เปิบปลากับไก่ต่อลมหายใจให้ยาว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์

 

โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดประกาศว่า ผู้ที่กินเนื้อแดงที่ไม่มีไขมันเป็นอาหารมากๆ จะมีอายุขัยสั้น หากรักตัวกลัวตาย ควรเปลี่ยนมากินปลา ไก่ หรือถั่วต่างๆ แทน จะสามารถหนีให้ห่างไกลได้

นักวิจัยได้พบจากการศึกษาผู้คนไม่ต่ำกว่า 120,000 คน พบว่า การกินเนื้อแดงที่ไม่มีไขมัน จะยิ่งเสี่ยงกับการตายด้วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจหนักขึ้น การกินอาหารประจำวันที่มีเนื้อแดงไม่ได้แปรรูป จะทำให้เสี่ยงการเสียชีวิต เร็วขึ้นอีกร้อยละ 13 เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 13 ด้วยโรคมะเร็งขึ้นอีกร้อยละ 10 หากเป็นเนื้อแดงที่แปรรูปแล้ว ก็จะทำให้เสี่ยงกับการเสียชีวิตเร็วขึ้นอีกเป็นร้อยละ 20 จากโรคหัวใจร้อยละ 21 และจากโรคมะเร็ง ร้อยละ 16 โดยเนื้อแดงที่แปรรูปแล้วจะก่อความเสี่ยงสูงกว่าที่ไม่ได้แปรรูป เมื่อเทียบกันตามส่วนพวกเขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ทำให้ความเสี่ยงต่อโรคสูงขึ้น อาจจะเป็นเพราะไขมันชนิดอิ่มตัวที่มีอยู่ในเนื้อแดง และสารโซเดียมในเนื้อแดงแปรรูปที่ก่อให้เกิดผลกับความดันโลหิต.

ที่มา:  ไทยรัฐ 20 มีนาคม 2555

 

 

Risk: Eating processed red meat raises your chances of dying from heart disease or cancer dramatically

Eating red meat regularly ‘dramatically increases the risk of death from heart disease’

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 20:07 GMT, 12 March 2012 | UPDATED: 01:29 GMT, 14 March 2012

Two rashers of bacon a day raises the odds of dying from heart  disease and cancer by 20 per cent, a study has claimed.

While red meat has been blamed for health problems before, the large-scale American study is one of the first to link it to a higher risk of dying.

The data, from more than 120,000 men and women who were tracked for almost 30 years, was analysed by the Harvard School of Public Health in Boston.

Almost 24,000 people died during the course of the study, and it was estimated that between 7.6 per cent and 9.3 per cent of these could have been avoided if everyone  taking part had eaten half a helping of red meat less a day.

One helping equated to 85g – roughly two slices of bacon or one sausage.

A striking association was seen between consumption of red meat and premature death.

Each daily serving of unprocessed red meat, equivalent to a helping of beef, lamb or pork about the size of a deck of cards, raised the risk of death 13per cent, while processed meat increased it by 20per cent.

When deaths were broken down into specific causes, eating any kind of red meat increased the chances of  dying from heart disease by 16 per cent and of cancer by 10 per cent.

Processed red meat raised the risk of heart disease and cancer deaths by 21 per cent and 16 per cent respectively.

A daily serving of unprocessed red meat raised the risk of death 13 per cent. However it remains a significant source of essential nutrients such as iron, zinc, selenium, B vitamins and vitamin D

Senior author Professor Frank Hu, from Harvard School of Public Health in Boston, US, said: ‘This study provides clear evidence that regular consumption of red meat, especially processed meat, contributes substantially to premature death.

‘On the other hand, choosing more healthful sources of protein in place of red meat can confer significant health benefits by reducing chronic disease morbidity (illness) and mortality.’

The study found that cutting red meat out of the diet led to significant benefits.

Replacing one serving of red meat with an equivalent serving of fish reduced mortality risk by 7 per cent.

For poultry an even bigger risk reduction of 14 per cent was seen.

Legumes and low-fat dairy products lowered the risk by 10 per cent, whole grains by 14 per cent and nuts by 19 per cent.

Halving red meat consumption could have prevented 9.3per cent of deaths of men and 7.6 per cent of women taking part in the study, said the scientists.

The researchers came to their conclusions after taking account of known chronic disease risk factors such as age, body weight, physical activity and family history.

Cancer prevention charity the World Cancer Research Fund  (WCRF) recommends that people avoid processed meat entirely and limit their consumption of red meat to 500 grams a week.

Dr Rachel Thompson, the charity’s deputy head of science, said: ‘This study strengthens the body of evidence which shows a link between red meat and chronic diseases such as cancer and heart disease. The research itself seems solid and is based on two largescale cohort studies monitored over a long period of time.

‘The study calculates that lives would be saved if people replaced red meat with healthy protein sources such as fish, poultry, nuts and legumes and we would like to see more people replacing red meat with these type of foods.’

The findings were challenged by Dr Carrie Ruxton from the Meat Advisory Panel (MAP), an expert body funded by the meat industry.

She said: ‘This US study looked at associations between high intakes of red meat and risk of mortality, finding a positive association between the two. However, the study was observational, not controlled, and so cannot be used to determine cause and effect.

‘The authors’ conclusion that swapping a portion of red meat for poultry or fish each week may lower mortality risk was based only on a theoretical model. This conflicts with evidence from controlled trials.’

Dr Ruxton pointed out that meat and meat products were significant sources of essential nutrients such as iron, zinc, selenium, B vitamins and vitamin D.

In the UK, red meat was ‘critically important’ to zinc intake, contributing 32per cent of the total for men and 27 per cent for women.

Red meat also contributed around 17 per cent of total dietary iron intake in the UK.

Dr Ruxton added: ‘In summary, this paper should not be used to dissuade people from reducing their current intake of red meat when it provides essential nutrients that are required as part of a healthy balanced diet.’

data from: dailymail

การรับประทานเนื้อแดงอาจทำให้มะเร็งลุกลามมากขึ้น

การรับประทานเนื้อแดงอาจทำให้มะเร็งลุกลามมากขึ้น
เราได้ยินกันมานานแล้วว่า เมื่อเป็นมะเร็งควรรับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้ให้มาก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดง หันไปรับประทานเนื้อปลาแทน เพราะเนื้อแดงจะไปเป็นอาหารให้มะเร็งเจริญเติบโตมากขึ้น แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยจะมีหลักฐานที่แน่ชัดนัก เรื่องที่จะเล่าให้ฟังนี้อาจจะเป็นหลักฐานแรก ๆ ที่สนับสนุนความคิดดังกล่าวครับ
 

       เป็นการวิจัยโดยนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ค้นพบกลไกใหม่ที่อธิบายว่า ทำไมการรับประทานเนื้อแดงหรืออาหารประเภทนมจะไปเพิ่มการเจริญเติบโตให้มะเร็ง
       สิ่งที่การวิจัยพบคือ กระบวนการอักเสบ (inflammation) ที่เกิดจากการรับประทานอาหารเนื้อเหล่านั้นครับ เป็นกระบวนการทำให้เนื้อร้ายงอกงาม (การวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences-PNAS ฉบับล่าสุด) ที่มหาวิทยาลัยแคลิ ฟอร์เนีย เมืองซานดิเอโก้ คณะนักวิจัยจากคณะแพทย ศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยและอบรม Glyco-biology ได้ร่วมกันศึกษาโมเลกุลอันไม่มีในร่างกายของคนเราชื่อ N-glycolylneuraminic acid (Neu5Gc)
       N-glycolylneuraminic acid (Neu5Gc) เป็น glycan หรือโมเลกุลน้ำตาลชนิดหนึ่งซึ่งร่างกายของคนเราไม่สามารถผลิตขึ้นมาเอง แต่สามารถรับเข้าเซลล์ได้เมื่อเวลาที่คนเรารับประทานอาหารประเภทเนื้อแดง  เมื่อได้ Neu5Gc เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะสร้างแอนติบอดี (antibody) ชื่อ anti- Neu5Gc antibody ขึ้นมาต่อต้าน และตรงนี้เองอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดกระบวนการอักเสบเรื้อรัง (chronic inflammation process)
       ศ. นพ. Ajit Varki หัวหน้าคณะวิจัยบอกว่า จากการศึกษาในอดีตเราพบว่าในก้อนมะเร็งนั้นจะมี Neu5Gc มากกว่าที่พบในเนื้อเยื่ออื่น ๆ ทั่วไป เขาจึงคิดว่าเจ้าโมเลกุล Neu5Gc น่าจะเอื้อประโยชน์อะไรบางอย่างให้ก้อนเนื้อร้าย จึงได้ทำการศึกษาต่อ ๆ มา แล้วสิ่งที่นักวิจัยได้ตระหนักต่อมาคือ กระบวนการอักเสบ เป็นกระบวนการที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของมะเร็ง
       สิ่งหนึ่งที่นักวิจัยสงสัยคือ จริง ๆ แล้วเจ้าโมเลกุล Neu5Gc ที่พบมากในเนื้อร้ายนั้น รวมทั้งการพบเจอ anti- Neu5Gc antibody ด้วยจะเป็นคำอธิบายการเจริญงอกงามของมะเร็งหรือเปล่า
       นักวิจัยจึงใช้หนูทดลองที่ผสมพันธุ์มาจนร่างกายไม่มีโมเลกุล Neu5Gc ตัวนี้ หนูดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนร่างกายของมนุษย์เรา ซึ่งไม่สามารถผลิตโมเลกุล Neu5Gc ได้เช่นกัน (จะมีโมเลกุล Neu5Gc ต่อเมื่อได้รับประทานอาหารประเภทเนื้อแดงเท่านั้น) จากนั้นนักวิจัยก็ทำให้หนูเหล่านี้เป็นมะเร็งที่มีโมเลกุล Neu5Gc แล้วนำครึ่งหนึ่งของหนูเหล่านี้มาฉีด anti- Neu5Gc antibody เข้าไป ส่วนอีกครึ่งหนึ่งไม่ได้ฉีดอะไร ผลปรากฏว่าหนูกลุ่มที่ฉีด anti- Neu5Gc antibody นั้นมะเร็งเจริญเติบโตเร็วกว่า อีกทั้งก้าวร้าวรุนแรง (aggressive) กว่ามะเร็งในหนูอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับการฉีดแอนตีบอดีดังกล่าว
       ที่จริงก่อนหน้านี้มีนักวิจัยคณะอื่น ๆ ได้พบแล้วว่า ในคนที่รับประทานยาประเภท NSAID (non-steroidal anti-inflammatory drug) นั้นไม่ค่อยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ดังนั้น นักวิจัยคณะนี้เลยทำการศึกษาต่อด้วยการให้ยาประเภท NSAID ให้หนูทดลองที่ทำให้เป็นมะเร็งซึ่งมี anti- Neu5Gc antibody ผลการทดลองพบว่ายา NSAID สามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบที่เกิดจาก anti- Neu5Gc antibody ส่งผลให้ก้อนมะเร็งลดขนาดลง ถึงตรงนี้จึงยืนยันว่า Neu5Gc มีส่วนในการเจริญมากขึ้นของก้อนมะเร็ง
       คุณหมอ Ajit กล่าวสรุปว่า กระบวนการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการได้รับโมเลกุลของ Neu5Gc จากการรับประทานเนื้อแดงหรือผลิตภัณฑ์นม แล้วมีปฏิกิริยาต้านของร่างกายด้วย anti- Neu5Gc antibody ที่มีไหลเวียนอยู่ในกระแสโลหิต จึงเป็นสาเหตุประการหนึ่งของความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง

ข้อมูลจาก: http://www.medicthai.com/admin/news_cpe_detail.php?id=332

เนื้อเพชฌฆาต คนที่รับประทานเนื้อแดงมาก ๆ เสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ หรือไม่ก็มะเร็ง

เนื้อเพชฌฆาต

หากจะเรียกอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนักหรอกครับ เพราะผลการวิจัยล่าสุดพบว่ายิ่งรับประทานเนื้อแดงมากเท่าไร ยิ่งเสี่ยงอายุสั้นมากเท่านั้น ทั้งนี้ จากรายงานการวิจัยในวารสารการแพทย์ Archives of Internal Medicine (vol 169, p 562) เล่มล่าสุด โดยคณะนักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Cancer Institute : NCI) ในเมืองร็อควิลล์ (Rockville) มลรัฐแมรี่แลนด์ (Maryland)เนื้อแดงที่ว่ารวมอาหารทั้งพวกสเต๊ก ฮอตด็อก เนื้อแดงทั่ว ๆ ไป และโดยเฉพาะเนื้อที่ผ่านกระบวนการต่าง ๆ (processed meats) ครับ

              การวิจัยครั้งนี้ได้รับการยอมรับจากนักระบาดวิทยาว่าเป็นการวิจัยที่ใหญ่ที่สุด และวางแผนการวิจัยได้อย่างรัดกุมมากที่สุดในการหาความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและอัตราการตาย


            
อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าคณะนักวิจัยคณะนี้มาจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐ งานระดับสถาบันระดับชาติต้องไม่เล็กแน่ครับ ผู้วิจัยใช้อาสาสมัครหญิงชายร่วมถึง 545,000 คน คนเหล่านี้อายุระหว่าง 50-71 ปี เฝ้าติดตามผลถึง 10 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1995-2005 ในช่วงเวลาดังกล่าว มีอาสาสมัครชายเสียชีวิตไป 47,976 คน อาสาสมัครหญิงเสียชีวิตไป 23,276 คน
            

วิธีการทำวิจัยคร่าว ๆ คือ ให้อาสาสมัครกรอกแบบ สอบถามอย่างละเอียดในเรื่องอาหารการกินในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนไม่มีใครจำได้หมดแน่ นักวิจัยจึงให้อาสาสมัครตอบด้วยว่า เมื่อวานนี้รับประทานอะไรไปบ้าง แล้วนำข้อมูลมาปรับวิเคราะห์ไดอารีการกินตลอดปีของอาสาสมัครนั้น ๆ ว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด
            

แล้วแบ่งกลุ่มอาสาสมัครออกเป็น 5 กลุ่มตามปริมาณเนื้อแดงที่อาสาสมัครรับประทานในอาหารแต่ละมื้อ ซึ่งมีตั้งแต่ไม่รับประทานเนื้อแดงเลย รับประทานน้อย ไปจนถึงรับประทานเนื้อแดงเป็นหลักในแต่ละมื้อ
            

นอกจากนี้นักวิจัยยังปรับค่าประมาณการทั้งหลายให้ถูกต้องตามหลักสถิติในปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ อายุ น้ำหนักตัว ประวัติการสูบบุหรี่ ปริมาณอาหารที่รับประทานแต่ละวัน รวมไปถึงปัจจัยร่วมอื่น ๆ ในทางอาหาร และสาเหตุการตาย

            
ด้วยความรัดกุมข้างต้น ทำให้นักวิจัยได้ข้อมูลที่แม่นยำขึ้น ผูกโยงความสัมพันธ์ในปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันได้ถูกต้องขึ้น

            
ความสัมพันธ์ที่พบคือ คนที่รับประทานเนื้อแดงมาก ๆ เสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ หรือไม่ก็มะเร็ง 

            
พบว่าชายกลุ่มที่รับประทานเนื้อแดงมาก ๆ เสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากมะเร็งมากกว่าคนที่รับประทานเนื้อแดงน้อยร้อยละ 22 และในทำนองเดียวกัน ชายที่รับประทานเนื้อแดงมากก็เสี่ยงกว่าชายรับประทานเนื้อแดงน้อยร้อยละ 27 ในความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

              สำหรับผู้หญิงก็ใกล้เคียงกัน ผู้หญิงที่รับประทานเนื้อแดงมากเสี่ยงตายจากมะเร็งมากกว่าร้อยละ 20 และเสี่ยงตายจากโรคหัวใจมากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับหญิงที่ไม่ค่อยรับประทานเนื้อแดง

             ในรายละเอียดยังพบอีกว่าชายที่รับประทานเนื้อเฉลี่ย 19 กรัมต่อ 1,000 แคลอรีของอาหารที่รับประทานเข้าไป มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในช่วง 10 ปีมากกว่าคนที่รับประทานเนื้อน้อย ๆ ถึงร้อยละ 16 และสำหรับผู้หญิงที่รับประทานเนื้อมากจะเสี่ยงกว่าผู้หญิงด้วยกันที่รับประทานเนื้อน้อยร้อยละ 25 หรือถ้าจะพูดกันง่าย ๆ อีกมุมหนึ่งก็คือ ชายร้อยละ 11 และหญิงร้อยละ 16 จะไม่เสียชีวิตหากบริโภคเนื้อน้อยลง เพราะการบริโภคเนื้อน้อย ๆ ลดอัตราการเกิดมะเร็ง และโรคหัวใจลงได้

             นักวิจัยเน้นมากกับอาหารประเภทเนื้อที่ผ่านกระบวนการ (processed meats) เช่น ฮอตด็อก ไส้กรอกทั้งหลาย แฮม เบคอน ฯลฯ ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างมาก จนนักวิจัยถึงกับกล่าวว่าไม่ควรรับประทานอาหารประเภทเหล่านี้เข้าไป เพราะมันจะเสี่ยงทำให้เสียชีวิตในช่วง 10 ปีข้างหน้าได้ง่าย ๆ 

            
นักวิจัยถึงขนาดแนะนำว่ารัฐบาลสหรัฐและยุโรปไม่ควรสนับสนุนช่วยเหลือการเงินให้แก่ผู้เลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาหาร เพราะจะทำให้อาหารประเภทเนื้อราคาถูกเกินความเป็นจริง นอกเหนือไปจากนั้น การเลี้ยงสัตว์เพื่อรับประทานเนื้อยังส่งเสริมให้เกิดภาวะโลกร้อนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย และบอกอีกว่ามัวแต่ลดภาวะโลกร้อนด้วยการมุ่งประเด็นไปที่การใช้รถ ใช้น้ำมัน หรือพลังงานอื่น ๆ แต่กลับไม่ใส่ใจว่าบรรดาหมูที่เลี้ยงเพื่อเป็นอาหารของเราทั้งหลายผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าที่เรารู้เสียอีก

ข้อมูลจาก: http://www.medicthai.com/admin/news_cpe_detail.php?id=388