กินอาหารช่วยต้านแดด

bangkokbiznews140502_01แสงแดดและอากาศที่ร้อนขึ้นทุกวัน มีผลกระทบโดยตรงต่อผิวหนังของเรา ทั้งปัญหาผิวแห้งกร้าน ผิวแดง ผิวไหม้ ไปจนถึงปัญหาใหญ่อย่างมะเร็งผิวหนัง การหลีกเลี่ยงและป้องกันแสงแดดและแสงยูวีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

ในปัจจุบัน นอกจากการมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและป้องกันแดดต่างๆ มาให้เลือกใช้กันแล้ว ยังมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันได้ว่า การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายต่อต้านกับแสงแดดได้ดียิ่งขึ้น และช่วยป้องกันผิวไหม้จากแสงแดดได้ โดยเฉพาะอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง

อาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง พบในผักใบเขียว แครอท พริก หรือพริกหยวกสีแดง ผลไม้สีเหลืองอย่างมะม่วง แตงโม โดยจะให้ประสิทธิภาพดีหากมีการรับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูงเหล่านี้ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 10 สัปดาห์ขึ้นไป

ส่วนสาร ไลโคปีน (lycopene) ก็เป็นสารอีกตัวหนึ่งในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ซึ่งนอกจากจะเป็นสารต้านมะเร็งแล้ว หากรับประทานต่อเนื่อง 3 เดือนขึ้นไป ก็จะเห็นผลดีในการช่วยป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด ซึ่งสารไลโคปีนนี้พบมากในมะเขือเทศ และฟักข้าว

มะเขือเทศ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามิเอ วิตามินเค วิตามินพี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และมีสารจำพวก ไลโคปีน (lycopene) แคโรทีนอยด์ (carotenoid) เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) และกรดอะมิโน เป็นต้น

มะเขือเทศมีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย มีการศึกษาพบว่าการรับประทานซอสมะเขือเทศวันละ 48 – 55 กรัม หรือประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ หรือรับประทานน้ำมะเขือเทศวันละ 250 ซีซี ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 10 สัปดาห์ขึ้นไป จะช่วยเพิ่มปริมาณสารแคโรทีนอยด์ในผิวหนัง และอาการแดงของผิวหนังหลังจากโดนแสงแดดจะน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่รับประทานซอสมะเขือเทศถึง 33% นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มที่รับประทานมะเขือเทศ แสงแดดจะทำลายโมเลกุลของ DNA ในผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน และมีการสร้าง procollagen มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน

ส่วนฟักข้าวนั้น เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไลโคปีน ซึ่งมีปริมาณสูงกว่ามะเขือเทศถึง 12 เท่า และมีสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น เบต้า-แคโรทีน มากกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซี มากกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีน มากกว่าข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และโอเมก้า-9 มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยในการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ป้องกันปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด

นอกจากนี้ ในฟักข้าว ยังมีไลโคปีนชนิดพิเศษ ที่เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) ซึ่งเป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยดักจับและดูดซึมแคโรทีน ฟักข้าวจึงจัดเป็นแหล่งของไลโคปีนที่ดีที่สุด

สำหรับการรับประทานมะเขือเทศหรือฟักข้าวนั้น แนะนำให้รับประทานมะเขือเทศหรือฟักข้าวที่ผ่านความร้อน ซึ่งจะมีปริมาณไลโคปีนสูงกว่าในผลสด เนื่องจากความร้อนจะทำให้เซลล์มะเขือเทศหรือฟักข้าวแตก ส่วนการบดก็จะยิ่งทำให้ไลโคปีนออกมานอกเซลล์ได้มากขึ้น และสารไลโคปีนในธรรมชาติเมื่อถูกความร้อนร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความร้อนที่ใช้ปรุงจะต้องไม่สูงมาก และไม่ให้ความร้อนเป็นเวลานานเกินไป เพราะจะทำให้ไลโคปีนสลายไปนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีผักผลไม้อื่นๆ ที่อุดมไปด้วยไลโคปีน เช่น แตงโม 1 ชิ้น (286 กรัม) มีไลโคปีน 12,962 ไมโครกรัม, มะละกอ 1 ผล (304 กรัม) มีไลโคปีน 5,557 ไมโครกรัม, มะม่วง 1 ผล (207 กรัม) มีไลโคปีน 6 ไมโครกรัม และในแครอท 1 ผล (72 กรัม) มีปริมาณไลโคปีน 1 ไมโครกรัม

ส่วนใน ชาเขียว ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ โพลีฟีนอล (Pholyphenols) ก็สามารถช่วยปกป้องผิวหนังไม่ให้ถูกทำลายจากรังสียูวีได้ โดยร่างกายสามารถรับได้ทั้งจากการดื่ม และการทาครีมที่มีส่วนผสมของชาเขียว และยังมีงานวิจัยพบว่าสามารถป้องกันมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารเป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงของการที่ผิวหนังถูกทำลายจากความร้อนของแสงแดด การทาครีมกันแดดยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดให้ดีที่สุดควบคู่ไปกับการปฏิบัติตัว คือ หลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะช่วง 10.00 – 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรง หรือสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด หากมีความจำเป็นต้องออกแดด

ข้อมูลจาก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร 037-211-289

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 2 พฤษภาคม 2557

Advertisements

ดับร้อนด้วย “เสาวรส” สุดจี๊ดจ๊าด

dailynews130223_001aใกล้หน้าร้อนเข้ามาทุกขณะและช่วงที่อากาศในบ้านเราร้อนจัดจนแทบไม่อยากทำอะไร การดื่มน้ำเพื่อปรับสมดุลให้ร่างกายคลายร้อนบางครั้งอาจไม่เพียงพอ การแก้กระหายด้วยการกินผลไม้ที่มีทั้งน้ำและเนื้อชุ่มฉ่ำเป็นทางเลือกที่นอกจากช่วยให้ร่างกายสดชื่นด้วยน้ำตาลฟรุคโตสและวิตามินซีแล้ว ผลไม้บางชนิดยังมีคุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิความร้อนของร่างกาย เสริมวิตามินและแร่ธาตุที่สูญเสียไปจากการขาดน้ำแบบครบครัน หนึ่งในผลไม้ที่ให้ได้ครบมี “เสาวรส” รวมอยู่ด้วย พิเศษสุดคือคุณประโยชน์ด้านความงามที่สาว ๆ ต้องชอบ

“เสาวรส” หรือ “แพชชั่นฟรุต” มีรสชาติตั้งแต่เปรี้ยวอมหวานไปจนถึงเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดโดนใจ ส่วนเนื้อนุ่มละมุน กลิ่นหอมหวานสดชื่น รสชาติหรือหน้าตาของเสาวรสอาจดูไม่คุ้นตาเพราะหากินได้ค่อนข้างยาก และการที่เนื้อมีเมล็ดมากอาจทำให้ไม่สะดวกในการกินสด ๆ อย่างไรก็ตามรสชาติที่ออกเปรี้ยวหรือหน้าตาที่ดูไม่คุ้นเคยกลับแฝงไว้ด้วยประโยชน์หลายอย่าง โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จัดเสาวรสเอาไว้ในสมุนไพรกลุ่มยาลดไขมันในเส้นเลือด แนะนำให้เลือกผลเสาวรสที่แก่จัด ล้างทำความสะอาดแล้วผ่าครึ่งคั้นเอาแต่น้ำ แต่งรสด้วยเกลือและน้ำตาลดื่มเป็นประจำ นอกจากนี้ผลเสาวรสสุกยังมีคุณค่าทางโภชนาการอื่น ๆ อาทิ แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินต่าง ๆ รวมถึงเบต้าแคโรทีน ด้วยสรรพคุณที่หลากหลายทำให้เสาวรสเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

ผลเสาวรสสามารถกินได้สด ๆ หรือนำมาคั้นเป็นน้ำผลไม้ โดยเสาวรสเป็นผลไม้ที่มีน้ำมากถึงร้อยละ 70-80  จึงเหมาะกับสภาพอากาศร้อน ภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ รสชาติที่ออกเปรี้ยวยังช่วยให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัวขึ้นมาทันที เสาวรสมีวิตามินซีสูง โดยคิดเป็นอัตราที่สูงกว่ามะนาวถึงร้อยละ 50  เสาวรสครึ่งผลให้วิตามินซีมากกว่ามะนาวหนึ่งผลเสียอีก วิตามินซีมีคุณประโยชน์ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงผิวพรรณและผลัดเซลล์ผิว นอกจากนี้เสาวรสยังมีวิตามินเอและสารไลโคปีน ซึ่งมีส่วนช่วยเติมเต็มความชุ่มชื่นให้ผิว บำรุงสายตา สมานผิวและรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง ที่สำคัญคือ เสาวรสเป็นแหล่งไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารสูงมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย การดูดซับน้ำ และช่วยลดการดูดซึมสารพิษ นอกจากคุณประโยชน์ทางยาและสารอาหารเสาวรสยังนำไปใช้ประทินผิวให้สวยเปล่งปลั่งได้ เช่น ใช้ผสมเป็นมาส์กพอกหน้า เพราะวิตามินซีและวิตามินเอในเสาวรสนั้นขึ้นชื่อทั้งในเรื่องของการสมานผิวและลดเลือนรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ รอยแดง ฝ้า กระ ให้ดูจางลง ช่วยให้ผิวนุ่มเนียนขึ้น และลดอาการอักเสบของสิว ส่วนน้ำมันเสาวรสที่ใช้เป็นยาบรรเทาปวดเมื่อยได้ตั้งแต่สมัยโบราณนั้น ในปัจจุบันมีการนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการนวดสปา ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหรือนวดอโรมา

บางคนที่ยังไม่คุ้นกับรสชาติของเสาวรส อาจลองเริ่มจากการดื่มน้ำเสาวรสหรือน้ำเสาวรสผสมผลไม้อื่น หรือผสมน้ำผึ้งเพิ่มความหอมหวาน ต้องการเน้นการลดไขมันในเส้นเลือด ก็สามารถใช้เสาวรสผสมกระเจี๊ยบแดงหรือดอกคำฝอยได้ ในต่างประเทศมีการบริโภคเสาวรสมายาวนาน เช่น นิวซีแลนด์และออสเตรเลียนิยมกินเสาวรสเป็นฟรุตสลัด รวมถึงใช้เป็นส่วนผสมในการทำขนม ขณะที่ในเม็กซิโกมีการนำเสาวรสมาคู่กับพริกป่นและน้ำเลมอน เป็นต้น สำหรับประเทศไทยมีการบริโภคเสาวรสทั้งแบบคาวและหวาน การสร้างสรรค์เสาวรสให้เป็นของหวานแสนอร่อยทำได้หลายเมนู แต่หากจะให้สะดวกสดชื่นทันใจในหน้าร้อน และหาบริโภคได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา คงหนีไม่พ้นไอศกรีมเสาวรสที่ทำจากน้ำเสาวรสแท้ ๆ  ไม่มีน้ำตาล ปราศจากไขมัน รสหวานอมเปรี้ยวจี๊ด แช่เย็นฉ่ำ ๆ ชื่นใจแบบเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม!.

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กุมภาพันธ์ 2556

Related Article :

อาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา หรือเทาน้ำ Spirogyra spp.

นักวิจัยแม่โจ้เจ๋งแปรรูปอาหาร

วันนี้( 14 ก.ย.)  ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า ทางคณะได้มีการนำ “เตา” หรือสาหร่ายน้ำจืดออกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้จริง ซึ่งสาหร่ายเตาหรือเทาน้ำ เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นเส้นสายยาวสีเขียวสด จับดูจะรู้สึกลื่นมือ มักเกิดรวมกันเป็นกลุ่ม อาจอยู่ที่ก้นบ่อ หรืออาจจะลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ

ชาวบ้านในภาคเหนือ นิยมนำมาปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านคือ ยำเตาสด หรือนำแปรรูปเป็นข้าวเกรียบเตา ซึ่งจำหน่ายในราคาเพียงไม่กี่บาท

แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่า สาหร่ายเตา มีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วย โปรตีน 18-20 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 5-6 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 55-60 เปอร์เซ็นต์ เส้นใย 7-10 เปอร์เซ็นต์ และยังมี คลอโรฟิลล์ เอ และบี เบต้าแคโรทีน แลแซนโทฟิล ซึ่งถือว่ามีคุณค่ามากมาย

นอกจากนี้ยังพบกลุ่มสารประกอบฟีโนลิกและโพลีแซคคาไรด์ในสาหร่ายเตาอีกด้วย ซึ่งการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของสาหร่ายเตานั้น  มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งผลของอนุมูลอิสระนั้น มีฤทธิ์ที่จะทำลายเนื้อเยื่อส่งผลให้เซลล์ได้รับความเสียหายที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรค ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวาน ต้านการอักเสบ ป้องกันการอักเสบ บวม แดง ช่วยป้องกันการเกิดฝ้าและจุดด่างดำ มีสารเมือกหรือมอยเจอร์ไรเซอร์ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังด้วย

ซึ่งเมื่อพบเจอคุณสมบัติหลายๆ อย่างเหล่านี้ทางคณะผู้วิจัย จึงได้นำมาสกัดเอาสารต่างๆ มาทำการทดลอง ด้วยการนำมาปรับใช้ในรูปแบบของอาหารเพื่อสุขภาพ แบบเจลดริ้ง หรือเครื่องดื่มชนิดเจล  รวมถึงโยเกิร์ตสาหร่ายเตา และยังได้ทำผลิตภัณฑ์พิเศษออกมาเป็นเครื่องสำอางได้อีกหลายชนิด ทั้งครีมบำรุงผิวกาย ครีมบำรุงผิวหน้าป้องกันฝ้า สบู่ล้างหน้า ลิปบาล์ม สครับขัดผิว แชมพู ครีมนวด และผลิตภัณฑ์สปาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

และ ทีมวิจัยยังพัฒนาตำรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดเจลจากสารสกัดสาหร่ายเตาเพื่อเป็นการต่อยอดผลงานวิจัยที่ได้ สำหรับผลงานการวิจัยในครั้งนี้ เคยได้รับรางวัลซิลเวอร์ อวอร์ด ภายในงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555 ที่ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 – 28 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาอีกด้วย

สำหรับท่านที่สนใจอาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถสอบถามได้ที่คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 50290  โทรศัพท์ 053-873-470-2 ต่อ 213 , 086-654-6966 หรือที่ งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้  โทรศัพท์  053-873046-7.

ที่มา: เดลินิวส์ 14 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

นักวิจัยแม่โจ้โชว์อาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา

จาก “เตา” สาหร่ายน้ำจืดในชุมชนราคาเพียงไม่กี่บาท แปลงเป็นเครื่องสำอางและอาหารสุขภาพคุณภาพเยี่ยม ผลงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรชาวเหนือเป็นอย่างมาก

สาหร่ายเตาหรือเทาน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spirogyra spp. เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นเส้นสายยาวสีเขียวสด จับดูจะรู้สึกลื่นมือ มักเกิดรวมกันเป็นกลุ่ม อาจอยู่ที่ก้นบ่อ หรืออาจจะลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ ชาวบ้านในภาคเหนือนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านคือ ยำเตาสด หรือนำมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบเตา ซึ่งจำหน่ายในราคาเพียงไม่กี่บาท

ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า สาหร่ายเตามีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วย โปรตีน 18-20% ไขมัน 5-6% คาร์โบไฮเดรต 55-60% เส้นใย 7-10% และรงควัตถุหลายชนิด เช่น คลอโรฟิลล์ เอและบี เบต้าแคโรทีน และแซนโทฟิล นอกจากนี้ยังพบกลุ่มสารประกอบฟีโนลิกและโพลีแซคคาไรด์ในสาหร่ายเตาอีกด้วย และการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของสาหร่ายเตานั้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง เพราะอนุมูลอิสระ (free radicals) จะทำลายเนื้อเยื่อส่งผลให้เซลล์ได้รับความเสียหายที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรค, มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวาน, มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันการอักเสบ บวม แดง, มีความสามารถในการเป็นพรีไบโอติก โดยส่งเสริมการเจริญของเชื้อ Lactobacillus fermentum, มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรสิเนส ช่วยป้องกันการเกิดฝ้าและจุดด่างดำ มีสารเมือกหรือมอยเจอไรเซอร์ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ซึ่งผ่านการทดสอบการระคายเคืองต่อผิวในกระต่าย และผ่านการทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันในหนูขาวแล้ว

จากผลการศึกษาวิจัยที่พบ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล และทีมวิจัย จึงได้นำมาปรับใช้ในรูปแบบของการพัฒนาเป็นอาหารสุขภาพ เช่น เจลลี่ดริ้ง (เครื่องดื่มชนิดเจล), โยเกิร์ตสาหร่ายเตา และยังนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้อีกหลายชนิด เช่น ครีมบำรุงผิวกาย ครีมบำรุงผิวหน้าป้องกันฝ้า สบู่ล้างหน้า ลิปบาล์ม สครับขัดผิว แชมพู ครีมนวด และผลิตภัณฑ์สปาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ดร.ดวงพร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Funcional drink) ในรูปแบบเครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) มีการผสมเจลลี่กับสาระสำคัญทางชีวภาพชนิดต่างๆ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเด็กและวัยรุ่น นอกจากมีรสชาติอร่อยและสีสันน่ารับประทานแล้ว ยังมีจุดขายที่การดูแลสุขภาพร่วมกับความสวยงามอีกด้วย ดังนั้น ทีมวิจัยจึงพัฒนาตำรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดเจลจากสารสกัดสาหร่ายเตา เพื่อเป็นการต่อยอดผลงานวิจัยที่ได้ศึกษาฤทธิ์ชีวภาพของสาหร่ายน้ำจืดที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนในภาคเหนือโดยนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นอาหารสุขภาพ (Functional food) และนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางนั้น สามารถสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น สร้างความภาคภูมิใจ ช่วยเพิ่มรายได้และอาชีพให้กับคนในชุมชน เพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายโดยตรง และสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านในการช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำตามธรรมชาติให้มีคุณภาพน้ำที่ดี เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย”

ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัล Silver Award ในงาน “การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555” (Thailand Research Expo2012) เมื่อวันที่ 24-28 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาหร่ายเตา เครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) ให้นำส่วนสกัดของสาหร่ายเตา, วิตามินซี, น้ำตาลแอลกอฮอล์ (น้ำตาลพลังงานต่ำ) หรือสารให้ความหวาน, เกลือโซเดียมต่ำ และคาราจีแนน มาละลายน้ำเข้าด้วยกัน (อาจใช้น้ำผลไม้ทดแทนน้ำบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อให้เกิดความหลากหลายของกลิ่นรสของผลิตภัณฑ์) นำไปให้ความร้อนเพื่อให้เกิดการละลายอย่างสมบูรณ์และเป็นการฆ่าเชื้อ จากนั้นจึงทิ้งให้เย็นเพื่อให้เกิดเป็นเจล และนำไปแช่เย็น จะได้เป็นเครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) ที่มีความอร่อยและดีต่อสุขภาพ

สครับขัดตัว การเตรียมส่วนผสม นำสาหร่ายเตาสดมาตากให้แห้ง แล้วบดให้ละเอียด ผงขัดตัวผสมสาหร่าย 100 กรัม น้ำมันโจโจ้บา (Jojoba oil) 5 กรัม น้ำมันแมคคาเดเมีย (Macademia oil) 5 กรัม น้ำมันสวีทอัลมอนด์ (Sweet almond oil) 5 กรัม สารชำระล้าง (Sodium lauryl sulfate, SLS) 6 กรัม กลีเซอรีน (Glycerine) 10 กรัม วิตามินอี (Vitamin E) 2 กรัม ผงสาหร่ายแห้งบดละเอียด 2 กรัม เกลือ 65 กรัม

วิธีทำ
1.ชั่งผงสาหร่าย สาร SLS และเกลือรวมกัน คนให้เข้ากัน
2.ชั่งวิตามินอี น้ำมันต่างๆ และกลีเซอรีน ผสมรวมกัน
3.นำผงขัดตัวไปแต่งกลิ่นตามต้องการ
4.บรรจุใส่ภาชนะที่ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์แล้ว

สำหรับท่านที่สนใจอาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา สามารถติดต่อได้ที่ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 50290 โทรศัพท์ 0-5387-3470-2 ต่อ 213 หรือที่งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทรศัพท์ 0-5387-3046-7

ที่มา: บ้านเมือง 21 กันยายน 2555

.

ชมคลิป สาหร่ายเตา หรือเทาน้ำ Spirogyra

‘ซุปแครอต’ ผิวสวย-ตาใส

อยากบำรุงผิว พร้อมกับดูแลสุขภาพดวงตา รู้หรือไม่ว่า ผักสีส้มสดสวย อย่าง ‘แครอต’ ช่วยสนองความต้องการดังกล่าวได้ เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีน สารอาหารที่มีประโยชน์กับผิวพรรณ ช่วยผิวสะอาดกระจ่างใส ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง สามารถขจัดไขมันส่วนเกินออกจากตับ ทำความสะอาดตับจากน้ำดีและสารพิษที่สะสมอยู่

นอกจากนี้ การรับประทานแครอตยังทำให้ได้รับวิตามินเอ ยิ่งถ้าร่างกายกำลังขาดวิตามินชนิดนี้อยู่นั้น เบต้าแคโรทีนจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอโดยกลไกของร่างกายทันที ซึ่งสารอาหารนี้มีประสิทธิภาพเสริมสุขภาพดวงตา ลดความเสี่ยงโรคตาฟาง อีกทั้งแครอต ยังมีเส้นใยอาหาร ดีต่อระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการรับประทานแครอตนี้ หลายคนสงสัยว่า ระหว่างรับประทานดิบกับสุก แบบไหนดีกว่ากัน ซึ่งเภสัชกร ทวีทรัพย์ เหลืองนทีเทพ ผู้จัดการฝ่ายโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี จากเนสท์เล่ ประเทศไทย ไขข้อสงสัยให้ฟังว่า

“ในแง่ของเบต้าแคโรทีน ถ้ารับประทานแบบดิบ ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารดังกล่าวได้เพียงร้อยละ 3 เนื่องจากธรรมชาติสร้างให้แครอตมีผนังเซลล์ที่แข็ง ร่างกายของคนจึงย่อยได้ไม่ค่อยดี แต่ก็มีนักวิจัยได้หาทางออกให้กับเรื่องนี้ไว้ 2 แนวทาง คือ นำไปบดให้ละเอียด ช่วยให้ร่างกายย่อยและดูดซึมเบต้าแคโรทีนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21 และอีกแนวทางเป็นการนำไปทำให้สุก ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมของร่างกายเป็นร้อยละ 27 เพราะผนังเซลล์ของแครอตถูกความร้อนแล้วอ่อนนุ่มลง

แม้รับประทานแครอตแบบดิบ อาจทำให้ได้เบต้าแคโรทีนไม่มาก แต่พวกไฟเบอร์หรือกากใย รวมถึงวิตามินก็ยังดูดซึมได้อยู่ไม่น้อย ทว่าในแง่ของวิตามินนั้น หากถูกความร้อนก็จะสูญเสียไปส่วนหนึ่ง ดังนั้น นักโภชนาการจึงมักแนะนำให้รับประทานแครอตหรือผักต่างๆ ที่ปรุงสุกแล้วให้หมดในคราวเดียว ไม่ควรนำไปอุ่นซ้ำๆ เพราะจะยิ่งสูญเสียคุณค่าสารอาหารไป”

เมื่อรู้คุณประโยชน์ของผักชนิดนี้แล้ว ใครอยากเข้าครัวปรุงเมนูสุขภาพจากแครอต มุมสุขภาพแนะลองทำ ‘ซุปแครอต’ด้วยวิธีทำที่ไม่ยาก ใช้แครอตประมาณ 2 หัว ปอกเปลือกแล้วขูดเป็นเส้นฝอย จากนั้นนำไปปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด

หันไปต้มน้ำซุป โดยใส่น้ำประมาณ 1-2 แก้ว ต่อซุปไก่ก้อน 1 ก้อน เมื่อได้น้ำซุปแล้วให้เติมแครอตที่ปั่นรอไว้ลงไปผสมกับซุปในหม้อ ต้มต่อให้พอเดือด จึงเติมแป้งมัน นมสด พริกไทยและเกลือเล็กน้อย คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเนื้อเดียว รอให้เดือดอีกครั้งจึงปิดไฟเตาแก๊ส ถือเป็นอันเสร็จขั้นตอนการปรุง

เพียงเท่านี้ก็จะได้ซุปแครอต รับประทานตอนอุ่นๆ คล่องคอดี มีเวลาว่างน่าจะลองทำกันดู.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 10 สิงหาคม 2555

มข.ปรับปรุงพันธุ์ฟักข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

”ฟักข้าว”เป็นพืชที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเป็นพืชเพื่อสุขภาพ เนื่องจากมีคุณค่าทางสารอาหาร และมีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง  โดยมีรายงานของต่างประเทศว่า ในเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวนั้น มีปริมาณเบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท 10 เท่า และมีสารไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 70 เท่า นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า สารไลโคพีนจากเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก

สำหรับฟักข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยพบว่า มีปริมาณสารไลโคพีนมาก กว่ามะเขือเทศเพียง 12 เท่า

ดร.พัชริน ส่งศรี อาจารย์ประจำภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์ฟักข้าวให้มีปริมาณสารไลโคพีน และเบต้าแคโรทีนในเยื่อหุ้มเมล็ดสูง และมีผลผลิตของเยื่อหุ้มเมล็ดสูงขึ้นด้วย ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้วัตถุดิบที่จะนำมาแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพมีคุณภาพสูง เนื่องจากฟักข้าวมีคุณค่าทางสารอาหารและมีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง โดยโครงการนี้อยู่ภายใต้การสนับสนุนจากศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยศาสตราจารย์ดีเด่น ศ.ดร.อารันต์ พัฒโนทัย ภายใต้การสนับสนุนจาก สกว. สกอ. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ดร.พัชริน เปิดเผยว่า ได้มีการดำเนินงานวิจัยนี้มาแล้วกว่า 3 ปี เบื้องต้นได้คัดเลือกต้นพ่อ-แม่พันธุ์ที่มีความแตกต่างกันของแหล่งที่มาของสายพันธุ์ฟักข้าวทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 100 สายพันธุ์ เพื่อสร้างลูกผสม เพื่อดูความแตกต่างทั้งทางสายพันธุ์และพื้นที่ปลูกว่าสายพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์แล้วจะมีปริมาณสานไลโคพีนและเบต้าแคโรทีน รวมทั้งมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้คาดว่าภายในอีก 2 ปี จะได้สายพันธุ์ฟักข้าวใหม่ตามที่ตั้งเป้าไว้

“เมื่อเสร็จงานวิจัยนี้แล้วจะได้พันธุ์ฟักข้าวที่มีผลผลิต และสารไลโคพีน และเบต้าแคโรทีนสูง รวมทั้งจะทำให้ทราบข้อมูลด้านการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่ต่างกันต่อปริมาณสารไลโคพีน และเบต้าแคโรทีน รวมทั้งข้อมูลด้านพันธุกรรมการถ่ายทอดอันจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาฟักข้าวพันธุ์ดีสำหรับแนะนำเกษตรกรต่อไป” ดร.พัชริน กล่าว

ดร.พัชริน กล่าวว่า การพัฒนาพันธุ์ฟักข้าว จะเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูงให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปฟักข้าว เนื่องจากความคงที่ของปริมาณสาระสำคัญที่ควบคุมด้วยพันธุกรรมพืชนั้น จะทำให้การผลิตในปริมาณมากระดับอุตสาหกรรมมีความสม่ำเสมอในการผลิต และแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้ด้วย

ทางทีมผู้วิจัยยังได้ดำเนินการวิจัยแบบบูรณา การร่วมกับนักวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ เทคโนโลยีอาหารและวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์ในฟักข้าวอีกด้วย เบื้องต้นนำไปแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างง่าย อาทิ วุ้น น้ำผลไม้รวม ฯลฯ ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟักข้าว สอบถามรายละเอียดได้ที่ ดร.พัชริน ส่งศรี อาจารย์ประจำภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น   อีเมล patcharinso@kku.ac.th

ข้อมูลจาก เดลินิวส์ 26 ตุลาคม 2554

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“ฟักข้าว”ต้านชรา

หั่นเป็นชิ้น ต้มสุกรับประทานจิ้มน้ำพริก หรือใส่ผัด แกง อร่อยยกนิ้วให้แถมยังต้านอนุมูลอิสระ

“ฟักข้าว” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Momordica cochinchinensis Sp. อยู่ในวงศ์แตงกวา และมะระ ลำต้นเป็นเถาเลื้อยขึ้นเองตามธรรมชาติ ไต่ตามต้นไม้ รั้วบ้าน หรือห้างที่ทำไว้สำหรับปลูก ลักษณะผลพบหลายขนาด รูปร่างกลม หรือรี ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีหนามเล็ก ๆ อยู่โดยรอบ ผลอ่อนจะมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อสุกมีสีแดง หรือแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ออกดอกเดี่ยวขนาดใหญ่คล้ายดอกตำลึง มีกลีบสีขาวแกมเหลือง ภายในมีก้านเกสร ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวสด คล้ายรูปหัวใจ และใบกระทกรก

“ฟักข้าว” ชาวปัตตานีเรียก ขี้กาเครือ ภาคเหนือ มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น จ.ตาก เรียก ผักข้าว จ.แพร่ เรียก มะข้าว (แพร่) และประเทศเวียดนามเรียก แก็ก (Gac fruit) สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด หรือแยกรากปลูกในพื้นที่ชุ่มน้ำ ทั้งนี้ หลังปลูกประมาณ 2-3 เดือน จะเริ่มมีดอก ส่วนผลสุกใช้เวลาราว 20 วัน

มีรายงานการวิจัยในต่างประเทศหลายฉบับระบุว่า ผลฟักข้าวมีสารไลโคพีน และแคโรทีน ทั้งยังมีสารอีกหลายชนิดที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุทำให้ เซลล์เสื่อมสภาพ ซึ่งคนสมัยก่อนนิยมนำผลอ่อนมาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้น ต้มสุกรับประทานจิ้มน้ำพริก หรือใส่ผัด แกง รวมทั้งยอดอ่อนก็ใช้ประกอบอาหาร ให้รสชาติอร่อยนักเชียว.

ที่มา เดลินิวส์

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ฟักข้าว สมุนไพรมีคุณต่อร่างกาย

ฟักข้าว อยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระ ชาวปัตตานีเรียกขี้กาเครือ ภาคเหนือเช่นตากเรียกผักข้าว จังหวัดแพร่เรียกมะข้าว และที่ประเทศเวียดนามเรียกว่า แก็ก ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นพืชที่ชาวเวียดนามใช้ประกอบอาหารมาก ในชนบทมีปลูกกันเกือบทุกบ้าน โดยปลูกพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหารแต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ชาวเวียดนามจึงใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้มภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด ซึ่งมีน้ำมันเป็นยา ฟักข้าว 1 ผลจะได้เยื่อสีแดงราว 200 กรัม

เป็นพืชโตเร็ว ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากมาย แต่หากต้องการปลูกเป็นพืชสวนครัวคงต้องเตรียมพื้นที่มากหน่อย เพราะทั้งเถาและใบมีขนาดค่อนข้างใหญ่ หากมีพื้นที่มากพอที่จะปลูกก็เพียงหากิ่งแก่ หรือจะเพาะเมล็ดก็ย่อมได้ รดน้ำให้ชุ่มชื้นสักพัก เมื่อออก รากจึงย้ายลงปลูกในที่ที่เตรียมไว้ ค้างสำหรับฟักข้าวควรจะเป็นค้างที่มีขนาดใหญ่นิดหนึ่ง

รศ.ดร.สุธาทิพย์ ภมรประวัติ ได้ เรียบเรียงไว้ในเอกสารวิชาการทางการแพทย์เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของฟักข้าวไว้ว่า ในประเทศไทยใช้ผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร ซึ่งรสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ ลวกหรือต้มให้สุกหรือต้มกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือใส่แกง ยอดอ่อน ใบอ่อนนำมาเป็นผักได้ นำมานึ่งหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค ประเทศเวียดนามกินข้าวเหนียวหุงกับเยื่อเมล็ดผลฟักข้าวสุก เนื่องจากชาวเวียดนามเชื่อว่าสีขาวเป็นสีแห่งความตาย ข้าวสีส้มแดงจึงจัดเป็นมงคลต่องานเทศกาลต่าง ๆ ชาวเวียดนามเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อมเมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ได้ข้าวสีส้มแดงมีกลิ่นหอม ต้องมีเมล็ดฟักข้าวติดมาในข้าวด้วย จึงถือว่าเป็นของแท้

เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณเบตาแคโรทีนมากกว่าแครอท 10 เท่า มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ 10 ของมวล การกินเบตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกาย ได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมันดังกล่าว งานวิจัยในประเทศเวียดนาม ปัจจุบันมีผู้นำเยื่อเมล็ดนี้เป็นเครื่องดื่มอาหารเสริมจำหน่ายในต่างประเทศ ประเทศจีนใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานาน กว่า 1,200 ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่าง ๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ การกินฟักข้าวเป็นยานั้น ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง ส่วนการใช้ภายนอก ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้งผสมน้ำมัน หรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการและใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร

งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจากเมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ จึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลาย กล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ

ประเทศเวียดนาม การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ

ในประเทศไทย มีงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว พบโปรตีน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญ ของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็ง จดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว ส่วนงานวิจัย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และต่างประเทศพบว่า เมล็ดแก่ของฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลซิน-เอส และโคลซินิน-บี มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรด อะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใช้พัฒนาเภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า

ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็ง และชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย ผลอ่อนฟักข้าวกินได้ ผลแก่ก็อุดมคุณค่า ลองหาพันธุ์มาปลูกให้เลื้อยเล่นหน้าบ้านจะได้กินเมื่อใจปรารถนา เป็นการสร้างสุขภาพป้องกันโรคร้ายได้อย่างดี

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 6 มิถุนายน 2551

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ข้อมูลจาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ฟักข้าว อาหารต้านมะเร็ง

รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ  
กลุ่มวิชาเภสัชโภชนศาสตร์  โครงการบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ฟักข้าวอาหารต้านมะเร็ง


ฟักข้าว Momordica cochinchinnensis (Lour.) Spreng.
อยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระคือวงศ์  Cucurbitaceae
ชื่อเรียกอื่นคือ ขี้กาเครือ (ปัตตานี) ผักข้าว (ตาก ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) แก็ก (Gac  เวียดนาม) Baby Jackfruit, Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, และ Cochin-chin Gourd

ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ เป็นพืชที่ชาวเวียดนามใช้ประกอบอาหารมาก ในชนบทมีปลูกกันเกือบทุกบ้านเรือน
ฟักข้าว เป็นไม้เถาเลื้อยพัน  มีมือเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงแบบสลับ ใบรูปหัวใจหรือรูปไข่ กว้างยาวเท่ากันประมาณ ๖-๑๕ เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก ๓-๕ แฉก
ดอกเป็นดอกเดี่ยวพบที่ซอกใบ ต้นแยกเพศอยู่คนละต้น กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง ใบประดับมีขน
ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เจริญได้เองโดยไม่ต้อง ถูกผสม เมื่อผลสุกจะมีสีแดง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก

ฟักข้าวเริ่มมีดอกหลังแยกรากปลูกประมาณ ๒ เดือน เริ่มผลิดอกราวเดือนพฤษภาคมและให้ดอกจน  ถึงราวเดือนสิงหาคม  ผลสุกใช้เวลาประมาณ ๒๐ วัน และใน ๑ ฤดูกาลจะเก็บเกี่ยวผลฟักข้าวได้ ๓๐-๖๐ ผล  โดยเก็บผลสุกได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

ผลของฟักข้าวมี ๒ ชนิด ผลยาวมีขนาดยาว ๖-๑๐ เซนติเมตร ส่วนผลกลมยาว ๔-๖ เซนติเมตร เปลือกผลอ่อนสีเขียวมีหนามถี่ เปลี่ยนเป็นสีส้มแก่หรือแดงเมื่อผลสุก แต่ละผลหนักตั้งแต่ ๐.๕-๒ กิโลกรัม

ที่ประเทศเวียดนามมักปลูกฟักข้าวพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหาร แต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ชาวเวียดนามจึงนิยมใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น

ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้ม ภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด (มีน้ำมัน) เป็นยา ฟักข้าว ๑ ผลจะได้เยื่อสีแดงราว ๒๐๐ กรัม

ประโยชน์ทางโภชนาการ
ในประเทศไทยใช้ผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร รสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ ลวกหรือต้มให้สุกหรือ ต้มกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือใส่แกง ยอดอ่อน ใบอ่อนนำ มาเป็นผักได้ นำมานึ่งหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค

ประเทศเวียดนามกินข้าวเหนียวหุงกับเยื่อเมล็ดผลฟักข้าวสุก เนื่องจากชาวเวียดนามถือว่าสีขาวเป็น   สีแห่งความตาย ข้าวสีส้มแดงจึงจัดเป็นมงคลต่องานเทศกาลต่างๆ ชาวเวียดนามเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อม เมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ได้ข้าวสีส้มแดงมีกลิ่นหอม ต้องมีเมล็ดฟักข้าวติดมาในข้าวด้วยจึงว่าเป็นของแท้  ถึงกับมีการหุงข้าวใส่สีผสมอาหารสีแดงเลียนแบบการใช้ฟักข้าวนอกฤดูกาลก็มี เชื่อว่าบำรุงสายตา

เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณบีตาแคโรทีนมาก กว่าแครอต ๑๐ เท่า มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ ๑๒ เท่า  และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ ๑๐ ของมวล การกินบีตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกายได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมันดังกล่าว

ความเชื่อที่ว่าฟักข้าวบำรุงสายตานั้นถูกต้อง แต่ต้องกินส่วนที่มาจากเยื่อเมล็ดไม่ใช่ส่วนอื่น  เมื่อใช้เยื่อฟักข้าวเสริมอาหารให้กับเด็กก่อนวัยเรียนในงานวิจัยในประเทศเวียดนาม พบว่าเด็กในกลุ่มมีปริมาณบีตาแคโรทีนและไลโคพีนในพลาสมาสูงขึ้น และกลุ่มที่มีปริมาณความเข้มข้นของเฮโมโกลบินต่ำมีความเข้มข้น เพิ่มขึ้นด้วย จึงแนะนำให้ผู้มีเลือดจางกินข้าวหุงเยื่อเมล็ดฟักข้าวสุกด้วย ปัจจุบันมีผู้นำเยื่อเมล็ดนี้ผลิตเป็นเครื่องดื่มอาหารเสริมจำหน่ายในต่างประเทศ

ไลโคพีนเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์  พบได้ในผักและผลไม้บางชนิด ทำหน้าที่เป็นรงควัตถุรวบรวมแสงให้แก่พืช และป้องกันพืชผักจากออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยว (อนุมูลอิสระ) และแสงที่จ้าเกินไป  การกินไลโคพีนที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นได้รับการพิสูจน์จากวงการแพทย์ว่ามีผลลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร  เนื่องจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีไลโคพีน มากกว่าผลไม้อื่นๆ ทุกชนิด  จึงถือว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งจากฤทธิ์ของไลโคพีน

ฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรค

ประเทศจีน

ใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานานกว่า ๑,๒๐๐ ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่างๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่างๆ การกินฟักข้าวเป็นยานั้น ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง  ส่วนการใช้ภายนอก ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้งผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการ และใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจากเมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง  เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระจึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลายกล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ

ประเทศเวียดนาม
การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ

ประเทศไทย
มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว  พบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว งานวิจัยอื่นของไทยและต่างประเทศพบว่า เมล็ดแก่ของฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลชิน-เอส  และโคลชินิน-บี  มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรดอะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใช้พัฒนา เภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า

ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย
ใช้รากฟักข้าวสระผมเพื่อกำจัดเหา ใช้รากบดหมักผมกระตุ้นให้ผมดก ประเพณีล้านนาของไทยใช้   ฟักข้าวในการดำหัว (คือการสระผม) สตรีล้านนา ดำหัวสัปดาห์ละครั้ง ยาสระผมŽ ประกอบด้วย ฝักส้มป่อยจี่ ผลมะกรูดเผา ผลประคำดีควายหมกไฟพอให้สุก รากของต้นฟักข้าว รากแหย่งบดหยาบ ทั้งหมดผสมกับน้ำอุ่นหมักผมไว้สัก    ระยะหนึ่งแล้วจึงล้างออก จะทำให้แก้คันศีรษะ แก้รังแค แก้ผมร่วงและช่วยให้ผมดกดำ

ประเทศญี่ปุ่น
ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็งและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย
ผลอ่อนฟักข้าวกินได้ ผลแก่ก็อุดมคุณค่า ลองหาพันธุ์มาปลูกให้เลื้อยเล่นหน้าบ้านจะได้กินเมื่อใจ ปรารถนา เป็นการสร้างสุขภาพป้องกันโรคร้ายได้อย่างดี

 

ทีี่ีมา: http://www.doctor.or.th/node/1060

 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

งานวิจัยเรื่อง “ฟักข้าว” Spiny Bitter Gourd โดย หน่วยงานวิจัยและพัฒนาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสงขลา 

ชื่อ :
ฟักข้าว
วงศ์ :
CUCURBITACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Momordica cochinchinensis Spreng.
ชื่อสามัญ :
Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, or Cochinchin GourdCochinchinensis Gac
ชื่อพื้นเมือง :
ฟักข้าว(ภาคกลาง) ผักข้าว(ภาคเหนือ) ขี้พร้าไฟ(ภาคใต้) ขี้กาเครือ(ปัตตานี) พุคู้เด๊าะ(กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ถิ่นกำเนิด :
ในประเทศจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และตอนบนของออสเตรเลีย
ลักษณะวิสัย :
เป็นไม้เถาเลื้อยพันอายุหลายปี ยาวได้กว่า 20 เมตร มีมือเกาะออกตามง่ามใบ เถาแก่มีลักษณะกลม เปลือกมีสีเทา และมีปมสีน้ำตาลแกมเทา เถากึ่งแก่กึ่งอ่อนมีลักษณะกลม เปลือกมีสีเทา มีปมสีน้ำตาลเข้มกระจายโดยทั่วไป เถาอ่อนจะมีลักษณะสี่เหลี่ยมเปลือกมีสีเขียว และไม่มีปม

Related link:
เภสัช มช.พัฒนา“ฟักข้าวนาโนลบริ้วรอย”