ดูแลสุขภาพกับเบาหวาน มุมมองของเภสัชกรชุมชน

dailynews130707_005จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งได้ทำการตรวจคัดกรองประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 22.2 ล้านคน ใน พ.ศ. 2554 พบผู้ป่วยเบาหวาน 1,581,857 คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ภาวะแทรกซ้อน 277,020 คน ซึ่งพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนทางไตมากที่สุด รองลงมาคือภาวะแทรกซ้อนทางตา และมีการคาดการณ์ว่าในอีก 8 ปีข้างหน้า ไทยจะพบผู้ป่วยเบาหวานสูงขึ้นถึง 4.7 ล้านคน

เภสัชกรหญิงวิไลวรรณ ลักษมีเลิศ จากสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวานว่า “เบาหวาน” เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เนื่องจากโดยปกติแล้วฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตจากตับอ่อนจะนำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกายเพื่อใช้ในการสร้างพลังงานและสร้างเซลล์ต่าง ๆ แต่ถ้าร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอที่จะนำน้ำตาลไปใช้ได้ ก็จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “น้ำตาลในเลือดสูง” ซึ่งในระยะยาวจะมีผลให้เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และหากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่รุนแรงได้

“ในร่างกายของคนปกติทั่วไปจะมีระดับน้ำตาลอยู่ที่ 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลสูงถึง 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขึ้นไป…แต่เวลาที่คนไข้ไปโรงพยาบาลคุณหมอมักแนะนำให้อดอาหารก่อนไปเจาะเลือดตรวจ ถ้าเป็นดังนี้จะพบว่า คนที่อดอาหารมากกว่า 6-8 ชั่วโมงขึ้นไป ในคนปกติจะตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แต่ในคนเป็นเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลที่มากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถามว่าทำไมแพทย์จึงต้องให้อดอาหารก่อน นั่นก็เพราะว่าการตรวจเลือดในขณะอดอาหารจะช่วยให้เราสามารถเช็กการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้ดีกว่าการไม่อดอาหาร คุณหมอจึงต้องให้เราอดอาหารก่อนไปตรวจนั่นเอง”

เบาหวาน สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ เบาหวานชนิดที่ 1, เบาหวานชนิดที่ 2, เบาหวานที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ และเบาหวานที่มาจากสาเหตุอื่น ๆ แต่ที่เราจะพูดคุยในวันนี้ก็คือเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ซึ่งพบได้บ่อยกว่าชนิดอื่น

เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดนี้ส่วนใหญ่พบในเด็ก เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราไปทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยมาก ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไปตลอด

เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเบาหวานชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด และพบได้มากในผู้ใหญ่ สาเหตุมาจากความเสื่อมของเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยทั่วไปมักสัมพันธ์กับเรื่องพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มาก และการขาดการออกกำลังกาย ประกอบกับวัยของผู้ป่วย เซลล์ที่เริ่มมีการเสื่อมลงแล้ว ทำให้การทำงานของอินซูลินไม่เป็นปกติเหมือนเดิม หรือมีภาวะที่ดื้อต่ออินซูลิน จึงทำให้เซลล์ต่าง ๆ ของตับอ่อนถูกทำลายลงไปบ้างส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ในขั้นต้น แพทย์จะให้รับประทานยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ในบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ภก.หญิงวิไลวรรณ  กล่าวว่า ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการดูแลตนเอง โดยมีหลักปฏิบัติง่าย ๆ 4 ข้อ ดังนี้

1. ต้องทานยาที่แพทย์สั่งเป็นประจำ อย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ เพราะยาจะเป็นตัวที่ช่วยดูแลควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เรา ยาที่ต้องทานก่อนอาหารผู้ป่วยก็ต้องทานก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงตามที่แพทย์สั่ง เพื่อที่ยาจะช่วยดึงให้ระดับน้ำตาลในเลือดมาอยู่ในระดับที่เหมือนคนปกติทั่วไป…ยาเบาหวานเป็นยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำและตามเวลาที่แพทย์ระบุ มิเช่นนั้นเซลล์ของเราจะไม่สามารถที่จะมีกระบวนการทำงานเป็นไปตามเป้าหมายหรือตามปกติได้ ยาเบาหวานไม่เพียงแต่เป็นยาที่ใช้รักษาตามอาการเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยในการปรับระบบการทำงานของเซลล์อีกด้วย

2. ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องรับประทานอาหารอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เท่า ๆ กัน ในแต่ละมื้อ ไม่ควรที่จะกินจุกกินจิก เพื่อให้ตรงตามตารางการใช้ยาที่คุณหมอกำหนดให้ ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะรับประทานอาหารชนิดใดก็ตาม อาจทำให้เราได้รับน้ำตาลสูงเกินความจำเป็น

3. หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยากลับบ้านไปแล้ว ควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองหลังทานยาว่ามีอาการโหยหรือไม่ ใจสั่นหรือไม่ มีอาการเป็นลม หรือมีอาการแพ้จากการรับประทานยาหรือไม่ หากพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้คุณหมอตรวจเช็กเรื่องการทานยา ไม่ควรปรับเปลี่ยนการรับประทานยาด้วยตัวเอง ซึ่งอาการโหยหรือใจสั่น อาจเกิดจากการที่เราได้รับยาที่เกินขนาด จึงทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ หรือที่เรียกว่า “น้ำตาลตก” ได้

4. ผู้ป่วยควรมีการออกกำลังกายบ้าง อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อที่ร่างกายของเราจะได้ลดการดื้อต่ออินซูลินได้ แต่ต้องเลือกชนิดการออกกำลังกายที่ไม่หักโหมเกินไป เพราะการออกกำลังกายที่หนักจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดตกลงมาได้ อาจจะเลือกใช้การบริหารอวัยวะเป็น
ส่วน ๆ เช่นที่ปลายเท้าเพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ซึ่งจะช่วยลดภาวะอาการเท้าชาได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติง่าย ๆ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อช่วยให้ท่านที่เป็นเบาหวานแล้วห่างไกลจากโรคแทรกซ้อนที่จะตามมา เพราะความน่ากลัวของโรคเบาหวานนั้น แท้ที่จริงแล้วอยู่ที่โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ นี่เอง

ดังที่ทราบกันว่าในทุก ๆ อวัยวะทั่วร่างกายล้วนมีหลอดเลือดและเลือดไปหล่อเลี้ยง ดังนั้นเมื่อหลอดเลือดเกิดความเสื่อมอันเนื่องมาจากโรคเบาหวาน ก็ย่อมจะส่งผลถึงทุกอวัยวะทั่วร่างกายเช่นเดียวกัน ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของ “เบาหวานขึ้นตา” หรือคนเป็นเบาหวานเป็นแผลแล้วหายยากหายช้า อาการเหล่านี้เป็นเรื่องของโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเป็นระยะเวลานาน ประมาณ 5 ปีขึ้นไป จึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เหล่านี้ ยิ่งถ้าเกิดกับอวัยวะสำคัญก็จะอันตรายมาก ไม่ว่าจะเป็นสมอง หัวใจ ตา ไต รวมถึงอวัยวะปลายมือปลายเท้าของเราก็มีผลได้ทั้งหมด

ในเรื่องของการดูแลเท้า ผู้ป่วยควรหมั่นดูแลเท้าทุกวัน ทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้าว่ามีแผลเกิดขึ้นหรือไม่ ผู้ป่วยจะต้องล้างเท้า ฟอกสบู่และเช็ดให้แห้งทุกวัน หลังจากนั้นก็ควรทาโลชั่นเพื่อให้เท้าชุ่มชื้นไม่แห้งไม่แตก หรือเกิดแผลได้ง่าย ผู้ป่วยควรสวมถุงเท้าก่อนใส่รองเท้าก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ไม่ควรแช่เท้าในน้ำอุ่น ทั้งนี้เนื่องจากเท้าของผู้ป่วยเบาหวานจะมีความรู้สึกชาและตอบรับกับอุณหภูมิของน้ำไม่เหมือนกับคนปกติจึงไม่ควรแช่เท้าในน้ำอุ่น อีกทั้งเมื่อเกิดแผลแล้วก็ต้องรีบทำแผลทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อลุกลามไปได้

แนะนำว่า “ควรตัดเล็บเท้าเป็นแนวตรง” อาจจะตะไบที่มุมเล็บเล็กน้อย ไม่ควรตัดเล็บในลักษณะโค้ง เพราะเสี่ยงต่อการตัดเข้าเนื้อ และอาจทำให้แบคทีเรียเข้าไปอยู่บริเวณนั้นเกิดสะสมจนเป็นแผลอักเสบขึ้นได้ นอกจากนี้ควรมีการบริหารเท้าหรือนวดเท้าทุกวันเพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตที่เท้า

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเรื่องของอาหาร ภก.หญิงวิไลวรรณ  ให้ข้อมูลว่า มีอาหารหลายชนิดที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้และช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ ยกตัวอย่างเช่น ปลา ซึ่งมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ดึงให้ร่างกายของเรามีการใช้น้ำตาลได้ดีขึ้น, หอมใหญ่ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้, บรอกโคลี มีโครเมี่ยมสูง ช่วยให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้นเพื่อดึงน้ำตาลเข้าไปเลี้ยงเซลล์ได้ดีขึ้น, มะระขี้นก จากงานวิจัยพบว่าในมะระขี้นกมีสารที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดคล้ายกับอินซูลิน, ถั่วฝักยาวและพืชตระกูลถั่ว จะมีไฟเบอร์สูง จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดดูดซึมอย่างช้า ๆ ช่วยลดภาวะการดื้อต่ออินซูลินได้, ใบกะเพรา ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้, โสม จะช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือดของเราได้

ภก.หญิงวิไลวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า อาหารของผู้ป่วยเบาหวานสามารถแบ่งง่าย ๆ ได้ 3 ประเภท คือ

1. อาหารที่ไม่แนะนำให้รับประทาน นั่นคืออาหารกลุ่มแป้ง กลุ่มที่มีน้ำตาลสูง รวมถึงของหวานต่าง ๆ ช็อกโกแลต ไอศกรีม และเครื่องดื่มอัดลม และน้ำผลไม้ต่าง ๆ

2.กลุ่มอาหารที่สามารถทานได้ และไม่จำกัดปริมาณในการรับประทาน นั่นก็คือผักใบเขียวทั้งหลาย ซึ่งสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย ทั้งยำ สลัด และผัดผัก เพราะกลุ่มพืชผักใบเขียวเหล่านี้มีไฟเบอร์สูง ไฟเบอร์ที่สูงนี้จะช่วยให้ร่างกายเราดูดซึมน้ำตาลได้อย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป และช่วยในเรื่องการขับถ่ายของผู้ป่วยด้วย

3. กลุ่มอาหารที่สามารถทานได้ แต่ต้องจำกัดปริมาณในการรับประทาน เช่น อาหารที่มีแป้ง คาร์โบ ไฮเดรต โปรตีน และไขมัน

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างยาวนานหรือบางท่านก็อาจจะตลอดชีวิต แต่ถ้าเราสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดภาวะโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวาน มีคุณภาพชีวิตและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขเฉกเช่นคนปกติทั่วไป.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 7 กรกฎาคม 2556

Advertisements

“โรคเรื้อนกวาง” หรือ “โรคสะเก็ดเงิน”

เกริ่นชื่อเรื่องขึ้นมาแบบนี้ แฟนคอลัมน์หลายท่านอย่าเพิ่งตกใจไป เพราะโรคเรื้อนกวาง ก็คือโรคสะเก็ดเงินนั่นเอง โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง พบได้ประมาณร้อยละ 1-3 ของประชากร มีลักษณะเป็นผื่นปื้นแดง มีสะเก็ดขุยหนา มักเป็นสีเงินวาว จึงเป็นที่มาทำให้เรียกว่า “สะเก็ดเงิน” โดยผื่นมักอยู่บริเวณข้อศอก เข่า หลัง หรือกระจายบริเวณตามลำตัวของร่างกาย แขน ขา นอกจากนี้ยังพบผื่นขุยหนาบริเวณหนังศีรษะ และอาจพบความผิดปกติของเล็บร่วมด้วยได้

โรคสะเก็ดเงินเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ในปัจจุบันเองก็ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรม หรือการติดเชื้อบางอย่างที่ไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ ทำให้มีผื่นผิวหนังหนา ลอกเป็นสะเก็ด และมีขุยเกิดขึ้นได้

โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจะมีผื่นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพียงอย่างเดียว จะมีเพียงร้อยละ 10-30 ของผู้ป่วยที่มีอาการทางข้อสะเก็ดเงินร่วมด้วยได้ กล่าวคือมีการปวดตามข้อนิ้วมือ ปวดตามแนวกระดูกสันหลัง หรือปวดข้อตะโพกได้ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยสะเก็ดเงินมักมีโรคอ้วนลงพุงร่วมด้วยโดยโรคนี้สามารถวินิจฉัยจากการพบความผิดปกติ มากกว่า 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้

1) มีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย และมากกว่า 80 เซนติเมตรในผู้หญิง

2) มีความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท หรือได้รับยารักษาความดันโลหิต

3)  มีระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่า150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือเป็นผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงและได้รับยาลดไขมัน

4) มีระดับไขมันชนิดดีน้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง หรือเป็นผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงและได้รับยาลดไขมัน

5) มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือเป็นผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

ส่วนคำถามที่ว่า เมื่อเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้ว มีโอกาสเสียชีวิตหรือไม่นั้น อธิบายได้ว่าโดยทั่วไปผื่นสะเก็ดเงินไม่ทำให้เสียชีวิต ยกเว้นในกรณีที่เป็นรุนแรง มีผื่นกระจายมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ผิวของร่างกาย ก็อาจทำให้มีโอกาสเสียชีวิตได้

โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ แต่ในกรณีที่มีผื่นมาก อาจมีขุยร่วงตามเก้าอี้ ที่นอน และรบกวนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยได้ และจากการศึกษาพบว่า มียีนหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคสามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้ และการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคสะเก็ดเงิน เมื่อมีลูกโอกาสที่ลูกจะเกิดโรคได้มีประมาณร้อยละ 14 แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคสะเก็ดเงิน ลูกมีโอกาสเกิดโรคได้ถึงร้อยละ 40

เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด จึงยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะช่วยควบคุมโรค และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน จึงมีคำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินว่า ควรงดเหล้า ไวน์ และอาหารหมักดองเพราะจะสามารถกระตุ้นให้ผื่นกำเริบได้ และยาบางชนิด เช่น ยาลิเทียม ยาต้านมาลาเรีย ยาลดความดันกลุ่มเบต้าบล๊อกเกอร์ รวมทั้งยาลดต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ก็สามารถกระตุ้นให้โรคกำเริบได้

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคเป็นหลัก กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง การใช้ยาทาก็เพียงพอสำหรับการควบคุมโรคได้ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการของโรคปานกลางถึงรุนแรง อาจมีความจำเป็นต้องใช้การรักษาอื่นร่วมด้วย เช่น การรับประทานยา การฉายแสงอัลตราไวโอเลตเทียม การฉีดยากลุ่มชีวภาพ เป็นต้น ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมในการรักษาแต่ละประเภทสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

ผู้ป่วยสะเก็ดเงินควรดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ เนื่องจากความเครียด การอดนอน การติดเชื้อ การเจ็บป่วย การเกา จะกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ ดังนั้นการพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและเมื่อมีการเจ็บป่วย ติดเชื้อ ควรรีบดูแลรักษาโดยเร็ว นอกจากนี้ควรดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ด้วยการหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เลือกใช้สบู่ที่มีค่า pH 5-7 หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีน้ำหอม และทาครีม โลชั่นหรือน้ำมันให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหลังอาบน้ำทันที ซึ่งโดยทั่วไปแนะนำให้ทาครีมหลังอาบน้ำภายใน 3 นาที

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่ง ไม่ใช่โรคติดต่อ การมีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องของผู้ป่วยและบุคคลข้างเคียง จะสามารถควบคุมโรคได้ และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

พญ.เปรมจิต ไวยาวัจมัย
หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  13 ตุลาคม 2555