“ปวดตับ” อย่ามองข้าม โดย รศ.นพ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา

manager140723_01“ปวดตับ” เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ตับ ทำหน้าที่เสมือนเป็นโรงงานผลิตพลังงาน และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมทั้งยังเป็นอวัยวะสำคัญในการเผาผลาญของเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายด้วย โดยทำการขับออกมาทางน้ำดีลงสู่ลำไส้ปนไปกับอุจจาระ และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ยา หรือสารต่างๆ ที่ร่างกายรับประทานแล้วเหลือตกค้าง สิ่งเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของตับ ทำให้เกิดโรคตับต่างๆ ได้ เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมีการอักเสบบวมของเนื้อตับ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตับ จุกตึงใต้ชายโครงขวา ร่วมกับมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และเกิดดีซ่านขึ้นได้

นอกจากนี้ ปวดตับ ยังอาจเกิดจากเนื้อตับบางส่วนที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นก้อนเนื้องอกดันผิวตับให้โป่งนูน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดจุกแน่นในบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคตับอักเสบเรื้อรังแฝงอยู่โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ได้แก่ อ่อนเพลียและหมดแรงง่าย บางรายมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออาเจียนเป็นเลือดสด ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร อันเป็นผลจากภาวะตับแข็งที่มักพบร่วมด้วยในผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งตับ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เรามีสัญญาณอันตรายที่เตือนว่า ตับของคุณเริ่มมีปัญหาแล้วคือ
1. อาการปวดจุก หรือแน่นชายโครงขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ อาจเพราะมีการอักเสบของเนื้อตับ หรือเกิดจากก้อนเนื้องอกภายในเนื้อตับ

2. ดีซ่าน คือ ภาวะที่มีการคั่งของเม็ดสีน้ำดี ซึ่งสร้างมาจากตับ สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้ผิวหนังและเยื่อตาขาวเปลี่ยน มีสีเหลือง ซึ่งน้ำดีที่มากเกินในร่างกาย ส่วนหนึ่งจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มถดถอย

3. อ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรงง่าย อาจเกิดจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการตรวจเลือดยืนยันและหาสาเหตุต่อไป โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ การดื่มสุราจนทำให้เกิดโรคตับเรื้อรัง โรคอ้วนจนมีไขมันคั่งในเนื้อตับปริมาณมาก และการรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสารเหล่านี้ตกค้าง จนทำให้เกิดตับอักเสบ ผลิตพลังงาน และสารที่จำเป็นต่อร่างกายได้ลดลง

4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มเสื่อมลง ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองจากที่ต่างๆ มาเผาพลาญ น้ำหนักตัวจึงลดลง

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณเตือนความผิดปกติดังกล่าว อาจบ่งว่าสุขภาพตับเริ่มจะไม่แข็งแรง มีโรคภัยซ้อนเร้นอยู่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมว่า สมรรถภาพการทำงานของตับและสาเหตุของความผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร

แต่สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่ทำให้ “ปวดตับ” เราควรจะดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยรับประทานอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดพุง ไม่รับประทานสารอาหาร ยา หรือสมุนไพรใดๆ เสริมโดยไม่จำเป็น เท่านี้คุณก็จะไม่ “ปวดตับ”

ที่มา ASTV : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2557

เล่นถ่ายภาพอาหาร ทำให้เบื่อไม่อยากกิน

thairath131014_001นักวิทยาศาสตร์กล่าวเตือน ผู้ที่สนุกกับการเล่นโปรแกรมอินสตาแกรม ถ่ายภาพอาหารจานต่างๆเกือบจะทุกมื้อ อาจจะเกิดรู้สึกเบื่ออาหารเข้าเอง

ศาสตราจารย์ไรอัน เอลเดอร์ อาจารย์โรงเรียนการจัดการมหาวิทยาลัยบีอายยู แมเรียทท์ ได้เปิดเผยว่า แม้แต่ผู้ที่ต้องคอยดูรูปภาพที่มีเพื่อนถ่ายรูปอาหารทุกอย่างที่กินมาให้ดู จะทำให้รู้สึก เบื่ออาหาร เหมือนกับว่าตัวเองเคยกินมาจนเอือมแล้ว “มันเป็นความรู้สึกเอือม แทบอยากจะหนี คุณไม่อยากจะลิ้มรสมันอีกต่อไป” ดังนั้น หากว่าคุณต้องคอยนั่งดูรูปภาพจานสลัดมาเกือบทั้งวัน ก็จะรู้สึกหายอยากที่จะกินมันอีกต่อไป”

อาจารย์ไรอันกับคณะอธิบายว่า การได้พบเห็นภาพอาหารมากๆ จะทำให้เกิดความเอือม เหมือนอย่างกับเคยกินมาเยอะแล้ว “ดังนั้นถ้าอยากกินอาหารให้อร่อย ก็ไม่ควรไปดูรูปภาพอาหารให้มากเกินไป” แต่ได้บอกแถมให้ว่า “หากว่าไม่ชอบอาหารอย่างไหน ก็ควรจะดูภาพอาหารนั้นบ่อยๆ จะได้เบื่อมันหนักขึ้น”

ที่มา: ไทยรัฐ 14 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

BYU study: Instagram, Pinterest may make your food taste worse

BYU study finds that viewing too many images makes eating less enjoyable due to “sensory boredom.”

By Lindsay Whitehurst | The Salt Lake Tribune

First Published Oct 03 2013 12:51 pm

Instagram and Pinterest might be ruining your lunch.

Looking at too many pictures of food can make eating less enjoyable, a study by marketing professors at Brigham Young University has found, because the images make you feel like you’ve already experienced the meal.
“In a way, you’re becoming tired of that taste without even eating the food,” co-author Ryan Elder said in a statement. “It’s sensory boredom — you’ve kind of moved on. You don’t want that taste experience anymore.”

He and co-author Jeff Larson studied how an explosion of food pictures affects the eating experience by asking 232 people to look at and rate pictures of food. Half the participants viewed 60 pictures of sweets such as cake, truffles and chocolate, and the other half saw images of salty foods — chips, pretzels and french fries.

Afterward, participants were asked to eat salty peanuts and rank how much they enjoyed them. The people who had seen the salty-food pictures reported less enjoyment. Even though they hadn’t actually seen pictures of peanuts, the researchers said, they were satiated by the sensory experience of saltiness from the photos.

Elder and Larson published their findings in the Journal of Consumer Psychology

“If you want to enjoy your food consumption experience, avoid looking at too many pictures of food,” Larson said in a statement. “Even I felt a little sick to my stomach during the study after looking at all the sweet pictures we had.”

The concept could work the other way, too. If you have a weakness for desserts, going on a binge of sweet pictures could make you steer clear. The effect, though, seems to depend on seeing a large number of pictures.

“It’s not like if you look at something two or three times, you’ll get that satiated effect,” Elder said.

And Instagramming your dinner might not be all bad. Another study out of the University of Minnesota and Harvard Business School, published in August, found that performing certain rituals before eating can make you enjoy the food more, because it prompts greater involvement in the experience.

SOURCE: www.sltrib.com

อาหารลดองศา…คลายร้อน

อาหารลดองศา…คลายร้อน
โดย : แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

อากาศร้อน แอร์บางบ้านก็อาจไม่ได้ช่วยอะไร ลองเลือกอาหารปรับอุณภูมิในร่างกายดูอาจเย็นสบายกว่าวิธีอื่น

อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส อาจทำให้หลายๆ คน มีความรู้สึกเบื่ออาหาร หงุดหงิดง่าย แต่ถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อม ด้วยการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น รับรองได้ว่า เราจะผ่านหน้าร้อนได้อย่างรื่นรมย์ และมีภาวะโภชนาการที่ดีไปพร้อมกันค่ะ

ในฐานะนักโภชนาการ ขอแนะนำว่า ช่วงหน้าร้อน ควรเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย มีฤทธิ์เย็น เช่น ผัก ผลไม้ เต้าหู้ และเลือกอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากๆ เพราะ อากาศร้อนทำให้ร่างกายจะสูญเสียน้ำง่ายขึ้น เหงื่อออกมากกว่าปกติทำให้อ่อนเพลีย เมนูแนะ เช่น ฟักตุ๋น มะระทรงเครื่อง ถั่วเขียวต้มน้ำตาล และควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว หรืออาจดื่มน้ำสมุนไพรที่ไม่หวานจัด เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะตูม ทดแทนเป็นบางครั้งจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น ได้ทั้งวันค่ะ

เริ่มต้นวันใหม่ ด้วยอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญเพราะพลังงานจากอาหารเช้าจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น มีสมาธิดี ไม่อ่อนเพลีย อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดง่าย จึงควรกินอาหารเช้าเป็นประจำ ด้วยอาหารเช้าแบบไทยๆ ที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ เช่น โจ๊กหมู ข้าวต้มปลา ข้าวกล้องกับฟักตุ๋น หรือแกงจืดเต้าหู้หมูสับ และในวันหยุดที่มีเวลาว่าง อาจลุกขึ้นมาปั่นกล้วยน้ำว้าใส่ขมิ้นขาว น้ำผึ้ง และนมสดไขมันต่ำ ก็จะได้สมูทตี้แบบไทยๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดร้อนได้เป็นอย่างดี

หากต้องฝากมื้อกลางวันไว้กับร้านค้าที่ทำงาน ก่อนเดินออกจากที่ทำงาน ควรคิดไว้ในใจล่วงหน้าว่าจะกินอะไรดี อย่าลืม!!! สังเกตสุขอนามัยของผู้ขาย ดูสภาพแวดล้อมของร้านอาหาร ความสะอาดของภาชนะ ประกอบการตัดสินใจซื้อ

ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มันๆ เพราะไขมันเป็นอาหารที่ย่อยยากกว่าคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน อาหารทอด ที่ต้องใช้น้ำมันมาก เช่น กล้วยทอด เนื้อทอด หนังไก่ทอด แคบหมู มันฝรั่งทอด เพราะร่างกายต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อเผาผลาญไขมัน เท่ากับเพิ่มอุณหภูมิภายในร่างกาย ทำให้รู้สึกร้อนมาก เลี่ยงอาหาร และขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิ เพราะย่อยยาก เสียง่าย งดอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ ก้อย

เมนูคลายร้อนที่แนะนำ เช่น ข้าวแช่ แตงกวาสอดไส้หมูสับ ยำไข่ต้ม ผัดผักโขม ผัดบวบ เต้าหู้ทรงเครื่อง ก๋วยเตี๋ยวน้ำลูกชิ้นปลา เกี๊ยวน้ำ ส่วนขนมหวาน เช่น ผลไม้ลอยแก้ว ถั่วเขียวต้มน้ำตาล เต้าทึง เต้าฮวย ฟรุตสลัด เฉาก๊วย

ช่วงอากาศร้อนแนะนำให้ทานอาหารวันละ 4-5 มื้อ แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ ระหว่างมื้อ อาหารว่างที่ดีช่วยให้สดชื่น หายง่วงนอน เช่น น้ำมะนาวเย็น น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะตูม น้ำมะพร้าวอ่อน หรือผลไม้ไทยๆ แช่เย็น อย่าง แตงโม แตงไทย มะเฟือง ชมพู่ ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรกินผลไม้หวานจัดปริมาณมาก เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย เงาะ ผลไม้ตากแห้ง

ช่วงอาหารเย็น สามารถทานอาหารที่มีส่วนผสมจากเครื่องเทศ เพื่อขับความร้อนออกจากร่างกาย เช่น แกงส้มเปลือกแตงโม ต้มยำ ต้มโคล้ง แกงป่า แกงเลียง แต่วัตถุดิบที่นำมาปรุงควรเป็นอาหารที่มีสรรพคุณเย็น เช่น น้ำเต้า บวบ มะระ ฟัก มะเขือ เต้าหู้ อาหารประเภทยำ หรือเมนู ปลาช่อนนึ่งจิ้มแจ่ว ผัดผักรวมมิตร ยำแตงกวา มะระผัดไข่ ไก่ตุ๋นเห็ดหอม เต้าหู้ผัดต้นหอม ปลาทูต้มส้ม เป็นต้น

รับรองว่า คุณจะรับมือกับความร้อนอย่างมีความสุขมากขึ้นค่ะ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 12 พฤษภาคม 2555

เบื่ออาหาร..อาการที่ไม่ควรมองข้าม

คนที่ไม่เคยมีอาการเช่นนี้จะไม่เข้าใจเลยว่า อาการเบื่ออาหาร กินไม่ลง เป็นอย่างไร เพราะแทบทุกคนกินอาหารวันละ   2-3 มื้อหรือมากกว่า ดังนั้นเมื่อถึงเวลาอาหาร ก็จะรู้สึกหิว ท้องร้อง หรือแสบท้องเพราะน้ำย่อยถูกขับออกมาแล้ว แต่บางคนไม่ต้องถึงเวลาอาหาร ก็กินและกินได้ตลอดเวลา แม้จะไม่ใช่เวลาอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อ้วนใครบ้างที่มีปัญหาเบื่ออาหาร

ทุกคนมีโอกาสเกิดความ รู้สึกเบื่ออาหารได้ เช่น เมื่อสมัยเด็กยังเรียนหนังสือ โดยเฉพาะตอนใกล้สอบซึ่งต้องดูหนังสือหามรุ่งหามค่ำ ทำให้กินอาหารได้น้อย เมื่อเติบโตขึ้น ความเบื่ออาหารจะปรากฏเมื่อเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เป็นไข้ เป็นหวัด หรือไม่สบอารมณ์คนใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน มีปัญหาในการทำงาน ซึ่งอาการเบื่ออาหารจะเกิดในระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อร่างกายปกติหรือแก้ปัญหาได้แล้ว ความอยากกินอาหารก็กลับมาเหมือนเดิม หรือกินมากขึ้นกว่าเดิมอีก การเบื่ออาหารในระยะเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ไม่ทำให้เกิดปัญหาแก่สุขภาพเท่าใดนัก แต่คนบางกลุ่มเมื่อเบื่ออาหารจะมีผลถึงสุขภาพหรือเจ็บป่วยได้ กลุ่มคนเหล่านั้น ได้แก่

ผู้สูงอายุ ปัญหาที่ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารมีหลายประการ เช่น การถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพัง ไม่มีใครหาอาหารให้ กินอาหารซ้ำ ๆ รายได้น้อยลง ฟันมีปัญหา เคี้ยวอาหารไม่ได้

ผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวที่บ้าน และผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนหนึ่งจะรู้สึกเบื่ออาหารจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น วิตกกังวลกับความเจ็บป่วยและการรักษา แปลกสถานที่ อาหารที่ได้รับบริการจากโรงพยาบาลไม่ตรงกับบริโภคนิสัย หรือผู้ป่วยบางคนได้รับยาที่ใช้ในการรักษา และผลข้างเคียงของยาทำให้เบื่ออาหาร เช่น การได้รับเคมีบำบัด

เด็กทั้งก่อนวัยเรียนและในวัยเรียน เด็กในวัยนี้ส่วนใหญ่ร่างกายและจิตใจกำลังเปลี่ยนแปลง ห่วงเล่นมากกว่ากิน จึงเล่นมากจนเบื่ออาหารและกินอาหารได้น้อย ถ้าพ่อแม่หรือผู้ดูแลไม่ให้ความสนใจ เด็กจะกินอาหารได้น้อยหรือไม่กินอาหารเลย ทำให้ได้รับพลังงานและสารอาหารน้อยลงไปด้วย

เด็กที่เจ็บป่วย ทุกครั้งที่มีอาการเจ็บป่วย เด็กมักจะกินอาหารได้น้อย หรือบางรายไม่ยอมกินอาหารเลย ทำให้ระยะเวลาในการเจ็บป่วยยาวนานขึ้น หรือมีโรคแทรกได้ง่าย
ปัญหาจากความเบื่ออาหาร

ผู้ที่มีอาการเบื่ออาหารแสดงว่ากินอาหารได้น้อยลงกว่าปกติ พลังงานและสารอาหารที่ร่างกายได้รับจะน้อยลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในขณะนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงแตกต่างไปตามสภาพร่างกายของแต่ละคน เช่น ผู้ที่เบื่ออาหารเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่ามาตรฐานหรืออ้วน ความเบื่ออาหารจะทำให้น้ำหนักลดลง ผู้เบื่ออาหารมีน้ำหนักตัวปกติ จะทำให้น้ำหนักตัวลดลง ในระยะยาวจะเกิดภาวะขาดพลังงานและสารอาหาร ความแข็งแรงและความต้านทานโรคลดลง ทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้น ส่วนผู้เบื่ออาหารอยู่ในภาวะเจ็บป่วย การรักษาและฟื้นฟูให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพเดิมต้องใช้เวลานาน อาจเกิดโรคแทรกซ้อนหรือติดเชื้อได้ง่ายจากปัญหาภูมิคุ้มกันลดลง สำหรับผู้เบื่ออาหารที่อยู่ในวัยสูงอายุ ร่างกายจะได้รับพลังงานและสารอาหารน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ภูมิต้านทานลดลง เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และสุดท้าย ผู้เบื่ออาหารเป็นเด็ก อาจทำให้ขาดพลังงานและสารอาหาร เกิดความเจ็บป่วยบ่อย ในระยะยาวการเจริญเติบโตช้าลง ส่งผลถึงความเจริญของสมอง และการเรียนรู้ช้าลงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

สาเหตุการเบื่ออาหารเกิดจากโรคก็ได้ จากยาที่ใช้ก็ได้ เช่น ยาแอมเฟตามีน ยาแก้โรคซึมเศร้า ยากันชัก ยาแก้ปวด มอร์ฟีน รวมถึงผลจากหลังผ่าตัด เช่น ผ่าทอลซิน อาการปวดต่าง ๆ

หากมีอาการเตือนดังต่อไปนี้ให้สงสัยว่าจะเป็นโรคเบื่ออาหารได้

1) ปฏิเสธการที่จะเพิ่มน้ำหนักให้ใกล้เคียงปกติ
2) กลัวน้ำหนักขึ้นหรืออ้วนแม้ว่าขณะนั้นน้ำหนักจะต่ำกว่ามาตรฐาน
3) ในผู้หญิงมีการขาดประจำเดือนบ่อย ๆ ,
4) มีการประเมินสภาพของร่างกายตัวเองไม่ถูกต้อง ไม่กลัวผลแทรกซ้อนที่จะเกิดจากน้ำหนักที่น้อยเกินไป ผู้ป่วยจะมองว่าตัวเองอ้วนเกินไปทั้งที่ความจริงแล้วผอมเกินไป
5) หลีกเลี่ยงอาหารที่ต้องรับประทานร่วมกับผู้อื่นหรืองานเลี้ยงในสังคม
6) ออกกำลังกายมากเกินไป
7) หลีกหนีจากครอบครัวและเพื่อน

นอกจากนั้นผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะไม่อยากรับประทานอาหาร รับประทานอาหารเล็กน้อย บางคนนำอาหารมาชั่งน้ำหนัก คนกลุ่มนี้มักจะชั่งน้ำหนักบ่อยๆ หากพบว่าน้ำหนักเริ่มจะขึ้นก็จะออกกำลังอย่างมาก บางคนทำให้อาเจียนหลังรับประทานอาหาร บางคนรับประทานยาระบาย ยาขับปัสสาวะ อาการทางร่างกายที่พบได้ เช่น อุณหภูมิต่ำ ขี้หนาว ผมเส้นเล็ก ท้องผูก และมีอาการบวม โรคแทรกซ้อนที่อาจจะพบได้แก่ โรคกระดูกพรุน หัวใจวาย ไตวาย เนื่องจากขาดน้ำ หน้ามืดเป็นลม ผมร่วง และขนขึ้นตามตาเนื่องจากร่างกายต้องการความอบอุ่นแนวทางการรักษา เมื่อเกิดอาการเบื่ออาหารจนทำให้น้ำหนักลดลง คงต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ถ้าเป็นเรื่องความเจ็บป่วยก็ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจให้ทราบว่าเป็นโรคอะไร และทำการรักษา หากอยู่ในระหว่างรักษาตัวและมีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าให้พยายามกิน พยายามกลืน เพราะกินไม่ลง กลืนไม่ลง  จริง ๆ แต่การจะปล่อยให้น้ำหนักลดลงเรื่อย ๆ ในระยะยาวย่อมไม่ดีต่อสุขภาพแน่ การเปลี่ยนสถานที่กินอาหาร โดยเฉพาะไปกินอาหารกับเพื่อน ๆ ช่วยให้กินอาหารได้มากขึ้นและลดความเบื่ออาหารได้บ้าง การนำอาหารเสริมมาใช้ก็เป็นหนทางหนึ่งที่นำมาแก้ปัญหา แต่ต้องปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารที่มีความรู้ความเข้าใจด้านอาหารและโภชนาการเพื่อขอคำแนะนำ

อาหารเสริมในที่นี้ไม่ใช่ในรูปของยาเป็นเม็ด ๆ ที่เห็นทั่วไป แต่เป็นอาหารทางการแพทย์ในลักษณะเป็นผง นำมาชงหรือละลายน้ำดื่ม หรือเป็นน้ำที่เปิดกระป๋องแล้วดื่มได้เลย อาหารผ่านการทดลองทางการแพทย์มาแล้ว จึงปลอดภัยในการใช้ แพทย์จะให้อาหารชนิดนี้แก่ผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินอาหารทางปากได้ โดยให้ผ่านสายให้อาหาร ซึ่งในท้องตลาดมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีข้อจำกัดในการใช้แตกต่างกัน จึงต้องขอคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อน และไม่ควรหาซื้อมาใช้เอง เนื่องจากอาหารมีหลายชนิด แต่ละชนิดให้พลังงานและสารอาหารแตกต่างกัน รวมทั้งมีกลิ่นและรสไม่เหมือนกัน บางชนิดรสดีแต่กลิ่นแรง บางชนิดรสขมแต่กลิ่นหอม คนที่ไม่คุ้นกับกลิ่นและรสจึงไม่สามารถดื่มได้ทั้งที่มีประโยชน์และจำเป็นต้องดื่ม จึงเป็นเรื่องที่ต้องแก้ปัญหาอีกว่าทำอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์จากอาหารเสริมหรือดื่มอาหารเสริมนั้นได้

ความรู้สึกเบื่ออาหารอาจเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ แล้วหายได้เอง แต่ถ้าเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานจนทำให้น้ำหนักตัวลดลง ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายทั้งของตนเอง คนใกล้เคียง หรือพ่อแม่ ผู้สูงอายุ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเบื่ออาหารซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาของสุขภาพในระยะยาวได้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม.

ที่มา: เดลินิวส์ 3 มีนาคม 2555