ไขความลับ ‘แอปเปิล’

dailynews130908_001เคยสงสัยหรือไม่ว่าสีของ “แอป เปิล” ที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีเขียว สีเหลือง หรือสีชมพู เพราะอะไร แล้วเราควรจะกินแอปเปิลสีไหนดี ?!?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานา ชาติ  กล่าวว่า  ถ้าแบ่งสีของแอปเปิลง่าย ๆ อาจแบ่งเป็น “แอปเปิลสีเขียว” กับ “แอปเปิลที่ไม่ใช่สีเขียว” ที่แบ่งแบบนี้ก็เพราะว่า มันจะแบ่งวิตามินที่ต่างกันได้ง่าย แอปเปิลสีแดง แอปเปิลสีชมพู แอปเปิลสีเหลือง  เกิดจากซูเปอร์วิตามินที่มีชื่อว่า “แอนโทไซยานิน” เป็นตัวเดียวกับที่มีในองุ่น  แอปเปิลบางลูกสีออกเข้ม ๆ แดงเกือบม่วง เกิดจากแอนโทไซยานิน  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต่อสู้เซลล์มะเร็งได้

ส่วน แอปเปิลสีเขียว มีรสเปรี้ยวมากกว่า เกิดจากมีสารตัวหนึ่งชื่อว่า “กรดมาลิก”  มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เหมือนยาปฏิชีวนะ ฆ่าเชื้ออ่อน ๆ  ปรับสมดุลลำไส้

“แอปเปิล” ไม่ว่าสีแดงหรือสีเขียว มีสารสำคัญที่เป็นพระเอก คือ “โพลีฟีนอล” เป็นตระกูลใหญ่แล้วแบ่งเป็นตระกูลย่อย เช่น “แอนโทไซยานิน

ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมัน  คุมน้ำตาล คนมักจะคิดว่าเป็นเบาหวานกินแอปเปิลได้หรือ ขอบอกว่าควรกินเพราะแอปเปิลช่วยได้  แต่ควรเลือกกินสีเขียว เพราะน้ำตาลไม่เยอะ และช่วยคุมอินซูลินด้วย  ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องเบาหวาน สามารถกินแอปเปิลได้หลากสีซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี รวมถึงลดไขมันด้วย   ฝรั่งถึงขั้นบอกว่า ถ้ากินแอปเปิลวันละลูก ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอเลยทีเดียว นอกจากนี้อาจใช้แอปเปิลในการดีท็อกซ์ โดยกินแอปเปิลสัปดาห์ละ 1 วัน อาจจะสลับกินแอปเปิลสีละมื้อในอาหารมื้อ เช้า กลางวัน เย็น ก็ได้ไม่ว่ากัน

มีงานวิจัยจาก “มหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตต” บอกว่า “โพลีฟีนอล”ช่วยลดไขมันในเลือดได้นับ 10 เปอร์ เซ็นต์  ช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือดโดยเฉพาะลด “แอลดีแอล” นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันผิวพรรณไม่ให้โดนแดดเผาทำลาย ป้องกันยูวีเอ และยูวีบี

เวลาเรากัดแอปเปิลทิ้งไว้แล้วสีของเนื้อแอปเปิลเปลี่ยนไปนั่นแสดงว่า มีสาร “โพลีฟีนอล”  ที่ไหนมีสารโพลีฟีนอลพอโดนอากาศจะเกิดสนิมเป็นสีน้ำตาลขึ้นมาทันที ไม่ว่าผัก หรือ ผลไม้

แอปเปิลเป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนต้องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน  เพราะให้วิตามินสูง แคลอรีต่ำ จึงเป็นอาหารในฝันของคนลดน้ำหนัก  ลดความอ้วน กินแล้วอิ่มท้องได้ใยอาหาร ให้แคลอรีต่ำ

เทคนิคในการกินแอปเปิล คือ กินทั้งเปลือก เพราะสารสำคัญ คือ “โพลีฟีนอล” มักจะอยู่ตามเปลือก  หรือเนื้อที่อยู่ติดกับเปลือก แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะปอกเปลือกทิ้งไปซึ่งน่าเสียดาย

อาจมีคนแย้งว่า กินแต่เปลือกได้หรือไม่  คำตอบ คือ  หากกินแต่เปลือกจะไม่ได้สารสำคัญที่มีอยู่ในเนื้อแอปเปิลที่ชื่อว่า “เพคติน” เป็นใยอาหารเปรียบเสมือนฟองน้ำที่ช่วยซับไขมัน และน้ำตาล ดังนั้นควรกินทั้งเปลือกและเนื้อ  คือ กินทั้งลูกจะดีกว่า

ส่วนเมล็ดแอปเปิลนั้นไม่อยากให้กิน  เพราะมี “สารแทนนิน” หรือสารฝาด ความจริงสารนี้มีประโยชน์  แต่ข้อเสียคือ เมล็ดแอปเปิลมี “สารแทนนิน” ค่อนข้างเข้มข้น  ถ้าไปกัดเมล็ดแอปเปิลแตกจะได้ “สารแทนนิน”ที่เข้มข้นเกินไป อาจทำให้คลื่นไส้ พะอืดพะอม นอกจากนี้ยังมี “สารกลุ่มไซยาไนด์” มีความเป็นพิษและมีผลต่อหัวใจ แต่ไม่ต้องกังวลมากเพราะต้องกินเมล็ดแอปเปิลในปริมาณมากจริง ๆ จึงได้รับพิษ

มีเรื่องสนุกอีกอย่างที่คนอาจไม่รู้ คือ แอปเปิลมีแก๊สตัวหนึ่งชื่อว่า “เอทีลีน”  ถ้าเราเผลอนำแอปเปิลที่กัดแล้วคำหนึ่งไปใส่ไว้ในตู้เย็นรวมกับกล้วย หรือผลไม้อื่น ๆ  จะทำให้ผลไม้อื่นเน่าได้ โดยแก๊ส “เอทีลีน” เหมือนกับแก๊สที่ชาวบ้านใช้บ่มผลไม้  ดังนั้นถ้ากัดกินแอปเปิลแล้วเหลือต้องใส่ถุงมัดปากให้ดีไม่ให้แก๊สออกมาได้

ราคาแอปเปิลถูกกับแพงแตกต่างกันหรือไม่ ? นพ.กฤษดา กล่าวว่า ส่วนตัวก็กินแอปเปิลราคาถูก  ซึ่งต้องระวังเรื่องสารปนเปื้อนที่ติดมากับเปลือก อาทิ สารเคลือบ หรือยาฆ่าแมลง โดยธรรมชาติแอปเปิลมีการสร้างไขออกมาเคลือบลูกแอปเปิลอยู่แล้ว ผิวจึงมันตามธรรมชาติ แต่บางครั้งเวลานำมาจำหน่ายอาจมีการแว็กซ์เพิ่ม ดังนั้นก่อนกินควรล้างให้สะอาด แต่อย่างถึงขั้นล้างจนผิวด้าน เพราะอาจทำให้วิตามินหายไปและเหี่ยวเร็ว เวลาจะกินค่อยล้างดีกว่า อย่าล้างไว้มาก ๆ แล้วใส่ตู้เย็นทิ้งไว้

สรุปคือกินแอปเปิลสีไหนก็ได้ แต่ต้องกินทั้งเปลือก ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมัน คุมน้ำตาล เหมาะกับคนอ้วน ต้องการลดน้ำหนักดีนักแล.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา  : เดลินิวส์  8 กันยายน 2556

Advertisements