ลดอ้วน ลดโรคด้วยสารพัดวิธีฟิต

 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หุ่นอวบอั๋น (ระยะสุดท้ายสุดๆ) ที่พองออกแบบไม่แคร์สื่อแล้วเท่านั้น แต่สภาพการณ์ของภาวะอ้วน มีพุงป่อง (รอบเอวมากกว่า 80 เซนติเมตร) ยังนำไปสู่สารพัดโรคที่ทยอยมาเยือนมิได้ขาด (โอ้ววว… ไม่)     “ไม่เอาหรอก ไม่มีเวลา” เรามักจะได้ยินข้ออ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องออกกำลังกายในทำนองนี้อยู่บ่อยๆ … ไปๆ มาๆ วันนี้คนไทยเลยกลายเป็นโรคอ้วนตุ๊ต๊ะ กันมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ใช่เฉพาะคนวัยทำงานเท่านั้น แต่เรากลับพบว่า ตอนนี้เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ขวบก็มีแนวโน้มของโรคอ้วนมากขึ้นๆ เช่นกัน

            คุณหมอธีรศักดิ์  ลักษณานันท์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) ผู้อำนวยการกองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขบอกว่า จากผลการสำรวจ และติดตามสภาวะสุขภาพของคนไทยพบแนวโน้มของโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมาะสมมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น โรคเบาหวานในคนที่อายุมากกว่า 15 ปี พบ 3.5 ล้านคน (ร้อยละ 6.9) เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 19 คนต่อวัน โรคความดันโลหิตสูง ในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบ 10.8 ล้านคน (ร้อยละ 21.4) เสียชีวิตจากโรคความดันโลหิตสูงวันละ 6 คน โรคหัวใจในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบ 4.3 ล้านคน (ร้อยละ 8.4) เสียชีวิตจากโรคหัวใจวันละ 50 คน ภาวะอ้วนในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบผู้ชายร้อยละ 28.4 หญิงร้อยละ 40.7 ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติพบ 10 ล้านคน (ร้อยละ 19.1)

หรือเราอาจสรุปภาพรวมได้ว่า คนไทยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ร้อยละ 50 จะป่วยหรือเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างน้อยหนึ่งโรค (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, หัวใจหลอดเลือด, น้ำหนักเกินเกณฑ์, อ้วน หรือไขมันในเลือดสูงผิดปกติ)

ฟังแล้วก็ชักจะหวาดเสียวซะแล้วสิ เพราะเมื่อเป็นโรคเหล่านี้แล้วย่อมส่งผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การขาดการออกกำลังกายก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่โรคเหล่านี้ นอกเหนือไปจากการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นไปตามหลักโภชนาการ มีปัญหาสุขภาพจิต มีปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น สุรา  บุหรี่  สารเสพติด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

จากข้อมูลการออกกำลังกายพบว่า คนไทยมีแนวโน้มออกกำลังกายลดลง โดยเฉพาะ พ.ศ. 2552 พบคนไทยเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายด้วยความแรงระดับปานกลาง สะสมเป็นระยะเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ เพียงร้อยละ 74.9 และเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกายด้วยความแรงระดับหนัก เป็นระยะเวลาอย่างน้อยวันละ 20 นาที สัปดาห์ละ3วัน พบเพียงร้อยละ 29.1 ซึ่ง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหัวใจ และมะเร็งเต้านมได้ร้อยละ 25-40 และถ้าบริโภคผัก ผลไม้ตามเกณฑ์มาตรฐาน จะลดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร, โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเส้นเลือดในสมองตีบได้ร้อยละ 19-31 อุ้ยอะไรจะดีขนาดน้าน ว่าแล้วเราไปดูดีกว่า ว่าจะออกกำลังกายยังไงดี

หากใครยังใช้ข้ออ้างว่าไม่มีเวลา เชิญดีลีทออกจากความทรงจำได้แล้ว เพราะเราสามารถออกกำลังได้ทุกที่ ทุกเวลา (อย่าอ้างขี้เกียจล่ะ) เช่น ยกแขนขึ้นลง บิดลำตัว ก้ม-เงย ทำงานบ้าน เดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์ ฯลฯ แต่ถ้าจะให้ดี เราก็มีวิธีแนะนำในอีกระดับ เช่น เดินเร็ว อย่างน้อยวันละ 30 นาที วิ่งเหยาะ อย่างน้อยวันละ 20 นาที ถีบจักรยาน อย่างน้อยวันละ 30 นาที กระโดดเชือก อย่างน้อยวันละ 10 นาที ว่ายน้ำ อย่างน้อยวันละ 20 นาที และเต้นแอโรบิก อย่างน้อยวันละ 15 นาที

นอกจากนี้ ยังอาจเลือกออกกำลังกายอื่นๆ ได้ตามต้องการอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า เล่นบาสเกตบอลอย่างน้อย 15นาที ทำสวนขุดดิน ใช้เวลาอย่างน้อย 30-45 นาที หรือจะปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ ใช้เวลาอย่างน้อย 30-40 นาที หรือล้างจานและเช็ดรถ ใช้เวลาอย่างน้อย 45-60 นาที

ทั้งนี้ มีรายงานว่า การเดินออกกำลังกายเป็นประจำสามารถป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และเบาหวาน โดยเฉพาะเมื่อนำน้องหมาไปเดินด้วยจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเดินเล่นกับคนถึง 24% (เอ๊ะ ! ยังไง) กระโดดเชือกช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูก ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นหลังอาหาร ช่วยควบคุมอินซูลินและปริมาณกลูโคสในเลือดอย่างได้ผลพอๆ กับการใช้ยารักษา (เบาหวาน) การวิ่งจ๊อกกิ้ง ช่วยทำให้อายุยืนขึ้นได้ (รายงานจากม.สแตนฟอร์ด สหรัฐฯ) ว่ายน้ำ ช่วยให้หลอดเลือดหัวใจทำงานดีเยี่ยม และป้องกันการกระแทกสำหรับผู้สูงอายุ

            การออกกำลังกายแต่ละครั้งไม่ควรหักโหมมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดโทษต่อสุขภาพได้ ที่สำคัญหากออกกำลังกายอย่างถูกวิธี นอกจากจะช่วยให้มีร่างกายที่สมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานในแต่ละวันซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดีตามมาอีกด้วย

ไม่ว่าจะเลือกออกกำลังกายแบบไหน เชื่อว่า ย่อมทำให้สุขภาพดีแบบ ลดอ้วน ลดโรคอย่าง แน่นอน

ข้อมูลจาก : มติชน วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม 2554