ภาวะใจสั่น..เรื่องเบาแต่อย่ามองข้าม

Credit: heartarrhythmiamed.com

นพ.จีระศักดิ์ สิริธัญญานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 3 ออกมาเตือนและให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะใจสั่นว่า ภาวะใจสั่น คือการรับรู้การเต้นของหัวใจเร็วหรือแรงขึ้น การรู้สึกอาจกินเวลาเป็นวินาที นาที ชั่วโมง หรือเป็นวัน ซึ่งอาจมีสาเหตุโดยการเต้นของหัวใจช้าเกินไป เร็วเกินไป  แรงเกินไป หรือเต้นผิดจังหวะมากกว่าปกติ ภาวะใจสั่นพบได้บ่อยและส่วนใหญ่มักไม่อันตราย การเต้นที่ผิดจังหวะมักสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงวงจรไฟฟ้าของหัวใจ โดยอาจเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ การเสื่อมของลิ้นหัวใจ หรือเกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติของตัวมันเอง

ในภาวะปกติของการเต้นหัวใจ อยู่ภายใต้จุดกำเนิดออโตเมติกหรือจุดกำเนิดไฟฟ้าอัตโนมัติที่เรียกว่า เอสเอโหนด ซึ่งอยู่ที่หัวใจห้องขวาบน ถ้ามีจุดอื่นๆ ในหัวใจสามารถก่อกำเนิดจุดไฟฟ้าเองได้ก็เรียกว่า การกระตุกหรือกระตุ้นไฟฟ้า หรือวงจรไฟฟ้าผิดปกติ ซึ่งจะรู้ได้ง่ายช่วงออกกำลังกาย ขณะที่มีการหลั่งสารอะดรีนาลินออกมา หรือขณะอยู่เฉยๆ ช่วงที่หัวใจเต้นช้า หรือมีการเบี่ยงเบนจากการเต้นหัวใจช่วงที่ปกติ อาจจะเป็นช่วงปกติได้ที่จะมีการเต้นผิดจังหวะบ้าง และบางคนก็รับรู้ได้ว่ามีการกระตุกของหัวใจ

Credit: beltina.org

อย่างไรก็ตาม สารกาเฟอีน เหล้า ภาวะเครียด อ่อนเพลีย ภาวะขาดสารน้ำ เจ็บป่วย ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ หรือทำงานมากเกินไป และยาบางชนิดอาจกระตุ้นภาวะใจสั่นมากขึ้น การเต้นหัวใจเร็วเกินไปหรือใจเต้นเร็วที่เกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติมักเกิดขึ้นในทันทีทันใด และหยุดทันทีทันใด บางครั้งเป็นการยากที่จะชี้วัดว่าเกิดขึ้นเมื่อใดและหยุดเมื่อใด

คุณหมอเตือนว่าถ้าภาวะหัวใจเต้นเร็วมาก ๆ อาจจะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เหนื่อย หรือเวียนศีรษะ บางครั้งหัวใจเต้นเร็วมากจนไม่สามารถพยุงความดันโลหิต ก็อาจจะเกิดอาการหน้ามืดเวียนศีรษะได้ ถ้าอาการเกิดขึ้นขณะอยู่เฉย ๆ เริ่มต้นและหยุดทันทีทันใดโดยไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือสัมพันธ์กับอาการวิงเวียน วูบ หน้ามืด มักเกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติมากกว่าภาวะตื่นเต้น เครียด หรือการออกกำลังกาย ซึ่งมักมีการเต้นเร็ว ค่อย ๆ เป็นและค่อย ๆ เต้นช้าลง

“การวินิจฉัยเพื่อค้นหาว่ามีการเต้นของหัวใจผิดปกติบ้างไหมที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการ บางครั้งเราอาจจะรู้สึกหัวใจเต้นแรงได้ช่วงที่ตะแคงซ้ายในช่วงกลางคืน หรือระหว่างช่วงตื่นเต้นตกใจหรือช่วงเครียด วิธีดีที่สุดของการวินิจฉัยคือการทำกราฟหัวใจช่วงที่เกิดอาการ ถ้าอาการผิดปกตินานพอที่จะไปทำกราฟหัวใจที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด หรือถ้าเป็นไม่นานพอก็อาจจะต้องติดการเต้นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมงไปที่บ้าน นอกจากนี้การเดินหรือวิ่งสายพานอาจจะพบการเต้นผิดปกติขณะที่มีการบันทึกการเต้นหัวใจ

สำหรับการรักษาหัวใจในภาวะใจสั่นนั้น คุณหมอจีระศักดิ์อธิบายว่า ขึ้นอยู่กับการรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันขนาดไหน และความรุนแรง หรืออันตรายของการเต้นหัวใจผิดจังหวะ ในภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดไม่รุนแรงคงจะไม่ต้องใช้ยา คงให้แค่คำแนะนำหรือการแก้ไขบางอย่าง เช่น การเป่าลมลงไปที่ทวาร หรือใช้ใบหน้าจุ่มลงในน้ำเย็น 1-2 นาที ถ้าอาการเกิดจากวงจรไฟฟ้าผิดปกติ เป็นบ่อยหรือรุนแรงก็อาจจะต้องใช้ยา หรือการจี้ด้วยกระแสไฟฟ้าหรือสายเย็นเพื่อทำให้วงจรไฟฟ้านั้นหายไป การจี้ คือการใส่สายสวนขนาดเล็กๆ ขึ้นที่ขาหนีบไปที่ภายในห้องหัวใจ เพื่อค้นหาจุดกำเนิดที่ผิดปกติ แล้วทำการจี้ด้วยกระแสไฟฟ้าเพื่อให้จุดกำเนิดนั้นหายไป บางครั้งหัวใจที่เต้นผิดจังหวะอาจจะต้องใช้ยาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ยาต้านเกร็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวงจรไฟฟ้าจะช่วยในการตัดสินการรักษาสำหรับปัญหาของท่าน.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 27 กันยายน 2555

Advertisements

‘เวียนศีรษะ’ (Vertigo)

การเวียนศีรษะเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมาก ส่วนใหญ่สาเหตุมักจะไม่ร้ายแรง แต่บางรายอาจจะเกิดจากหลอดเลือดในสมองอุดตัน หรือแตก บางรายอาจจะเป็นอาการของเนื้องอกในสมอง แพทย์ที่มีความชำนาญร่วมกับการตรวจด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยสามารถหาสาเหตุของการเวียนศีรษะได้

การเวียนศีรษะเป็นอาการที่ผู้ป่วยเห็นภาพรอบตัวเองหมุนไปในทิศทางเดียวกัน แต่บางครั้งผู้ป่วยอาจจะรู้สึกว่าของรอบตัวเองหมุนเมื่อหลับตา ผู้ป่วยบางรายอาจจะใช้คำว่า “บ้านหมุน” “เป็นลม” “หน้ามืด” “วิงเวียน” “มึนศีรษะ” หรือ “ตาลาย”

ทำไมจึงเวียนศีรษะและอาการที่พบร่วม

หูซึ่งมี 3 ชั้น ชั้นในสุดมีอวัยวะสำหรับการทรงตัวเป็นท่อครึ่งวงกลม 3 ท่อ มีน้ำไหลเวียนภายใน เวลาน้ำเคลื่อนไหว จะมีการส่งสัญญาณประสาทไปที่ก้านสมอง สมองน้อย และลูกตา ถ้าการส่งสัญญาณไปสมองไม่เท่ากันด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตาม จะทำให้เกิดการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ผู้ป่วยมักจะมีการคลื่นไส้ อาเจียน น้ำมูก น้ำตาไหล ความดันขึ้นสูง ใจสั่น และหน้าซีดร่วมด้วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหลับตาช่วยเหลือตัวเองไม่ให้เห็นสิ่งแวดล้อมหมุน สามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

สาเหตุของการเวียนศีรษะที่พบบ่อย

1.โรคน้ำในหูหมุนไม่เท่ากัน หรือโรคบ้านหมุนเวลาเปลี่ยนท่าทาง(Benign paroxysmal position vertigo หรือ BPPV) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการเวียนศีรษะ เกิดจากการที่ฝุ่นหินปูนขนาดเล็กมากๆ หลุดเข้าไปในท่อครึ่งวงกลม ทำให้เวลาหันศีรษะไปมาหรือล้มตัวนอนน้ำในท่อ 2 ข้างหมุนไม่เท่ากัน เกิดการเวียนศีรษะครั้งละไม่ถึงนาทีเป็นพักๆ เวลาเปลี่ยนท่าทาง

การรักษาที่ได้ผลดีที่สุด คือ การหมุนศีรษะ 4 ทิศทางให้ฝุ่นหินปูนหลุดออกจากท่อวงกลม โดยวิธีของหมอเอปเลย์ (Epley’s maneuver) ได้ผลประมาณ 70% ในการรักษาครั้งแรก และเพิ่มเป็น 90% ในการรักษาครั้งที่ 2 โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา

2.โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เกิดได้จากโรคหลอดเลือดสมองทั้งชนิดสมองขาดเลือดไปเลี้ยงหรือมีเลือดออกในเนื้อสมองมักพบใน

ผู้สูงอายุเกิน 50 ปี ถ้าร่วมกับการมีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง (ความดันโลหิตสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ ไขมันในเลือดสูง และหัวใจเต้นพลิ้ว) มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงขึ้น

อาการเวียนศีรษะเป็นอยู่นานหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง อาจจะนานเป็นวันก็ได้ ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนท่าทาง และไม่เป็นพักๆ วินิจฉัยได้จากการถ่ายภาพสมองด้วยเครื่อง CT หรือ MRI การรักษาขึ้นกับสาเหตุว่าเป็นจากสมองขาดเลือดหรือมีเลือดออกในสมอง

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

.
‘เวียนศีรษะ’ (Vertigo) ตอน 2

 

การเวียนศีรษะเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมาก ส่วนใหญ่สาเหตุมักจะไม่ร้ายแรง แต่บางรายอาจจะเกิดจากหลอดเลือดในสมองอุดตัน หรือแตก บางรายอาจจะเป็นอาการของเนื้องอกในสมอง แพทย์ที่มีความชำนาญร่วมกับการตรวจด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยสามารถหาสาเหตุของการเวียนศีรษะได้

3. เส้นประสาททรงตัวอักเสบ (Vesti bular neuritis) เกิดจากเส้นประสาทสมองการทรงตัวอักเสบ ทำให้สัญญาณประมาณการทรงตัวจากท่อครึ่งวงกลมส่งไปสู่สมอง 2 ข้างไม่เท่ากัน

การเวียนศีรษะมักเกิดขึ้นนานเป็นชั่วโมง หรือเป็นวันๆ บางรายอาจจะมีไข้ และอาจมีปัญหาการได้ยินหรือเสียงในหู พบในทุกอายุ ส่วนใหญ่มักเป็นวัยรุ่นถึงวัยกลางคน เชื่อว่าเป็นจากการติดเชื้อไวรัสโดยตรงต่อเส้นประสาท หรือเป็นจากการที่แพ้ภูมิตัวเอง ส่วนใหญ่มักหายเอง โดยอาการค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ การใช้ยาสเตียรอยด์ระยะสั้นๆ อาจจะช่วยให้อาการดีขึ้นเร็ว

4.โรคน้ำคั่งในหู หรือ โรคมีเนียร์ (Menier’s disease) เกิดจากการที่มีน้ำในอวัยวะก้นหอย (cochlea) มากเกินไป มีอาการเวียนศีรษะเป็นพักๆ นานหลายนาทีหรืออาจจะเป็นชั่วโมงๆ แต่ไม่ควรเกิน 1 วัน ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเวียนศีรษะทุก 2-3 วัน หรือทุกสัปดาห์ บางรายอาจจะห่างเป็นเดือน มีเสียงดังในหูข้างใดข้างหนึ่ง นานเข้าหูข้างที่มีปัญหาจะได้ยินน้อยลง มักเป็นเสียงต่ำและในที่สุดอาจไม่ได้ยินเลย สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด บางรายพบร่วมกับการติดเชื้อในหูส่วนกลาง หรืออุบัติเหตุที่ศีรษะ เป็นหวัด คออักเสบ การใช้ยาแอสไพริน สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์มาก พบว่าการรับประทานเค็มมาก อาจจะกระตุ้นให้อาการเป็นมากขึ้นได้ การรักษาโรคนี้จะรักษาให้หายขาดไม่ได้ ผู้ป่วยที่เวียนศีรษะมาก อาจจะต้องทำลายเซลล์รับความรู้สึกทรงตัวให้เสียไปโดยการฉีดยาเข้าหูหรือการผ่าตัด และการรักษาโดยกายภาพบำบัด เพื่อฝึกสมองให้เคยชินกับสภาพของหูชั้นในที่เสียไป

สาเหตุอื่นๆ ของการเวียนศีรษะที่พบได้ไม่บ่อย

– โรคไมเกรนโรคหลอดเลือดที่เลี้ยงเส้นประสาทการทรงตัวอุดตัน (Vestibular nerve ischemia)

– โรคผนังระหว่างหูชั้นกลางและชั้นในบางกว่าปกติ (Superior canal dehiscence syndrome)

– โรคปลอกประสาทอักเสบของระบบประสาทส่วนกลาง (Multiple Sclerosis)

– โรคสมองน้อยผื่นลงในช่องกระดูกต้นคอ (Arnold-Chiari malformation)

การเวียนศีรษะบ้านหมุนมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิต จำเป็นต้องมีการหา สาเหตุที่ถูกต้องโดยแพทย์ผู้ชำนาญเพื่อการรักษาให้ถูกจุด ป้องกันการเป็นซ้ำหรือเกิดภาวะเรื้อรังซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง  9 มกราคม 2555

เวียน​หัว​บ้าน​หมุน​เป็น​เรื้อ​รัง​ต้อง​หา​สาเหตุ​

เวียนหัวบ้านหมุนเป็นอาการชนิดหนึ่งที่พบได้ทุกวัย มิใช่จะเกิดกับผู้สูงอายุเสมอไป เกิดกับใครจะมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานประจำก็ต้องหยุดงาน หากไปเกิดขณะเดินทางยิ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ขี่จักรยาน ขับรถยนต์ ว่ายน้ำ เดินลัดเลาะตามที่สูง ไหล่เขา ริมทะเล ล้วนทำให้เกิดอันตราย ถ้ากะทันหันมีคนช่วยเหลือไม่ทัน

เวียนหัวหรือเวียนศีรษะ กินความหมายกว้างมาก อาจเล็กน้อยเพียงมึน ๆ งง ๆ หนักศีรษะ ตัวเบา ลอย คล้ายจะล้ม ไปจนถึงอาการรุนแรงจริง ๆ จะเกิดมีความรู้สึก 2 อย่าง อย่างแรกตัวเราอยู่นิ่ง แต่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเคลื่อนที่ หมุน หรืออีกแบบหนึ่ง ตัวเราเองรู้สึกว่ากำลังหมุน เคลื่อนที่ ในขณะที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวอยู่นิ่ง ทั้งสองแบบจะมึนหัวเวียนหัวหรือบ้านหมุนด้วยกันทั้งคู่

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

อวัยวะที่จะทำให้เกิดการเวียนหัวคือ เรื่องของหู ตา และ ระบบ ประสาท จะส่งคลื่นมายังสมองเป็นศูนย์กลางการควบคุม ทั้ง 3 อย่างต้องทำงานด้วยกัน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย เช่น เวลาเรานั่งรถที่กำลังวิ่งแล้วอ่านหนังสือ คนที่หู ตา ประสาท มั่นคงจะไม่เป็นอะไร ผู้ที่อ่อนไหว ตาไม่ค่อยดี อ่านหนังสือขณะรถเคลื่อนที่ เขย่าอาจเวียนหัวได้ วิธีแก้คือหยุดอ่าน มองไกลเสีย ให้เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกัน เวียนหัวจะหาย

ความหมาย

เวียนศีรษะ Virtigo จะหมายถึงเวียนหัวแบบมีการเคลื่อนไหว Dizziness เวียนหัวทั่ว ๆ ไป Light headedness เบาโหวง ๆ, Unsteadyness ทรงตัวไม่ได้, Loss Balance ไม่สมดุล

สาเหตุ

นพ.วิรัช ทุ่งวชิรกุล แพทย์ทางโสต ศอ นาสิก หัวหน้างานโสตประสาท รพ.ราชวิถี หัวหน้าคือ นพ.เกียรติยศ โคมิน ผู้สนใจและมีประสบการณ์ทางด้านเวียนหัวมาก ไปศึกษาต่างประเทศเรื่องเวียนหัวมาเล่าให้ฟังว่า เวลาคนไข้ไปหาหมอ มีอาการเวียนหัวแล้วเล่าอาการต่าง ๆ ให้คุณหมอฟัง มักได้คำตอบจากคนไข้ว่า หมอเขาบอกว่าคงเกิดจากน้ำในหูไม่เท่ากัน คุณหมอวิรัชบอกว่า เวียนหัวจากน้ำในหูไม่เท่ากันนั้นเป็นไปได้ แต่จากประสบการณ์พบน้อยมากอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ อีกได้

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) ซักประวัติดูจะมีอาการหูอื้อ การได้ยินลดลง เวียนหัวหมุนเกิน 20 นาที แต่ไม่เกิน 2 ชม. มีลมออกหู ต้องเป็นข้างเดียวกับการสูญเสียการได้ยิน และข้างเดียวกับการทรงตัวด้วย สาเหตุที่น้ำไม่เท่ากันเพราะการดูดซึมกลับไม่เท่ากัน ยังลึกลับ พิสูจน์ไม่ได้ วิจัยกันมานานแล้วยังไม่สำเร็จว่ามาจากเหตุใด ใครที่เป็นแล้วครั้งเดียวหายจะไม่ใช่โรคนี้ โรคนี้ต้องเป็น 2 ครั้งขึ้นไป แล้วเป็น ๆ หาย ๆ โอกาสที่จะเป็นโรคนี้จึงน้อยมาก พบเพียง 10%

สาเหตุจากอื่น ๆ จากสมองราว 5% จากยาต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าเชื้อ และที่พบบ่อยคือ โรคความดันโลหิตสูง พอสบายใจขึ้นความดันลดลง ความดันลงมากไปก็เกิดอาการเวียนหัวได้ ต้องฝึกวัดความดันไว้ ตรวจดูหรือปรึกษาแพทย์แล้วอาการเวียนหัวจะหายไป หินปูนหลุด ปกติหินปูนจะเกาะอยู่อวัยวะรับเสียงของหูด้านใน พออายุมากขึ้นหรือถูกกระทบกระเทือน จะหลุดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ออกมาตกลงไปในท่อของรูหู ซึ่งมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ โรคนี้มักเป็นตอนตื่นนอน ลุกขึ้นเวียนหัวทันที แก้โดยให้นอนหัวสูงไว้ อยู่นิ่ง ๆ ไม่ก้มหัว ท่านี้เศษหินปูนจะกลับเข้าที่เดิม ด้านจิตใจ พบมากถึง 15% จึงต้องมองทางสุขภาพจิตเพิ่มอีก

ในภาพรวม โรคเวียนหัวบ้านหมุนจะเกี่ยวกับหูเพียง 50% เกี่ยวกับเรื่องนอกหูอีกครึ่งหนึ่ง จึงควรนึกถึงเรื่องนอกหูไว้ด้วย

การค้นหาสาเหตุ

ผู้ที่เป็นซ้ำ ๆ เรื้อรังทรมานมาก ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ อย่าไปมุ่งฝังใจแต่เรื่องน้ำในหูไม่เท่ากัน เรื่องนอกหูยังมีอีก 50% เรื่องน้ำในหูไม่เท่ากันจะมีอาการนำให้รู้ก่อน เช่น หูอื้อ การได้ยินลดลง ลมออกหู ฯลฯ แก้ไขได้โดยลดอาหารพวกของเค็มจัด บุหรี่ กาแฟ ผงชูรส จะช่วยให้ทุเลาลงได้

ไมเกรน พบบ่อยจะปวดหัวตุบ ๆ และเวียนหัว เกิดจากเส้นเลือดหดตัว เวลากินยาขยายหลอดเลือดอาจจะหายชั่วคราว แต่ถ้านอน ให้เต็มอิ่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมง จะทุเลามากทีเดียว

โมชั่น ซิกเนส อาการเมารถ เมาเรือ อดนอน ทำให้เวียนหัวได้ บางรายยังเพิ่มคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก หน้าซีดด้วย ผมเคยเดินทางไปแม่ฮ่องสอนทางรถยนต์ เลี้ยวไปเลี้ยวมาหลายโค้งมากมาย คนในรถเวียนหัวฟุบไปตาม ๆ กัน นั่งเรือ กลางทะเลคลื่นแรง ๆ ก็เช่นกัน พอเหตุการณ์ผ่านไปร่างกายจะปรับตัวได้ หายไปเอง ใครที่รู้ตัวรู้ว่าจะเมาเรือเมารถ กินยาไว้ล่วงหน้าก่อนก็ทำให้ทุเลาลง ไปเที่ยวได้สนุกสมใจ

เวียนหัวบ้านหมุนเป็นอาการอย่างหนึ่งเป็นซ้ำ ๆ เรื้อรังจะทรมานมาก จึงควรไป   พบแพทย์เพื่อหาสาเหตุดู ขอขอบคุณเอกสารความรู้เรื่องเวียนหัวของ พญ.กิ่งกาญจน์ เติมสิริ ด้วย.

ที่มา: เดลินิวส์  2 สิงหาคม 2552

อาการเวียนศีรษะ

‘อาการเวียนศีรษะ’ ตอนที่ 1 ‘แพทย์-คนไข้ขอเข้าใจตรงกันก่อน’

อาการเวียนศีรษะ เป็นอาการที่ พบได้ทั่วไปในคนทุกกลุ่มอายุ แต่มักพบได้บ่อยในคนสูงอายุ เป็นอาการไม่เฉพาะเจาะจงสำหรับโรคใดโรคหนึ่ง และไม่ได้มีสาเหตุมาจากระบบประสาทเสมอไป เป็นอาการที่มักทำให้แพทย์ผู้ตรวจเกิดอาการเวียนศีรษะตามไปด้วย เนื่องจากบางครั้งผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นและตรวจไม่พบความผิดปกติใด ๆ และ ที่สำคัญบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเองก็สับสนจนใช้คำพูดสับสนทำให้แพทย์ผู้ตรวจพลอยสับสนไปด้วย

เนื่องจากมีคำหลายคำที่ผู้ป่วยมักใช้ในการบอกอาการต่อแพทย์ และให้ความหมายได้แตกต่างกัน เช่น มึน งง ลอย โคลง เวียน หน้ามืด  เป็นต้น เราจึงควรทำความตกลงกันให้เข้าใจตรงกันว่า เราจะพูดคุยเรื่องอะไร

1.  อาการเวียนศีรษะ  (Dizziness)

อาการเวียนศีรษะ มึนงง เมา เป็นอาการที่พบบ่อย ผู้ป่วยจะรู้สึกสมองตื้อไม่แจ่มใสเท่าที่ควร คิดอะไรไม่ออกคล้ายกับคนนอนไม่พอ ความสัมพันธ์รับรู้สิ่งแวดล้อมลดลงหรือประสาทที่ทำหน้าที่รับรู้เสื่อมลง  มักใช้เมื่อมีการรบกวนระบบประสาทในการรับรู้ด้านต่าง ๆ ได้แก่

1.1 ระบบประสาทรับภาพของตา หรือระบบประสาทเคลื่อนไหวลูกนัยน์ตาไม่ทันกับสภาพที่เคลื่อนที่เร็ว เช่น ขณะนั่งในรถที่กำลังวิ่งเร็ว หรือมองตามวัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว

1.2 ระบบประสาทรับสัมผัส เนื่องจากการผสมผสานกันของสัญญาณประสาทรับสัมผัสจากระบบ ต่างเป็นไปอย่างไม่ปกติ เช่น การยืนใกล้กับสิ่งของ สิ่งก่อสร้าง หรือหน้าผาที่มีขนาดใหญ่มาก หรือภาวะกลัวความสูง

1.3 ระบบรับสัญญาณประสาทของสมองส่วนกลาง  เช่น   ถูกกดจากการทานยานอนหลับ   ดื่มสุราหรืออดนอน ภาวะความเครียด วิตกกังวล หวาดกลัว หรือโรคทางกายที่มีผลต่อสมอง ได้แก่ ภาวะขาดสารอาหาร น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำผิดปกติ  โรคไทยรอยด์เป็นพิษ  โรคหัวใจ  โรคปอดเรื้อรัง เป็นต้น

2.  อาการเวียนศีรษะหมุน (Vertigo)

อาการเวียนศีรษะหมุน เป็นความรู้สึกหลอน เนื่องจากในความเป็นจริง ทั้งตัวเราเองและสิ่งแวดล้อมไม่ได้หมุน ผู้ป่วยที่มีอาการเวียนหมุน รู้สึกตัวเองหมุน หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุน เกิดจากความไม่สมดุลกันของสัญญาณประสาทของระบบประสาทการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งตามปกติประสาทหูชั้นในจะทำหน้าที่ในการทรงตัวโดยจะให้สัญญาณประสาทที่สมดุลกันทั้งสองข้างในขณะพัก

3.  อาการโคลงเคลง เสียศูนย์  เอียง  เซ 

อาจเกิดร่วมกับอาการเวียนศีรษะหมุนหรือเกิดเองโดยผู้ป่วยมักจะมีปัญหาในการยืน เดิน เสียการทรงตัว มีความรู้สึกคล้ายยืนอยู่ในเรือ เท้าจะลอย อาจจะล้ม หรือเกือบจะล้มไปด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเคลื่อนไหว เกิดจากความผิดปกติของสมองได้หลายตำแหน่ง เช่น สมองใหญ่ สมองน้อย ทางเดินประสาทที่นำคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อแขนและขา ระบบประสาทรับความรู้สึกจากแขน ขา และข้อต่อหรือระบบประสาทการทรงตัวในหูชั้นใน

4.  อาการหวิว ลอย หน้ามืด

ผู้ป่วยมีอาการหน้ามืดคล้ายจะหมดสติ อาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติ ถ้าเป็นมากต้องนอนหลับตานิ่ง แต่ยังได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน มักมีอาการขณะเปลี่ยนท่าเร็ว เช่น ลุกจากท่านั่ง จากท่านอนหรือจากท่านั่งยอง ๆ เป็นต้น ซึ่งเกิดเนื่องจากเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองส่วนใหญ่ไม่ทัน อาจเป็นความผิดปกติของปริมาณเลือด การบีบตัวของหลอดเลือดและความผิดปกติของหัวใจ
ระบบการทรงตัวของมนุษย์ ประกอบด้วย ระบบประสาทรับข้อมูล 3 ระบบ คือ

1. สายตา หรือการมองเห็น (Vision) ทำให้เราสามารถปรับตำแหน่งของศีรษะ ลำตัว แขนขาให้อยู่ในแนวตามที่ต้องการ ตามภาพที่เราเห็น เช่น เมื่อเราดูกระจกเราจะจัดท่าทางของเราได้ง่ายขึ้น

2.ประสาทการทรงตัวในหูชั้นใน  (Vestibular system) หูชั้นในประกอบด้วย ส่วนของประสาทก้นหอย (cochlea) ซึ่งทำหน้าที่รับเสียงทำให้เกิดการได้ยิน และส่วนของประสาทการทรงตัว (labyrinth หรือ vestibule) ซึ่งทำหน้าที่รับการทรงตัว ประสาทการทรงตัวนี้จะส่งสัญญาณประสาทขึ้นไปยังสมองเพื่อบอกตำแหน่งของศีรษะในการเคลื่อนไหวทั้งในแนวตรงหรือในการหมุนเอี้ยวศีรษะ ระบบนี้ช่วยให้ทรงตัวได้ในที่มืดหรือเคลื่อนศีรษะประสานกับนัยน์ตาได้ตามที่ต้องการ ในภาวะปกติระบบประสาทระบบนี้จะให้สัญญาณประสาทเข้าสู่สมองอย่างต่อเนื่องทั้งในขณะพักศีรษะอยู่ตรงนิ่งและขณะเคลื่อนไหวศีรษะ

3.สัญญาณประสาทจากข้อต่อกระดูกและกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย (Proprioception) จะนำความรู้สึกขึ้นไปยังสมองเพื่อรับรู้ระยะของแขน ขาต่อสิ่งแวดล้อมทำให้การรักษาท่าทางขณะก้าวเดิน ยืน นั่ง เป็นไปอย่างสมดุลช่วยให้เราทรงตัวได้ในที่มืดหรือที่ลาดเอียง ทำให้ แขน ขาทำงานประสานกับสายตาและระบบประสาทอื่นได้

ทั้ง 3 ระบบจะส่งสัญญาณไปรวมบรรจบกันที่สมองน้อย ติดกับก้านสมองบริเวณท้ายทอย ทำหน้าที่รวบรวมสัญญาณประสาท ทำให้การเคลื่อนที่ของร่างกายและการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อต่างเป็นไปอย่างสมดุล ถ้ามีความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่งอาการแสดงจะยังไม่มากนัก ในคนปกติหากระบบ 2 ใน 3 ระบบยังทำงานได้ตามปกติร่างกายจะสามารถควบคุมสมดุลได้ ถ้าเสียมากกว่า 1 ระบบ ก็จะเกิดอาการเวียนศีรษะเสียการทรงตัวได้ แต่แม้เกิดความผิดปกติเพียงระบบเดียวแบบเฉียบพลันหรือรุนแรง ก็จะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะหรือเสียการทรงตัวได้ทันทีเช่นกัน

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จันทร์ชัย เจรียงประเสริฐ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงศ์

.

ที่มา: เดลินิวส์   20 กรกฎาคม 2554

.

อาการเวียนศีรษะ ตอนที่ 2 คุยกับหมอ – ตรวจกับหมอ

อาการเวียนศีรษะหมุนมักเกิดแบบฉับพลันแล้วจะหายไปในระยะเวลาตั้งแต่เป็นวินาที นาที ชั่วโมง หรือเป็นวันหรือหลายวัน ขึ้นกับสาเหตุของโรคและความรุนแรงของโรค ในบางรายอาจเกิดซ้ำหรือบางรายอาจมีอาการนานหรือเป็นแล้วหายได้

อาจพบอาการร่วมอื่นโดยเฉพาะอาการทางหู เช่น หูอื้อ การได้ยินลดลง มีเสียงรบกวนในหู รู้สึกแน่นในหู ปวดหู มีของเหลวไหลออกจากหู

อาการทั่วไป (vegetative symptom) เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มือสั่น ใจสั่น หน้าซีด หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหงื่อออกมาก ปวดศีรษะ ตาลาย

อาการทางระบบประสาท เช่น ตาพร่าเห็นภาพซ้อน ตากระตุก หลับตาไม่สนิท ใบหน้าชา ใบหน้าเบี้ยว เคี้ยวอาหารลำบาก กลืนอาหารลำบาก สำลักอาหาร เสียงแหบ พูดลำบาก คอแข็ง ชัก แขน ขาไม่มีแรง อัมพาตหรือมีอาการชา เดินเซ ล้ม และถ้าหากมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยถือว่าเป็นอาการที่จะต้องรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีคำถามที่สำคัญที่แพทย์จะถามผู้ป่วย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะถามคำถามที่สำคัญเพื่อให้ได้แนวทางถึงสาเหตุ หรือสมมติฐานของการเกิด อาการเวียนศีรษะ ดังต่อไปนี้

1. อาการเริ่มอย่างไร เวียนทันทีทันใดหรือค่อยเป็นค่อยไป
2. ขณะกำลังทำอะไร จะทำอะไร
3. เป็นนานแค่ไหนเป็นๆ หายๆหรือตลอดเวลา
4. เป็นบ่อยแค่ไหน ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือนานๆ ครั้ง
5. อะไรทำให้เกิดอาการเกี่ยวกับท่าทางหรือไม่สาเหตุกระตุ้น
6. เวลาเวียนทำอย่างไรถึงหาย
7. อาการทุเลาลงหรือเป็นมากขึ้นหรือหายได้สนิท
8. อาการร่วมขณะมีอาการเวียน
9. อาการภายหลังจากหายเวียน
10. โรคที่เป็น เคยเป็น โดยเฉพาะด้านหูและระบบประสาท
11. อุบัติเหตุภยันตราย โดยเฉพาะต่อหูและระบบประสาท
12. ยาที่รับประทาน สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อหูและระบบประสาทเนื่องจากมียามากกว่า 300 ชนิด ที่มีรายงานว่า มีผลข้างเคียงทำให้เวียนศีรษะทั้งหมุนและไม่หมุน โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือดการตรวจ

เมื่อแพทย์ได้แนวทางของอาการเวียนศีรษะจากการซักประวัติแล้ว จึงจะทำการตรวจเท่าที่จำเป็นตามลำดับดังนี้ 

1. การตรวจร่างกาย แพทย์จะทำการตรวจร่างกายในระบบทั่วไป ตรวจทางหู คอ จมูก ทางระบบประสาทและประสาทการทรงตัว

2. การตรวจด้วยเครื่องมือ เช่น ตรวจการได้ยิน (Audiometry, tympanometry) การตรวจประสาทการได้ยินระดับก้านสมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ : Brainstem Auditory Evoked Responses (BAER) ตรวจการกลอกตาและการทรงตัว (Electronystagmography– ENG) หรือ ตรวจภาพรังสีของหู กะโหลกศีรษะ

3. การตรวจเลือดเช่น ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด ความเข้มข้นเลือด โรคซิฟิลิส เป็นต้น

4. การตรวจสมองหรือระบบประสาทด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น การตรวจสมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ : CT brain scan หรือเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้า : MRI brain scan

อาการเวียนศีรษะที่อันตราย และจะต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดอันตรายหรือเกิดความพิการได้

1. เวียนศีรษะหมุนมาก ทานอาหารและยาไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียนมาก
2. อาการเป็นซ้ำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นตลอดเวลาและนานกว่า 3 สัปดาห์
3. หมดสติ ชัก หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย
ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จันทร์ชัย เจรียงประเสริฐ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์   10 กรกฎาคม 2553

.

‘อาการเวียนศีรษะ’ ตอนที่ 3 เกิดได้จากหลายสาเหตุ

สาเหตุของอาการเวียนศีรษะ

1.Donald Macrae  (1960) รายงานผู้ป่วยในคลินิกประสาท 7,723 คน มาด้วยอาการเวียนร้อยละ 6 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นสาเหตุจากจิตใจราวร้อยละ 25

ตารางที่ 1  แสดงร้อยละของโรคที่เป็นสาเหตุ

ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะจำนวนผู้ป่วย 100 ราย แต่มีอาการซ้ำซ้อน บางรายมีสาเหตุมากกว่า  1 อย่างจำนวนร้อยละ (ในวงเล็บ)คำนวณตามสาเหตุหลักที่เป็นเหตุนำ

1. ไม่ทราบสาเหตุ                               30–50                8(8)        83(49)         154(36.7)

2. โรคหู   Meniere’s disease          35–60                4(4)        11(6.5)        71(16.9)

ซิฟิลิส                                                                                              11(6.5)        18(4.3)
Vestibular Schwannoma                                                              9(5.3)           2(0.5)
Benign paroxysmal positional                                16(16)        8(4.7)          93(22.1)
vertigo
Vestibular neuronitis                                                  3(3)
Other peripheral vestibulopathy                         10(14)
Central vestibulopathy                                           10(10)
การสูญเสียประสาทการรับฟัง                                                             4(2.3)          41(9.8)

3. รอยโรคที่กระดูกต้นคอ                                                                    7(4.1)
4. การบาดเจ็บที่ศีรษะ                                                                       6(3.5)           3(0.7)
5. สารที่เป็นพิษต่อประสาทหู                                                              5(2.9)           2(0.5)
6. รอยโรคในระบบประสาทกลาง              10–15                              6(3.5)          20(4.8)
7. โรคทางหัวใจและหลอดเลือด                5–25
8. โรคทางจิตใจ                                       12–25
9.  Migraine                                                            1(1)
10. Psychiatric disorder                                   16(40)
11. Presyncope                                                  6(11)
12. Dysequilibrium                                            2(17)
13. Hyperventilation                                                (3)
14. Multicausal                                                   13(13)
15. อื่น ๆ                                                                 10(18)           9(11.7)         16(3.8)

2.Castar พบสาเหตุทางจิตใจถึงร้อยละ 50 โดยเฉพาะคนไข้ที่อายุมากกว่า 40 ปี และเกี่ยวข้องกับภาวะหมดประจำเดือนถึงร้อยละ 20

3.Aavtaa (1961) อาการเวียนศีรษะที่หาสาเหตุไม่พบมีถึงร้อยละ 50 แม้จะตรวจติดตามการรักษาถึง  6 ปีแล้วก็ตามจากการรวบรวมการศึกษาวิจัยหลายฉบับพบว่า ในผู้ป่วยคนหนึ่งอาจมีสาเหตุของอาการเวียนได้มากกว่าหนึ่งอย่าง ซึ่งอาจประมาณได้ดัง ในตารางที่ 1

ตารางที่ 2 แสดงตำแหน่งของโรคและพยาธิกำเนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ

ตำแหน่งของโรค*                     พยาธิกำเนิด*

1.  หูชั้นนอก                     การอุดตัน การอักเสบ การติดเชื้อ

2.  หูชั้นกลาง                   ภยันตราย ความผิดปกติมาแต่กำเนิด

3.  หูชั้นใน                         ขาดเลือด ขาดออกซิเจน

4.  ระบบประสาท              โรคทางเมตาบอลิก ยา และสารพิษ

5.  ระบบอื่น ๆ                     เนื้องอก
– หัวใจและหลอดเลือด     อาการลมชัก อาการไมเกรน
– ระบบเลือด                     ร่างกายอ่อนแอ ขาดการออกกำลังกาย
– กระดูกต้นคอผิดปกติ     ปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

6.  ทางจิตใจ                     นอนไม่หลับ

ตำแหน่งของโรค และพยาธิกำเนิด อาจจัดวางไม่ตรงแถวเดียวกัน โปรดดูคำอธิบายในบทความประกอบ

ตารางที่ 2 แสดงตำแหน่งของโรคและพยาธิกำเนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ โดยที่พยาธิกำเนิดบางชนิดอาจเกิดที่ตำแหน่งของโรคตำแหน่งใดก็ได้ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นนอก กลางหรือใน หรือในระบบประสาทก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้เช่นกัน หรือตำแหน่งของโรคอาจมีพยาธิกำเนิดได้หลายชนิด เช่น หูชั้นในอาจทำให้เวียนได้จาก ภยันตราย การขาดออกซิเจน ขาดเลือด ยา สารพิษ เป็นต้น

อาการเมารถเมาเรือ  (Motion sickness)

อาการเมารถเมาเรือ เป็น physiologic dizziness ที่เกิดในคนปกติเมื่อมีการกระตุ้นจากการเคลื่อนไหวศีรษะ (motion) การกลอกตากลับไปกลับมานาน ๆ ทั้งในทิศทางและแนวโค้ง  (linear & angular direction) โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในแนวหลายระนาบ(multiplanar) จะมีอาการมากที่สุดหากได้รับการกระตุ้นเป็นเวลานานพอหรือในคนที่ไว เช่น การนั่งรถหรือเรือที่มีการแกว่งไกวมาก

ผู้ป่วยมักจะมีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติเป็นอาการนำ เช่น เหงื่อออก ใจสั่น น้ำลายมาก คลื่นไส้อาเจียน กระเพาะอาหารไม่ทำงาน อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร หายใจเร็ว (hyperventilation) ความไว (susceptibility) ของแต่ละคนไม่เท่ากัน อาจเกิดการปรับตัว (adaptation) ได้ในบางรายเด็กทารกจะไม่ค่อยเป็น และไม่มีลักษณะใดจะทำนายได้ว่าใครจะเมาหรือไม่เมารถ การตรวจระบบการทรงตัวก็ให้ผลไม่ต่างกันนอกจากคนที่มีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด

การป้องกัน นั่งเรือให้ยืนบนดาดฟ้าแล้วมองไปไกลที่ขอบฟ้าหรือชายฝั่ง นั่งรถตอนหน้าสุดมองตรงไกล

การรักษา  Scopoderm TTS เป็นยา Scopolamine ชนิดแปะผิวหนังออกฤทธิ์เร็วภายใน 15 นาที และมีฤทธิ์อยู่นาน  72 ชั่วโมง ช่วยป้องกันอาการอาเจียนได้ดีมีผลข้างเคียงในเรื่องปากแห้ง ท้องผูก ใจสั่น มือสั่น หรือ  การใช้ยา dimenhydrinate ชนิดรับประทาน 1 เม็ด ก่อนออกเดินทาง  30 นาที

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จันทร์ชัย เจรียงประเสริฐ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

.

‘อาการเวียนศีรษะ’ ตอนที่ 4 การรักษาและผลข้างเคียงจากยา

การรักษาและการป้องกัน อาการเวียนศีรษะ

ถ้ามีอาการควรจะนอนพักบนพื้นราบหรือเตียงนิ่ง ๆ ทำตัวให้สบายพยายามหาท่าที่สบายที่สุด ทำใจให้สบาย  หายใจยาว ๆ ช้า ๆ หลับตาหรือมองที่วัตถุที่อยู่นิ่งอาการมักจะค่อย ๆ ทุเลาลง แล้วจึงนำส่งแพทย์แต่ถ้าเป็นรุนแรงมาก  มีอาเจียนทานยาไม่ได้ควรจะนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อนทันที  ซึ่งอาจต้องให้น้ำเกลือและยาฉีดเพื่อบรรเทาอาการในขั้นต้นก่อนส่งต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยมักมีความตกใจกลัวร่วมด้วยทำให้อาการเพิ่มมากขึ้นซึ่งเป็นอาการที่น่ากลัวและทรมานมากสำหรับบางคน

การรักษาขั้นต้นมักเป็นการรักษาตามอาการ เพื่อให้สบายขึ้น และเมื่อตรวจพบสาเหตุ แล้วจึงจะทำการรักษาที่เฉพาะเจาะจงของโรคนั้น ๆ ต่อไป

การป้องกันขึ้นกับโรคที่เป็นส่วนการระมัดระวังต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ท่าบางท่าอาจช่วยลดอาการได้บ้างซึ่งจะเกี่ยวข้องไปถึงการทำกายบริหารเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการหลักในการให้ยารักษาอาการเวียนศีรษะ

ในการรักษาตามอาการให้ยึดหลักว่า การให้ยา antiemetic หรือ antivertigo drugs นั้น จะต้องให้

1. ในระยะเฉียบพลันของโรค

2. ในโรคที่มีพยาธิสภาพอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางที่มีอาการเรื้อรัง

3. ในโรคที่มีพยาธิสภาพอยู่ในระบบประสาทส่วนปลาย ซึ่งหมายถึง หูชั้นในหรือ labyrinth, เส้นประสาท vestibular เมื่อการดำเนินโรคพ้นระยะเฉียบพลันไปแล้ว ต้องรีบหยุดยาทุกชนิดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทกลาง (cerebral suppressants) ทั้งนี้เพื่อให้กลไกการปรับสภาวะ (compensation) สามารถเกิดขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ มิฉะนั้นจะเกิดภาวะปรับตัวไม่ได้หรือเรียกว่า “Decompensation stage” ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะเรื้อรังต่อไป

4.ในโรคที่มีพยาธิสภาพอยู่ในระบบประสาทส่วนปลายแต่การดำเนินโรคเป็นแบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือ เป็นโรคที่ไม่หายขาด เช่น โรค Meniere อาจต้องให้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

การเลือกยา ขึ้นกับคุณสมบัติของยาแต่ละตัว   ความรุนแรงของโรค   พยาธิวิทยาของโรค ตลอดจนระยะเวลาของอาการที่เกิดขึ้นว่า   เป็นช่วงใดของโรคระยะเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

1. Episodes of prolonged severe vertigo

ถ้ามีอาการเป็นพัก ๆ เป็น ๆ หาย ๆ (episodic or paroxysmal) แต่เป็นครั้งละนานและรุนแรงจะเป็นอาการที่ทรมานผู้ป่วยมาก ผู้ป่วยมักจะนอนหลับตานิ่ง ๆ ในห้องที่เงียบและมืด ดังนั้นยาที่ควรให้ควรจะมีฤทธิ์กล่อมประสาทมาก เช่น diazepam ฉีด ซึ่งควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ในการฉีดเข้าเส้นเลือดควรทำในโรงพยาบาลที่มีหน่วยฉุกเฉินเท่านั้น ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากอาจให้  prochlorperazine ร่วมไปด้วย

2. Chronic recurrent vertigo

ผู้ป่วยทุกรายจะต้องมีกิจวัตรประจำวันและพยายามที่จะทำงานให้ได้ตามปกติ  จึงควรหลีกเลี่ยงยาที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท ดังนั้นยาในกลุ่ม antihistamines, mono-aminergic และ anticholinergic จึงให้ผลในการควบคุมอาการเวียนโดยมีอาการง่วงซึมน้อย

การใช้ promethazine เมื่อต้องการฤทธิ์กล่อมประสาทปานกลาง ร่วมกับ ephedrine จะทำให้ฤทธิ์ในการกล่อมประสาทลดลง  และเพิ่มผลในการลดอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติด้วย

Meclizine, cyclizine, dimenhydrinate และ scopolamine ใช้ได้ดีกับผู้ป่วยที่มีอาการ vertigo ไม่รุนแรงหรือมีอาการไม่บ่อย

ส่วน scopoderm TTS เป็นชนิด transdermal ใช้ติดหลังหู 1 แผ่นจะออกฤทธิ์ได้นาน 3 วัน จะให้ผลเท่ากับยารับประทานแต่ผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก

ยาในกลุ่ม Ca antagonist และ histamine analog ก็ใช้ได้ดีในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แม้จะมีผลข้างเคียงบ้าง นอกจากนี้ยังสามารถลดการเกิด episodic vertigo ได้ด้วยเป็นการป้องกันไปในตัว สำหรับโรคบางโรค เช่น  โรค Meniereยาที่มีผลต่อ Vestibular compensation

ในสัตว์ทดลองพบว่า มียาหลายชนิดที่มีฤทธิ์ในการเร่งขบวนการปรับสภาวะของ vestibular system การใช้ยาเหล่านี้ภายหลังระยะเฉียบพลันอาจทำให้การปรับสภาวะเกิดเร็วขึ้นได้ ได้แก่ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทกลาง (CNS stimulant) เช่น amphetamine

ในทำนองกลับกันยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาท (CNS suppressant) ก็จะทำให้ขบวนการปรับสภาวะล่าช้าออกไปหรือทำให้เกิดภาวะ decompensation

ข้อควรระวัง  

ในการรักษาผู้ป่วยเวียนศีรษะทางยา นอกจากการรักษาสาเหตุและรักษาตามอาการแล้วยังต้องคำนึงถึงการดูแลอื่น ๆ ที่จะขาดไม่ได้และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาอีกด้วย

1.การรักษาผู้ป่วยที่เวียนศีรษะและมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ควรดูแลผู้ป่วยในเรื่องสุขภาพทั่วไปด้วย  เช่น  การสมดุลของสารอาหาร  น้ำ  และเกลือแร่  ควรให้ได้รับอย่างเพียงพอ

2.ควรซักถามประวัติการแพ้ยา เนื่องจากยาในกลุ่มต่าง ๆ มีการรายงานว่า แพ้ยาและมีผลข้างเคียงได้ง่าย  เช่น extrapyramidal side effect (EPS)

3. ห้ามใช้ยาในขณะขับขี่ยานพาหนะ หรือในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตราย หรือทำงานในหน้าที่ที่อาจเป็นอันตรายได้  เช่น  ทำงานบนที่สูง  และไม่ควรรับประทานยาร่วมกับสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาท

4. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเหล่านี้ในเด็กเล็กและหญิงมีครรภ์

ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของ peripheral vestibular system เมื่อได้รับการรักษาทางยาแล้วจะยังคงมีอาการเวียนศีรษะอยู่ประมาณ 10%  ซึ่งจะต้องได้รับการบำบัดรักษาด้วยวิธีอื่นต่อไป

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จันทร์ชัย เจรียงประเสริฐ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงศ์

ที่มา: เดลินิวส์   15 สิงหาคม 2554

อาการเวียนศีรษะ

โอ๊ย!! เวียนหัวเหลือเกิน..ทำไมมึนหัวบ่อยจัง?”

เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงเคยประสบกับอาการเวียนหัว หรือเวียนศีรษะกันมาแล้ว และเชื่อเหลือเกินว่า เวลาไปพบแพทย์ก็จะมีคำที่ใช้บอกเล่าอาการแตกต่างกันไป ทั้งอาการมึน งง ลอย โคลง เวียน บ้านหมุน รวมไปถึงหน้ามืด ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน จึงขอเรียกอาการนี้ว่า “อาการเวียนศีรษะ”

อาการเวียนศีรษะ เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในคนทุกกลุ่มอายุแต่มักพบได้บ่อยในคนสูงอายุ เป็นอาการไม่เฉพาะเจาะจงสำหรับโรคใดโรคหนึ่งและไม่ได้มีสาเหตุจากระบบประสาทเสมอไป แต่เป็นอาการที่มักทำให้แพทย์ผู้ตรวจเกิดอาการเวียนศีรษะตามไปด้วย เนื่องด้วยบางครั้งผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นและตรวจไม่พบความผิดปกติใด ๆ และที่สำคัญบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเองก็สับสนจนใช้คำพูดสับสนทำให้แพทย์ผู้ตรวจพลอยสับสนไปด้วย เช่น มึน งง เวียนหน้ามืด เป็นต้น

อาการเวียนศีรษะ มึน งง เมา เป็นอาการที่พบบ่อย ผู้ป่วยจะรู้สึกสมองตื้อไม่แจ่มใสเท่าที่ควร คิดอะไรไม่ออกคล้ายกับคนนอนไม่พอ ความสัมพันธ์ในการรับรู้สิ่งแวดล้อมลดลง หรือประสาทที่ทำหน้าที่รับรู้เสื่อมลง มักใช้เมื่อมีการรบกวนระบบประสาทในการรับรู้ด้านต่าง ๆ ได้แก่

1) ระบบประสาทรับภาพของตาหรือระบบประสาทเคลื่อนไหวลูกนัยน์ตาไม่ทันกับสภาพที่เคลื่อนที่เร็ว เช่น ขณะนั่งในรถที่กำลังวิ่งเร็ว หรือมองตามวัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว

2) ระบบประสาทรับสัมผัส เนื่องจากการผสมผสานกันของสัญญาณประสาทรับสัมผัสจากระบบต่าง ๆ เป็นไปอย่างไม่ปกติ เช่น การยืนใกล้กับสิ่งของ สิ่งก่อสร้าง หรือหน้าผาที่มีขนาดใหญ่มาก หรือภาวะกลัวความสูง

3) ระบบรับสัญญาณประสาทของสมองส่วนกลาง เช่น ถูกกดจากการทานยานอนหลับ ดื่มสุราหรืออดนอน ภาวะความเครียด วิตกกังวล หวาดกลัว หรือโรคทางกายที่มีผลต่อสมอง ได้แก่ภาวะขาดสารอาหาร น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำผิดปกติ โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง เป็นต้น

อาการเวียนศีรษะหมุน เป็นความรู้สึกหลอน เนื่องจากในความเป็นจริง ทั้งตัวเราเองและสิ่งแวดล้อมไม่ได้หมุน ผู้ป่วยที่มีอาการเวียนหมุน จะรู้สึกตัวเองหมุน หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุน อันเกิดจากความไม่สมดุลกันของสัญญาณประสาทของระบบประสาทการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งตามปกติประสาทหูชั้นในจะทำหน้าที่ในการทรงตัวโดยจะให้สัญญาณประสาทที่สมดุลกันทั้งสองข้างในขณะพัก

อาการโคลงเคลง เสียศูนย์ เอียง เซ เป็นอาการที่อาจเกิดร่วมกับอาการเวียนศีรษะหมุน หรือเกิดเองโดยผู้ป่วยมักจะมีปัญหาในการยืน เดิน เสียการทรงตัว มีความรู้สึกคล้ายยืนอยู่ในเรือ เท้าจะลอย อาจจะล้ม หรือเกือบจะล้มไปด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเคลื่อนไหว เกิดจากความผิดปกติของสมองได้หลายตำแหน่ง เช่น สมองใหญ่ สมองน้อย ทางเดินประสาทที่นำคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อแขนและขา ระบบประสาทรับความรู้สึกจากแขน ขา และข้อต่อหรือระบบประสาทการทรงตัวในหูชั้นใน

อาการหวิว ลอย หน้ามืด ผู้ป่วยมีอาการหน้ามืดคล้ายจะหมดสติ อาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติ ถ้าเป็นมากต้องนอนหลับตานิ่ง แต่ยังได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน มักมีอาการขณะเปลี่ยนท่าเร็ว เช่น ลุกจากท่านั่ง จากท่านอนหรือจากท่านั่งยอง ๆ เป็นต้น ซึ่งเกิดเนื่องจากเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองส่วนใหญ่ไม่ทัน อาจเป็นความผิดปกติของปริมาณเลือด การบีบตัวของหลอดเลือดและความผิดปกติของหัวใจ

อาการเมารถเมาเรือ ที่เกิดในคนปกติเมื่อมีการกระตุ้น จากการเคลื่อนไหวศีรษะการกลอกตากลับไปกลับมานาน ๆ ทั้งในทิศ ทางและแนวโค้ง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในแนวหลายระนาบ จะมีอาการมากที่สุดหากได้รับการกระตุ้นเป็นเวลานานพอหรือในคนที่ไว เช่น การนั่งรถหรือเรือที่มีการแกว่งไกวมาก ผู้ป่วยมักจะมีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติเป็นอาการนำ เช่น เหงื่อออก ใจสั่น น้ำลายมาก คลื่นไส้อาเจียน กระเพาะอาหารไม่ทำงาน อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร หายใจเร็ว ไม่มีลักษณะใดจะทำนายได้ว่าใครจะเมาหรือไม่เมารถ การตรวจระบบการทรงตัวก็ให้ผลไม่ต่างกันนอกจากคนที่มีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด การป้องกันให้นั่งเรือให้ยืนบนดาดฟ้าแล้วมองไปไกลที่ขอบฟ้าหรือชายฝั่ง นั่งรถตอนหน้าสุดให้มองตรงและมองไกลออกไป

อาการเวียนศีรษะที่อันตรายและควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที ได้แก่ เวียนศีรษะหมุนมาก ทานอาหารและยาไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียนมาก อาการเป็นซ้ำ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเป็นตลอดเวลาและนานกว่า 3 สัปดาห์ มีอาการหมดสติ ชัก หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย

อาการเหล่านี้ หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดอันตราย หรือเกิดความพิการขึ้นได้ การตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษา จึงเป็นสิ่งสำคัญ ฉบับหน้ามาติดตามกันต่อ.

ที่มา: เดลินิวส์   10 กรกฎาคม 2553

.

เวียนศีรษะ…แก้อย่างไร

อาการเวียนศีรษะ สัมพันธ์กับระบบการทรงตัวของมนุษย์ ซึ่งประกอบไปด้วยระบบประสาทรับข้อมูล 3 ระบบ ได้แก่
1. สายตา ทำให้สามารถปรับตำแหน่งของศีรษะ ลำตัว แขน ขา ให้อยู่ในแนวตามที่ต้องการตามภาพที่เราเห็น
2. ประสาทการทรงตัวในหูชั้นใน หูชั้นในประกอบด้วยส่วนของประสาทก้นหอย ซึ่งทำหน้าที่รับเสียงทำให้เกิดการได้ยิน และส่วนของประสาทการทรงตัว ซึ่งทำหน้าที่รับการทรงตัว ประสาทการทรงตัวนี้จะส่งสัญญาณขึ้นไปยังสมองเพื่อบอกตำแหน่งของศีรษะในการเคลื่อนไหวทั้งในแนวตรงหรือในการหมุนเอี้ยวศีรษะ ระบบนี้จะช่วยให้ทรงตัวได้ในที่มืดหรือเคลื่อนศีรษะประสานกับนัยน์ตาได้ตามที่ต้องการ ในภาวะปกติระบบประสาทระบบนี้จะให้สัญญาณประสาทเข้าสู่สมองอย่างต่อเนื่องทั้งในขณะพักศีรษะอยู่ตรงนิ่งและขณะเคลื่อนไหวศีรษะ
3. สัญญาณประสาทจากข้อต่อกระดูกและกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย จะนำความรู้สึกขึ้นไปยังสมองเพื่อรับรู้ระยะของแขนขา ต่อสิ่งแวดล้อมทำให้การรักษาท่าทางขณะก้าวเดิน ยืน นั่ง เป็นไปอย่างสมดุลช่วยให้เราทรงตัวได้ในที่มืดหรือที่ลาดเอียง ทำให้ แขน ขาทำงานประสานกับสายตาและระบบประสาทอื่นได้

ทั้ง 3 ระบบจะส่งสัญญาณไปรวมบรรจบกันที่สมองน้อยติดกับก้านสมองบริเวณท้ายทอย ทำหน้าที่รวบรวมสัญญาณประสาท ทำให้การเคลื่อนที่ของร่างกายและการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อต่างเป็นไปอย่างสมดุล ถ้ามีความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่งอาการแสดงจะยังไม่มากนัก ในคนปกติหากระบบ 2 ใน 3 ระบบยังทำงานได้ตามปกติร่างกายจะสามารถควบคุมสมดุลได้ ถ้าเสียมากกว่า 1 ระบบ ก็จะเกิดอาการเวียนศีรษะเสียการทรงตัวได้ แต่แม้เกิดความผิดปกติเพียงระบบเดียวแบบเฉียบพลันหรือรุนแรง ก็จะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะหรือเสียการทรงตัวได้ทันทีเช่นกัน

ในการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ จะเริ่มต้นจากคำถามที่สำคัญ เพื่อให้ได้แนวทางในการสืบหาสาเหตุหรือสมมุติฐานของการเกิดอาการเวียนศีรษะ ดังเช่น อาการเริ่มอย่างไร เวียนศีรษะทันทีทันใดหรือค่อยเป็นค่อยไป/เป็นนานแค่ไหน เป็น ๆ หาย ๆ หรือตลอดเวลา หรือนาน ๆ ครั้ง/มีอาการเกี่ยวเนื่องกับท่าทางหรือไม่/เวลาเวียนทำอย่างไรถึงหาย/อาการทุเลาลงหรือเป็นมากขึ้นหรือหายได้สนิท/อาการร่วมขณะมีอาการเวียน/อาการภายหลังจากหายเวียน/โรคที่เป็น เคยเป็น โดยเฉพาะด้านหูและระบบประสาท/อุบัติเหตุโดยเฉพาะต่อหูและระบบประสาท/ยาที่รับประทานและสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อหูและระบบประสาทเนื่องจากมียามากกว่า 300 ชนิด ที่มีรายงานว่า มีผลข้างเคียงทำให้เวียนศีรษะทั้งหมุนและไม่หมุน โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด

เมื่อได้แนวทางในการตรวจหาสาเหตุแล้ว แพทย์จะทำการตรวจเท่าที่จำเป็นตามลำดับ โดยเริ่มจากการตรวจร่างกาย แพทย์จะทำการตรวจร่างกายในระบบทั่วไป ตรวจทางหู คอ จมูก ทางระบบประสาท และประสาทการทรงตัว หลังจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจด้วยเครื่องมือ เช่น ตรวจการได้ยิน ตรวจประสาทการได้ยินระดับก้านสมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ตรวจการกลอกตาและการทรงตัว หรือตรวจภาพรังสีของหู ของกะโหลกศีรษะ

แพทย์จะทำการตรวจเลือด เพื่อดูระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด ความเข้มข้นเลือด และโรคซิฟิลิส และตรวจสมองหรือระบบประสาทด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ตรวจสมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ซีทีสแกน หรือเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้าเอ็มอาร์ไอ

การรักษาและการป้องกันอาการเวียนศีรษะ

ถ้ามีอาการควรจะนอนพักบนพื้นราบหรือเตียงนิ่งๆ ทำตัวให้สบายพยายามหาท่าที่สบายที่สุด ทำใจให้สบาย หายใจยาว ๆ ช้า ๆ หลับตาหรือมองที่วัตถุที่อยู่นิ่งอาการมักจะค่อยๆ ทุเลาลง แล้วจึงนำส่งแพทย์แต่ถ้าเป็นรุนแรงมาก มีอาเจียนทานยาไม่ได้ควรจะนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อนทันที ซึ่งอาจต้องให้น้ำเกลือและยาฉีดเพื่อบรรเทาอาการในขั้นต้นก่อนส่งต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยมักมีความตกใจกลัวร่วมด้วยทำให้อาการเพิ่มมากขึ้นซึ่งเป็นอาการที่น่ากลัวและทรมานมากสำหรับบางคน

การรักษาขั้นต้นมักเป็นการรักษาตามอาการ เพื่อให้สบายขึ้น และเมื่อตรวจพบสาเหตุแล้ว จึงจะทำการรักษาที่เฉพาะเจาะจงของโรคนั้น ๆ ต่อไป การป้องกันขึ้นอยู่กับโรคที่เป็นส่วนการระมัดระวังต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ท่าบางท่าอาจช่วยลดอาการได้บ้าง ซึ่งจะเกี่ยวข้องไปถึงการทำกายบริหารเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการ

หลักในการให้ยารักษาอาการเวียนศีรษะ

ในการรักษาตามอาการ ให้ยึดหลักว่าการให้ยา การเลือกยา ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของยาแต่ละตัว ความรุนแรงของโรค พยาธิวิทยาของโรค ตลอดจนระยะเวลาของอาการที่เกิดขึ้นว่า เป็นช่วง ใดของโรค ระยะเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

ข้อควรระวัง

ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการเวียนศีรษะทางยา นอกจากการรักษาสาเหตุและรักษาตามอาการแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการดูแลอื่น ๆ ที่จะขาดไม่ได้ และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาอีกด้วย

1. การรักษาผู้ป่วยที่เวียนศีรษะและมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ควรดูแลผู้ป่วยในเรื่องสุขภาพทั่วไปด้วย เช่น การสมดุลของสารอาหาร น้ำ และเกลือแร่ ควรให้ได้รับอย่างเพียงพอ

2. การซักถามประวัติการแพ้ยา เนื่องจากยาในกลุ่มต่างๆ อาจทำให้แพ้และมีผลข้างเคียงได้ง่าย

3. ห้ามใช้ยาขณะขับขี่ยานพาหนะหรือในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตราย หรือทำงานในหน้าที่ที่อาจเป็นอันตราย เช่น ทำงานบนที่สูง และไม่ควรรับประทานยาร่วมกับสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาท.

 

ที่มา: เดลินิวส์     17 กรกฎาคม 2553

 

.