‘เจ’อิ่มบุญ ‘ล้างพิษ’ กินเห็ด..สร้างภูมิคุ้มกัน

อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาล “กินเจ” ซึ่งตามปฏิทินจีนกำหนดไว้ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนได้มีโอกาส “ถือศีล กินเจ” งดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ ตลอดจนทำจิตใจให้สงบ ในช่วงระยะเวลา 9 วัน ซึ่งนอกจากจะได้บุญตามความเชื่อของแต่ละบุคคลแล้ว  ในทางวิทยาศาสตร์ มีรายงานยืนยันว่า การงดเว้นการกินเนื้อสัตว์แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 9 วัน แต่ก็มีส่วนทำให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น เพราะมีการขับพิษและของเสียต่างๆออกจากร่างกายเพื่อปรับความสมดุล

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช  นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา บอกว่า ตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณ การกินเจ นอกจากจะต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากสัตว์ เช่น ไข่ นม น้ำผึ้ง แล้ว ยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว หรือกระเทียมโทนจีน กุยช่าย ใบยาสูบ เพราะเชื่อว่า ผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายคือ ธาตุน้ำ ไฟ ดิน ไม้ และโลหะ ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ  ส่วนการงดเนื้อสัตว์จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่

“เห็ดและถั่วเป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป เป็นอีกช่วงเวลาที่คนที่กินเจได้รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามินนำไปช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทาน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆด้วย”

เห็ดเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์ แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วนเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น นอกจากนี้เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารจากพืชเป็นหลัก ขณะที่ สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารให้สมดุลโดยเน้นอาหารประเภทผักผลไม้และธัญพืช

อย่างไรก็ตาม อ.ศัลยา บอกว่า เห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีมากถึง 38,000 สายพันธุ์ แต่มีเห็ดเพียงไม่กี่ชนิดที่รับประทานได้และมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและบางชนิดไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วย ที่เรียกว่า Medicinal Mushrooms โดยสามารถนำไปใช้ เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ป้องกันไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ลดการอักเสบ ต้านการแพ้ ควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาล ส่งเสริมระบบการขับพิษจากร่างกาย

เห็ดทางการแพทย์ ที่มีการนำมาใช้เพิ่มภูมิคุ้มกัน มีหลายชนิด ชื่ออาจจะดูแปลกๆไม่คุ้นหู เช่น เห็ดปุยฝ้าย หรือ เห็ดยามาบูชิตาเกะ ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ของประเทศญี่ปุ่น พบว่าให้ผลต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และผิวหนัง เห็ดหลินจือ อันนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นเห็ดสมุนไพรที่ใช้เป็นยาทั้งในประเทศจีนและญี่ปุ่น สารสำคัญที่พบคือ Triterpenoids และโพลีแซ็กคาไรด์ สารเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับคอเลสเทอรอล ไปจนถึงการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกที่ผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีหญ้าหนอน หรือ ถั่งเฉ้า ที่มีการนำมาใช้เป็นยาอย่างแพร่หลาย โดยเชื่อว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้มากมาย เช่น เสริมภูมิต้านทาน ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง รักษาภูมิแพ้ แก้เครียด ชาวจีนจึงขนานนามว่า “เห็ดอายุวัฒนะ

เห็ดไมตาเกะ ในญี่ปุ่นมีการใช้เห็ดชนิดนี้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด และมีหลายการศึกษาบ่งชี้ว่าสารสกัดเห็ดไมตาเกะช่วยให้การได้รับเคมีบำบัดขนาดน้อยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ปกป้องเซลล์ที่แข็งแรงไม่ให้ถูกทำลาย เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร บำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัด
มีคำถามว่า การกินเจให้ผลดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ และจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่นั้น อ.ศัลยา  บอกว่า จริง ๆ แล้วอาหารเจเต็มไปด้วยผักผลไม้และธัญพืช มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี และใยอาหาร ฯลฯ อย่างผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ใยอาหารที่ละลายน้ำ จะช่วยลดคอเลสเทอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ขณะที่ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก

ผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งใยอาหารทั้ง  2 ชนิด โดยเฉพาะใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ใยอาหารที่ละลายน้ำก็มีมาก เช่น พรุน ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล มะเขือยาว ฝักกระเจี๊ยบ ที่ผู้บริโภคต้องรู้จักเลือก และผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล

เทศกาลกินเจปีนี้ เตรียมตัวให้พร้อมกับการปฏิวัติชีวิต บอกลาเนื้อสัตว์ 9 วัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อีกด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 6 ตุลาคม 2555

Advertisements

หลากหลายคุณประโยชน์ของเห็ดที่ควรรู้

ในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน อาจทำให้ความสามารถในการดักจับเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวลดลง ดังนั้นเห็ดจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ

รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เผยว่า นอกจากการใช้เห็ดเป็นอาหารแล้ว ยังมีการใช้เห็ดเพื่อส่งเสริมสุขภาพและรักษาโรคอีกด้วย มีการบันทึกว่ามีใช้ในตำราแพทย์ของจีน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ปัจจุบันแม้ว่าการแพทย์ฝั่งตะวันตก จะแพร่หลายไปทั่วโลก แต่การแพทย์แผนจีนก็ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีผลการวิจัยถึงประสิทธิภาพของเห็ดทางการแพทย์ในประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีจำนวนมาก ส่งผลให้เห็ดทางการแพทย์มีการใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันและรักษาโรคมากยิ่งขึ้น

เห็ดทางการแพทย์ (Medicinal Mushrooms) เป็นเห็ดที่นอกจากจะให้คุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและปลอดภัย เช่น เบต้ากลูแคน โพลีแซคคาไรด์ ไกลโคโปรตีน เลคติน และเทอร์ปีนอยด์ ซึ่งกลุ่มของสารประกอบที่สกัดได้จากเห็ด ทางการแพทย์เชื่อว่าให้ผลในการรักษาโรคได้หลายกลุ่มอาการ ได้แก่ หอบหืดที่เกิดจากภูมิแพ้ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง การอักเสบต่างๆ ในร่างกาย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคผนังหลอดเลือดแข็งตัว ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง เป็นต้น ด้วยประสิทธิภาพในการรักษาโรคหลายกลุ่มอาการ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาค้นคว้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการนำมาใช้ในผู้ป่วยที่มีระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันผิดปกติ ในที่สุดพบว่าสารประกอบในกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ที่สกัดได้จากเห็ด มีส่วนช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

โดยทั่วไประบบภูมิคุ้มกันมีกลไกการทำงานที่ซับซ้อน และเกี่ยวเนื่องกับสารเคมีหลายชนิด รวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำหน้าที่หลักในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบในเห็ดทางการแพทย์ มีการยืนยันด้วยรายงานการศึกษาทางวิชาการที่ตีพิมพ์จำนวนมาก รวมทั้งวารสารเห็ดทางการแพทย์นานาชาติ (International Journal of Medicinal Mushroom) ว่ามีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว เพื่อปรับสมดุลการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ให้ได้ประสิทธิภาพที่เหมาะสมกับการต่อต้านเชื้อโรคและเซลล์มะเร็ง ซึ่งเปรียบได้กับการ “ยกระดับภูมิคุ้มกัน” ให้กับร่างกาย และนอกจากนี้ยังมีเห็ดบางชนิดที่มีประวัติการใช้ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน ในการบำรุงตับและรักษาโรคตับอักเสบและโรคตับแข็งด้วย

จากผลการศึกษาถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเห็ดทางการแพทย์ที่ส่งผลต่อร่างกาย ทำให้เห็ดทางการแพทย์หลายชนิด ถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพ และใช้เป็นตัวยาในการรักษาโรค ได้แก่ เห็ดยามาบูชิตาเกะ นอกจากนี้ยังมีเห็ดไมตาเกะ เห็ดหลินจือ เห็ดชิตาเกะ ถั่งเฉ้า เห็ดแครง เป็นต้น การใช้ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สกัดเข้มข้น จะช่วยให้ได้รับปริมาณของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่มากกว่าการกินจากเห็ดสดหรือการเตรียมเอง

picture from http://www.mushroomexpert.com/images/kuo/hericium_erinaceus_02big.jpgสำหรับเห็ดยามาบูชิตาเกะ หรือเห็ดปุยฝ้ายนั้น สามารถพบได้บริเวณทางซีกโลกเหนือ เช่น ยุโรป และเอเชียตะวันออก ในประเทศญี่ปุ่น โดยทั่วไปมีขนาดประมาณ 5-20 เซนติเมตร มีสีขาว ลักษณะคล้ายเส้นไหมยาว โดยมักพบเกาะอยู่ตามบริเวณต้นไม้ยืนต้น เช่น โอ๊ก หรือวอลนัท ในสมัยโบราณเห็ดยามาบูชิตาเกะนี้ ถูกนำไปเข้าตำรับยาในการรักษาโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น
ปัจจุบันมีงานวิจัยทางการแพทย์มากมาย ที่เปิดเผยถึงคุณประโยชน์ธรรมชาติจากเห็ดยามาบูชิตาเกะ เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของร่างกาย และการช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ Xu และคณะ ในปี 1994 จากประเทศจีน พบว่าสารสกัดจากเห็ดยามาบูชิตาเกะ ช่วยกระตุ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด B และ T ลิมโฟไซต์ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการเพิ่มระดับของเซลล์ CD4 และเม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาจ ซึ่งช่วยในการจับกินเชื้อโรคอีกด้วย รวมถึงการศึกษาของ Ito และคณะ ในปี 1999 พบว่าสารโพลีแซคคาไรด์ที่สกัดได้จากเห็ดยามาบูชิตาเกะ มีส่วนช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 16 เมษายน 2555

เรียนรู้บทบาทอาหารฟังก์ชันนอลกับการส่งเสริมสุขภาพ

ปัจจุบันมีข้อมูลสนับสนุนบทบาทของอาหารในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคพบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น จึงส่งผลให้ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพขยายออกไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ในสหรัฐอเมริกาผู้บริโภคใช้จ่ายกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเงินถึงหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ชาวอเมริกันมองอาหารฟังก์ชันนอลเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ และตลาดอาหารประเภทนี้ยังคงเติบโตและดำเนินต่อไปในประเทศสหรัฐอเมริกา แม้แต่ในประเทศแถบเอเชียเองก็พบว่าผู้บริโภคให้ความสนใจและยอมรับไม่แพ้ผู้บริโภคในประเทศแถบตะวันตก

ข้อมูลจาก ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า จากกระแสอาหารเพื่อสุขภาพนี้เองส่งผลให้นักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การอาหาร แพทย์ เภสัชกร พยาบาล และนักการตลาดทางด้านอุตสาหกรรมอาหาร หันมาทำการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ทำให้เกิดการค้นพบคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาของอาหารมากขึ้น กอปรกับความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องความสะดวกและรวดเร็วในการนำไปใช้ โดยให้คงคุณค่ารวมถึงคุณสมบัติในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกัน และบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ไว้เหมือนเดิมที่มีในธรรม ชาติด้วย

หนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือ อาหารฟังก์ชันนอล (Functional food) ซึ่งหมายถึง อาหารหรือสารอาหารชนิดใด ๆ ที่อยู่ในรูปธรรมชาติ หรือที่ถูกแปรรูปไปเพื่อให้ประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้รับจากสารอาหารที่รับประทานกันในชีวิตประจำวัน  ประโยชน์ของอาหารฟังก์ชันนอล ก็คือ เป็นอาหารที่รับประทานร่วมกับมื้ออาหารได้ ไม่ใช่รับประทานในรูปของยา ซึ่งให้ผลต่อระบบการทำงานของร่างกายในการป้องกันโรค เพิ่มภูมิคุ้มกันต้านทาน ชะลอความเสื่อมของเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายและส่งเสริมสุขภาพ สำหรับอาหารที่ถูกปรับเปลี่ยนไป รวมทั้งอาหารที่ถูกเสริมด้วยสารพฤกษเคมี หรือสมุนไพร เพื่อเพิ่มคุณค่าและคุณประโยชน์ให้กับอาหาร ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทอาหารฟังก์ชันนอลด้วยเช่นกัน

อาหารที่จัดว่าเป็นอาหารฟังก์ชันนอลมีหลากหลายประเภทด้วยกัน เช่น

พรุน นอกจากจะให้วิตามิน เกลือแร่และอุดมด้วยใยอาหารที่ช่วยในการระบายท้องแล้ว ยังอุดมด้วยกรดนีโอโคลโรเจ็นนิค (neochlorogenic acid) และ กรดโคลโรเจ็นนิค (chlorogenic acid) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

มะเขือเทศ มีสารไลโคพีนที่เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ซึ่งให้ผลในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก และทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ

งา เป็นแหล่งของแคลเซียมและยังมีสารเซซามินซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในกระบวนการกำจัดสารพิษ

โสม มีสารที่ทำให้ร่างกายมีการปลดปล่อยพลังงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยลดความเมื่อยล้า ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้สามารถอดทนต่อความเครียดได้

น้ำมันปลา ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง หรือโอเมก้า-3 ที่สามารถลดระดับไขมัน ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

ซุปไก่ ของคนจีนที่ถูกแปรรูปไปเป็น ซุปไก่สกัด ซึ่งให้โปรตีนและสารเปปไทด์ ที่คนจีนเชื่อว่าช่วยในการสร้างเลือด ปัจจุบันซุปไก่สกัดได้พิสูจน์ผลของการเป็นอาหารฟังก์ชันนอลต่อสุขภาพด้วยผลงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์กว่า 20 ชิ้นอย่างต่อเนื่อง พบว่า ช่วยในการบำรุงสุขภาพ เสริมสมาธิการเรียนรู้และคลายความเครียดได้ เป็นต้น ล่าสุดมีงานวิจัยค้นพบว่า สารเปปไทด์ในซุปไก่สกัด ที่เรียกว่า “สารโปรเบปทิเจน (ProBeptigen)” ซึ่งออกฤทธิ์ทางชีวภาพต่อร่างกาย มีส่วนช่วยในการต่อต้านความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้

นอกจากนี้ยังมี ’เห็ดทางการแพทย์”  (Medicinal Mushrooms) ซึ่งเป็นอาหารฟังก์ชันนอลที่นอกจากให้คุณค่าทางโภชนาการแล้วยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ให้ประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพอีกด้วย เช่น เห็ดไมตาเกะ (Maitake) เห็ดหลินจือ (Reishi Mushroom) ถั่งเฉ้า (Cordyceps) เห็ดยามาบูชิตาเกะ (Yamabushitake Mushroom) เห็ดชิตาเกะ (Shiitake) เห็ดฮิเมะมัตสึทาเกะ (Himematsutake) และเห็ดแครง (Spit Gill) เป็นต้น

ข้อมูลจาก รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า มีการบันทึกว่ามีใช้เห็ดทางการแพทย์ (Medicinal Mushrooms) ในตำราแพทย์ของจีน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น และยังคงใช้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เห็ดเหล่านี้นอกจากจะให้คุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น เบต้ากลูแคนโพลีแซ็คคาไรด์ ไกลโคโปรตีนเลคติน และเทอร์ปีนอยด์ ซึ่งกลุ่มของสารประกอบที่สกัดได้จากเห็ดทางการแพทย์ ถูกเชื่อว่าให้ผลในการบำบัดได้หลายกลุ่มอาการ ได้แก่ หอบหืดที่เกิดจากภูมิแพ้ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง การอักเสบต่าง ๆ ในร่างกาย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคผนังหลอดเลือดแข็งตัว ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง เป็นต้น

ด้วยประสิทธิภาพในการรักษาโรคหลายกลุ่มอาการ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สนใจและทำการศึกษาค้นคว้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการนำมาใช้ในผู้ป่วยที่มีระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันผิดปกติ ในที่สุดพบว่า สารประกอบในกลุ่มโพลีแซ็คคาไรด์ที่สกัดได้จากเห็ด มีส่วนช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

จากผลการศึกษาถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเห็ดทางการแพทย์ที่ส่งผลต่อร่างกาย ทำให้เห็ดทางการแพทย์หลายชนิดถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพ และใช้เป็นตัวยาในการรักษาโรค ได้แก่ เห็ดยามาบูชิตาเกะ (ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Hericium erinaceus) เห็ดไมตาเกะ (Grifola frondosa) เห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) เห็ดชิตาเกะ (Lentinula edodes)                                                                  ถั่งเฉ้า (Cordycep sinensis) เห็ดแครง (Schizophyllum Commune) เป็นต้น การใช้ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สกัดเข้มข้นจะช่วยให้ได้รับปริมาณของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มากกว่าการกินจากเห็ดสดหรือการเตรียมเอง
อย่างไรก็ตาม การใช้อาหารฟังก์ชันนอลควรต้องพิจารณาถึงความปลอดภัยด้วย โดยดูจากระดับปริมาณที่เหมาะสมของสารอาหาร และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีผลต่อสุขภาพในอาหารฟังก์ชันนอลนั้น ๆ และสิ่งสำคัญต้องได้รับการยืนยันถึงความปลอดภัยและคุณประโยชน์ ด้วยวิธีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการทดลองทางคลินิก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับ หากเรารู้จักเลือกบริโภคอย่างถูกต้อง เหมาะสมตามความต้องการของร่างกาย เราก็จะได้รับการเสริมอาหารที่ให้ประโยชน์คุ้มค่าต่อสุขภาพร่างกายได้มากที่สุด

ทั้งนี้ อาหารฟังก์ชันนอลไม่ใช่อาหารหลัก จึงไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้ แต่เป็นอาหารที่รับประทานเพื่อเสริมอาหารหลัก ที่อาจได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งช่วยในการส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรปฏิบัติก็คือ การรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพียงพอ และเหมาะสม ครบทุกหมวดหมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำจิตใจให้แจ่มใส พักผ่อนอย่างเพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ทำร้ายร่างกายเพื่อการส่งเสริมให้มีสุขภาพดีต่อไป

ข้อมูลจาก ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 22 เมษายน 2555