‘เจ’อิ่มบุญ ‘ล้างพิษ’ กินเห็ด..สร้างภูมิคุ้มกัน

อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาล “กินเจ” ซึ่งตามปฏิทินจีนกำหนดไว้ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนได้มีโอกาส “ถือศีล กินเจ” งดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ ตลอดจนทำจิตใจให้สงบ ในช่วงระยะเวลา 9 วัน ซึ่งนอกจากจะได้บุญตามความเชื่อของแต่ละบุคคลแล้ว  ในทางวิทยาศาสตร์ มีรายงานยืนยันว่า การงดเว้นการกินเนื้อสัตว์แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 9 วัน แต่ก็มีส่วนทำให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น เพราะมีการขับพิษและของเสียต่างๆออกจากร่างกายเพื่อปรับความสมดุล

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช  นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา บอกว่า ตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณ การกินเจ นอกจากจะต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากสัตว์ เช่น ไข่ นม น้ำผึ้ง แล้ว ยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว หรือกระเทียมโทนจีน กุยช่าย ใบยาสูบ เพราะเชื่อว่า ผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายคือ ธาตุน้ำ ไฟ ดิน ไม้ และโลหะ ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ  ส่วนการงดเนื้อสัตว์จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่

“เห็ดและถั่วเป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป เป็นอีกช่วงเวลาที่คนที่กินเจได้รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามินนำไปช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทาน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆด้วย”

เห็ดเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์ แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วนเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น นอกจากนี้เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารจากพืชเป็นหลัก ขณะที่ สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารให้สมดุลโดยเน้นอาหารประเภทผักผลไม้และธัญพืช

อย่างไรก็ตาม อ.ศัลยา บอกว่า เห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีมากถึง 38,000 สายพันธุ์ แต่มีเห็ดเพียงไม่กี่ชนิดที่รับประทานได้และมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและบางชนิดไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วย ที่เรียกว่า Medicinal Mushrooms โดยสามารถนำไปใช้ เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ป้องกันไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ลดการอักเสบ ต้านการแพ้ ควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาล ส่งเสริมระบบการขับพิษจากร่างกาย

เห็ดทางการแพทย์ ที่มีการนำมาใช้เพิ่มภูมิคุ้มกัน มีหลายชนิด ชื่ออาจจะดูแปลกๆไม่คุ้นหู เช่น เห็ดปุยฝ้าย หรือ เห็ดยามาบูชิตาเกะ ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ของประเทศญี่ปุ่น พบว่าให้ผลต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และผิวหนัง เห็ดหลินจือ อันนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นเห็ดสมุนไพรที่ใช้เป็นยาทั้งในประเทศจีนและญี่ปุ่น สารสำคัญที่พบคือ Triterpenoids และโพลีแซ็กคาไรด์ สารเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับคอเลสเทอรอล ไปจนถึงการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกที่ผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีหญ้าหนอน หรือ ถั่งเฉ้า ที่มีการนำมาใช้เป็นยาอย่างแพร่หลาย โดยเชื่อว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้มากมาย เช่น เสริมภูมิต้านทาน ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง รักษาภูมิแพ้ แก้เครียด ชาวจีนจึงขนานนามว่า “เห็ดอายุวัฒนะ

เห็ดไมตาเกะ ในญี่ปุ่นมีการใช้เห็ดชนิดนี้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด และมีหลายการศึกษาบ่งชี้ว่าสารสกัดเห็ดไมตาเกะช่วยให้การได้รับเคมีบำบัดขนาดน้อยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ปกป้องเซลล์ที่แข็งแรงไม่ให้ถูกทำลาย เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร บำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัด
มีคำถามว่า การกินเจให้ผลดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ และจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่นั้น อ.ศัลยา  บอกว่า จริง ๆ แล้วอาหารเจเต็มไปด้วยผักผลไม้และธัญพืช มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี และใยอาหาร ฯลฯ อย่างผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ใยอาหารที่ละลายน้ำ จะช่วยลดคอเลสเทอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ขณะที่ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก

ผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งใยอาหารทั้ง  2 ชนิด โดยเฉพาะใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ใยอาหารที่ละลายน้ำก็มีมาก เช่น พรุน ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล มะเขือยาว ฝักกระเจี๊ยบ ที่ผู้บริโภคต้องรู้จักเลือก และผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล

เทศกาลกินเจปีนี้ เตรียมตัวให้พร้อมกับการปฏิวัติชีวิต บอกลาเนื้อสัตว์ 9 วัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อีกด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 6 ตุลาคม 2555

หลากหลายคุณประโยชน์ของเห็ดที่ควรรู้

ในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน อาจทำให้ความสามารถในการดักจับเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวลดลง ดังนั้นเห็ดจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ

รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เผยว่า นอกจากการใช้เห็ดเป็นอาหารแล้ว ยังมีการใช้เห็ดเพื่อส่งเสริมสุขภาพและรักษาโรคอีกด้วย มีการบันทึกว่ามีใช้ในตำราแพทย์ของจีน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ปัจจุบันแม้ว่าการแพทย์ฝั่งตะวันตก จะแพร่หลายไปทั่วโลก แต่การแพทย์แผนจีนก็ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีผลการวิจัยถึงประสิทธิภาพของเห็ดทางการแพทย์ในประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีจำนวนมาก ส่งผลให้เห็ดทางการแพทย์มีการใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันและรักษาโรคมากยิ่งขึ้น

เห็ดทางการแพทย์ (Medicinal Mushrooms) เป็นเห็ดที่นอกจากจะให้คุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและปลอดภัย เช่น เบต้ากลูแคน โพลีแซคคาไรด์ ไกลโคโปรตีน เลคติน และเทอร์ปีนอยด์ ซึ่งกลุ่มของสารประกอบที่สกัดได้จากเห็ด ทางการแพทย์เชื่อว่าให้ผลในการรักษาโรคได้หลายกลุ่มอาการ ได้แก่ หอบหืดที่เกิดจากภูมิแพ้ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง การอักเสบต่างๆ ในร่างกาย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคผนังหลอดเลือดแข็งตัว ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง เป็นต้น ด้วยประสิทธิภาพในการรักษาโรคหลายกลุ่มอาการ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาค้นคว้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการนำมาใช้ในผู้ป่วยที่มีระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันผิดปกติ ในที่สุดพบว่าสารประกอบในกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ที่สกัดได้จากเห็ด มีส่วนช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

โดยทั่วไประบบภูมิคุ้มกันมีกลไกการทำงานที่ซับซ้อน และเกี่ยวเนื่องกับสารเคมีหลายชนิด รวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำหน้าที่หลักในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบในเห็ดทางการแพทย์ มีการยืนยันด้วยรายงานการศึกษาทางวิชาการที่ตีพิมพ์จำนวนมาก รวมทั้งวารสารเห็ดทางการแพทย์นานาชาติ (International Journal of Medicinal Mushroom) ว่ามีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว เพื่อปรับสมดุลการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ให้ได้ประสิทธิภาพที่เหมาะสมกับการต่อต้านเชื้อโรคและเซลล์มะเร็ง ซึ่งเปรียบได้กับการ “ยกระดับภูมิคุ้มกัน” ให้กับร่างกาย และนอกจากนี้ยังมีเห็ดบางชนิดที่มีประวัติการใช้ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน ในการบำรุงตับและรักษาโรคตับอักเสบและโรคตับแข็งด้วย

จากผลการศึกษาถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเห็ดทางการแพทย์ที่ส่งผลต่อร่างกาย ทำให้เห็ดทางการแพทย์หลายชนิด ถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพ และใช้เป็นตัวยาในการรักษาโรค ได้แก่ เห็ดยามาบูชิตาเกะ นอกจากนี้ยังมีเห็ดไมตาเกะ เห็ดหลินจือ เห็ดชิตาเกะ ถั่งเฉ้า เห็ดแครง เป็นต้น การใช้ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สกัดเข้มข้น จะช่วยให้ได้รับปริมาณของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่มากกว่าการกินจากเห็ดสดหรือการเตรียมเอง

picture from http://www.mushroomexpert.com/images/kuo/hericium_erinaceus_02big.jpgสำหรับเห็ดยามาบูชิตาเกะ หรือเห็ดปุยฝ้ายนั้น สามารถพบได้บริเวณทางซีกโลกเหนือ เช่น ยุโรป และเอเชียตะวันออก ในประเทศญี่ปุ่น โดยทั่วไปมีขนาดประมาณ 5-20 เซนติเมตร มีสีขาว ลักษณะคล้ายเส้นไหมยาว โดยมักพบเกาะอยู่ตามบริเวณต้นไม้ยืนต้น เช่น โอ๊ก หรือวอลนัท ในสมัยโบราณเห็ดยามาบูชิตาเกะนี้ ถูกนำไปเข้าตำรับยาในการรักษาโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น
ปัจจุบันมีงานวิจัยทางการแพทย์มากมาย ที่เปิดเผยถึงคุณประโยชน์ธรรมชาติจากเห็ดยามาบูชิตาเกะ เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของร่างกาย และการช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ Xu และคณะ ในปี 1994 จากประเทศจีน พบว่าสารสกัดจากเห็ดยามาบูชิตาเกะ ช่วยกระตุ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด B และ T ลิมโฟไซต์ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการเพิ่มระดับของเซลล์ CD4 และเม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาจ ซึ่งช่วยในการจับกินเชื้อโรคอีกด้วย รวมถึงการศึกษาของ Ito และคณะ ในปี 1999 พบว่าสารโพลีแซคคาไรด์ที่สกัดได้จากเห็ดยามาบูชิตาเกะ มีส่วนช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 16 เมษายน 2555