เห็ดหลินจือยับยั้งมะเร็งแต่’ต้องห้าม’

bangkokbiznews130219_001กังขากันมานานกับ เห็ดหลินจือกับการยับยั้งเซลล์มะเร็ง แม้ว่าผลการศึกษาจะออกมาในเชิงบวก แต่แพทย์ด้านเคมีบำบัดติดเบรกว่าไม่ควรใช้ขณะรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

นพ.สมชัย นิจพานิช อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ 11 ภาคีดำเนินการศึกษาวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในประเทศไทยที่มีผลต่อการต้านมะเร็ง

ผลการศึกษา พบว่าเห็ดหลินจือมีสารสำคัญเป็นสารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์ มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้จิตสงบ เป็นยาระบายอ่อนๆ และสารกลุ่มไทรเทอร์ปีน เป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง พบมากในส่วนสปอร์ และสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีสารสำคัญและฤทธิ์ทางยาดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้มหลายเท่า ทั้งยังพบว่าสารสกัดดอกเห็ดและสปอร์มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง

ส่วนการศึกษาฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในหลอดทดลองทำให้เซลล์มะเร็งตายได้นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลการวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คาดว่าผลการวิจัยจะเสร็จสิ้นเร็วๆ นี้

นพ.สมชัย กล่าวอีกว่า สำหรับการใช้เห็ดหลินจือกับผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย เน้นด้านการส่งเสริมสุขภาพเป็นหลัก เช่น การใช้เห็ดหลินจือต้มดื่มแทนน้ำ ประชาชนสามารถทำได้เอง โดยวิธีต้มง่ายๆ ใช้ดอกเห็ดหลินจือฝานบางๆประมาณ 2-3 ชิ้น ต้มในน้ำเดือดนาน 10-15 นาที ใช้ดื่มแทนน้ำได้ตลอดเวลา ให้มีรสขมบ้างเล็กน้อย สรรพคุณช่วยให้สดชื่น เสริมภูมิต้านทาน ไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือที่ผลิตภายในประเทศ และที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงระบบขายตรง ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือ ผู้บริโภคควรมีหลักการในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งการผลิตและการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน เช่น มีฉลากกำกับและบอกถึงส่วนประกอบและปริมาณของผลิตภัณฑ์ รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุสามารถกันความชื้นได้ดี ผ่านการรับรองและการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งสามารถดูข้อมูล ยาเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับอย. ได้ที่ www.fda.moph.go.th

นพ.ภัทรพงศ์ พรโสภณ นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มงานเคมีบำบัด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อในเรื่องของโรคมะเร็งที่ไม่ถูกต้อง เช่น บางคนเชื่อว่าการรับประทานผักเยอะๆ จะไม่ทำให้เซลล์มะเร็งโต ถือว่าเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะหากไม่รับประทานเนื้อสัตว์เลยอาจจะทำให้เกิดโรคโลหิตจางขึ้นมาด้วย

ขณะเดียวกันการรับประทานเนื้อสัตว์ก็ควรระวัง โดยไม่รับประทานเนื้อสัตว์ประเภทปิ้งย่างจนดำเกรียม เพราะไขมันในสัตว์ที่ถูกไหม้จนเกรียมจะทำให้เกิดสารก่อมมะเร็งได้ และยิ่งรับประทานซ้ำบ่อยครั้ง โอกาสเสี่ยงต่อโรคก็จะสูงตามไปด้วย
“การใช้สมุนไพรรักษามะเร็ง หากผู้ป่วยรายใดจะใช้ อยากขอแนะนำให้ศึกษาอย่างละเอียด รวมถึงดูว่ามีงานวิจัยรองรับด้วยหรือไม่ เพราะสมุนไพรบางชนิดแม้ว่าจะมีสรรพคุณในการเพิ่มภูมิต้านทานโรค เช่น เห็ดหลินจือ หญ้าปักกิ่ง แต่เมื่อมีการนำไปใช้ร่วมกับการรักษาทางเคมีอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยได้ โดยจะทำให้จำนวนเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยต่ำ และไม่สามารถให้ยาในการรักษา” นพ.ภัทรพงศ์กล่าว

เช่นเดียวกับยาสมุนไพรอื่นๆ ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งและเพิ่มภูมิต้านทานโรค ยังไปลดทอนประสิทธิภาพของยาเคมี ทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะเป็น รวมทั้งสมุนไพรรางจืดที่มีสรรพคุณล้างพิษหรือของเสียตกค้างในร่างกาย แพทย์ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษา

นอกจากนี้ สมุนไพรกับมะเร็งมีการโฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบต่างๆ ซึ่งคนขายมักจะนำเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียว ส่วนความจริงที่เหลือ ผู้บริโภคจะต้องพิจารณาไตร่ตรองและตั้งข้อสังเกตด้วยตัวเอง ยกตัวอย่าง การอ้างอิงผลการวิจัยที่มักจะนำเสนอยาวหลายหน้าด้วยภาษาอังกฤษ มีการรับรองจากหน่วยงานน่าเชื่อถือมากมาย

“แต่มีจุดสังเกตเดียวคือ อย.ของไทยรับรองหรือไม่ ถ้า “ไม่” ก็จบ เชื่อถือไม่ได้ หรือในรายงานการวิจัยต้องดูว่า ศึกษากับอะไร ในคนกี่คน ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักจะศึกษาในหนูและกระต่ายเท่านั้น ไม่มีผลการศึกษาที่ทำในคน ฉะนั้น ก่อนจะซื้อกินจะต้องถามหรือดูให้ละเอียด เพราะชีวิตเป็นสิ่งมีค่าที่สุด” คุณหมอให้แง่คิดทิ้งท้าย

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 19 กุมภาพันธ์ 2556

Advertisements

เคล็ดลับสุขภาพดี : สารสกัด PSP ในเห็ดอวิ๋นจือช่วยต้านมะเร็ง

dailynews121223_005โรคมะเร็งเป็นโรคที่คุกคามชีวิตมนุษย์เป็นอันดับหนึ่งมานานติดต่อกันกว่า 10 ปีแล้ว ทำให้วงการแพทย์พยายามค้นคว้าและวิจัยยาต้านและรักษามะเร็งแต่ก็ยังไม่หายขาดเสียที ล่าสุด มีงานวิจัยพบว่า ใน ’เห็ดอวิ๋นจือ” มีสาร PSP ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและลดผลข้างเคียงจากการรักษาถือเป็นความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคมะเร็ง

“เห็ดอวิ๋นจือ” มีชื่อคล้ายเห็ดหลินจือแต่เป็นคนละประเภทกัน จากผลงานวิจัยล่าสุดของ ศาสตราจารย์ คิว วาย หยาง ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ พบว่า สารสกัด PSP ที่ได้จากเห็ดอวิ๋นจือ สามารถปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมโดยแพทย์และเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษามะเร็งในหลายประเทศ ทั้งการวิจัยในคนและในสัตว์อย่างต่อเนื่องหลายปี และให้การรับรองผลการวิจัยจากหลายสถาบันถึงคุณสมบัติของสารสกัด PSP ที่ช่วยลดผลข้างเคียงของผู้ป่วยมะเร็งที่เกิดจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการฉายรังสี ทำให้ผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมานมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ด้าน ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์โจเซฟ วู อาจารย์และนักวิจัยภาควิชาชีวเคมีและชีวโมเลกุล แห่งนิวยอร์ก เมดิคัล คอเลจ สหรัฐอเมริกา ให้ข้อมูลว่า เห็ดอวิ๋นจือ เป็นเห็ดที่มีความพิเศษเฉพาะในการบำรุง เสริมสร้างร่างกาย มีลักษณะเหมือนเกลียวเมฆ สารสกัด PSP ที่ได้เป็นสารที่มีไม่กี่ชนิดในโลกที่แตกต่างจากสารอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงเริ่มแพร่หลายไปในกลุ่มของคนที่ต้องการเกราะคุ้มกันสุขภาพทั้งในอเมริกา อังกฤษ เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซียและนิวซีแลนด์ ซึ่ง ประสิทธิภาพของสารสกัด PSP มี 3 ประการ คือ 1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย 2. ช่วยลดผลข้างเคียงจากการรับเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีให้ผู้ป่วยมะเร็งมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น 3. ทำให้เซลล์มะเร็งเล็กลง และลดความเสี่ยงในการเป็นซ้ำหรือเกิดการแพร่กระจาย นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยของศาสตราจารย์โจเซฟ กุกเลียเอลโม่ หัวหน้าภาควิชาเภสัชกรรมคลินิก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา บ่งชี้ว่า สารสกัด PSP สามารถใช้ร่วมกับยารักษามะเร็งแผนปัจจุบันและแผนทางเลือกอื่น ๆ ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาใด ๆ และการรักษาของแพทย์ทางเลือกผสมผสาน ถ้าเลือกใช้ถูกกับโรคแล้วมักได้ผลดีมากกว่าผลเสีย

นายแพทย์คุง เซง เหลียง ผู้อำนวยการ The Integrated Clinic Ltd. ประเทศฮ่องกง กล่าวเสริมว่า การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดในปัจจุบันมุ่งหวังทำลายเซลล์มะเร็ง แต่เลี่ยงไม่ได้ที่เซลล์ปกติจะได้รับความเสียหายด้วย จึงเกิดอาการข้างเคียง ซึ่งแนวคิดของแพทย์แผนจีนต้องการให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอกและกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป สารสกัด PSP พบว่าช่วยส่งเสริมการรักษาได้ตรงแนวคิด คือ ลดผลข้างเคียงจากการใช้เคมีบำบัดและเพิ่มพลังงาน จึงนับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง แต่สำหรับคนไม่ป่วยก็ขอให้ดูแลตัวเองให้ดีและหมั่นตรวจสุขภาพอยู่เสมอ ๆ เพื่อการรับมือกับโรคร้ายได้อย่างทันท่วงที.

…………………………….

สรรหามาบอก

-กระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญชวนคนไทยสร้างบุญด้วยการมอบหลวงพ่อโสธร ’รุ่นเบญจ-นวมงคล ๕๕๕๕๕๕๕๕๕” เป็นของขวัญเพื่อสมทบทุนโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ (MAMMOGRAM) ในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนม พรรษา 5 รอบ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2555 โดยจัดหน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ จำนวน 5 หน่วย ออกตรวจคัดกรองให้สตรีไทยในถิ่นทุรกันดาร 5 ภาคทั่วประเทศ ผู้สนใจสามารถสั่งจองได้ที่มูลนิธิกาญจนบารมี อาคาร 4 ชั้น 6 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข โทร. 0-2591-8185-6, 0-2590-4555 หรือเว็บไซต์ http://sothorn.anamai.moph.go.th

-มูลนิธิรามาธิบดีในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดกิจกรรมเพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสร้างเทรนด์ใหม่แห่งการให้บุญเป็นของขวัญจับมือดีไซเนอร์จาก 3 แบรนด์ดัง คือ เซนาดา คลอเส็ท และดิษยา ออกแบบของที่ระลึกคอลเลกชั่นปีใหม่ลายเก๋ ทั้งเสื้อยืด กระเป๋า หมอนผ้าห่ม ผ้าพันคอ เพื่อส่งมอบเทศกาลส่งความสุขปีนี้ จึงขอเชิญคนไทยสร้างสุขด้วยการให้ของที่ระลึกของมูลนิธิรามาฯ เป็นของขวัญแก่คนพิเศษ สอบถามโทร. 0-2202-1111 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

-เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี โรงพยาบาลราชวิถี ขอเชิญผู้ใจบุญร่วมบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ จัดซื้ออุปกรณ์ และสร้างศูนย์การแพทย์ราชวิถีได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี ชื่อบัญชี ’ครบรอบ 60 ปี โรงพยาบาลราชวิถี” โดยมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี เลขที่บัญชี 051-2-62799-0 หรือสอบถามรายละเอียดโทร. 0-2354-7996-9 ต่อ 3185-6,3038.

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2555

‘เจ’อิ่มบุญ ‘ล้างพิษ’ กินเห็ด..สร้างภูมิคุ้มกัน

อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาล “กินเจ” ซึ่งตามปฏิทินจีนกำหนดไว้ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนได้มีโอกาส “ถือศีล กินเจ” งดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ ตลอดจนทำจิตใจให้สงบ ในช่วงระยะเวลา 9 วัน ซึ่งนอกจากจะได้บุญตามความเชื่อของแต่ละบุคคลแล้ว  ในทางวิทยาศาสตร์ มีรายงานยืนยันว่า การงดเว้นการกินเนื้อสัตว์แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 9 วัน แต่ก็มีส่วนทำให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น เพราะมีการขับพิษและของเสียต่างๆออกจากร่างกายเพื่อปรับความสมดุล

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช  นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา บอกว่า ตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณ การกินเจ นอกจากจะต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากสัตว์ เช่น ไข่ นม น้ำผึ้ง แล้ว ยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว หรือกระเทียมโทนจีน กุยช่าย ใบยาสูบ เพราะเชื่อว่า ผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายคือ ธาตุน้ำ ไฟ ดิน ไม้ และโลหะ ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ  ส่วนการงดเนื้อสัตว์จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่

“เห็ดและถั่วเป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป เป็นอีกช่วงเวลาที่คนที่กินเจได้รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามินนำไปช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทาน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆด้วย”

เห็ดเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์ แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วนเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น นอกจากนี้เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารจากพืชเป็นหลัก ขณะที่ สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารให้สมดุลโดยเน้นอาหารประเภทผักผลไม้และธัญพืช

อย่างไรก็ตาม อ.ศัลยา บอกว่า เห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีมากถึง 38,000 สายพันธุ์ แต่มีเห็ดเพียงไม่กี่ชนิดที่รับประทานได้และมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและบางชนิดไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วย ที่เรียกว่า Medicinal Mushrooms โดยสามารถนำไปใช้ เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ป้องกันไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ลดการอักเสบ ต้านการแพ้ ควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาล ส่งเสริมระบบการขับพิษจากร่างกาย

เห็ดทางการแพทย์ ที่มีการนำมาใช้เพิ่มภูมิคุ้มกัน มีหลายชนิด ชื่ออาจจะดูแปลกๆไม่คุ้นหู เช่น เห็ดปุยฝ้าย หรือ เห็ดยามาบูชิตาเกะ ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ของประเทศญี่ปุ่น พบว่าให้ผลต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และผิวหนัง เห็ดหลินจือ อันนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นเห็ดสมุนไพรที่ใช้เป็นยาทั้งในประเทศจีนและญี่ปุ่น สารสำคัญที่พบคือ Triterpenoids และโพลีแซ็กคาไรด์ สารเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับคอเลสเทอรอล ไปจนถึงการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกที่ผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีหญ้าหนอน หรือ ถั่งเฉ้า ที่มีการนำมาใช้เป็นยาอย่างแพร่หลาย โดยเชื่อว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้มากมาย เช่น เสริมภูมิต้านทาน ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง รักษาภูมิแพ้ แก้เครียด ชาวจีนจึงขนานนามว่า “เห็ดอายุวัฒนะ

เห็ดไมตาเกะ ในญี่ปุ่นมีการใช้เห็ดชนิดนี้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด และมีหลายการศึกษาบ่งชี้ว่าสารสกัดเห็ดไมตาเกะช่วยให้การได้รับเคมีบำบัดขนาดน้อยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ปกป้องเซลล์ที่แข็งแรงไม่ให้ถูกทำลาย เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร บำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัด
มีคำถามว่า การกินเจให้ผลดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ และจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่นั้น อ.ศัลยา  บอกว่า จริง ๆ แล้วอาหารเจเต็มไปด้วยผักผลไม้และธัญพืช มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี และใยอาหาร ฯลฯ อย่างผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ใยอาหารที่ละลายน้ำ จะช่วยลดคอเลสเทอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ขณะที่ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก

ผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งใยอาหารทั้ง  2 ชนิด โดยเฉพาะใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ใยอาหารที่ละลายน้ำก็มีมาก เช่น พรุน ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล มะเขือยาว ฝักกระเจี๊ยบ ที่ผู้บริโภคต้องรู้จักเลือก และผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล

เทศกาลกินเจปีนี้ เตรียมตัวให้พร้อมกับการปฏิวัติชีวิต บอกลาเนื้อสัตว์ 9 วัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อีกด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 6 ตุลาคม 2555