รู้จักรัก รู้จักป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

thairath140214_001สัปดาห์แห่งความรัก หรือเทศกาลวาเลนไทน์ เป็นช่วงที่อารมณ์ หรือฮอร์โมนพลุ่งพล่าน หลายคู่รักมักวางแผนทำกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่ไปทานข้าวสังสรรค์ จนถึงขั้นมีกิจกรรมเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเรา แต่จะเป็นกิจกรรมประเภทไหน ก็พึงกระทำอย่างมีสติ วันนี้ทีมคณะแพทย์ศาสตร์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี จึงมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์มาฝาก แม้จะดูน่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดบ่อยครั้ง หากนึกสนุกมีความสัมพันธ์โดยไม่ดูแลตัวเองให้ดี ฉะนั้น เรื่องน่ารู้และคำแนะนำเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณๆ ทั้งหลายควรรู้ไว้ โดยในวันนี้จะนำเสนอเป็นตอนแรก และนำเสนอตอนจบในสัปดาห์ถัดไป

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ “กามโรค” เกิดจากการร่วมเพศกับผู้ที่เป็นโรคนี้ ไม่ได้เกิดจากการใช้สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันร่วมกัน การใช้ห้องสุขา หรือสระว่ายน้ำร่วมกัน ยกเว้นอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจกรรมทางเพศ เช่น อวัยวะเพศชายเทียมที่ใช้ในการร่วมเพศครั้งเดียวกัน

กิจกรรมทางเพศมีหลายรูปแบบ มีความเสี่ยงต่อการติดโรคมากน้อย ขึ้นกับลักษณะของกิจกรรม กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคต่ำ ได้แก่ การกอดจูบลูบคลำภายนอก การสำเร็จความใคร่ให้กันและกัน กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ การร่วมเพศทางปาก ทางช่องคลอด และทางทวารหนัก โดยเฉพาะการร่วมเพศทางทวารหนักนั้น มีการเสี่ยงต่อการติดโรคมากที่สุด เพราะมักมีการถลอกของอวัยวะเพศชายและผิวทวารหนัก ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อกามโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันกามโรคได้ดี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้สม่ำเสมอทุกครั้งที่ร่วมเพศ สวมใส่ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง มีการหล่อลื่นดีเพื่อป้องกันถุงฉีกขาด แต่สิ่งที่ควรรู้ คือ ถุงยางอนามัยป้องกันกามโรคบางชนิดได้ไม่ดีนัก เช่น หูดหงอนไก่ โรคเริม เพราะอาจติดต่อโดยบริเวณถุงยางคลุมไม่ถึง ถุงยางอนามัยสตรีป้องกันกามโรคได้ดีกว่าถุงยางชาย เพราะมีบริเวณครอบคลุมมากกว่าและฉีกขาดยากกว่า การใส่ถุงยางชายหลายชั้นอาจทำให้การแตกรั่วฉีกขาดยากขึ้น แต่ทำให้ความรู้สึกในการร่วมเพศลดลง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ มีความรุนแรงตั้งแต่น้อยถึงมาก จนทำให้เสียชีวิต โดยสามารถแบ่งประเภทตามอาการได้ดังนี้

ประเภทแรกคือ “ไม่มีอาการ” ได้แก่ โรคเอดส์ระยะแรก หรือที่เรียกว่า เอชไอวี โรคตับอักเสบจากไวรัสบีและโรคซิฟิลิส ทั้งสามโรคตรวจพบได้จากการเจาะเลือด ถ้าเลือดบวกแสดงว่ามีการติดเชื้อ และอาจอยู่ในระยะแฝง หรือฟักตัว

“โรคเอดส์” อาจใช้เวลาถึงสามเดือนจึงจะทำให้เลือดเป็นผลบวก ในกรณีที่สงสัยจึงต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำหลายครั้ง โรคเอดส์และโรคตับอักเสบจากไวรัสบีในระยะสุดท้าย จะทำให้มีอาการต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมาก และผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในที่สุด ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด ยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ไม่สามารถกำจัดเชื้อดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยสามารถดูแลร่างกายให้แข็งแรงและไม่รับเชื้อเพิ่ม ก็อาจมีสุขภาพเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้ ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ใช้ร่วมกันหลายขนาน สามารถควบคุมการติดเชื้อไม่ให้กำเริบจนมีอาการได้ แต่ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หายขาด

ซิฟิลิส” เป็นกามโรคที่สำคัญในอดีต ก่อนจะมีโรคเอดส์ แต่ในปัจจุบันมียาปฏิชีวนะสามารถรักษาให้หายขาดได้ หรืออย่างน้อยก็ควบคุมยับยั้งการกำเริบของโรคนี้ได้ จึงไม่แสดงอาการรุนแรงเหมือนในอดีต และมักตรวจพบในสตรีที่มาเจาะเลือดขณะฝากครรภ์ หรือผู้ป่วยที่เจาะเลือดก่อนรับการผ่าตัดกลุ่มที่มีติ่งเนื้อ หรือตุ่มนูนที่อวัยวะเพศ โรคที่สำคัญ คือ หูดหงอนไก่และหูดข้าวสุก

กลุ่มต่อมา ได้แก่ “หนองแท้และหนองในเทียม” กลุ่มนี้มีอาการเด่น คือ มีหนองไหลจากอวัยวะเพศ หรือช่องทางร่วมเพศ ในเพศหญิงพบว่าไหลออกจากช่องคลอด หรือช่องปัสสาวะและมีอาการแสบเวลาปัสสาวะ ในเพศชายจะมีอาการหนองไหลจากท่อปัสสาวะและมีปัสสาวะแสบขัดลำกล้องมากกว่าในฝ่ายหญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะยาวกว่า ในรายที่ร่วมเพศทางปากอาจพบมีการอักเสบและมีหนองในช่องปากและต่อมทอนซิล ในรายที่มีการร่วมเพศทางทวารหนักอาจพบมีหนองปนกับอุจจาระ โดยทั่วไปมักเกิดอาการเหล่านี้ภายใน 1 สัปดาห์ หลังการร่วมเพศที่ติดเชื้อ ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ

หูดหงอนไก่” เป็นกามโรคที่พบบ่อยในปัจจุบันและมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก เพราะเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องได้ แต่วัคซีนมีราคาแพงและควรฉีดก่อนการร่วมเพศครั้งแรกเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ทั้งสองโรคจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีตุ่มนูนบริเวณอวัยวะเพศ มักมีหลายตุ่ม ขนาดเล็กๆ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ไม่เจ็บ ยกเว้นจะมีการอักเสบจากการเกา หูดหงอนไก่มีผิวขรุขระเป็นหนาม คล้ายกับหงอนไก่ หรือดอกกะหล่ำ

หูดข้าวสุก” มีผิวเรียบ แต่ละตุ่มมีรูตรงกลาง ซึ่งเมื่อสุกดีจะบีบของเหลวข้นๆ ออกจากรูได้คล้ายข้าวสุก ในบางรายติ่งเนื้อ หรือตุ่มมีขนาดเล็ก สามารถหายเองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก หรือกระจายเป็นวงกว้าง การใช้ยารักษาหูดจี้สัปดาห์ละหนึ่ง หรือสองครั้งจะได้ผลดี ถ้าใช้ยาเกินหนึ่งเดือนแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจใช้วิธีทางศัลยกรรม เช่น การตัดออก การจี้ด้วยไฟฟ้า การจี้ด้วยความเย็น

จะเห็นได้ว่าอาการของกลุ่มกามโรคที่กล่าวมานี้มีอาการค่อนข้างรุนแรงและต้องใช้เวลาในการรักษา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกโรคมีวิธีป้องกันหลายวิธี ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ในสัปดาห์หน้า เราจะนำเสนออาการในกลุ่มกามโรคอื่นๆ อีก สำหรับสัปดาห์นี้ ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขในช่วงเทศกาลแห่งความรัก ที่สำคัญนอกเหนือไปกว่าส่งความรักให้คนอื่น ก็อย่าลืมรักตัวเอง ป้องกันตัวเอง และคนที่เรารักจากโรคทางเพศสัมพันธ์ให้ดีด้วย.

นพ.สัญญา ภัทราชัย
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 14 กุมภาพันธ์ 2557

thairath140221_001

รู้จักรัก รู้จักป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทีมแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้นำเสนอเกี่ยวกับกลุ่มอาการของกามโรคไปแล้วบางส่วน ในสัปดาห์นี้จะขอเพิ่มเติมกลุ่มอาการอื่นๆ เพื่อเป็นความรู้และข้อเสนอแนะสำหรับดูแลตัวเองและคนที่เรารักต่อไป

กลุ่มถัดมาคืออาการ “มีแผลที่อวัยวะเพศ” โรคสำคัญคือเริมและแผลริมอ่อน ทั้งสองโรคมักเกิดแผลที่บริเวณอวัยวะเพศประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อ

โรคเริม” มักมีอาการเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสๆ ประมาณกลุ่มละ 4-6 ตุ่ม กระจายตามบริเวณผิวหนังที่สัมผัสเชื้อในการร่วมเพศ มีอาการเจ็บและแสบร้อนมากภายใน 1 สัปดาห์ ตุ่มน้ำจะแตกและกลายเป็นแผลตื้นๆ ซึ่งแสบร้อนมาก ในบางรายอาจทำให้อวัยวะเพศบวม บางรายปัสสาวะไม่ออก ในรายที่มีอาการครั้งแรกมักมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย พร้อมกันนั้นก็มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต กรณีที่มีอาการอ่อนเพลียมากหรือปัสสาวะไม่ออก ควรนอนรักษาในโรงพยาบาลพร้อมให้ยาและน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ โดยอาการมักหายเป็นปกติภายในสองสามสัปดาห์ แผลหายสนิทโดยไม่มีแผลเป็น (ถ้าไม่มีการอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรียซ้ำเติม) โรคเริมอาจกลับมาเป็นซ้ำได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ขณะมีประจำเดือน เครียดจัด นอนไม่หลับ ตุ่มน้ำของเริมมักขึ้นบริเวณเดิม โดยอาการจะไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและยังไม่มียารักษาให้หายขาด มีแต่ยาที่ทำให้อาการทุเลาและหายเร็วขึ้น

แผลริมอ่อน” ต่างจากเริมเพราะเป็นแผลเดี่ยวขนาดใหญ่ แผลมีก้นลึกและมีหนองที่ก้นแผล ขอบแผลดูเว้าแหว่งเหมือนถูกสัตว์กัดแทะ มีอาการเจ็บมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษามักหายเองภายในสองสามสัปดาห์ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฉีดยาครั้งเดียว

กลุ่มอาการ “ฝีมะม่วง” คือการอักเสบของกลุ่มต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตและเจ็บ บางรายมีร่องตรงกลางดูคล้ายผลมะม่วงอกร่อง จึงเรียกว่าฝีมะม่วง ในกรณีที่ฝีสุกและมีหนองภายในมาก ฝีอาจแตกได้ ซึ่งภายหลังฝีแตก แผลมักหายช้า บางรายอาจกินเวลาเป็นเดือน ฉะนั้นจึงควรรักษาก่อนฝีจะแตกและไม่ควรผ่าฝี การรักษาที่ถูกต้องคือ แพทย์จะใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังปกติเข้าไปในฝีและดูดหนองออกเพื่อให้ฝียุบตัวลง หลังจากนั้นจึงให้ยาปฏิชีวนะต่ออีกสองสัปดาห์ ฝีมะม่วงเกิดจากเชื้อตัวเดียวกับโรคหนองในเทียมและใช้ยารักษาในกลุ่มยาเดียวกัน

กลุ่มอาการ “ตกขาวกลิ่นเหม็นคาวปลา” ซึ่งมีอาการคันหรือตกขาวเป็นก้อน กลุ่มนี้ประกอบด้วยโรคสามโรคคือ การติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา การติดเชื้อราในช่องคลอดและการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ทั้งสามโรคเป็นโรคที่ไม่รุนแรง ไม่ทำอันตรายร้ายแรงต่อผู้ติดเชื้อ แต่สร้างความรำคาญโดยเฉพาะในการร่วมเพศ ทั้งสามโรคเกิดจากการเสียสมดุลของสภาวะในช่องคลอด ซึ่งโดยปกติจะมีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การสวนล้างช่องคลอด การใช้สิ่งแปลกปลอมสอดใส่ในช่องคลอด การเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือการติดเชื้อกามโรค

การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา” เกิดจากภาวะในช่องคลอดเป็นกรดน้อยลง ทำให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเจริญผิดปกติ กลิ่นจะรุนแรงในขณะที่มีการหลั่งน้ำอสุจิในการร่วมเพศ ทำให้เกิดความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ โรคนี้สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ อาจใช้ร่วมกับยาเหน็บช่องคลอด และงดการสวนล้างช่องคลอด โรคนี้อาจเป็นซ้ำได้บ่อย และเพื่อให้เกิดผลดีทางการรักษาฝ่ายสามีจึงต้องมีการรักษาควบคู่กันไปด้วย

เชื้อราในช่องคลอด” พบได้บ่อยในคนปกติ บางรายพบจากการตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกประจำปี โดยทั่วไปมักไม่มีอาการ ยกเว้นในรายที่เป็นมากอาจมีตกขาวปริมาณมากและมีอาการคัน ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อนๆ เหมือนนมบูดหรือนมแหวะออกมาของทารก อาการอาจมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมดลูกและอวัยวะในช่องเชิงกรานมากขึ้น การรักษามียารับประทานทางปากหรือเหน็บทางช่องคลอด

เชื้อพยาธิในช่องคลอด” พบได้น้อยกว่าสองโรคข้างต้น พบได้บ้างในคนปกติ ในรายที่เป็นมากจะมีตกขาวคล้ายหนองเป็นฟองจำนวนมากและมีกลิ่นเหม็นคันช่องคลอด นำตกขาวมาส่องขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบตัวพยาธิรูปร่างเหมือนใบโพธิ์วิ่งไปมาจำนวนมาก สามีมักมีเชื้อพยาธิอยู่ด้วยแต่ไม่มีอาการ การรักษาต้องรักษาทั้งคู่จึงจะหายขาด การรักษาโดยให้ยาครั้งเดียวรับประทานจะให้ผลดีมาก

thairath140221_001a

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำสำหรับการปฏิบัติตัวในกรณีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

– ลด ละ เลิก พฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อกามโรค เช่น มีคู่เพศสัมพันธ์หลายคน การสำส่อนทางเพศ การใช้วิธีร่วมเพศที่ไม่ปลอดภัย เช่น ใช้อุปกรณ์ในการร่วมเพศร่วมกัน

– หากสงสัยว่าจะเป็นกามโรคให้มาพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

– ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการร่วมเพศกับผู้ที่ไม่ทราบว่าปลอดภัยหรือไม่ วิธีดีที่สุดคือพึงพอใจเฉพาะคู่ของตน เพราะหากร่วมเพศกับผู้ที่ปลอดภัยก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกัน

– ผู้ป่วยกามโรคควรพาคู่สมรสหรือคู่เพศสัมพันธ์มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาเชื้อที่อาจแฝงอยู่ ในผู้ป่วยกามโรคบางรายอาจมีโรคมากกว่าหนึ่ง ดังนั้น คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงมีบริการเจาะเลือด ตรวจหาเลือดบวกและเพาะเชื้อจากหนองหรือตกขาวเพื่อค้นหาการติดเชื้อกามโรคในระยะแฝง การรักษาต้องให้การรักษาทั้งคู่จนหายจึงจะมีความปลอดภัยในการร่วมเพศ

นพ.สัญญา ภัทราชัย

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 21 กุมภาพันธ์ 2557

ตรวจเพื่อก้าวต่อ

“เอดส์” กลายเป็นโรคเรื้อรังโรคหนึ่งที่รักษาได้ ต้องกินยาไปตลอดชีวิต แม้จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ผู้ป่วยก็สามารถมีอายุยืนยาวเหมือนคน
ทั่วไป

ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย บอกว่า ไม่เพียงแต่มียารักษา คนไทยทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจนก็สามารถเข้าถึงการรักษา เพราะรัฐบาลให้คนไทยทุกคนที่ติดเชื้อรักษาฟรี นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม จึงไม่ต้องกลัวว่าใครจะรู้ แล้วจะถูกไล่ออกจากงาน เกณฑ์การเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ก็ถูกปรับให้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอให้คนไข้ป่วย หรือรอให้ภูมิต้านทานลดลงจนต่ำมาก เพราะการเริ่มการรักษาเร็วมีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพตัวเองและสังคมภายนอก ทั้งการลดการส่งต่อเชื้อเอชไอวีให้ผู้อื่น และลดการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วยไปสู่คนอื่น

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดต่อความก้าวหน้าในด้านการรักษา คือ การที่ไม่ค่อยมีผู้ติดเชื้อมาให้รักษาในขณะที่ยังไม่ป่วย หรือในขณะที่ภูมิต้านทานยังดีอยู่ เพราะไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ เนื่องจากไม่เคยไปตรวจ ในสหรัฐอเมริกา 20% ของคนที่ติดเชื้อไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ ในขณะที่เกือบครึ่งของคนไทยที่ติดเชื้อยังไม่รู้ตัว ดังนั้น การรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไป ไม่เฉพาะกลุ่มเสี่ยงไปรับการตรวจเลือดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าบอกว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรไปตรวจ ก็จะไม่มีใครไปตรวจ เพราะทุกคนมักเข้าข้างตัวเองว่าไม่เสี่ยง ดังนั้น ทุกคนที่มีหรือเคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันแม้กับสามีหรือภรรยาของตนเองควรจะไปตรวจหมด

ผู้ที่ไม่ต้องไปตรวจ คือ ผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลยในชีวิต หรือเคยมีเพศสัมพันธ์แต่ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง คนที่ไม่เคยใช้ยาเสพติดชนิดฉีด และคู่สามีภรรยาที่เคยไปตรวจพร้อม ๆ กัน และตรวจไม่เจอ หลังจากนั้นไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีพฤติกรรมเสี่ยงอีก

“ตรวจเพื่อก้าวต่อ” เป็นโครงการรณรงค์ให้คนไทยตรวจเอดส์เป็นปกติวิสัย ซึ่งสภากาชาดไทยได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชนตลอดจนภาคีเครือข่ายจัดทำขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายจะร่วมรณรงค์ต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้าอันเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ทั่วโลกที่เรารู้จักกันมาระยะหนึ่งแล้ว คือ “เก็ตติ้ง ทู ซีโร่” (Getting to Zero) หรือ “เอดส์ลดลงให้เหลือศูนย์ได้”

อยากให้คนไทยมองเห็นว่าการตรวจเอดส์เป็นเรื่องธรรมดา และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่ง คล้ายกับการตรวจสุขภาพประจำปีไม่จำเป็นต้องลึกลับหรือนิรนามอีกต่อไป หลังจากตรวจแล้ว ชีวิตจะได้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตเดี่ยว หรือชีวิตคู่ที่จะไม่ติดเชื้อตลอดไป หรือติดเชื้อก็มีสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาวเหมือนคนอื่นทั่วไป

สาเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ไปตรวจเอดส์ มีหลายอย่าง จะยกมาทีละอย่าง พร้อมเสนอทางออกดังนี้

1. ไม่คิดว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีสามีหรือภรรยาเพียงคนเดียว ตัวเองก็ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นเลยก่อนแต่งงาน แต่เราไม่สามารถมั่นใจว่า “เขา” จะมีคนอื่นนอกจากเราหรือไม่ ดังนั้น ไปตรวจพร้อมกันสักครั้ง แล้วพูดคุยกันให้รู้เรื่อง หลังจากนั้นถ้าพลั้งเผลอก็บอกกันตรง ๆ ใส่ถุงยางป้องกันจนกว่าจะไปตรวจใหม่อีกรอบ

2. ไม่รู้ว่าตรวจไปจะมีประโยชน์อะไร ถ้าจะติดก็ติดไปแล้ว รู้เร็วก็กลุ้มใจเร็วขึ้น สู้ไม่รู้ดีกว่า รอให้มีอาการก่อนค่อยตรวจจะได้ไม่กลุ้มนาน จริง ๆ แล้ว ถึงจะมีพฤติกรรมเสี่ยง แต่ก็อาจจะยังไม่ติดเอดส์ก็ได้ ถ้ากล้าไปตรวจ ตรวจไม่เจอจะได้ป้องกันตัวเองดีขึ้น และแม้ตรวจเจอ คู่เราที่อยู่กันมา 10-20 ปี อาจจะยังไม่ติดจากเราก็ได้ จึงเป็นโอกาสที่จะป้องกันคู่ของเราไม่ให้ติดเชื้อ และการที่ตรวจเจอขณะที่ยังไม่ป่วย การดูแลรักษาแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เราไม่ป่วยหรือเสียชีวิตจากเอดส์

3. กลัวว่าถ้ามีคนรู้ว่าไปตรวจเอดส์ เขาจะมองในแง่ไม่ดี จะกลัวไปทำไม มันเป็นชีวิตของเรา และการตรวจเอดส์เป็นหน้าที่ของทุกคน

4. กลัวจะตรวจเจอ เพราะเคยแต่รับรู้มาว่า เอดส์ไม่มีทางรักษา เอดส์เป็นแล้วตายอย่างเดียว แต่ปัจจุบัน เอดส์รักษาได้ รักษาแล้วไม่ป่วย ไม่ตาย

5. กลัวว่าตรวจเจอแล้ว จะมีคนรู้ จะถูกคนรังเกียจ และอาจถูกไล่ออกจากงาน จริง ๆ แล้ว ผู้ที่รู้ผลการตรวจก็คือเราคนเดียว คนอื่นไม่มีสิทธิรู้ การรักษาก็ไม่ต้องให้นายจ้างออกค่าใช้จ่ายเพิ่ม นายจ้างจึงไม่รู้

6. ไม่รู้ว่าไปตรวจเอดส์ได้ที่ไหน สามารถไปตรวจได้ทุกโรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องไปที่คลินิกนิรนามของสภากาชาดไทยแห่งเดียว

7. ไม่รู้ว่ามีสิทธิตรวจฟรี ความจริงค่าตรวจก็ไม่แพง แต่ถ้ารู้ว่ามีสิทธิตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง ก็คงมีคนอยากใช้สิทธิกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ สิทธิประกันสังคม สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไปโรงพยาบาลใดก็ได้ เพียงแต่แสดงบัตรประจำตัวประชาชนก็สามารถตรวจฟรีได้ ตัวเลข 13 หลักในบัตรประจำตัวประชาชนที่โรงพยาบาลคีย์เข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นรหัสใหม่ทันที ไม่มีใครสามารถย้อนกลับมาดูว่าเป็นใครได้ ความลับของเราได้รับการปกปิดด้วยวิธีที่ดีที่สุดในโลก

8. หลายคนที่เคยไปตรวจมาแล้ว ไม่ค่อยอยากกลับไปตรวจซ้ำอีก เพราะ ใช้เวลานาน ในการรอคิว ในการรับคำปรึกษาก่อนตรวจทั้ง ๆ ที่รู้หมดแล้ว และเสียเวลาในการฟังผลเลือด สิ่งที่น่าเบื่อเหล่านี้เป็นเรื่องจริง หลายฝ่ายกำลังปรับปรุงให้สะดวกขึ้น เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ให้บริการ เพิ่มสถานบริการที่สามารถไปใช้บริการได้มากแห่งขึ้น เพิ่มเวลาให้บริการช่วงเย็น และวันหยุดราชการ และการมีคลินิกเคลื่อนที่ไปให้บริการถึงที่ทำงานหรือในชุมชน พยายามย่นย่อการให้คำปรึกษาแนะนำทั้งก่อนและหลังตรวจ เพราะคนส่วนใหญ่พอมีความรู้อยู่บ้างแล้ว หรือการใช้เอกสารให้อ่าน วิดีโอให้ดู หรือการให้โทรศัพท์คุยทางสายด่วนปรึกษาเอดส์แห่งชาติ 1663 เพื่อทดแทนหรือย่นย่อการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มีความพยายามในการนำชุดทดสอบแบบรู้ผลเร็วมาใช้เพื่อให้ได้ผลการทดสอบภายใน 1 ชั่วโมง ล้วนเป็นวิธีการที่ทุกฝ่ายพยายามปรับปรุงบริการให้รวดเร็ว และสะดวกสบายมากขึ้น

9. หมอไม่เห็นแนะนำ ก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะคนไข้มักเชื่อฟังหมอ แต่หมอส่วนใหญ่เองก็ยังไม่เห็นความสำคัญของการแนะนำให้คนไข้ตรวจเอดส์เป็นปกติวิสัย บางคนก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไร เพราะเห็นเป็นสาวโสดหรือเห็นว่ามีอายุมากแล้ว เรื่องนี้ต้องแก้ด้วยการทำความเข้าใจและให้ความรู้กับหมอในทุกสาขาวิชาชีพ ว่าการตรวจเอดส์มีประโยชน์อย่างไร และเขามีอิทธิพลมากเพียงใดในการแนะนำคนไข้แต่ละคนให้เห็นถึงความสำคัญในการตรวจเอดส์ ถูกหมอพูดกรอกหูบ่อย ๆ ก็อาจยอมไปตรวจก็ได้

อย่างไรก็ตามอาจมีเหตุผลอื่นอีกมากมายที่ทำให้คนไม่อยากหรือไม่กล้าไปตรวจเอดส์ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจมากขึ้นถึงประโยชน์ของการตรวจเอดส์ ซึ่งความกังวลหลายอย่างก็เป็นเรื่องจริง บางอย่างก็กลัวไปเอง หวังว่าผู้อ่านจะสามารถประเมินระดับความเสี่ยงของตัวเองแบบที่ไม่เข้าข้างตนเองมากไป รวมทั้งสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีกับข้อเสียของการไปตรวจเอดส์ ถ้าเห็นข้อดีมากกว่า จะได้ก้าวข้ามความกลัว ความไม่รู้ ตัดสินใจไปตรวจเอดส์โดยสมัครใจสักครั้งหนึ่ง ตรวจเพื่อก้าวต่อกันเถอะ.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  24 พฤศจิกายน 2555

.

Related Articles:

.

คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย มีบริการให้คำปรึกษา ให้ความรู้ และการบริการตรวจหาเชื้อเอดส์ โดยการบริการดังกล่าวท่านสามารถใช้บริการได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพียงยื่นบัตรประจำตัวประชาชน ณ โรงพยาบาลของรัฐ หรือศูนย์บริการสาธารณสุข ท่านสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่คลีนิคนิรนาม โทร.0-22564107-9 ต่อ 200 ในวันเวลาราชการ

การตรวจเลือดหาเชื้อเอดส์ 

คลินิกให้คำปรึกษาแนะนำและตรวจเอดส์ คลีนิคนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย วันเวลาทำการ  จ-ศ. 7.30-18.00น./ ส. 7.30-15.00น.
-ตรวจแบบทราบผล ทันที 200 บาท
-ตรวจด้วยวิธี PCR 1,500 บาท (รู้ผล 1 สัปดาห์)

“ชายเหนือชาย”ติดเอดส์พุ่ง

ตรวจหาเชื้อเอดส์ได้เองที่บ้าน

วาเลนไทน์! มาลดปัญหาเอดส์

ทีมนักวิจัยชี้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีในผู้หญิงเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีแก่คู่นอนมากขึ้น

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในปัจจุบัน

บ่าวสาว…อุ่นใจก่อนวิวาห์

ทีมนักวิจัยชี้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีในผู้หญิงเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีแก่คู่นอนมากขึ้น

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ที่เรียกว่า เชื้อ BV เพิ่มโอกาสเสี่ยงให้ผู้หญิงติดเชื้อเอดส์ แต่ผลการศึกษาล่าสุดยืนยันว่าหญิงที่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์และยังติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอดด้วย มีโอกาสเพิ่มขึ้นสามเท่าที่จะส่งผ่านเชื้อไวรัสเอดส์แก่ชายคู่นอน 

ด็อกเตอร์เคร็ก โคเฮน หัวหน้าการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอด เป็นอาการที่เชื้อราในอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงชนิดปกติ ถูกทดแทนด้วยแบคทีเรียชนิดผิดปกติ และมีเชื้อแบคทีเรียหลายสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอาการผิดปกตินี้

ด็อกเตอร์โคเฮนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินารีแพทย์ และการเจริญพันธุ์ที่มหาวิทยาลัย University of California ในซานฟรานซิสโก เขากล่าวว่าผู้หญิงอาจไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อเเบคทีเรีย BV

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวว่าผู้หญิงส่วนมากอาจไม่ส่ออาการว่าติดเชื้อ BV อาการส่วนมากจากการติดเชื้อคือตกขาวมในปริมาณมากผิกปกติ บางคนอาจจะมีกลิ่้นไม่พึงประสงค์ตามมาหลังการมีเพศสัมพันธุ์ด้วย
แม้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย BV จะพบได้ในหญิงทั่วไป แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าทำไมจึงติดเชื้อ

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวกบผู้สื่อข่าววีโอเอว่าไม่รู้ว่าอะไรทำให้ติดเชื้อ จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เขาบอกว่าแพทย์พอจะรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอด แมรู้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงมากมายแต่ไม่สามารถระบุลงไปได้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การติดเชื้อแบคทีเรีย BV พบได้ทั่วไปในทวีปอาฟริกา ประมาณว่าูหนึ่งในสามจนถึงครึ่งหนึ่งของผู้หญิงอาฟริกาติดเชื้อนี้ จนทำให้เกิดคำถามว่านี่เป็นเรื่องปกติหรือไม่

ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่ามีการตั้งทฤษฎีและสมมุติฐานขึ้นมาหลายข้อถึงสาเหตุที่เชื้อบีวีเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ชายติดเชื้อเอดส์ได้ง่ายขึ้น ทฤษฎีอันหนึ่งเชื่อว่าตัวเเบคทีเรีย เมื่อผู้ชายได้รับจากการมีเพศสัมพันธุ์กับผู้หญิงที่ติดเชื้อบีวี เชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะก่อให้เกิดอาการอักเสบในตัวผู้ชาย ทำให้เขาอ่อนแอและติดเชื้อเอชไอวีได้ง่ายขึ้น

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวว่าการบำบัดเชื้อบีวีมีหลายวิธี แต่ผลการรักษายังไม่ยั่งยืน การรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีลดอาการอักเสบลงได้ด้วยการใช้ยาทั้งที่ใช้กินและทาเฉพาะจุด ใช้เวลารักษาสามถึงหกเดือน แต่การติดเชื้ออาจจะหวนกลับในผู้หญิงหกสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

ด็อกเตอร์โคเฮนกับทีมงานนักวิจัยเรียกร้องให้มีการพัฒนาวิธีการรักษาการติดเชื้อบีวี รวมทั้งการคิดค้นยาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และแนะนำว่าอาจจะใช้เชื้อแบคทีเรียชนิดที่มีคุณแก่ร่างกายมนุษย์เป็นวิธีรักษาที่เรียกว่า probiotics แทนการรักษาด้วยยา

ที่มา: http://www.voathai.com/content/hiv-women-infection-tk/1444026.html

.

Related Link:

.

HIV – Bacterial Vaginosis Linked To Greater Female-to-Male Transmission

Article Date: 30 Jun 2012 – 16:00 PDT

Women with bacterial vaginosis are much more likely to transmit HIV to males than other females, researchers from the University of California, San Francisco, reported in PLoS Medicine. The risk is three times greater, the authors added.

Bacterial vaginosis (BV), also known asvaginal bacteriosis, is a condition in which the vagina’s normal balance of naturally occurring microorganisms in the vaginal flora has changed, so that the ‘good’ bacteria are reduced and the harmful bacteria increase. About 50% of all females with bacterial vaginosis are asymptomatic – they have no symptoms.

If BV symptoms do appear, they may include a watery and thin vaginal discharge, the discharge can become gray or white, and it may have a strong (fishy) smell. Less commonly, some women may experience a durning sensation when urinating, and itching around the outside of the vagina.

Bacterial vaginosis raises the risk of acquiring STIs

Women with bacterial vaginosis are more susceptible to acquiring sexually transmitted infections (STIs), including HIV and have a higher risk of preterm delivery. HIV-positive women with bacterial vaginosis potentially have higher HIV levels, and their cervix and vagina may shed greater amounts of the virus.

Lead author, Craig R. Cohen, MD, MPH, professor of obstetrics, gynecology and reproductive sciences at UCSF wrote:

“Previous research has shown that bacterial vaginosis can increase a women’s risk of becoming infected with HIV as much as sixty percent. Our study is the first to show that the risk of transmitting HIV is also elevated.

Our findings point to the need for additional research to improve the diagnosis and treatment of bacterial vaginosis, which is extremely common in sub-Saharan Africa, the region of the globe with the highest burden of HIV.”

They examined the link between bacterial vaginosis and female-to-male HIV transmission risk. The prospective study involved 2,236 HIV- positive women and their uninfected male partners from seven African countries.

After the scientists had adjusted the findings for variables, such as sexual behavior, socio-demographic factors, male circumcision, sexually transmitted infections, pregnancy and HIV levels in the HIV-positive women’s blood, they discovered that bacterial vaginosis was linked to a considerably higher risk of female-to-male HIV transmission.

Cohen explained:

“We looked at the increased shedding of HIV in the genital tract, but that was not sufficient to explain the increased risk of female-to-male HIV transmission. It is also possible that bacterial vaginosis causes inflammation and that could be a factor. We don’t really understand the relationship between vaginal flora and inflammation.

We think it’s likely that the sharing of genital tract microbiota between women and men may be implicated as a cause of the transmission risk. The interrelationship of the sharing of flora remains poorly understood and is an important avenue for future research.”

Cohen concluded that more studies are required to gain a better understanding of the vaginal flora’s role. However, developing more treatments for bacterial vaginosis, such as improved drugs and probiotics would be a considerable step forward towards improving women’s health in general, but it would also be beneficial in helping to decrease the number of HIV infections and the risk of transmission.

Written by Petra Rattue
Copyright: Medical News Today

Data from: medicalnewstoday.com

น้ำปรับโมเลกุล เพิ่มภูมิคุ้มกัน

“น้ำ” ของเหลวที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต และในร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบราวร้อยละ 70-75 โดยร่างกายมีการสูญเสียน้ำตลอดเวลา จึงมีคำแนะนำให้ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อทดแทนและให้การทำงานของเซลล์ในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ

นพ.พีรยศ ตรงสวัสดิ์ แพทย์นักสาธารณสุข กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ “อิทธิพลของน้ำปรับโมเลกุลเอ็มเร็ทที่ส่งผลต่อผู้ป่วยโรคต่างๆ” โดยยกตัวอย่างเครื่องปรับโมเลกุลน้ำของเอ็มเร็ท ว่า ปัจจุบันมีนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลของน้ำสะอาดธรรมดาให้กลายเป็นน้ำที่มีคุณสมบัติพิเศษคล้ายน้ำพุภูเขาธรรมชาติพร้อมใช้งานสำหรับเซลล์ในร่างกาย มีลักษณะ 4 ประการ คือ ป้องกันเชื้อไวรัส ป้องกันแบคทีเรีย ป้องกันเชื้อราและยับยั้งการเกิดเนื้องอก

นอกจากนี้ นพ.พีรยศ เผยว่า เรื่องของน้ำปรับโมเลกุล มีการทำวิจัยล่าสุดโดยศึกษาเปรียบเทียบระดับภูมิคุ้มกัน ซึ่งวัดจากเม็ดเลือดขาวที่เป็นระบบภูมิต้านทางของร่างกายต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส โดยสองค่าที่นิยมเทียบ คือ ซีดี 4 และซีดี 8 โดยเฉพาะค่าซีดี4 ไม่ควรต่ำกว่า 200-250 มิฉะนั้นเข้าข่ายเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อน หรือเรียกว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง และยังเทียบกับปริมาณเชื้อ HIV ในผู้ป่วยเอดส์ที่ดื่มน้ำปรับโมเลกุลกับน้ำธรรมดา ได้ผลสรุปว่า ผู้ป่วยที่ดื่มน้ำปรับโมเลกุล 6 เดือน มีปริมาณ ซีดี4 แตกต่างจากตอนก่อนดื่มน้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Non-Parametric Statistical Analysis)

และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ซีดี4 หลังดื่มน้ำปรับโมเลกุลจะเห็นว่ามีปริมาณ ซีดี4 เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนดื่มน้ำ และปริมาณไวรัสเฉลี่ยลดลงต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงน้ำช่วยฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยเอดส์ควบคู่ไปกับยาต้านไวรัสได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 9 กรกฎาคม 2555

“ชายเหนือชาย”ติดเอดส์พุ่ง

กว่า 30 ปีที่ผ่านมานับจากการพบผู้ป่วยเอดส์รายแรกของโลกในปี 2524 จนถึงปัจจุบัน คาดว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์มากกว่า 60-70 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่าครึ่งดังนั้นคาดว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ที่มีชีวิตอยู่ทั่วโลกกว่า 33 ล้านคน ที่น่าตกใจ คือ ยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ส่วนใหญ่มักเป็นวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (เอ็มเอสเอ็ม) และสาวประเภทสอง มีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

รศ.นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า การติดเชื้อเอชไอวี 80-90 เปอร์เซ็นต์ผ่านทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ที่เหลือจากเข็มฉีดยา การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด กับทางทวารหนักโอกาสของการติดเชื้อได้ยากหรือง่ายต่างกันพอสมควร โดยทางช่องคลอดโอกาสที่จะมีการฉีกขาด บาดแผล น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยเยื่อบุลำไส้ จะเปราะบางกว่า พอเกิดการฉีกขาด ถ้าไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย โอกาสที่จะได้รับเชื้อเอชไอวีมีมากกว่า 5-10 เท่า

การเปลี่ยนคู่นอนเยอะ ก็มีโอกาสเจอแจ๊กพอต ได้รับเชื้อเอชไอวีมากขึ้น ขณะเดียวกันในคนที่ไม่ได้เปลี่ยนคู่ครอง แต่คู่ครองไปมีกิจกรรมทางเพศกับอีกหลายคน สุดท้ายก็จะมีความเสี่ยงด้วย

กลุ่มชายรักชายจะมีกลุ่มเฉพาะ ทั้งที่เที่ยว ที่ไปสถานบันเทิง ที่สังสรรค์ โอกาสที่จะพบปะกัน มีกิจกรรมทางเพศโดยป้องกันและไม่ป้องกัน จึงมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า

จากการเจาะเลือดสำรวจเพื่อเฝ้าระวังในบางจังหวัด พบว่า กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสองมีการติดเชื้อประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ โดยพบในคนอายุน้อย นักศึกษา นักเรียนมาตรวจเลือดบวกแล้ว กทม.มีอัตราการติดเชื้อสูงกว่าจังหวัดอื่น พบการติดเชื้อ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ เชียงใหม่ประมาณ 15-16 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยยังไม่สูงนัก  ถ้าเป็นคู่นอนประจำจะไม่ค่อยใช้ สมมุติมีแฟนเป็นฝรั่ง อยากให้แฟนใช้ถุงยางอนามัย แฟนฝรั่งก็ไม่อยากใช้ อ้างว่ามีคุณคนเดียว การขอให้แฟนฝรั่งใช้ถุงยางอนามัย แฟนฝรั่งอาจสงสัยว่าไปมีอะไรกับใคร หรือเปล่า ก็เลยต้องเลยตามเลย คือ ถุงยางอนามัยจะไปผูกมัดกับความเชื่ออะไรที่ว่า การใช้ถุงยางอนามัยแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน  ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้

นอกจากนี้การใช้ถุงยางอนามัยกรณีมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จะต้องใช้สารหล่อลื่นเพราะมันฝืด ถ้าไม่ใช้สารหล่อลื่น หรือมีการหล่อลื่นไม่ดี โอกาสถุงยางอนามัยจะแตกก็สูงกว่าช่องคลอด ด้วยเหตุนี้กลุ่มชาย ที่มีเพศสัมพันธ์กับชายจึงมีโอกาสติดเชื้อสูง เจาะเลือดพบการติดเชื้อ 10-20 เปอร์เซ็นต์

ที่ผ่านมาได้มีความพยายามศึกษาหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อนำมาช่วยเสริมการป้องกันนอกเหนือจากการใช้ถุงยางอนามัย เช่น การใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี จากผลการวิจัยพบว่า การกินยาต้านไวรัสยี่ห้อหนึ่ง ยาจะอยู่ในกระแสเลือดได้นาน ถ้าคนปกติยังไม่ติดเชื้อกินทุกวันจะมีระดับยาในเลือดสูงพอที่จะไปมีกิจกรรมทางเพศโดยไม่ป้องกัน ถุงยางแตก ถุงยางหลุด รั่ว ระดับยาต้านไวรัสที่อยู่ในกระแสเลือดอยู่แล้วน่าจะช่วยได้ อย่างไรก็ตามงานวิจัยออกมาว่าไม่ได้ช่วยป้องกัน 100 เปอร์เซ็นต์ และยาอาจมีผลข้างเคียงทำให้คลื่นไส้ อาเจียน บางรายอาจมีผลต่อไต ตับ และมวลกระดูกอีกทั้งยังไม่ได้รับการอนุญาตจาก อย. เพื่อใช้ในการป้องกัน อย่างไรก็ตามหากติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะต้องหยุดกินยาทันที เพราะยาจะไม่ช่วยแล้ว เนื่องจากยาที่ใช้ในการรักษาจะต้องใช้หลายขนานร่วมกันประมาณ 3  ตัว  ขืนกินอย่างเดียวอาจจะเกิดการดื้อยาได้ ส่วนเจลผสมยาต้านสำหรับทาภายในช่องคลอดของผู้หญิงก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย ยังหาซื้อไม่ได้ จึงอยากฝากว่าการป้องกันที่ดีที่สุด คือ ลดพฤติกรรมเสี่ยง ใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ

ด้าน นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า การที่กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสอง มี  ผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงอยู่ น่าจะมาจากมาตรการที่ทำอยู่ทุกวันนี้ยังไม่เพียงพอ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ๆ คือ ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ผล เพราะถ้าใช้ถุงยางอนามัยทุกคนก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือ บางครั้งเขาไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ดังนั้นจึงต้องการอะไรใหม่ ๆ หรือความเข้มข้นที่มากกว่าเดิมถึงจะแก้ปัญหาได้ อย่างในกรุงเทพฯ มีคลินิกที่ดี ๆ อยู่ไม่กี่แห่ง ถ้าคาดการณ์ว่าในกรุงเทพฯ มีกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 1-2 แสนคน แต่เรามีคลินิกแค่ 2 คลินิกเท่านั้น หมายถึงคลินิกที่ให้บริการป้องกันที่คุณภาพดี ๆ มีอยู่น้อยมาก ในการให้ความรู้ ให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัว การใส่ถุงยางอนามัย การให้คำปรึกษา การตรวจเลือด การตรวจรักษากามโรค พูดกันง่าย ๆ คือ  ถ้าเรามีชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายอยู่ 100 คน มีคนที่เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพน้อยมากไม่น่าจะถึง 30 เปอร์เซ็นต์

นายธนิต เพชรอินทร์ หรือ “น้องป๊อบ” วัย 24 ปี เอ็นจีโอหัวหน้าภาคสนามศูนย์ซิสเตอร์ พัทยา กล่าวว่า การที่ยอดผู้ติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองยังสูงอยู่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นการเข้าถึงการตรวจเลือดมากขึ้น แต่อีกสาเหตุน่าจะมาจากการไม่มีความรู้ในการใช้ถุงยางอนามัย  เช่น ใช้สารหล่อลื่นผิดประเภทเห็นอะไรลื่น ๆ ก็ใช้กัน คนทั่วไปยังเข้าใจอย่างนี้ อย่างเวลาจะมีเซ็กซ์ก็เอาเบบี้ออย เอาโลชั่นทาผิว มาป้าย ซึ่งอาจทำให้ถุงยางแตกได้ ทั้ง ๆ ที่สารหล่อลื่นที่ถูกต้องควรมีส่วนประกอบของน้ำ การไว้ใจคู่นอนถาวร หรือแฟน  ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เพราะมีคู่นอนคนเดียวก็จริง แต่แฟนไปเอาเชื้อจากคนอื่นมาติด คือ สาวประเภทสองจะให้คุณค่าเรื่องความรัก  เพราะคิดว่าเป็นคนรักไม่น่าจะมีคนอื่น  เป็นแฟนกันแล้วไม่น่าจะใช้ถุงยางอนามัย ด้วยความที่รักแฟน กลัวแฟนหาว่าไม่รัก ไม่ไว้ใจ ก็ไม่ใช้ถุงยางอนามัย  3 เดือนให้หลังไปตรวจเลือดก็พบเชื้อเอชไอวี

ปัจจุบันบ้านเราจะไม่พูดเรื่องเอชไอวี หรือ การมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัยให้เด็ก ๆ หรือลูกหลานฟัง ต่างจากเมืองนอกที่เด็กเล็ก ๆ ได้เรียนรู้แล้ว เหมือนหนูทำงานเป็นเอ็นจีโอเข้าไปคุยกับสาวประเภทสองในโรงงาน เขาไม่รู้จักเลยว่าสารหล่อลื่นที่เหมาะสมเป็นอย่างไร ทำไมใช้ถุงยางอนามัยสองชั้นยังติดเชื้อเอชไอวี ทั้ง  ๆ ที่น่าจะปลอดภัยกว่า โดยหารู้ไม่ว่าการใช้ถุงยางอนามัยสองชั้นจะเสียดสีทำให้แตกหรือรั่วได้  อย่างมีน้องที่เป็นสาวประเภทสองคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีอาจารย์ไปซื้อบริการทางเพศเขาและบอกว่า ขอใส่ถุงยางอนามัย 2 ชั้นนะเพราะกลัว แต่น้องที่เป็นสาวประเภทสองคนดังกล่าวมีความรู้ บอกไปว่าคุณเป็นอาจารย์ซะเปล่าทำไมไม่รู้ว่าใส่ถุงยางอนามัยสองชั้นมันเสี่ยงมากกว่านะ ขนาดอาจารย์ยังไม่มีความรู้เรื่องเพศศึกษา และเอชไอวีเลย หรือมีแต่น้อยมาก.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  17 มิถุนายน 2555