สมุนไพรไทย ไพล–ลูกประคบ

dailynews140406_001กรมแพทย์แผนไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมุนไพรไทยขึ้นแล้ว 3 ยุทธศาสตร์ กล่าวคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมให้มีวัตถุดิบสมุนไพรอย่างพอเพียงและเหมาะสม ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานการผลิต และ ยุทธศาสตร์ที่ 3 สนับสนุนสมุนไพรไทยสู่สินค้าโลก

ซึ่งมีรายละเอียดของแต่ละยุทธศาสตร์มากมายตามหลักวิชาการบริหาร ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้แต่อยากเล่าให้ฟังถึงการพัฒนาของสมุนไพรไทยใด ๆ ก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง

1.ทำการศึกษาทางเภสัชวิทยา
2.การศึกษาในมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการทดสอบทางคลินิกและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
3.การศึกษาพิษวิทยา
4.การเตรียมผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรแต่ละชนิดจำเป็นต้องได้คุณภาพมาตรฐานโลก

ทั้งนี้รวมไปถึงควรต้องศึกษาวิธีปลูก ศึกษาดิน แร่ธาตุในดินที่ใช้ปลูก ศึกษาฤดูเก็บ วิธีเก็บ และวิธีสกัดโดยละเอียดด้วยจึงจะได้ผลอย่างดียิ่ง ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าการศึกษาทางด้านต่าง ๆ เหล่านี้ได้นำมาใช้ในประเทศไทยโดยกรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว และได้มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้คุณภาพและมีข้อบ่งใช้เป็นรายละเอียด เชื่อถือได้ รับรองโดยกรมแพทย์แผนไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์ และ/หรือ อ.ย. ไปแล้วมากมาย

สำนักงานพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้การนำของ เภสัชกรสมนึก  สุชัยธนาวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์คุณภาพ สามารถเป็นที่พึ่งพา ปรึกษาและผลิตสมุนไพรสกัดโดยวิธีมาตรฐานหลากหลายวิธีอย่างดียิ่งมาแล้ว และได้เผยแพร่สมุนไพรให้มีผลผลิตทั้งจำหน่ายในประเทศไทยและส่งออกไปแล้วมากมาย นับว่าเป็นโอกาสอันดียิ่งสำหรับผู้สนใจที่จะส่งเสริมและยึดอาชีพนี้เป็นหลัก

Product Champion ของสมุนไพรไทยที่จะนำเสนอในที่นี้อีก 2 ชนิดก็คือ ไพล และลูกประคบไพล (Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr.) เป็นสมุนไพรที่สถาบันวิจัยวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.) ได้ศึกษาวิจัยมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันไพลเป็นยาจากสมุนไพรรายการหนึ่งในบัญชียาหลักแห่งชาติ สำหรับใช้ทาภายนอกบรรเทาอาการปวดเมื่อย ปวดบวม จากกล้ามเนื้ออักเสบ เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ และตำรับยา “ประสะไพล” ใช้แก้ระดูมาไม่ปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือนและขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอด

วว. ได้วิจัยและพัฒนาไพลเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น ยาทาภายนอกสูตรผสมแก้ปวดข้อ, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นจากน้ำมันไพล, น้ำมันขจัดเห็บหมัดในสุนัข ช่วยดับกลิ่นสุนัข ทำให้ไม่ต้องอาบน้ำบ่อย, ไพลยังสามารถนำมาทำเวชสำอาง เช่น ครีมพอก ช่วยรักษาผิว ทำให้ผิวพรรณผ่องใส แก้สิว, มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Nanocoat ไพลลงบน elastic microfiber ใช้พันตามข้อแก้ปวดข้อ และบนแผ่นพลาสเตอร์ใช้แปะแก้ปวดเมื่อยจาก office syndrome นอกจากนี้ บริษัท Kovic และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติยังได้ผลิตสารสกัดที่มีการควบคุมคุณภาพ (standardized extract) จากไพลชื่อ Plaitanoid จำหน่ายมาได้หลายปีแล้ว

ปัจจุบันไพลเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาก นอกจากใช้ทำลูกประคบสำหรับร้านนวดไทย คลินิกแพทย์แผนไทยและในสปา รวมทั้งเพื่อส่งออกแล้ว น้ำมันไพลยังนำมาผลิตยาใช้ภายนอก ทาแก้ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก ส่วนกากของไพลที่สกัดน้ำมันออกแล้ว ยังนำไปใช้ประโยชน์ได้เพราะยังมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบอยู่

การขยายพันธุ์ : ใช้เหง้าปลูก โดยคัดเลือกหัวพันธุ์ที่มีอายุ 7-9 เดือน มีตาสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงทำลาย นำมาแบ่งหัวพันธุ์ โดยการหั่น ขนาดของเหง้าควรมีตาอย่างน้อย 3-5 ตา หรือแง่งมีน้ำหนัก 15-50 กรัม จากนั้นแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เพลี้ยหอยด้วยมาลาไธออน หรือคลอไพรีฟอส 1-2 ชั่วโมง ตามอัตราแนะนำ และชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราก่อนปลูก การปลูกควรปลูกในฤดูฝนช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เพราะฤดูอื่นไพลจะพักตัวไม่งอก

 แหล่งปลูก : สระแก้ว สุราษฎร์ธานี

 เหง้าไพลประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย

ซึ่งมีสาระสำคัญที่ทำหน้าที่ในการออกฤทธิ์ เช่น sabinene (27-34%), b-terpinene (6-8%), a-terpinene (4-5%), terpinen-4-ol (30-35%) และ (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl) butadiene (DMPBD) (12-19%) น้ำมันหอมระเหยไพล มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในน้ำมันหอมระเหยไพลมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดบวม ปวดเมื่อย และต้านการอักเสบได้ดี นอกจากนี้เหง้าไพลยังมีสาร cassumunarin A, B และ C ซึ่งเป็น complex curcuminoids ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีอีกด้วย ส่วนฤทธิ์ในด้านอื่น ๆ มีดังนี้

1. ฤทธิ์ลดการอักเสบ
2. ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่
3. ฤทธิ์ต้านฮิสตามีน
4. ฤทธิ์แก้ปวด
5. ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย
6. ฤทธิ์ต้านเชื้อรา
7. ฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ

ผลิตภัณฑ์จากไพล

– ผลิตภัณฑ์สุขภาพ >>> ลูกกลิ้งไพล เจลรักษาสิว โคลนพอกหน้าและตัว เจลไพล ปาล์ม เจลลูกประคบ เจลไพลขิง ผงอบสมุนไพร โลชั่นทาแผลจากไพล ผลิตภัณฑ์รักษาแผลในช่องปาก แผ่นผ้าอนามัยสำหรับสตรี

– ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด >>> น้ำยาเช็ดพื้นจากไพล

– ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์ >>> แชมพูอาบน้ำสุนัข สเปรย์ไพลซิดัล (กำจัดเห็บและหมัด) โลชั่นไพลซิดัล (ช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนังจากการถูกเห็บหมัดกัด)

ลูกประคบสมุนไพร  เป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ในสถานบริการนวดไทยและสปาไทยทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ลูกประคบสมุนไพรชนิดแห้งเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีการส่งออกนำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

ตัวยาที่นิยมใช้ทำลูกประคบ ได้แก่ ไพล  (500 กรัม) แก้ปวดเมื่อย เคล็ด ขัดยอก ลดการอักเสบ ขมิ้นชัน (100 กรัม) ช่วยลดอาการอักเสบ แก้โรคผิวหนัง ตะไคร้บ้าน (100 กรัม) แต่งกลิ่น  ผิวมะกรูด (200 กรัม) ถ้าไม่มีใช้ใบแทนได้ มีน้ำมันหอมระเหย แก้ลมวิงเวียน ใบมะขาม (300 กรัม) แก้อาการคันตามร่างกาย ช่วยบำรุงผิว ใบส้มป่อย (100 กรัม) ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง ลดความดัน เกลือ (1 ช้อนโต๊ะ) ช่วยดูดความร้อนและช่วยพาตัวยาซึมผ่านผิวหนังได้สะดวกขึ้น การบูร (2 ช้อนโต๊ะ) แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ

วิธีทำลูกประคบ

*** อาจผสมสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับภูมิภาค ซึ่งจะใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นส่วนประกอบวิธีการใช้ลูกประคบสมุนไพร

นำลูกประคบที่นึ่งประมาณ 15-20 นาที จนร้อนได้ที่แล้วมาทดสอบความร้อนโดยแตะที่ท้องแขนหรือหลังมือก่อนนำไปใช้ โดยในช่วงแรกที่ลูกประคบยังร้อนอยู่ ต้องประคบด้วยความเร็วเพียงแตะลูกประคบแล้วยกขึ้น แต่เมื่อลูกประคบคลายความร้อนลงสามารถวางลูกประคบได้นานขึ้นพร้อมกับกดคลึงจนกว่าลูกประคบคลายความร้อน แล้วจึงเปลี่ยนไปใช้ลูกใหม่แทน ข้อควรระวังในการประคบสมุนไพร คือไม่ควรใช้ลูกประคบที่ร้อนเกินไป โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังที่เคยเป็นแผลมาก่อนหรือบริเวณที่มีกระดูกยื่น และต้องระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อัมพาต เด็กและผู้สูงอายุ เพราะมักมีความรู้สึกในการรับรู้และตอบสนองช้า อาจทำให้ผิวหนังไหม้พองได้ง่าย ประโยชน์ของการประคบสมุนไพร มาจากทั้งความร้อนและตัวยาสมุนไพร โดยมีผลกระตุ้นหรือเพิ่มการไหลเวียนเลือด, ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและบรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดการติดขัดของข้อต่อบริเวณที่ประคบและทำให้เนื้อเยื่อ พังผืดยืดตัวออก และลดอาการบวมที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือบริเวณข้อต่อต่าง ๆ

ข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการดูแลสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา :  เดลินิวส์ 6 เมษายน 2557

Advertisements

สมุนไพรไทย ‘ขมิ้นชัน’

dailynews140105_001ขมิ้นชัน เป็นชื่อค่อนข้างเป็นทางการของขมิ้นชนิดไทย ๆ ที่นิยมใช้กันอยู่ในบ้านเราแต่โบราณ ทั้งใช้ในการใส่ปรุงอาหาร ยกตัวอย่างเช่น อาหารหลายอย่างในภาคใต้ เช่น แกงเหลือง และใช้เป็นสมุนไพรไทย ใช้ถูทาและรับประทาน ช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ หลายอย่างหลายประการ อาทิขับลม ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย บรรเทาอาการจุกเสียด อาการปวดประจำเดือน แก้ท้องเสีย โดยเฉพาะในวัยเด็กและแก้ปวดข้อในช่วงสูงวัย ในหมู่ผู้สูงอายุไทยที่นิยมขมิ้นชันในต่างอำเภอ ต่างตำบล บางครั้งก็เรียกชื่อต่าง ๆ กันไป เช่น ขมิ้น ขมิ้นแกง ขมิ้นยวก ขี้มิ้น ตายอ สะยอ  หมิ้น เป็นต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa L. ชื่อพ้อง Curcuma domestica Valeton วงศ์ตระกูล ZINGIBERACEAE ส่วนที่ใช้ คือ เหง้าสด หรือแห้ง

กรรมวิธีการผลิต

เก็บเหง้าหลังจากการปลูก 9-10 เดือน (ใบส่วนล่าง เปลี่ยนเป็นสีเหลือง) การเตรียมขมิ้นชันแห้งในทางการค้าเตรียมได้โดยนำเหง้ามาต้มกับนํ้าเติมมูลโคลงไปเล็กน้อย ต้มนาน 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมงจนเหง้านิ่มและมีสีเข้มขึ้น นำมาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม แล้วนำมาขัดเอาเปลือกออก หรือเก็บเหง้า แล้วทำความสะอาด แล้วฝานเป็นชิ้นหนา ตากแดดให้แห้ง

สารสำคัญของขมิ้นชันคือ สารกลุ่ม Curcuminoids: และ Curcumin, Cyclocurcumin, Flavonoid, Terpenoids นํ้ามันหอมระเหย ประมาณ 3-7.2% ประกอบด้วยสารกลุ่ม bisabolane, quaiane และ germacrane sesquiterpenes เป็นสารหลัก ส่วนสารอื่น ๆ มีบรรยายไว้ในตำรับ–ตำราต่าง ๆ กัน อาจไม่พบในขมิ้นชันไทยและอาจมีประโยชน์ไม่มากในการสร้างผลิตภัณฑ์

ข้อกำหนดในการผลิตสมุนไพรขมิ้นชันให้เกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยที่สุดนั้น แม้จะมีข้อกำหนดมากมายหลายประการ เช่น ข้อกำหนดทางกายภาพและเคมีของเภสัชตำรับไทย ตำรับอินเดีย ตำรับจีน ตำรับเยอรมัน และตำรับของ World Health Organization (WHO) ก็ตาม ขอแนะนำให้ใช้ตำรับไทยเพราะสามารถหาข้อและคำแนะนำจากผู้ชำนาญการหลายด้านของ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกฯ เพราะสามารถทั้งตอบปัญหา ปรับปรุงวิธีการ ปรับแต่งวิธีการหรือหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรผสมใหม่ ๆ ที่แตกต่างและดีขึ้นได้ด้วย

จากการศึกษาอย่างมีระบบพบว่า มีประโยชน์ทางยาดังนี้

การใช้ที่มีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกสนับสนุน ขับลม อาหารไม่ย่อย และลดกรด

การใช้ตามเภสัชตำรับและการแพทย์แผนเดิม บรรเทาอาการแน่น จุกเสียด ลดนํ้าหนัก ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาการดีซ่าน ปวดไหล่และแขน บวมช้ำปวดบวม

การใช้ตามภูมิปัญญา ขมิ้นชันทั้งสดและแห้ง เป็นยาบำรุงธาตุ ฟอกเลือด แก้ท้องอืดเฟ้อ ขมิ้นสด ๆ แก้ท้องเสีย รักษาโรคทางเดินอาหาร แก้ปวดข้อ

 

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ขับลม นํ้ามันหอมระเหยมีฤทธิ์ขับลม

ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ สาร curcumin มีฤทธิ์ต้านการเกิดแผล โดยกระตุ้นการหลั่งสารเมือกมาเคลือบ และยับยั้งการหลั่งของนํ้าย่อยต่าง ๆ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบของลำไส้ใหญ่โดยมีผลต่อกรดหลาย ๆ ชนิดทั้งในกระเพาะและในลำไส้ใหญ่ที่จะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ และเมื่อมีอาหารและนํ้าย่อยอาหารตามปกติก็อาจจะย่อยบริเวณที่อักเสบให้เกิดเป็นแผลได้ สารสำคัญของขมิ้นชันคือ curcumin ก็จะหลั่งมาเคลือบผิวกระเพาะทำให้บรรเทาไปได้ดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้นสารสกัดขมิ้นชันยังมีผลต่อการหลั่งของกรด โดยยับยั้งที่ H2 histamine receptors และทำให้การหลั่งกรดบรรเทาลง ส่งผลให้ระคายกระเพาะหรือกัดกระเพาะได้น้อยลงเป็นแผลในกระเพาะได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ภายใต้ความเครียดหรือภายใต้ภูมิแพ้

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดแอลกอฮอล์และสาร curcumin มีฤทธิ์ต้านเชื้อ Helicobacter pylori ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลที่กระเพาะอาหาร และก่อเกิดมะเร็ง

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สารสกัดแอลกอฮอล์ สารสกัดนํ้า นํ้าคั้น สาร curcuminoids (โดยเฉพาะสาร demethoxycurcumin) และนํ้ามันหอมระเหยมีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันและเรื้อรังในสัตว์ทดลอง ซึ่งฤทธิ์ต้านการอักเสบช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะอาหารได้ สาร curcumin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยมีกลไกต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดผ่านกลไกการยับยั้งสาร ประกอบของเกล็ดเลือดและกรด arachidonic acid และยับยั้งการสร้าง thromboxane และ Ca2 signaling และเปลี่ยนแปลงการเผาไหม้ของ eicosanoid สารอีกตัวหนึ่งในขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยมีกลไกต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดผ่านกลไกการยับยั้งกรด arachionic acid และตัวต้านการกระตุ้นเกล็ดเลือด

ฤทธิ์ขับนํ้าดี สารสำคัญที่มีฤทธิ์ขับนํ้าดีคือ สาร curcumin, sodium curcuminate และ cineolo

ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สารสกัดขมิ้นชันมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ และมดลูก

ฤทธิ์ช่วยทำให้ไตพิการเนื่องจากโรคเบาหวานดีขึ้น การป้อนสาร curcumin ขนาด 15 และ 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้หนูที่ทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวาน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าจะช่วยทำให้ไตพิการเนื่องจากโรคเบาหวานดีขึ้น

ฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็งและต้านมะเร็ง สาร curcumin มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็ง ต้านมะเร็งและป้องกันการลุกลาม โดยยับยั้งเซลล์มะเร็งและเอนไซม์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สาร curcumin และ ar-turmerone มีผลทำให้เซลล์มะเร็งของคนหลายชนิดตายแบบ apoptosis

ฤทธิ์ปกป้องตับ สารสกัดขมิ้นชัน 1% มีฤทธิ์ต้านการอักเสบของตับหนูจากสาร D-gatactosamine สารกลุ่ม curcuminoids มีฤทธิ์ปกป้องตับในหลอดทดลองได้ดีเทียบเท่าสารมาตรฐาน silybin และ silychristin สาร curcumin มีฤทธิ์ปกป้องตับ โดยมีผลต่อสารที่ก่อเกิดมะเร็งที่ตับ (N-nitrosodiethylamin (DENA)

ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น สารกลุ่ม curcuminoids มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น โดยสาร curcumin มีฤทธิ์ดีที่สุด และมีฤทธิ์ดีกว่าวิตามินซี และ resveratrol

ฤทธิ์ต้านการเกิดโรคความจำเสื่อม (Alzheimer disease) สาร calebin-A, curcumin, demethoxy-curcumin, bisdemethoxycurcumin และ 1.7-bis (4-hydroxyphenyl)–1-heptene-3.5-dione มีฤทธิ์ต้านการเกิดโรคความจำเสื่อม โดยมีผลป้องกันการถูกทำลายของเซลล์สมอง

ฤทธิ์ต้านความซึมเศร้า สารสกัดเอทานอลมีฤทธิ์ต้านความซึมเศร้าเรื้อรังอย่างอ่อนในหนูขาว เช่นเดียวกับสารสกัดนํ้า ซึ่งมีกลไกการต้านการซึมเศร้าโดยยับยั้งการทำงานของ monoamione oxidase A (MAO)

กลไกการนำส่งยา สารกลุ่ม curcuminoids มีผลต่อการนำส่งยาโดยมีผลยับยั้งเอนไซม์ P-glycoprotein

ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ cytochrome P450s: สารสกัดเมทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP3A4 สาร curcumin มีผลต่อเอนไซม์ CYPIA2, CYP3A4, CYP2D6, CYP2C9 และ CYP2B6 ซึ่งจะมีผลต่อการเผาผลาญสารต่าง ๆ ในร่างกาย แต่สารมีสลายตัวแล้วของ curcumin จะไม่มีผลดังกล่าว

 

ขมิ้นชันนี้ไม่ใช่มีเฉพาะในประเทศไทย แต่สามารถปลูกได้แพร่หลายในเอเชียตอนใต้ ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย แถบคาบสมุทรอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศผู้ส่งออกได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐอินโดนีเชีย

กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้มีนโยบายสนับสนุนสมุนไพร 5 ประเภทเป็นผลิตภัณฑ์นำหน้า (Champion Product) สำหรับประเทศไทยให้สัมฤทธิผลภายในช่วง 2-3 ปีนี้ ได้แก่ ใบบัวบก ซึ่งคอลัมน์นี้ได้นำเสนอไปให้ผู้อ่านไปแล้ว 2 ตอน ตัวต่อมาก็คือ กวาวเครือ โดยเฉพาะกวาวเครือขาว ไพร สมุนไพรรวม ได้แก่ ลูกประคบและตัวสุดท้ายคือ ขมิ้นชัน ซึ่งนำเสนอให้กับท่านผู้อ่านวันนี้เพื่อเน้นคุณค่าของสมุนไพรไทย ซึ่งยังใช้ได้เป็นยาทาภาย นอกและการผลิตแบบเก่าซึ่งหลายวิธีใช้ดื่มกินได้เพื่อบรรเทาอาการ แต่ขอให้แน่ใจว่า ผลิตถูกต้องปราศจากสารพิษเจือปนหรือปราศจากเชื้อโดยขอคำแนะนำได้จาก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกฯ รวมทั้งศึกษาหาวิธีผลิตให้เหมาะสมแบบสมุนไพรเดี่ยวหรือสมุนไพรรวมหลายประเภท ทั้งการผลิตที่เป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง และเป็นยาแผนโบราณที่ผลิตโดยกรรมวิธีสมัยใหม่

ข้อมูลจาก หนังสือ “คุณภาพเครื่องยาไทย งานวิจัยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดย ภญ.รศ.ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และ ภญ.ผศ.ดร.นงลักษณ์ เรืองวิเศษ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์  5 มกราคม 2557

.

dailynews140112_001

สมุนไพรไทย ‘สมุนไพร’ ตอนที่ 2

ไม่เพียงฤทธิ์ต่าง ๆ ของสมุนไพรขมิ้นชันซึ่งดูวิเศษดังที่เสนอความรู้ไว้ในตอนที่ 1 เท่านั้น แต่ก็มีการศึกษาทางด้านพิษวิทยาด้วยพบว่า

ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ ขมิ้นชันและสาร  curcumin ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลัน ขนาดของสารสกัดเอทานอล 50% ที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่ง (LD) มีค่ามากกว่า 15 กรัม/กิโลกรัม โดยการป้อนทางปาก ฉีดใต้ผิวหนัง และทางช่องท้อง

การศึกษาความเป็นพิษเรื้อรัง การให้สาร curcuminoids ในขนาดที่ใช้ในคน 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ติดต่อกันเป็นเวลานาน 6 เดือน ไม่ทำให้เกิดพิษในหนูขาว แต่สาร curcuminoids ในขนาดสูงอาจมีผลต่อการทำงานและโครงสร้างตับได้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กลับเป็นปกติได้เมื่อหยุดใช้

 

การศึกษาทางคลินิก

ประสิทธิผลในการรักษาอาการท้องเสีย รายงานจากอินโดนีเซียพบว่าขมิ้นชันใช้รักษาอาการท้องเสียได้

ประสิทธิผลในการรักษาอาการแน่นจุกเสียด การรับประทานขมิ้นชัน ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน นาน 7 วัน มีผลการรักษาดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ยาและที่ได้รับประทานยา flatulence

ประสิทธิผลในการรักษาแผลในทางเดินอาหาร  การรับประทานขมิ้นชัน ครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน จะบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลได้ และการให้ขมิ้นชัน (300 มิลลิกรัม/แคปซูล) ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ แผลหายในผู้ป่วย 19 ราย ใน 25 ราย (คิดเป็น 76%) อีกการทดลองในผู้ป่วย 45 คน รับประทานขมิ้นชัน (300 มิลลิกรัม/แคปซูล) ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 5 ครั้ง พบว่าผู้ป่วยแผลหายภายใน 4 สัปดาห์ จำนวน 12 ราย หายภายใน 8 สัปดาห์ จำนวน 18 ราย หายภายใน 12 สัปดาห์ จำนวน 19 ราย  การศึกษาผลของสาร curcumin ในการยับยั้งเชื้อ Helicobacter pylori ในผู้ป่วย 25 คน พบว่าสาร curcumin ขนาด 30 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 เวลา ไม่มีผลในการยับยั้งเชื้อ แต่อาการโรคกระเพาะดีขึ้น

ประสิทธิผลลดการบีบตัวของลำไส้  การรับประทานขมิ้นชัน วันละ 162 มิลลิกรัม พบว่ามีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ได้

ประสิทธิผลในการรักษา Irritable bowel syndrome (IBS) ในการทดลองแบบ partially blinded randomized trial ในอาสาสมัครจำนวน 500 คน รับประทานสารสกัดมาตรฐานขมิ้นชัน ขนาด 1 และ 2 เม็ด เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าสามารถลดอาการดังกล่าวได้

ความเป็นพิษในคน  การศึกษา clinical trial Phase I พบว่าการรับประทานสาร curcumin ในปริมาณ 10 กรัมต่อวัน ไม่ก่อเกิดพิษ และการรับประทานน้ำมันหอมระเหยขมิ้นชันในปริมาณ 0.6 มิลลิลิตร วันละ 3 เวลา เป็นเวลา 1 เดือน และ 3 เดือน ในอาสาสมัครจำนวน 9 คน พบว่ามีความปลอดภัย

 

ข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ที่ไวต่อขมิ้นชัน และผู้ป่วยโรคนิ่วควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

 

ข้อควรระวัง

ควรระมัดระวังการใช้ในหญิงมีครรภ์และเด็ก ยกเว้นภายใต้การดูแลของแพทย์  ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิต้านทาน

 

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ยากลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs),antiplatelet agent (เนื่องจากขมิ้นมีผลทำให้เกล็ดเลือดไม่เกาะกลุ่ม) ยาที่มีผลต่อ cyto-chrome P450 (ขมิ้นมีผลยับยั้ง cytochrome P450, CYP1A1/1A2) ยาลดไขมันในเลือด (ขมิ้นมีผลในการลดระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL)

 

อาการไม่พึงประสงค์

ผิวหนังอักเสบจากการแพ้ ขมิ้นขนาดยาที่สูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินอาหาร

 

รูปแบบยาและขนาดการใช้

ยาแคปซูลที่มีผงเหง้าขมิ้นชันแห้ง 250 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 2-4 แคปซูล วันละ 4 กรัม หลังอาหารและก่อนนอน หรือยาผง ขนาด 3-9 กรัมต่อวัน หรือยาชง ขนาดผงยา 0.5-1 กรัม วันละ 3 เวลา หรือยาทิงเจอร์ ขนาด 0.5-1 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง

ผลจากงานวิจัยสรุปว่าเครื่องยาขมิ้นชันจากงานวิจัย  มีคุณภาพทางกายภาพและทางเคมีตามเกณฑ์มาตรฐานของเภสัชตำรับเยอรมัน แต่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของเภสัชตำรับไทย อินเดีย จีน และองค์การอนามัยโลก เนื่องจากมีปริมาณเถ้าไม่ละลายในกรดมากกว่า 1% และมีปริมาณสารเคอร์คิวมินอยด์น้อยกว่า 5-8% เครื่องยาขมิ้นชันมีปริมาณสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยคือ ar-turmerone 38% curlone 16% และ tumerone 13% รวมทั้งหมดเท่ากับ 67% ซึ่งมากกว่าข้อมูลที่ได้สืบค้น (60%)

 

จะเห็นได้ว่าจากบทความและข้อมูลที่ผมนำมาเสนอนี้ ได้มีการสกัด ตรวจค้น ค้นหา และค้นคว้ามามากพอสมควร กระนั้นก็ตามยังไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปผลิตอะไรได้จนกว่าจะได้รับคำแนะนำเฉพาะในความรู้ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ เพื่อนำไปผลิตเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ยาประเภทสมุนไพรประเภทเครื่องดื่มบำรุง เครื่องดื่มเสริมสุขภาพ หรือยาก็ตาม ขั้นตอนการผลิตที่เหมาะสมยังเป็นอีกช่วงหนึ่ง แต่ขออย่าท้อถอยครับ ทุกอย่างไม่ยากเท่าที่คิด และเมื่อเป็นผลผลิต ผลิตภัณฑ์แล้ว ผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก หนังสือ “คุณภาพเครื่องยาไทย งานวิจัยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดย ภญ.รศ.ดร.นพมาศ  สุนทรเจริญนนท์ และ ภญ.ผศ.ดร.นงลักษณ์  เรืองวิเศษ

 

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์  12 มกราคม 2557