รู้ทันอาการปวดหลัง

posttoday140715_01โรงพยาบาลเซนต์ แอนนา แห่งเยอรมนี ร่วมกับสถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อฝึกอบรมการผ่าตัดกระดูกคอและกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคปทุกปี ซึ่งการจัดประชุมดังกล่าว ได้จัดขึ้นในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยมีศัลยแพทย์ผู้สนใจเข้าร่วมจากทั่วโลก บ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาของโรคนี้ที่ยังมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น นั่นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ระวังตัวในการป้องกันตัวเองจากโรค และรักษาอาการไม่ถูกวิธี

อาการปวดคอและปวดหลัง นับเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมานต่อผู้ป่วยในระยะยาว และบั่นทอนศักยภาพในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยทั่วไปพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงานที่ส่วนใหญ่นั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกลักษณะต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือจากการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งข้องเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ไอทีต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เพราะโดยมากผู้ใช้จะไม่ได้ใส่ใจกับการจัดวางท่านั่งให้ถูกต้อง จึงมักนั่งด้วยท่าทางหลังงอ ไหล่ห่อ หรือก้มคอเข้าหาจอ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น เช่น การยกของหนักด้วยการก้มหลัง ในทุกกรณีที่กล่าวล้วนทำให้น้ำหนักทั้งหมดส่งผ่านไปยังกระดูกสันหลังส่วนที่กำลังโค้งมากที่สุด

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการปวดหลังโดยตรง ได้แก่ การบาดเจ็บบริเวณหลังจากอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่มีการกระแทกหรือปะทะอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น ทั้งนี้ยังมีโรคอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการปวดร้าวไปที่หลังได้ เช่น โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก โรคหลอดเลือดโป่งพองในช่องท้อง หรือมะเร็งที่กระจายมายังกระดูกสันหลัง

อาการที่บ่งชี้ว่ามีการปวดหลังจากการกดทับเส้นประสาท คือ การปวดร้าวที่ขาหรือสะโพก โดยอาการปวดขาจะปวดไปตามบริเวณซึ่งถูกเลี้ยงด้วยเส้นประสาทเส้นที่ถูกกดทับนั้น ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลักษณะการปวดแตกต่างกันไป บางรายอธิบายว่าอาการปวดมีลักษณะแหลมเหมือนโดนมีดแทง บางรายว่าปวดหน่วงและหนักที่ขา หรือบางรายอาจรู้สึกเพียงเหน็บชาคล้ายเมื่อนั่งทับขานานๆ

การดูแลรักษาตนเองที่ดีที่สุดสำหรับผู้มีอาการปวดหลัง คือ หลีกเลี่ยงกิจกรรมซึ่งอาจส่งผลให้อาการปวดหลังเกิดขึ้น เช่น จัดท่านั่งทำงานให้ถูกสุขลักษณะ คือ นั่งหลังตรง ไม่ก้มหรือเงยคอมากเกินไป ไม่ยกของที่ทำให้หลังต้องแบกรับน้ำหนักมากๆ และต้องหมั่นตรวจสอบสัญญาณเตือนของร่างกายว่าควรพบแพทย์หรือไม่ เพราะแม้ว่าอาการปวดหลังบางชนิดจะสามารถใช้เวลาเพื่อให้ทุเลาลงได้ แต่ก็มีอาการบางอย่างที่ผู้ป่วยไม่อาจมองข้าม และเป็นข้อบ่งชี้ว่าควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ได้แก่ อาการปวดหลังที่เรื้อรังต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน ปวดร้าวลงสะโพก ขา จนถึงบริเวณน่องหรือเท้า อาการปวดเฉียบพลันที่ไม่ทุเลาลงแม้ว่าได้พัก หรือปวดรุนแรงจนเคลื่อนไหวไม่ได้ อาการปวดหลังจากการได้รับบาดเจ็บหรือหกล้ม และอาการปวดหลังที่เกิดร่วมกับภาวะควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ขาอ่อนแรง ชาบริเวณขา เท้า หรือรอบทวารหนัก คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ หรือน้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ

สิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยให้ห่างไกลจากอาการปวดหลัง หรือช่วยให้ผู้มีอาการปวดหลังซึ่งได้รับการรักษาแล้วไม่กลับมาเป็นอีก คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตที่จะไม่สร้างความกระทบกระเทือนต่อบริเวณหลัง รวมถึงมีการบริหารร่างกายเพื่อลดอาการเจ็บปวดและฟื้นฟูการเคลื่อนไหว โดยต้องคำนึงถึงหลักการที่ถูกต้องและข้อควรระวังต่างๆ อันเป็นสิ่งซึ่งควรได้รับการแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 15 กรกฎาคม 2557

Advertisements

เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง

dailynews131013_004แม้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน จะออกจากโรงพยาบาลรามาธิบดีไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังเข้ารับการรักษา “ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง” ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 4 ต.ค. แต่สิ่งที่หลายคนยังให้ความสนใจอยากรู้ คือ ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นกลุ่มเสี่ยงบ้าง แล้วมีวิธีการรักษาอย่างไร ไปฟังคำตอบจาก นพ. เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ศัลยแพทย์ระบบประสาทและสมอง รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

dailynews131013_004aนพ.เมธี อธิบายว่า เยื่อหุ้มสมองมี 3 ชั้น คือ ชั้นนอกสุด ชั้นกลาง และชั้นในสุด  ที่เจอปัญหา คือ เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกสุด และชั้นกลาง โดยเฉพาะชั้นกลางถือเป็นเรื่องใหญ่ มักเกิดจากเส้นเลือดแดงใหญ่ฉีกถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนกรณีภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกสุดเมื่อทำการผ่าตัดระบายเลือดออกก็จบ

ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกสุด เกิดจากเส้นเลือดดำฉีก เลือดจะออกแบบค่อยเป็นค่อยไป มักกินเวลานานโดยจะเริ่มจากปริมาณเลือดน้อย ๆ และขยายตัวขึ้นในเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ พบได้ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยง คือ สมองฝ่อตัว จะมีช่องว่างอยู่ในสมอง ทำให้เส้นเลือดฉีกได้ง่าย เวลามีการกระแทกล้ม  พบได้บ่อยในผู้ป่วยวัยชราตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่มีการเสื่อมของสมอง หรือหากพบในกลุ่มที่มีอายุน้อยหรืออายุมากแต่ไม่ถึงกับวัยชรา ก็มักเป็นกลุ่มที่มีประวัติดื่มเหล้าต่อเนื่อง เป็น “แอลกอฮอล์ลิซึ่ม” มีประวัติได้รับยากันการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ในรายที่เกิดจากการฝ่อของสมอง อาจได้รับประวัติอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนมีอาการประมาณ 2-4 สัปดาห์

ถ้าพูดในทางการแพทย์ กลุ่มเสี่ยง คือ คนแก่ คนที่มีภาวะเลือดออกง่าย ดื่มสุราต่อเนื่อง  ซึ่งกรณีที่เกิดจากพิษสุราจะมีอุบัติการณ์สูง  นอกเหนือจากนี้ไม่ค่อยเจอ เช่น คนอายุน้อย ๆ ยกเว้นเป็นโรคตับอาจเจอได้ เพราะโรคตับส่วนใหญ่ก็สัมพันธ์กับเหล้า

คนไข้ที่มีอาการแล้วมาโรงพยาบาลแสดงว่าเป็นมานานแล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์ คือ เลือดออกวันแรก ๆ ไม่มีอาการอะไร แต่ถ้าทิ้งไว้สัก 1-2 สัปดาห์จะเริ่มมีอาการ

อาการที่เด่นชัด คือ ปวดหัวเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ รู้สึกมึน ๆ ตื้อ ๆ สมองไม่โปร่ง คิดอ่านช้าลง การตัดสินใจผิดปกติไม่สมเหตุสมผล ตอบสนองช้าลง แขนขาอ่อนแรง เดินเซ ล้มง่าย หรือพูดไม่ชัด ความจำไม่ปกติ ลืมง่าย 

ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก คนที่เป็นส่วนใหญ่จะฟื้นตัวเร็วกลับมาเหมือนเดิมได้ แต่ในคนที่ดื่มสุรา ปัญหา คือ ต้องเลิกเหล้า ถ้าไม่เลิกมักจะเป็นกลับมาอีกเรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อรักษาคนไข้แล้วแพทย์มักจะแนะนำให้หยุดเหล้า

การรักษาภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก คนไข้กลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเอาเลือดที่คั่งในสมองออก โดยการเจาะรูระบายเลือดออก หรือบางแห่งอาจโกนศีรษะผ่าตัดเอาเลือดออกซึ่งแล้วแต่เทคนิคของแพทย์แต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจในการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์

ท้ายนี้ นพ.เมธี ยังได้ฝากท่านผู้อ่านที่สนใจ อยากรู้โรคทางสมอง ไขสันหลัง ระบบประสาท กระดูกสันหลัง การผ่าตัดผ่านกล้อง แผลเล็ก เจ็บน้อย สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.drmethee.com

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 13 ตุลาคม 2556