พรทิพย์ โรจนสุนันท์ พลิกศพ…พบสุข โดย ปริญญา ชาวสมุน

เมื่อเอ่ยถึงหมอพรทิพย์คงหนีไม่พ้นคำว่านักนิติวิทยาศาสตร์มือหนึ่งของไทย บางคนอาจพาลนึกไปถึง ‘หมอผ่าศพ’ แต่ใครจะเชื่อว่า ‘ศพ’ ที่หลายคนรังเกียจเดียดฉันท์นั้นจะนำมาซึ่งจิตใจอันรู้ตื่นและเบิกบาน เพราะในวันนี้ แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้ก้าวข้ามความหวาดกลัว ปัญหา และเรียนรู้จากความตายทั้งของผู้อื่นและที่เข้ามาประชิดตนเอง กระทั่งรู้เห็นธรรม

ปัจจุบันเธอทุ่มเทกาย-ใจให้กับภารกิจที่ปลายด้ามขวาน หนึ่ง เพื่อเรียกคืนสันติสุขกลับมา สอง เธอเชื่อว่านี่คือหน้าที่ที่เธอถูกเลือกแล้ว

ทำงานกับศพมากมาย มองเห็นอะไร

มองเห็นธรรมะในธรรมชาติ เหมือนเดิม ถ้าคิดแบบง่าย ไม่ต้องลึกเลยนะ สมมติเรารักใครสักคน เราคิดให้เขาเป็นศพ มันจะเกิดอะไรขึ้นในใจเรา เช่น พอเขาตายปั๊บ คนเราจะบอกว่า โอ๊ย…ยังไม่ได้ทำโน่นให้เลย อยากจะกอดก็ยังไม่ได้ทำเลย จะรู้สึกตอนตาย แต่เอาใหม่ คนนี้เรารักมากเลย โดยเฉพาะผู้หญิงรักผู้ชายมากเลย กลัวผู้ชายไปเจ้าชู้ ให้เขามานอนตายปุ๊บ แล้วเอาผ้าปิดหน้า อ้าว…มันก็ตัวอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นมีอะไรเลย เราไปยึดติดอะไรวะ มันทำให้เราแก้ปัญหายึดติด

ผ่าลงไปภายในก็เห็นตับไตไส้พุง ก็จะเริ่มรู้จักไม่ยึดติดคนอื่นและตัวเองด้วย คนบางคนปรุงแต่งจนไม่เหลือของเดิม เพื่อให้คนอื่นเขารัก แต่พอเข้าไปดูข้างใน อะไรก็ไม่รู้ ตับไตไส้พุง

หรือพฤติกรรมของคนที่อยู่ข้างๆ เขา เช่น เพิ่งตายใหม่ จากกันใหม่ๆ ไม่กล้ากอด แสดงว่าเขายึดติดไง เราก็เริ่มเรียนรู้แล้วว่าคนเราควรดูแลตัวเราเองให้มีค่าด้วยตัวเองซึ่งไม่ใช่เปลือก แต่เป็นแก่น

มีหลักคิดอย่างไรเพื่อเพิ่มแรงใจในการทำงาน

ถ้าจะบอกว่าการทำงานแบบนี้จะต้องใช้อะไรบ้าง อย่างแรกเลยเพื่อให้เราทำงานได้ปกติ คือ ตัวเราต้องชอบ มีความสุข มีความสนุก มีความศรัทธา มีคนถามว่าผ่าศพมันสุข มันสนุกตรงไหน หรือว่าการค้นหาความจริง ก็ต้องตอบว่า ความสนุกของมันคือการได้คิดค่ะ “เอ๊ะ…ทำไมมันเป็นอย่างนี้” พอ “เอ๊ะ!” ปุ๊บก็จะคิด ค้นหาวิธี เป็นความปิติที่ได้ คือ ทุกครั้งที่เราหาเจอ เปรียบเสมือนเราได้ทำหน้าที่แทนคนตาย

โดยเฉพาะการทำงานภาคใต้ ระเบิดตู้ม มีปืนยิง อะไรประมาณนี้ เราเจออะไรได้สักอย่างหนึ่งเนี่ยจะเกิดความปิติ มันไม่ใช่ความสนุกแล้วค่ะ ตรงนี้ถือเป็นสิ่งทำให้สนุกในการทำงาน ส่วนเวลาเผชิญอุปสรรคต้องบอกว่าหนักมาก มันอยู่ที่เราทำความเข้าใจ เราก็เริ่มสังเกตว่า ส่วนหนึ่งเราแก้ที่เขาไม่ได้ เขาไม่ชอบเรา อย่างไรเขาก็ด่า ด่าออกทีวีทั้งประเทศก็มี เราแก้เขาไม่ได้ งั้นเราแก้ที่เรา พอต่อมาเจอสิ่งที่ทำให้ยั่งยืนคือธรรมะ นั่นคือถ้าเราเข้าใจเสียว่าอุปสรรคคือมาร มารคือแบบฝึกหัดแห่งการพัฒนาตน ก็ช่วยได้เยอะ

คุณหมอชอบศึกษาธรรมะอยู่แล้วหรือเปล่า

ด้วยความเป็นคนที่ชอบ “เอ๊ะ!” ทำงานก็ถามว่า ทำไมถึงตาย ทำไมคนนี้ยังไม่ทันลืมตาดูโลกแล้วแม่ฆ่าตาย หรือบางคนไม่ได้เป็นคนชั่วเลยแต่ถูกฆ่าทารุณ ทำไมคนชั่วตายดี อะไรประมาณนี้ ก็เริ่มหาคำตอบ พอหาคำตอบก็รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าคนเราไม่ดับสูญ หมายความว่าต้องกลับมาเกิดใหม่ ตอนนั้นเรายังวนแค่นี้ เราเข้าใจ ทำให้เราเข้าใจว่าการเกิดเป็นมนุษย์ต้องทำความดีเยอะๆ

จนกระทั่งเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ เกิดความเปลี่ยนแปลงตอนคดีเจนจิรา ภาษิตไทยบอก “ยิ่งสูงยิ่งหนาว ดังเร็วดับเร็ว” ก็กลับมาส่องกระจกตัวเอง “ฉันกำลังจะดับแล้วใช่ไหม” ก็ตั้งคำถาม “แล้วฉันไปทำอะไรผิดล่ะ” ตรงนั้นค่ะธรรมะมาครั้งแรกในชีวิต ที่มาแบบเต็มๆ เลยคือ “หรือเรากำลังถูกเลือกให้ทำอะไรบางอย่าง” เพราะฉะนั้นความดังนี้เขาไม่ได้ให้เรานะ เขาให้เป็นเสื้อที่ทำให้คนมองแล้วสะดุด แต่ไม่ใช่ของเรานะ

ปรากฏว่าพอคิดได้ไม่ใช่ว่าจะราบรื่นนะ งานมันทะลวงมาตลอดตั้งแต่คดีเจนจิรา ต้องมากระทรวงยุติธรรม ทำคดีคุณห้างทอง ไปทำงานภาคใต้ เจอสึนามิ สุดท้ายตรงสึนามินี่แหละค่ะที่เข้าธรรมะเต็มตัวตอนที่ได้เจอท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี หลังสึนามิท่านได้มาเมืองไทย เราไม่ได้รู้จักกัน แต่ท่านได้เห็นกระดาษหนังสือพิมพ์มีรูปผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกินข้าวท่ามกลางกองศพ แล้วท่านก็บอกว่าอยากเจอผู้หญิงคนนี้ เมื่อท่านเจอเหมือนกับท่านส่งสัญญาณเตือน

หนึ่ง เลิกทำงานใต้ไม่ได้นะ สอง งานใต้จะจบได้ด้วยผู้หญิง สาม คุณหมอต้องบูชาพระเจ้าตากคู่พระนเรศวร สี่ ชีวิตของคุณหมอจบไปนานแล้ว ที่อยู่นี่คือการต่อบุญ ถ้าทำงานคืออย่าท้อแท้ สุดท้ายคือ ท่านให้ไปอินเดีย

ไปอินเดียได้อะไรกลับมาบ้าง

พอเราไปอินเดียก็ อ๋อ…ที่เราหาคำตอบไม่ชัดนักว่าหลังตายแล้วไปไหน เราไปเห็นที่อินเดีย และไม่ใช่เห็นทันทีนะ เพราะนับจากวันนั้น 2548 ถึงวันนี้ ไปอินเดียมา 15 ครั้งแล้ว ที่นั่นทำให้เรามีพลังกลับมาในการสะสมกรรมดี ไปพุทธคยาครั้งที่สอง ถึงจะตอบได้ว่าทำไมเราต้องมาอินเดีย แทนที่จะตอบได้ว่า อ้อ…นี่แดนตรัสรู้ ครั้งแรกแค่ได้เห็นว่าพระพุทธเจ้าลำบาก ได้แค่นี้ พอไปพุทธคยาครั้งที่สอง เพิ่งจะเริ่ม เอ๊ะ…พระพุทธเจ้าทำไมต้องมาตรัสรู้ตรงนี้ เขาบอกว่าที่ตรงนี้มีมาหลายภพหลายชาติ พระท่านหนึ่งเล่าว่าตอนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ มีมารมาผจญ แล้วมีคนช่วย คนที่ช่วยคือแม่พระธรณี โอ้โห หมอถึงบางอ้อเลย เพราะรูปที่ท่านเจ้าคุณให้เราถือเนี่ย พระพุทธเจ้าผจญมาร คือ ตอนตรัสรู้ และเราก็เพิ่งเห็นพระแม่ธรณี ที่แท้เป็นสัญลักษณ์ของการผจญมาร แล้วก็ทำให้เราเห็นหลายๆ อย่าง

ที่สำคัญที่สุดทำให้เราได้เห็นตอนพุทธศาสนาดับค่ะ ที่นาลันทา ตอนแรกที่ท่านพาไปเห็น ก็โอ้โห ใหญ่จังเลยนะ แต่เราเห็นก็สะท้อนใจ ว่าพุทธศาสนาหายไปตอนนี้ ที่ท่านจัดให้ไปเพื่อให้เข้าใจปัญหาภาคใต้ เราก็เลยรู้จักว่าถ้าเราแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยใจที่โกรธ ปลายไม่สุดหรอก แต่ถ้าเราเข้าไปดูว่าที่แท้เป็นความอ่อนแอของคนไทยพุทธ เหมือนในพุทธกาล นาลันทาเป็นตัวบอกเราว่า นักรบมุสลิมบุกมา 200 กว่าคน พุทธหายหมดเลยหมื่นกว่าคน แล้วก็หายไปจากโลกนี้ตั้งแต่นั้นมา เราเห็นประเทศไทยทันที

สำหรับคุณหมอ ธรรมะคืออะไร

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าไปค้นขึ้นมาทำให้เป็นระบบ ซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่มีสติปัญญา เรามองไม่เห็น เราจะมองไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้บอกอะไรเรา แม้แต่เรื่องง่ายๆ มันก็เป็นธรรมะนะ ทำไมคนเราเข้ากันไม่ได้ เราก็ไปเชื่อเรื่องดวง คุณธาตุไฟ ฉันธาตุน้ำ ทำไมต้องบอกหมอดูเก่ง ความจริงแล้วมันคือธรรมชาติ คนธาตุไฟก็โชติช่วงชัชวาลย์ สว่างแยงตาคนอื่น อาจจะให้ความสว่างแก่เขาวูบวาบ เปลี่ยนใจเร็วมาก ร้อนจะอบอุ่นถ้าหนาว ธาตุน้ำเป็นอย่างไร ตรงกันข้าม ประมาณว่าน้ำมีหลายรูปร่าง มีหลายอุณหภูมิ น้ำกับไฟตรงข้ามกันเสมอ น้ำดับไฟ ไฟลนน้ำเดือด แค่นี้ก็เป็นธรรมชาติแล้ว มันสอนว่ามนุษย์หรือทุกสิ่งเป็นกรรมของตัวมันเอง เราต่างหากที่จะจัดการตัวเอง แล้วก็เริ่มสนุก

เชื่อเรื่องหลังความตายหรือไม่

ถ้าเรามองตามนี้ เป็นไปไม่ได้ที่ตายปั๊บ เกิดปั๊บ บางครั้งวิทยาศาสตร์ไม่ถึงกับตอบโจทย์ได้ว่ามันลงตัวได้พอดี แต่ถึงมันจะลงตัวได้พอดีก็แล้วแต่ แต่เชื่อว่าต้องมีช่วงที่ล่องลอยอยู่ ช่วงที่ล่องลอยเนี่ยจะคิดหรือว่ามีความสุข อย่างตอนสึนามิ 4,000 กว่าศพ ถามว่าทุกคนที่ตายจะเป็นอย่างไร เขาไม่ทันเตรียมตัวตาย เราเชื่อว่าจิตก็ยังไม่จากกันเท่าไร คงอยากให้เอาร่างคืนสู่ญาติโดยเร็ว เรามองว่าชีวิตหลังความตายคงไม่ใช่อะไรที่จะแสดงความต้องการของตัวเองได้สักเท่าไรนัก เราควรจะมองมันเป็นบทเรียนมากกว่าว่า คุณเตรียมตัวให้มากที่สุดเถิด เพราะถ้าได้กลับมาเกิด มาชดใช้กรรม เราต้องเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือชีวิตหลังความตาย

เป้าหมายสูงสุดของคุณหมอ

นิพพานค่ะ คำเดียวเลยค่ะ เพราะถ้าเราไปถึง ไปเห็น แล้วเรายังไม่ทำ มันจะเอาอีกเท่าไร ตอบไม่ได้ว่ากี่สิบชาติ กี่ร้อยชาติ ที่เราจะนิพพาน แต่ตอบได้ว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อแสวงหาทางไปนิพพาน เพียงแต่คุณจะหาทางไปเจอเร็วหรือช้า ที่เรามีความสุขในการทำงานเพราะเรามองมันคือสะสมบัญชีกรรมที่จะไปสู่นิพพาน บางคนอยากเป็นเศรษฐีร้อยล้านก็สะสมเข้าไป แต่หมอถือว่าการที่เราทำงานมันคือการสะสมกรรม ยิ่งงานยาก งานที่ได้กับคนเยอะๆ กรรมก็ต้องใหญ่กว่า แต่เราไม่ได้โลภตรงนั้นนะ คือ เราอยากหลุดพ้น

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาทำให้ท้อไหม

ใหม่ๆ ไม่ท้อนะ แต่จะหาทางแก้ไข ว่าจะชี้แจงเขาไหม แต่ระหว่างตอนที่เราจะหาทางแก้ไขเราก็จะกลับมาสังเคราะห์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเกิดเช่นนี้ เราพยายามดูตัวเรา พยายามดูคนอื่น สิ่งเหล่านี้หมอพบในธรรมชาติ ธรรมชาติ ในสังคมเรา ที่มันจอมปลอมคือ ผู้หญิงมีลักษณะนี้เยอะ และหมอก็ตอบในเชิงธรรมะได้ เพราะธรรมชาติผู้หญิงเกิดง่ายกว่าผู้ชาย ผู้ชายต้องมีการพัฒนายากกว่า ผู้ชายไม่ค่อยมีเรื่องอิจฉา

อีกอย่างคือเรื่องคนเก่ง สังคมคนเก่งกับคนดีไม่เหมือนกัน เราเรียนรู้ว่า แก่นของคนเก่งไม่ใช่ของจริงหรอกค่ะ ในสถานการณ์ที่คนอื่นอุปโลกน์ให้ สถานการณ์ที่เขาเทียบกับคนเก่งน้อยกว่า เขาจึงเป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นคนเก่งจะมีลักษณะอย่างไร หลงว่าฉันต้องเก่ง อยากรักษาความเก่ง การรักษาความเก่งคือมองคนอื่นอย่างกดลง ทำนองเดียวกัน เราเข้าใจว่าคนที่ไม่ชอบเขาคงคิดว่าเขาเก่ง เขาก็เลยมองว่าเราไม่เก่ง ไม่ดีจริง เราก็กลับมามองว่าเราเก่งไหม คำตอบคือ ไม่เลยค่ะ ไม่เคยสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่คิดว่าตัวเองเก่ง และถามว่าคิดว่าตัวเองดีไหม ก็ตอบว่า ตั้งใจทำดี แต่พอมาศึกษาความดี ความดีไม่ต้องเทียบค่ะ คนดีอยู่ด้วยกันเป็นร้อยเป็นพันได้ แต่คนเก่งอยู่ด้วยกันไม่ได้ อยู่ด้วยกันตีกันตาย

ถ้าไม่มองเห็นธรรมะ จะมีภูมิต้านทานแบบนี้ไหม

ถ้าไม่มีธรรมะมาก่อน ไม่มีทางมีภูมิต้านทานค่ะ ถึงได้เล่าให้ฟังไงคะว่าจุดเปลี่ยนคือการเป็นคนดังมากตอนคดีเจนจิรา มันทำให้เราตั้งสติ หาเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ เราจะเริ่มเชื่อว่าต้องเตรียมตัวกับความเลวร้ายตรงนี้นะ ปรากฏว่าธรรมชาติก็จัดสรรให้เราเป็นมะเร็งเสียอีก นั่นคือบทเรียนที่เราจะต้องจัดการกับความเครียด เพราะมะเร็งถ้าเครียดเมื่อไรมันจะถามหา เวลาใครด่า คนเราจะรักตัว ไม่อยากตาย ก็เอาความเครียดออกไปซะ

กำลังใจแด่ผู้ที่ถูกสังคมบีบคั้น

ความบีบคั้นมีดีกรีหลายอย่าง แต่ว่าเอาสูตรหนึ่ง ถ้าเราแกะความทุกข์ ความทุกข์ของทุกคนเป็นสมการ (สิ่งที่ควรเป็น – สิ่งที่มันเป็น) ความทุกข์ของเราส่วนมากคือ อ้าว…เขายืมตังค์เราไปแล้ว เขาต้องเอามาคืนเราสิ แต่ความจริงคือเขาไม่เอามาคืน สามีควรจะรักเราคนเดียวสิ ในความจริงคือรักไปสามคนเลย ตรงนี้ทำให้ศูนย์ได้ไหม ยากมากค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องไปแก้ที่คนอื่น สมการนี้เกิดขึ้นจากอีกตัวหนึ่งที่อยู่นอกวงเล็บ นอกวงเล็บคือตัวเรา คือ อัตตา ถ้าเราทำตัวเราให้เป็นศูนย์ มันง่ายต่อการทำวงเล็บให้เป็นศูนย์ หมอเรียนรู้วิธีแก้สมการนี้ ถามตัวเองว่าจะทุกข์ไปเพื่ออะไรก่อนจะไปแก้เขา ถ้าเราทำตรงนี้ไได้ เราก็จะอยู่กับในวงเล็บนี้ได้ดีขึ้น

ถ้าเรายึดมั่นตัวเราเอง ความสุขจะอยู่ที่ตัวเรา พอเราไม่เอาตัวเราไปเกี่ยวไว้กับใคร ความสุขจะต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่หลงตัวเองนะ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 21 ตุลาคม 2555

Advertisements