ผู้ใหญ่ติดเกม

dailynews140420_002ปัจจุบันใช่ว่าจะมีแต่เด็กเท่านั้นที่ติดเกม ผู้ใหญ่หลายคนก็ติดเกมเช่นกัน โดยเฉพาะเกมจากโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต ที่หลายคนนั่งเล่น นอนเล่นจนดึกดื่นชนิดเอาเป็นเอาตาย

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รอง ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่าผู้ใหญ่เล่นเกมมากขึ้น มองไปทางไหนก็มีแต่คนเล่นเกม ส่วนจำนวนคนติดยังไม่มีการสำรวจว่ามีมากแค่ไหน ตัวเลขที่เคยสำรวจเมื่อ 2 ปีก่อน พบว่าประชากรติดเกมมีตั้งแต่ 9-15% แต่ปัจจุบันการเข้าถึงเกมง่ายกว่า 2 ปีที่แล้ว ดังนั้นคิดว่าคงมีคนติดเกมมากขึ้น โดยเฉพาะเกมให้โหลดฟรี ผ่านมือถือ หรือแท็บเล็ต เกมจึงอยู่ติดตัวตลอดเวลา ด้วยความที่เกมอยู่ติดตัวตลอดเวลาจึงส่งเสริมให้เล่นเกมได้ง่าย อยากจะเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ ว่างก็เล่น พอเล่นไปเรื่อย ๆ เกมจะมีอะไรมาหลอกล่อให้ต่อยอดการเล่น มันเหมือนซื้อของแล้ว ลด แลก แจก แถม ถ้าซื้อครบเท่านี้จะได้อันนี้ เกมถูกออกแบบมามีลักษณะคล้ายกัน พอเล่นได้ก็อยากได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

จะสังเกตว่าเกมในปัจจุบันไม่ได้เล่นคนเดียว แต่ต้องไปยุ่งกับคนอื่น สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของกันได้ ทำให้เกิดสังคม ได้ความสนุก เติมเต็มชีวิตและตอบสนองความต้องการของคน เพราะชีวิตจริงกว่าจะได้โน่นได้นี่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำงานหาเงินซื้อเอง เกมจึงเข้ามาทดแทนตรงนั้น ต้องเล่น ต้องเก็บ เหมือนกับอารมณ์ทำงาน แต่เป็นการลงทุนลงแรงที่ไม่ได้เหนื่อยเหมือนทำงาน ดังนั้นหลายคนอาจหลงเข้าไปและติดได้ง่าย

เกมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี คือ เกมอาจทำให้หลายคนมีความสุข เพราะมันตอบสนองความต้องการ เมื่อก่อนไม่รู้ว่าจะทำอะไร ถ้าสามารถแบ่งเวลาได้ ว่าเวลานี้ต้องทำงาน เวลากิน เวลานอน หรือเวลาพักผ่อน รู้จักว่าควรจะเล่นเกมเมื่อไหร่ ก็จะได้ประโยชน์จากเกม ได้สังคม แต่จะมีอีกกลุ่มที่หลงอยู่กับเกมมากจนเกินไป อัตราส่วนของการแบ่งเวลาผิดไป อยู่กับเกมมากจนเกินไป ก็อาจมีปัญหา เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ หรือทุกเวลาที่มีโอกาสเล่นเกม

สำหรับคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองกับการอยู่ในสังคมคิดว่าตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ หรืออยู่ในสังคมแล้วทำอะไรติดขัดไปหมด พอมาเล่นเกม ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถ้าแบ่งเวลาไม่ถูก จะมีปัญหาเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว และทุกเรื่อง เพราะเอาเวลาไปลงตรงนั้นหมด ทำให้ช่วงเวลาอื่นเสียไป

คนที่เล่นเกมจนติดจะมีปัญหาด้านร่างกาย อาทิ สุขภาพสายตา แต่ความจริงแล้วยังมีการเปลี่ยนแปลงทางสมอง   ด้วย เพราะว่าเวลาทำอะไรย้ำบ่อย ๆ จะติด อย่างการออกกำลังกายทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ได้ออกกำลังกายจะรู้สึกหงุดหงิด การเล่นเกมถึงขั้นติดก็เหมือนกัน สารเคมีในสมองเปลี่ยนแปลง วันไหนไม่ได้เล่น จะรู้สึกหงุดหงิด วุ่นวาย กระวนกระวาย ต้องขวนขวายหาเวลาเล่นให้ได้ แอบไปเล่น กรณีที่เล่นเกมที่รุนแรง ก็จะเคยชินกับความรุนแรง และอาจปล่อยความรุนแรงออกมาได้ง่ายขึ้นหรือเกมที่สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง แต่พอชีวิตจริงทำโน่นทำนี่ติดขัดไปหมด อาจจะทำให้หงุดหงิดได้ นอกจากนี้การเล่นเกมจนติดอาจส่งผลต่องาน รวมทั้งสัมพันธภาพกับคนในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน

ท้ายนี้ขอเตือนว่าการเล่นเกมต้องมีสติ ต้องรู้ว่ากำลังทำอะไร มีหน้าที่อะไร ถ้าไม่มีสติจะหลงไปและติด คนที่ติดจะดูตัวเองไม่ออก ในกรณีเด็กพ่อแม่ต้องตั้งกฎเกณฑ์ก่อนที่ลูกจะดาวน์โหลดเกมมาเล่น ส่วนในวัยผู้ใหญ่ไม่มีใครควบคุม ดังนั้นคนที่เล่นเกมต้องมีความรับผิดชอบ รู้ว่าวันหนึ่งควรเล่นเกมมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย ยกตัวอย่างวันเสาร์-อาทิตย์อาจจะเล่นเยอะหน่อย ถ้าวันธรรมดาไม่ควรเล่นหรือเล่นน้อยหน่อย อย่างคนทำงานต้องทำงานเสร็จก่อนค่อยเล่น ต้องรู้ว่าควรเข้านอนกี่โมง ตื่นกี่โมง แต่ถ้าเล่นเกมแล้วไม่หยุดอีกนิดน่า ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็คงต้องติดเกมในที่สุด.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 20 เมษายน 2557

Advertisements

เตือน! นอนดูทีวี-ติดสมาร์ทโฟน เสี่ยงคอเอียงไม่รู้ตัว

thairath140423_001หมอเตือนคนชอบนอนดูทีวี เล่นแท็บเล็ต-สมาร์ทโฟน ส่งผลเดินคอเอียงไม่รู้ตัว ตาพล่ามัว กล้ามเนื้อคออักเสบ แนะผู้ที่มีอาการตาแห้ง แสบตา หลังดูจอมือถือหรือจอคอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นต้องหยอดตา แต่ควรดื่มน้ำ และลดการจ้องมากเกินความจำเป็น…

เมื่อวันที่ 23 มี.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี กล่าวว่า ขณะนี้การใช้พฤติกรรมประจำวันของประชาชนน่าห่วง ผู้ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่จำกัด มักชอบนอนดูทีวี ซึ่งทีวีจะตั้งอยู่สูงกว่า การดูทีวีในลักษณะนี้ อาจก่อปัญหาโดยไม่รู้ตัว การนอนดูทีวีที่ทีวีอยู่ข้างบน เป็นท่าที่ไม่ถูก จะมีผลเสียต่อกล้ามเนื้อที่คอ กระดูกคอ ทำให้เอ็นคออักเสบ ทั้งนี้ หากมีพฤติกรรมนี้ไปนานๆ จะเกิดอาการปวดต้นคอ กล้ามเนื้อเกร็งและอักเสบ ซึ่งท่าที่ดีที่สุดในการดูทีวี คือ ท่าที่สบายที่สุด เช่น นั่งเอกเขนก และทีวีต้องอยู่ในระดับสายตา

“เรื่องที่น่าห่วงอีกเรื่อง คือขณะนี้คนส่วนใหญ่มักอยู่กับเครื่องมือสื่อสารเกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน และชอบนอนตะแคงดูข้อมูลหรือภาพหรือนอนตะแคงกดข้อความส่งไลน์ การนอนดูข้างเดียว มือจะถือข้างเดียวติดต่อกันนานๆ อาจจะมีผลต่อบุคลิกไม่รู้ตัว เด็กบางคนจะเดินคอเอียงๆ เคยพบมาแล้ว เป็นเด็กอายุ 7 ขวบ เดินคอเอียง เนื่องจากนอนเล่นแท็บเล็ต ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากความเคยชิน เหมือนเช่นบางคนขณะอยู่เฉยๆ แต่เคาะโต๊ะเล่น หรือเขย่าเท้าเล่น”

นอกจากนี้ การใช้สายตาดูจอมือถือหรือดูคอมพิวเตอร์มากเกินไป จะเกิดปัญหาตาแห้ง รวมถึงแสบตา เคืองตา ตาพร่ามัว แต่สายตาปกติ และผู้ป่วยมักจะนิยมไปพบจักษุแพทย์เพื่อขอยาหยอดตา เนื่องจากเข้าใจว่าตาติดเชื้อ นับว่าเป็นความเข้าใจผิด และไม่จำเป็น ต้องรักษาด้วยยาดังกล่าว เนื่องจากสาเหตุที่ตาแห้งเกิดจากแสงจ้าจากจอมือถือและคอมพิวเตอร์ สายตาต้องเพ่งลงที่จอ ติดต่อเป็นเวลานาน นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว จะเกิดผลเสียในอนาคต คือ ปัญหาการดื้อยา วิธีแก้ไปอาการแสบตา เคืองตาหลังเพ่งจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องคือให้ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้น้ำไปหล่อเลี้ยงดวงตาทำให้ตาชุ่มชื้น หรือนั่งหลับตาพักสายตาชั่วครู่ประมาณ 10-15 นาทีก็จะช่วยได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง ขอให้ใช้เทคโนโลยี ใช้เมื่อจำเป็น หากไม่จำเป็น ก็อย่าใช้ โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟนขณะนี้ ถือว่าใช้มากเกินความจำเป็น.

ที่มา : ไทยรัฐ 23 มีนาคม 2557

ถนอมดวงตา…ก่อนสาย โดย พญ. วรางคณา ทองคำใส

bangkokbiznews140301_001จักษุแพทย์เตือน ผลพวงจากกระแสความนิยมบนโลกออนไลน์ ซึ่งช่วยให้สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ทั่วทุกมุมโลกและตลอดเวลา ทำให้กลุ่มเด็กวัยรุ่น และวัยทำงาน มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป ใช้ “ชีวิตติดจอ” ไม่ว่าจะเป็นใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ในการทำงาน การเรียน 8-10 ชั่วโมงต่อวันและอัพเดทสื่อสารข้อมูลไม่ว่าจะแชท โซเชียลแคม หรือติดดูซีรี่ย์ต่างๆ ส่งผลให้ใช้สายตาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เตือนพฤติกรรมการใช้สายตาเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ในระยะยาวอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคทางสายตา และอาการต่างๆ เช่น ปวดตา ตาแห้ง ปวดศีรษะ และต้นคอ หรือ ที่เรียกว่า computer vision syndrome แนะดูแลป้องกันและถนอมสายตา…ก่อนสาย

ในอดีตโรคทางสายตาโดยส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ทำให้คนในวัยหนุ่มสาวมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัจจุบันจากการสำรวจและศึกษาสถิติการเป็นโรคทางสายตาในประเทศไทยพบว่า อัตราการเกิดโรคทางสายตาเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยจากผลสำรวจสุขภาพสายตาคนไทยปี 2549 ระบุว่า มีคนไทยไม่น้อยกว่า 15 ล้านคน มีสายตาผิดปกติ คาดว่าจะมีคนไทยตาบอด 369,013 คน และสายตาเลือนลาง 987,993 คน และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี เพราะด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนยุคใหม่ ที่มีการใช้สายตาทำงานมากขึ้น ส่งผลทำให้ “อายุตา” สูงมากกว่าอายุของตัวเรา

ปัจจุบันพบว่าเกือบ 50 % ของคนไทยทั้งประเทศ ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำทุกวัน ในการเรียน หรือการทำงาน โดยใช้เวลาส่วนใหญ่กับการหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต หรือเช็คเมล์อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และยังใช้นอกเหนือจากเวลาเรียน และการทำงานแล้ว โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ของกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานในปัจจุบันอยู่ใน ยุค Look At “ME Generation” หรือ Gen Me ยุคที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากกว่ามนุษย์ด้วยกันเอง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “สังคมก้มหน้า” ที่ผู้คนรอบตัวต่างจดจ้องอยู่กับ “หน้าจอ” ของตัวเอง หรือเรียกได้ว่า “ชีวิตติดจอ” โดยไม่สนใจคนรอบข้าง ทำให้เราใช้สายตาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

พญ.วรางคณา ทองคำใส จักษุแพทย์ หัวหน้าฝ่ายบริการทางการแพทย์ สนง.บรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า คนยุคใหม่มีไลฟ์สไตล์แบบ “ชีวิตติดจอ” ใช้จอต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น จอคอมพิวเตอร์ จอแท็บเล็ต หรือ จอสมาร์ทโฟน ในการอัพเดทสถานะ โซเซียลมีเดีย เล่นเกม ดูหนัง ดูซีรี่ส์ ส่งข้อความ ซื้อของออนไลน์ ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ทำให้เราใช้สายตาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพบว่า อัตราการใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และจอต่างๆ โดยเฉลี่ยวันละ 8-10 ชั่วโมงทีเดียว

ซึ่งการที่คนเราใช้สายตาส่วนใหญ่ในการจ้องมองหน้าจอ หรือจ้องตัวหนังสือที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงจอสมาร์ทโฟนนานๆนั้น จะส่งผลให้กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนัก เพิ่มโอกาสที่จะทำให้สายตาเสียได้มากกว่าการอ่านหนังสือ หรือทำงานในกระดาษ โดยจากสถิติพบว่า ถ้าคนเราใช้สายตาอยู่กับหน้าจอต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมง/วัน จะทำให้เกิดอาการ ตาเบลอ ตาแห้ง แสบตา สู้แสงไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่คุณไม่รู้ตัว

และหากเราใช้สายตามากขึ้น ความรุนแรงของอาการจะยิ่งมากจนเกิดอาการคอมพิวเตอร์วิชั่น ซินโดรม ซึ่งนอกจากจะมีอาการทางสายตาแล้ว ยังมีอาการของกล้ามเนื้อด้วย เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยบ่า ต้นคอ ถ้าปวดมากอาจทำให้นอนไม่หลับ และพ้กผ่อนไม่เพียงพอ และเป็นสาเหตูของโรคอื่นตามมาได้ฉะนั้น เราควรเริ่มดูแลและถนอมสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนสายเกินแก้ เพราะดวงตาของเรามีคู่เดียวไม่มีอะไหล่เปลี่ยน หากต้องทำงานหน้าจอคอมฯ หรือใช้สมาร์ทโฟน ควรหมั่นพักสายตา และกระพริบตาบ่อยๆ อย่างน้อย 10-15 ครั้งต่อนาที รวมถึงนั่งทำงานในที่มีแสงสว่างเพียงพอ ปรับขนาดตัวหนังสือให้อ่านง่าย ไม่เล็กเกินไป

ที่สำคัญควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงสายตา เช่น วิตามินเอ ที่ผลงานวิจัยระบุว่า ช่วยในการมองเห็น และยังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดภาวะตาแห้ง และเลือกรับประทานทานผลไม้มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะพบมากในผักและผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ เช่น บิลเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และแบล็คเคอร์แรนต์ เป็นต้น โดยมีการวิจัยพบว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีแอนโธไซยานิน ช่วยคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา ช่วยให้การมองเห็นในเวลากลางคืน และช่วยให้การไหลเวียนเลือดในเส้นเลือดฝอยดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีวิตามินซี อี และ ไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยปกป้องและถนอมดวงตาไม่ให้โดนทำลาย

นอกจากการบำรุงสุขภาพตาแล้ว สุขภาพร่างกายก็สำคัญ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ดวงตาดีขึ้น หากต้องออกแดด หรือขับรถควรสวมแว่นกันแดด และควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพดวงตาปีละครั้ง หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น ตาแดง ปวดตา หรือเคืองตา ควรรีบพบจักษุแพทย์

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 1 มีนาคม 2557

เตือนภัยชีวิตติดจอ คอมพ์วิชั่นซินโดรม

images004จากกระแสความนิยมบนโลกออนไลน์ ทำให้กลุ่มเด็กวัยรุ่น และวัยทำงาน มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป ใช้ “ชีวิตติดจอ” ไม่ว่าจะเป็นการใช้สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ในการทำงาน การเรียน ส่งผลให้ใช้สายตาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ระยะยาวอาจเป็นสาเหตุโรคทางสายตา และอาการต่างๆ

ผลสำรวจและศึกษาสถิติการเป็นโรคทางสายตาในประเทศไทยพบว่า อัตราการเกิดโรคทางสายตาเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ผลสำรวจสุขภาพสายตาคนไทยปี 2549 ระบุว่า มีคนไทยไม่น้อยกว่า 15 ล้านคน มีสายตาผิดปกติ คาดว่าจะมีคนไทยตาบอด 369,013 คน และสายตาเลือนราง 987,993 คน และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนยุคใหม่

โดยเกือบร้อยละ 50 ของคนไทยทั้งประเทศ ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำทุกวัน ในการเรียน หรือการทำงาน ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต หรือเช็กเมล์ ปัจจุบันเราอยู่ใน ยุค Look At “ME Generation” หรือ Gen Me คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากกว่ามนุษย์ด้วยกันเอง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “สังคมก้มหน้า” ที่ผู้คนรอบตัวต่างจดจ้องอยู่กับ “หน้าจอ” หรือเรียกได้ว่า “ชีวิตติดจอ”

พญ.วรางคณา ทองคำใส จักษุแพทย์ หัวหน้าฝ่ายบริการทางการแพทย์ สนง.บรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย เผยว่า อัตราการใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และจอต่างๆ โดยเฉลี่ยวันละ 8-10 ชั่วโมงทีเดียว ส่งผลให้กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนัก เพิ่มโอกาสสายตาเสีย

จากสถิติพบว่า ถ้าคนเราใช้สายตาอยู่กับหน้าจอต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมง/วัน จะทำให้เกิดอาการ ตาเบลอ ตาแห้ง แสบตา สู้แสงไม่ได้ หากเราใช้สายตามากขึ้น ความรุนแรงของอาการจะยิ่งมาก จนเกิดอาการคอมพิวเตอร์วิชั่น ซินโดรม ซึ่งจะมีอาการของกล้ามเนื้อด้วย เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยบ่า ต้นคอ และเป็นสาเหตุของโรคอื่นตามมาได้

ฉะนั้นหากต้องทำงานหน้าจอคอมพ์ หรือใช้สมาร์ตโฟน ควรหมั่นพักสายตา กะพริบตาบ่อยๆ 10-15 ครั้งต่อนาที นั่งทำงานในที่มีแสงสว่างเพียงพอ ปรับขนาดตัวหนังสือให้อ่านง่าย เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์บำรุงสายตา เช่น วิตามินเอ ผักและผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บิลเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ และแบล็กเคอร์แรนต์ เป็นต้น

การวิจัยพบว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีแอนโธไซยานิน ช่วยคลายความเหนื่อยล้าดวงตา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีวิตามินซี อี และไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยปกป้องและถนอมดวงตาไม่ให้โดนทำลาย ควรออกกำลังกายเป็นประจำ สวมแว่นกันแดด และตรวจเช็กสุขภาพดวงตาปีละครั้ง

 

ที่มา : นสพ.ข่าวสด

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 3 มีนาคม 2557

‘เคล็ดลับ..ถนอมสายตาในยุค Gen Me’

dailynews140309_003เมื่อก่อนถ้าพูดถึงโรคทางสายตา มักจะบอกว่าเป็นโรคของคนแก่ เพราะในอดีตโรคทางสายตาโดยส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ทำให้คนในวัยหนุ่มสาวมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัจจุบันจากการสำรวจและศึกษาสถิติการเป็นโรคทางสายตาในประเทศไทยพบว่า อัตราการเกิดโรคทางสายตาเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยจากผลสำรวจสุขภาพสายตาคนไทยปี 2549 ระบุว่า มีคนไทยไม่น้อยกว่า 15 ล้านคน มีสายตาผิดปกติ คาดว่าจะมีคนไทยตาบอด 369,013 คน และสายตาเลือนราง 987,993 คน และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี เพราะด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนยุคใหม่ ที่มีการใช้สายตาทำงานมากขึ้น ส่งผลทำให้ “อายุตา” สูงมากกว่าอายุของตัวเรา

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและอุปกรณ์ไอที ประกอบกับผลพวงจากกระแสความนิยมบนโลกออนไลน์ ซึ่งช่วยให้สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ทั่วทุกมุมโลกและตลอดเวลา ทำให้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งเหล่านี้ได้เข้ามามีอิทธิพลเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวันและการทำงานของเรา โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป โดยจากสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของประชากรไทยในช่วงระยะเวลา 5 ปี (ระหว่างปี  2552-2556) พบว่า ข้อมูลจากบทสรุปสำหรับผู้บริหาร การมีการใช้เทคโน โลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2556 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ระบุว่ามีผู้ใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นเป็น 22.2 ล้านคน ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นเป็น 46.4 ล้านคน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบันพบว่าเกือบ 50 % ของคนไทยทั้งประเทศ ต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโพนอยู่เป็นประจำทุกวัน ในการติดต่อสื่อสาร การเรียนหรือการทำงาน โดยใช้เวลาส่วนใหญ่กับการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต หรือเช็กเมลอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และยังใช้นอกเหนือจากเวลาเรียน และการทำงานแล้ว โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ของกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานในปัจจุบันอยู่ใน ยุค Look At “ME Generation” หรือ Gen Me ยุคที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากกว่ามนุษย์ด้วยกันเอง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “สังคมก้มหน้า” ที่ผู้คนรอบตัวต่างจดจ้องอยู่กับ “หน้าจอ” ของตัวเอง หรือเรียกได้ว่า “ชีวิตติดจอ” โดยไม่สนใจคนรอบข้าง ทำให้เราใช้สายตาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ชีวิตติดจอ”…ระวังโรคทางสายตาถามหาก่อนวัยอันควร

ข้อมูลจาก พญ.วรางคณา ทองคำใส จักษุแพทย์ หัวหน้าฝ่ายบริการทางการแพทย์ สนง.บรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ระบุว่า คนยุคใหม่มีไลฟ์สไตล์แบบ “ชีวิตติดจอ” ใช้จอต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น จอคอมพิวเตอร์ จอแท็บเล็ต หรือ จอสมาร์ทโฟน ในการอัพเดทสถานะ โซเชียลมีเดีย เล่นเกม ดูหนัง ดูซีรีส์ ส่งข้อความ ซื้อของออนไลน์ ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ทำให้เราใช้สายตาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพบว่า อัตราการใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และจอต่าง ๆ โดยเฉลี่ยวันละ 8-10 ชั่วโมงทีเดียว ส่งผลให้ใช้สายตาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการที่คนเราใช้สายตาส่วนใหญ่ในการจ้องมองหน้าจอ หรือจ้องตัวหนังสือที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงจอสมาร์ทโฟนนาน ๆ นั้น จะส่งผลให้กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนัก เพิ่มโอกาสที่จะทำให้สายตาเสียได้มากกว่าการอ่านหนังสือ หรือทำงานในกระดาษ โดยจากสถิติพบว่า ถ้าคนเราใช้สายตาอยู่กับหน้าจอต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน จะทำให้เกิดอาการ ตาเบลอ ตาแห้ง แสบตา สู้แสงไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่คุณไม่รู้ตัว และหากเราใช้สายตามากขึ้น ความรุนแรงของอาการจะยิ่งมากจนเกิดอาการคอมพิวเตอร์วิชั่น ซินโดรม (computer vision syndrome) ซึ่งนอกจากจะมีอาการทางสายตาแล้ว ยังมีอาการของกล้ามเนื้อด้วยเช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยบ่า ต้นคอ ถ้าปวดมากอาจทำให้นอนไม่หลับ และพักผ่อนไม่เพียงพอ และเป็นสาเหตุของโรคอื่นตามมาได้ดูแลป้องกันและถนอมสายตา…ก่อนสาย

เราควรเริ่มดูแลและถนอมสายตาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนสายเกินแก้ เพราะดวงตาของเรามีคู่เดียวไม่มีอะไหล่เปลี่ยน โดยเราสามารถดูแลถนอมสายตาได้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้

– หากต้องทำงานหน้าจอคอมพ์หรือใช้สมาร์ทโฟน ควรหมั่นพักสายตา และกะพริบตาบ่อย ๆ อย่างน้อย 10-15 ครั้งต่อนาที

– ควรนั่งทำงานในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ

– ปรับขนาดตัวหนังสือให้อ่านง่าย ไม่เล็กเกินไป

– ที่สำคัญควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงสายตา เช่น วิตามินเอ ที่ผลงานวิจัยระบุว่า ช่วยในการมองเห็น และยังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดภาวะตาแห้ง และเลือกรับประทานทานผลไม้ที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะพบมากในผักและผลไม้ต่าง ๆ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่าง ๆ เช่น บิลเบอรี่ สตรอเบอรี่ แครนเบอรี่ ราสเบอรี่ และแบล็คเคอร์แรนต์ เป็นต้น โดยมีการวิจัยพบว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีแอนโธไซยานิน ช่วยคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา ช่วยให้การมองเห็นในเวลากลางคืน และช่วยให้การไหลเวียนเลือดในเส้นเลือดฝอยดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีวิตามินซี อี และไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยปกป้องและถนอมดวงตาไม่ให้โดนทำลาย

นอกจากการบำรุงสุขภาพตาแล้ว สุขภาพร่างกายก็สำคัญ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ดวงตาดีขึ้น หากต้องออกแดด หรือขับรถควรสวมแว่นตากันแดด และควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพดวงตาปีละครั้ง หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น ตาแดง ปวดตา หรือเคืองตา ควรรีบพบจักษุแพทย์

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์  ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์  9 มีนาคม 2557

หยุดใช้สมาร์ทโฟน ฟื้นความคิดสร้างสรรค์ 50%

dailynews121217_001คราวหน้า ถ้าใครรู้สึกสมองตื้อๆ ตันๆ คิดอะไรไม่ออก คงไม่ต้องนั่งกลุ้มให้เสียเวลาเปล่า เพราะมีการวิจัยล่าสุดจากทีมนักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยยูทาฮ์ ในสหรัฐ พบว่า การหยุดพักและพาตัวไปท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยตัดขาดจากอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็บท็อป เครื่องเล่นเกม สามารถฟื้นพลังทางสมอง โดยเฉพาะด้านความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาได้ถึงร้อยละ 50

การศึกษาทำโดยพาอาสาสมัครไปท่องป่าใกล้ชิดธรรมชาติเป็นเวลา 4 วัน ตลอดการเดินทางและท่องเที่ยง จะไม่มีการใช้อุปกรณ์สื่อสารใดๆ เลย ผลการวิจัยวัดจากการข้อคำถามประเมินความคิดสร้างสรรค์ที่ให้ทำทั้งก่อนและหลังท่องเที่ยว ซึ่งผลที่ได้ชี้ชัดว่า คะแนนความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นหลังจากเหล่าอาสาสมัครได้ไปพักผ่อนชนิดตัดขาดจากเรื่องราววุ่นๆ ของโลกภายนอก

ทั้งนี้ ทีมวิจัยยังไม่ฟันธงว่า การที่ประสิทธิภาพของสมองฟื้นตัวขึ้นนั้น เป็นเพราะธรรมชาติหรือเกิดจากการหยุดรับรู้ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่างๆ ผ่านอุปกรณ์สื่อสารกันแน่ แต่พวกเขาลงความเห็นว่า คงเป็นเพราะสองปัจจัยประกอบรวมกัน

อย่างไรก็ตาม ผลดีจากการหยุดพักการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารบ้าง ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคร้าย เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีการสำรวจพบว่า ผู้คนในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่มีชีวิตติดกับอุปกรณ์สื่อสาร และใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้นไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน มีส่วนเชื่อมโยงให้เกิดโรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ และเบาหวานด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  17 ธันวาคม 2555

.

Related Link:

.

foxnews121213_001

Hiking in nature increases creativity

By Laurie Tarkan
Published December 13, 2012

If your creative juices have temporarily dried up or you’re having something akin to writer’s block at work, get thee to the Appalachian Trail—or another backwoods spot.

There’s a whole field of research (called ecopsychology), which shows that being out in nature is good for your psyche, and Outward Bound has made a business out of restoring people through long hikes in the woods. Now, a new study has found that being in nature—without your smartphone, that is—also increases your creativity.

Psychologists from the University of Utah and University of Kansas conducted creativity tests on 56 men and women who had participated in four- to six-day wilderness hiking trips organized by the Outward Bound expedition school in Alaska, Colorado, Maine and Washington state. Of course, no electronic devices were allowed on the trips.

The morning before they set out, 24 of the backpackers took a creativity test. Then, 32 hikers took the test on the morning of the trip’s fourth day. The test gave participants 10 sets of three words. For each set they had to come up with a fourth word that was tied to the other three. For example, an answer to same/tennis/head might be match (because a match is the same, tennis match and match head).

The study found the subjects who had been backpacking four days got an average of 6.08 of the 10 questions correct, compared with an average score of 4.14 for those who had not yet begun a backpacking trip.

“We show that four days of immersion in nature, and the corresponding disconnection from multimedia and technology, increases performance on a creativity, problem-solving task by a full 50 percent,” the researchers concluded.

The researchers embarked on the study to test if a nature experience could counter one of the growing problems today. The 24/7 use of technology as well as constant multitasking has overtaxed our executive function abilities–our ability to switch amongst tasks, maintain task goals and inhibit irrelevant and distracting actions or thoughts. This overuse leaves us feeling depleted, the authors said.

One theory, called  attention restoration theory (ART), suggests that nature can be restorative to the part of the brain in charge of executive function. Studies have shown that interacting with nature (or images of nature) can improve a number of skills and abilities, including sustained attention, avoiding distractions and performance on cognitive tests. This is one of the first studies, however, to look at the impact of longer periods of exposure to nature on creative problem solving.

The study could not determine if the benefits were due to the exposure to nature, the absence of technology or both.

Nor did it look at shorter stints in the woods. But another study did.

“A colleague replicated our study with students who went out in nature for three hours and they also showed benefits,” said Dr. David Strayer, a co-author of the study and professor of psychology at the University of Utah.

That study found a 20 percent improvement, compared to the 50 percent improvement found after four days of exposure to nature, he said.

The authors proposed several explanations for the improvements in creativity:

Natural environments expose us to stimuli that are gently stimulating (not a bombardment of stimulation).  Being out in nature may also activate the part of the brain that is active during restful introspection (introspection is often sidelined with constant access to smart phones and other electronics).

The study shows “that burying yourself in front of a computer 24/7 may have costs that can be remediated by taking a hike in nature,” Strayer said.

SOURCE: foxnews.com

จ้องแท็บเล็ตนาน เร่งปัญหาสายตาก่อนวัย

แต่ละวัน มีผู้ใช้แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ โดยสิ่งเหล่านั้นมาพร้อมกับพฤติกรรมการใช้สายตาเพื่อจ้องมองหน้าจอของอุปกรณ์อย่างปฏิเสธไม่ได้

ดร.คริสติน เพอสโลว ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา เผยว่า เมื่อเราจดจ่ออยู่กับการมองอุปกรณ์ดังกล่าว จะทำให้เกิดอาการ “ลืมกระพริบตา” ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบหล่อลื่นตา เพราะโดยปกติคนเราจะกระพริบตา 12-15 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือแม้กระทั่งโน๊ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ การมองหน้าจอจะทำให้กระพริบตาลดลงไปเหลือ 7-8 ครั้งต่อนาที

 

การกระพริบตาที่น้อยลง อาจทำให้ตาแห้งจนเยื่อตาฉีกขาด เนื่องจากสารหล่อลื่นที่ช่วยปกป้องพื้นผิวของตา ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ

สำหรับอาการเยื่อตาฉีกขาด จะเห็นเงาดำเป็นจุดหรือเงาลางคล้ายหยากไย่ที่เกิดขึ้นโดยทันที หรือหากเคยเห็นอยู่ก่อนแล้ว จะเห็นเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งรู้สึกเหมือนมีไฟแลบเกิดขึ้นทั้งในเวลาหลับตาและลืมตา หรือขณะใช้สายตา เวลามองจะเห็นเงาคล้ายม่านดำมาบัง ทำให้สายตาพร่ามัว

ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่อายุประมาน 50 ปี มักพบว่า มีอาการตาแห้งถึงร้อยละ 30 แต่ขณะนี้สามารถพบได้ในวัยรุ่นมากขึ้นด้วย ดังนั้น อาจแสดงให้เห็นว่า การจ้องมองอุปกรณ์ดังที่กล่าวมา ทำให้เกิดภาวะตาเสื่อมเร็วขึ้น ประกอบกับมีปัจจัยอื่นๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ และแสงจากหน้าจอแสดงผลที่สว่างมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม การป้องกันอาการเยื่อตาฉีกขาด ทำได้โดยปรับลดระดับแสงสว่างหน้าจออุปกรณ์ให้พอเหมาะ ไม่ให้สว่างมากเกินไปหรือมืดไป เมื่อรู้สึกแสบตา เนื่องจากตาแห้งสามารถหยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มการหล่อลื่นในกระบอกตา.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  24 เมษายน 2555