3 ปัจจัยเสี่ยงท้องอืดเรื้อรัง

dailynews141110_01เวลาเห็นอาหารน่าทาน มันก็ยากที่จะห้ามใจตัวเองได้ ยิ่งเจอเมนูสุดโปรดด้วยแล้ว อาการตามใจปากก็จะมีมากขึ้น หากไม่ควบคุมพฤติกรรมการกินให้อยู่ในกรอบ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ และการดำเนินชีวิตมากขึ้นตามไปด้วย

การวางกรอบให้ตัวเองในการกินอาหาร อาจดูเป็นเรื่องที่หลายคนนมองข้าม แต่จริง ๆ แล้วถือเป็นปัจจัยเริ่มต้นของการดูแล รักษาสุขภาพได้ดีที่สุด โดยเฉพาะ พฤติกรรมประเภทกินเยอะ กินถี่ กินเร็ว รวมทั้งกินอาหารที่ช่วยให้แบคทีเรียในลำไส้เติบโต และเครื่องดื่มที่มีก๊าซ เพราะจะทำให้เกิดภาวะอยู่ 3 อย่างคือ ปริมาณแบคทีเรียในลำไส้มากเกินไป, ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนม และโรคลำไส้แปรปรวน ทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรค ท้องอืดเรื้อรัง นั่นเอง

ทั้งนี้ อาการของผู้ที่มีภาวะดังกล่าว นพ.สุขประเสริฐ จุฑาก่อเกียรติ อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี ได้อธิบายว่า ผู้ป่วยเหล่านี้แรกเริ่มจะมีอาการอืดอัด แน่นท้อง เรอบ่อย หลังทานอาหาร อีกทั้งจะผายลมบ่อย และท้องโตเป็นพัก ๆ ซึ่งผู้ป่วยเองอาจคิดว่าแค่ซื้อยาลดกรดมาทานก็หาย แต่จริง ๆ แล้วควรรีบปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อไม่ให้อาการรุนแรงมากไปกว่าเดิม

สำหรับการตรวจรักษาก็ไม่มีความซับซ้อน แพทย์จะเริ่มวินิจฉัยโดยใช้เครื่องตรวจลมหายใจ (Breath test) เพื่อหาก๊าซไฮโดรเจน และมีเทน ทำหน้าที่ผลิตแบคทีเรียในทางเดินอาหาร โดยขั้นตอนนี้จะต้องลดน้ำและอาหารก่อน 12 ชั่วโมง จากนั้นจะให้ผู้ป่วยทานสารที่ใช้ในการตรวจแยกโรคว่าจริง ๆ แล้วเกิดจากภาวะใดใน 3 ปัจจัย จากนั้นจะให้ผู้ป่วยเป่าลมหายใจ ใส่ในถุงทุกๆ 15 นาที จนครบ 120 นาที และนำผลไปวิเคราะห์

เมื่อแพทย์วินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยก็จะรู้ว่าอาการท้องอืดเรื้อรังที่เป็นนั้นเกิดจากปัจจัยไหน เช่น ภาวะแบคทีเรียในลำไส้มากเกินไป รักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดเชื้อในลำไส้ ร่วมกับการปรับให้ยาเคลื่อนไหวลำไส้ และเลี่ยงการทานอาหารบางประเภทเช่น กระเทียม แอปเปิ้ล หอม ถั่ว กะหล่ำ น้ำเชื่อมเข้มข้น ลูกพรุน มะม่วง และน้ำตาลเทียม เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวเร่งให้แบคทีเรียเจริญเติบโตมากขึ้น ในส่วนของภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนมนั้น ต้องงดอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด ทั้งชีส โยเกิร์ต วิปครีม ฯลฯ

การใส่ใจในเรื่องการทานอาหาร และรู้จักควบคุมตัวเองไม่ให้เผลอใจไปง่าย ๆ ถ้าเราทำได้ก็จะไม่เป็นโรคท้องอืด หลายคนอาจมองว่าเป็นแล้วเดี๋ยวก็หาย เพราะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความอึดอัดอยู่ไม่น้อยและมีอาการเรื้อรังได้ และที่สำคัญ ถ้าเรายังมีพฤติกรรมการกินแบบเดิม ๆ นอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคท้องอืดเรื้อรังแล้ว อาจส่งผลต่อการเกิดโรคอื่นๆตามมาเช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ซึ่งการรักษาก็จะกินระยะเวลามากขึ้น

การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ อย่าตามใจปากนั่นเอง

นพ.สุขประเสริฐ จุฑาก่อเกียรติ
อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ
โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา : เดลินิวส์ 10 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

‘โรคเลือดข้น’ มฤตยูเงียบ โดย กานต์ดา บุญเถื่อน

bangkokbiznews140114_001ภาวะซีด เหนื่อยง่าย คันตามร่างกายโดยหาสาเหตุไม่ได้ เหงื่อออกมากเวลานอนจนต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอน อย่าชะล่าใจกับสัญญาณเตือนว่า ‘มะเร็งโรคเลือด’ อาจกำลังมาเยือน

มะเร็งโรคเลือด หรือโรคเอ็มพีเอ็น ( Myeloproliferative neoplasm) ไม่ใช่โรคที่แปลกใหม่ วงการแพทย์พยายามสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ให้กับประชาชน โดยเน้นให้ทราบถึงอาการผิดปกติเบื้องต้น เพื่อรับการรักษาได้ทันการณ์

ก่อนที่จะรู้ว่าโรคเอ็มพีเอ็นคืออะไร พอ.นพ.อภิชัย ลีละสิริ ผู้อำนวยการกองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า ต้องเข้าใจเกี่ยวกับระบบการทำงานของเลือดในร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด เพื่อให้ทราบว่าโรคนี้เกิดขึ้นที่ส่วนไหนของร่างกายได้บ้าง แล้วเมื่อเกิดขึ้นกับร่างกายของเราแล้วจะส่งผลร้ายอย่างไร

ความผิดปกติของระบบผลิตเม็ดเลือด ทราบได้จากการตรวจเลือดดูความสมบูรณ์และปริมาณเม็ดเลือดแดง กรณีที่มีมากเกินไปจะมีผลให้เลือดข้นไหลเวียนได้ช้า เสี่ยงที่จะเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันตามมา ขณะเดียวกันหากร่างกายผลิตน้อยก็เสี่ยงที่จะอยู่ในภาวะโลหิตจาง ตัวซีดและเหนื่อยง่าย

เม็ดเลือดขาวก็เช่นเดียวกันถ้ามีปริมาณมากเกินไป ก็จะทำให้เลือดข้น ไหลเวียนช้า แต่หากร่างกายผลิตได้น้อยจะทำให้ร่างกายมีโอกาสที่จะติดเชื้อโรคง่ายกว่าปกติ และในคนที่มีปัญหาเรื่องเกล็ดเลือด หากร่างกายผลิตเกล็ดเลือดมากเกินไปก็เพิ่มความเสี่ยงในการอุดตันได้เช่นกัน แต่หากน้อยเกินพอดีก็เสี่ยงที่จะทำให้เลือดออกง่าย แต่หยุดยาก

ความผิดปกติของระบบเลือดในร่างกาย สังเกตจากอาการที่ปรากฏคือ ภาวะซีด เหนื่อยง่าย คันตามร่างกายโดยหาสาเหตุไม่ได้ เหงื่อออกมากเวลากลางคืน กินอาหารได้น้อยลง รวมถึงมีอาการเจ็บแถวบริเวณใต้ชายโครง ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับและม้าม เพราะตับหรือม้ามอาจมีขนาดที่โตกว่าปกติอยู่ อ่อนเพลียง่าย เป็นต้น

ส่วนสาเหตุความผิดปกติมาจาก 2 สาเหตุคือ พันธุกรรมและเกิดขึ้นในภายหลังเพราะร่างกายทำงานผิดปกติ โดยกลุ่มเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีประวัติเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดผิดปกติ

สำหรับวิธีการรักษามะเร็งโรคเลือดด้วยการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ซึ่งสร้างความหวังสูงสุดให้กับคนไข้ว่าจะต้องหายแน่นอน แต่แท้จริงแล้วเป็นวิธีที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ ในทางการแพทย์ เพราะต้องอาศัยปัจจัยที่เอื้อต่อการรักษาอีกหลายประการร่วมด้วย หรือกรณีคนไข้ม้ามโต แพทย์อาจให้กินยาลดขนาดม้าม แต่ก็มีผลข้างเคียงทำให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดขาวได้น้อยลง หรือหากฉายแสงทำให้ม้ามยุบได้ 2 เดือนก็กลับมาโตใหม่และทำซ้ำไม่ได้แล้ว

“โรคเอ็มพีเอ็นเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นแล้วรักษาไม่หายขาด แต่เป้าหมายของการรักษาก็เพื่อบรรเทาอาการและลดภาวะแทรกซ้อนจากโรค รวมถึงทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำอย่างถูกวิธี กินยาสม่ำเสมอไปตลอดไม่มีดื้อ รู้ควบคุมไขมันในเลือดและงดสูบบุหรี่ซึ่งเป็นตัวการทำให้ภาวะลิ่มเลือดอุดตันมากขึ้น คนไข้ก็สามารถที่จะมีชีวิตยืนยาวไม่ต่างจากคนปกติ” พอ.นพ.อภิชัย กล่าว

 

///// ล้อมกรอบ ///

ทำความรู้จักโรคเอ็มพีเอ็น

โรคเอ็มพีเอ็นเป็นกลุ่มของโรคเลือด ที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดและเกล็ดเลือด โดยเฉพาะ 3 โรคที่พบบ่อยคือ

1. โรคเลือดข้น เนื่องจากร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันบริเวณขาข้างใดข้างหนึ่ง และบริเวณปลายนิ้ว และทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ การรักษาจะให้ยาต้านเลือด

2. โรคเกล็ดเลือดสูง จะมีการอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ วูบบ่อยๆ หลอดเลือดอุดตัน ปวดบริเวณปลายนิ้ว บางกรณีกลายเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตครึ่งซีก ขาบวมและปวดข้างเดียว รักษาได้ด้วยการรับประทานยา

3. โรคผังผืดในกระดูก ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแรกจะไม่แสดงอาการ แต่ต่อมาจะมีอาการม้ามโต แน่นท้อง อิ่มง่าย กินอาหารได้น้อย ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงด้านซ้าย อ่อนเพลียง่าย ตับอาจจะโตขึ้นทำให้แน่นท้องใต้ชายโครงขวา ต่อมาจะมีอาการคัน และเหงื่อออกตอนกลางคืน หากโรคอยู่ในระยะสุดท้ายอาจจะมีไข้ อ่อนเพลียมาก ผอมแห้ง ปวดกระดูก ปวดตามเส้นประสาท

การรักษาจะทำได้ด้วยการรับประทานยา การรับเลือดและการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับเลือดบ่อยๆ อาจจะเกิดภาวะเหล็กในร่างกายสูงและสะสมอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ในกรณีที่ม้ามโตจะต้องรักษาด้วยการรับประทานยาลดขนาดม้าม หรือฉายรังสี และตัดม้าม

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 14 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

What Are Myeloproliferative Disorders?

Myeloproliferative neoplasms (MPN)

ประสบการณ์ “แน่นอก”

imageเคยไหมที่นั่งพักอยู่ดี ๆ ก็มีอาการแน่นอก คล้ายหายใจไม่อิ่ม คล้ายจะเป็นลมแต่ก็ไม่ใช่เพราะมือเท้าอุ่นดีไม่เย็นชืด ที่สำคัญการเคลื่อนไหวของร่างกายก็ยังปกติ รู้สึกตัวดี ไม่มีอาการแขนขาอ่อนแรงหรือปากเบี้ยว แต่ไม่สบายตัวมากๆ เนื่องจากอาการแน่นอก
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง อาการไม่บรรเทาลงเลยตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย จึงขอเล่าประสบการณ์อาการแน่นอกและการรักษาเพื่อเป็นความรู้สักนิด
เมื่อไปถึงสถานพยาบาลก็ 18.20 น. แล้ว พยาบาลหน่วยคัดกรองก็ซักถามอาการเบื้องต้น ได้แจ้งไปว่า แน่นหน้าอกเหมือนหายใจไม่ออก พยาบาลก็ได้ซักถามประวัติ เช่น โรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ ยาที่แพ้ ฯลฯ และตามรถเข็นมาให้นั่งพัก พาไปชั่งน้ำหนักและวัดความดัน รถเข็นก็พาไปรอที่หน้าห้องตรวจ รอแฟ้มประวัติและรอพบแพทย์ ตอนนี้ทราบแล้วว่าความดันสูง 168 / 70 แต่วัดไข้แล้วปกติ ไม่มีไข้ ออกซิเจนในกระแสเลือด 98 % เลือดลำเลียงออกซิเจนได้ดี
เมื่อพบแพทย์ได้เล่าอาการที่เกิดขึ้นให้ฟัง
คุณหมอ: มีอาการเมื่อไร
ตอบ: ประมาณ 16.30 น.
คุณหมอ: ทำอะไรอยู่
ตอบ: ทานส้มตำเสร็จ แล้วก็มีอาการแน่น หายใจไม่อิ่มขึ้นมา
คุณหมอ: ปกติทานอาหารรสจัดไหม
ตอบ: ใช่
คุณหมอ:  มีโรคประจำตัวไหม
ตอบ: มี เป็น A. S. โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด
คุณหมอ: มียาอะไรที่รับประทานประจำบ้าง มียาแก้ปวด ยาสเตียรอยด์ ไหม
ตอบ: มียากดภูมิ เมทโทเทร็กเสท ทุกวันพฤหัส และโฟลิก
คุณหมอ: อาการเอเอสเป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ: สงบ ไม่ปวด ไม่อักเสบ
คุณหมอให้นอนบนเตียงและใช้หูฟังตรวจบริเวณปอด และตรวจที่ท้อง มีการเคาะและกด และถามว่าบริเวณไหนที่เจ็บ ก็ตอบคุณหมอไปว่าช่วงกลางยอดอกแน่นที่สุด และไดัยินเสียงท้องตัวเองร้องโกกกรากอย่างน่าเกลียด คุณหมอก็สรุปว่าอาการแน่นอกมาจากระบบทางเดินอาหารเริ่มมีอาการอักเสบ ลำไส้เคลื่อนตัวมาก กระเพาะมีกรดมาก มีแก๊สมาก อาจมีแผลในกระเพาะอาหาร คุณหมอแนะนำให้งดรับประทานอาหารรสจัด ควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ อธิบายการรับประทานยา ผู้เขียนอดที่จะซักถามต่อไม่ได้ว่าแล้วที่วัดความดันออกมาสูงนั่นเล่า เป็นโรคความดันโลหิตสูงใช่หรือไม่ คุณหมอตอบว่าต้องดูในภาวะปกติ ความดันก็ปกติ ดูจากประวัติคนไข้ อาการอักเสบในร่างกายหรือภาวะเครียดจะทำให้ความดันโลหิตสูงไม่ใช่อาการของโรคความดันครับ (ผู้เขียนรู้สึกโชคดีมาก มีประวัติล่าสุดเมื่อ 30 วันที่ผ่านมา ค่าความดันโลหิตปกติมาตลอด มาขึ้นสูงตอนนี้เพราะไม่สบายท้องนั่นเอง)
สรุปได้ยามารับประทาน พร้อมรายละเอียด ดังนี้
1. Motilium-m 10 mg (ed) ครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น (20 เม็ด) ช่วยปรับการเคลื่อนไหวของลำไส้ รับประทานก่อนอาหาร ครึ่งชั่วโมง
2. Miracid 20 mg cap (ed) ครั้งละ 1 แคปซูล ก่อนอาหาร เช้า เย็น (30 เม็ด) ลดการหลั่งกรดและป้องกันการเกิดแผลในทางเดินอาหาร รับประทานก่อนอาหาร 1/2 – 1 ชั่วโมง
3. Gaviscon Suspension 10 ml (ned) ครั้งละ 1 ซอง หลังอาหาร เช้า กลาวงัน เย็น ก่อนนอน (12 ซอง) บรรเทาอาการแสบร้อนกลางอกและอาหารไม่ย่อย ฉีกซองแล้วรับประทาน
4. Air-X SF 40 mg tab (ed) ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น (20 เม็ด) แก้แน่นท้อง ท้องอืด เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน
ขอเตือนท่านที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารรสจัด ส้มตำรสเผ็ด วันข้างหน้าอาหารเหล่านี้อาจทำให้ร่างกายไม่สบาย ระบบทางเดินอาหารออกอาการประท้วง…มันแน่นอก ได้

‘ท้องอืดท้องเฟ้อ’ อาการทั่วไป..ที่ไม่ธรรมดา ต้นตอปัญหาโรคร้ายในระบบทางเดินอาหาร

Credit: doctormurray.com

”ยังไม่ทันทำอะไร ก็หมดเวลาไป 1 วันแล้ว…” ประโยคนี้มักได้ยินจากใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนว่าเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน จะไม่เพียงพอต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ให้ครบตามที่ใจต้องการ ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ สภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง ภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ทุกอย่างต้องแข่งขันกับเวลาจนเกิดเป็นความกดดันและความเครียด ทำให้หลายคนลืมที่จะดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง แม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างเช่น การทานอาหารให้ตรงเวลาและให้ครบ 3 มื้อ แต่ก็คงไม่แปลกถ้าคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะให้เหตุผลเป็นเสียงเดียวกันว่า “ก็มันไม่มีเวลาจริงๆ” และสิ่งที่ตามมา ก็คือ ปัญหาด้านสุขภาพ และหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่มักเกิดจากพฤติกรรมเหล่านี้ ก็คือ อาการของโรคระบบทางเดินอาหารนั่นเอง

นายแพทย์สุริยา กีรติชนานนท์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ให้ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุและอาการต่างๆ ของโรคระบบทางเดินอาหาร ว่าอาการของโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ คือ อาการอึดอัด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ บริเวณลิ้นปี่หรือเหนือสะดือ โดยอาการเหล่านี้ทางการแพทย์ใช้คำแทนว่า อาการ Dyspepsia (ดิสเป็บเซีย) จากการสำรวจข้อมูลประชากรจำนวน 23,676 คน ใน 5 ประเทศของยุโรป พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอาการเหล่านี้ถึงร้อยละ 32% (7,576 คน) ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบร้อยละ 25 และสำหรับประเทศไทยนั้น มีข้อมูลจากสมาคมโรคทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย ว่าคนไทยได้ประสบกับอาการนี้ถึงร้อยละ 20-25 และเป็นอาการที่พบบ่อยเป็นอันดับหนึ่งในคลินิกทางเดินอาหาร โดยพบได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้สูงอายุ ช่วงที่พบบ่อยมากคือ อายุตั้งแต่ 40-45 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดจากระบบการย่อยอาหารที่เสื่อมลงตามวัย

“อาการดิสเป็บเซีย เป็นอาการที่เกิดใน กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มโรคออกเป็น 2 ชนิด คือ

กลุ่มผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพชัดเจนในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า organic dyspepsia (ออแกนิก ดิสเป็บเซีย) เช่น กระเพาะอาหารอักเสบรุนแรง มีแผล มีเชื้อโรคซ่อนอยู่ เนื้องอกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น

และอีกชนิดหนึ่ง คือ กลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบโรคดังกล่าวด้วยวิธีส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนบน หรือ Functional dyspepsia – FD (ฟังชันนอล ดิสเป็บเซีย – เอฟดี) โดยอาการชนิดนี้ เกิดจากการที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทำหน้าที่ผิดปกติไปจากเดิม ซี่งพบเป็นส่วนมากในผู้ป่วยที่มีอาการดิสเป็บเซีย จากข้อมูลสำรวจผู้ป่วยที่มีอาการดิสเป็บเซียในประเทศไทยจำนวน 1,100 ราย พบว่าร้อยละ 60-90 ของผู้ป่วยที่มีอาการดิสเป็บเซีย มีอาการอยู่ในกลุ่มที่สองนี้ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ มีหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิ กระเพาะบีบตัวไม่ได้ บีบตัวช้า กระเพาะไวต่ออาหารบางชนิด เช่น อาหารรสจัด สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้การย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร และการเคลื่อนตัวของอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็กเป็นไปด้วยความลำบาก เกิดการสะสมของฟองอากาศหรือแก็สในกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้อึดอัด แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อครับ” นายแพทย์สุริยาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ในปัจจุบันอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เกิดขึ้นในกลุ่มคนวัยทำงานและกลุ่มคนวัยเรียนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันเนื่องมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องความเครียด พฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือรับประทานอาหารด้วยความเร่งรีบ เคี้ยวไม่ละเอียด ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ อาทิ แอลกอฮอล์ บุหรี่ กาแฟ น้ำอัดลม อาหารไขมันสูง ทานอาหารอิ่มแล้วนอนในทันที ทานอิ่มเกินไป หรือแม้แต่พูดคุยขณะรับประทานอาหาร เพราะเป็นการกลืนอากาศเข้าไปพร้อมอาหาร จนส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นซึ่งเป็นปัญหาที่น่าวิตกในการดำเนินชีวิตและการดูแลสุขภาพ

นายแพทย์สุริยาอธิบายว่า อาการในกลุ่ม ‘ฟังชันนอล ดิสเป็บเซีย’ นั้นไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่จะรบกวนคุณภาพชีวิตได้ ซึ่งผู้ที่มีอาการ จำเป็นต้องปรับพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการนี้ ควบคู่ไปกับการรับประทานยารักษาอาการ ซึ่งยารักษาอาการในกลุ่ม ‘ฟังชันนอล ดิสเป็บเซีย’ มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน อาทิ ยาลดแก็สหรือฟองอากาศที่อยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้ ที่มีตัวยา ‘ไซเมทิโคน (Simethicone)’ เช่น ยาแอร์เอ็กซ์ ที่สามารถช่วยลดแรงตึงผิวของฟองอากาศหรือแก๊สในทางเดินอาหาร ทำให้ฟองอากาศเล็กๆ รวมตัวกันง่าย และถูกขับออกจากร่างกายทางปากหรือทางทวารหนักได้ดีขึ้น ทำให้ทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเต็มที่ อาการอึดอัดแน่นท้อง ท้องอืดเฟ้อ ก็จะดีขึ้นตามลำดับ โดยที่ตัวยาจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และไม่มีปฏิกิริยาต่อยาอื่นๆ ที่ทานร่วมกัน อย่างเช่น ยาลดกรด ที่กระตุ้นการบีบตัวกระเพาะอาหาร เป็นต้น

“ปัจจุบันอาการท้องอืดนั้น เกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย ทั้งนี้ทุกคนควรรู้จักการดูแลรักษาสุขภาพ ตลอดจนการป้องกันตนเอง เพื่อให้ห่างไกลจากอาการเหล่านี้ ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ไม่รับประทานอิ่มจนเกินไป ไม่พูดคุยขณะรับประทานอาหาร หลังจากรับประทานอาหารก็ไม่ควรนอนทันที และควรรักษาสมดุลการทำงานไม่ให้ตนเองตกอยู่ในภาวะเครียด พร้อมออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างพอดี เหมือนกับประโยคที่ว่า “สุขภาพที่ดีมีได้ด้วยตัวเราเอง” มาสร้างสมดุลย์ให้กับชีวิตกันดีกว่าครับ” นายแพทย์สุริยากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ 26 กันยายน 2555